รสิตายั่วรัก

โดย: อัณณากานต์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : คนขี้เหงา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


      “วันหยุดแท้ๆ ไปไหนแต่เช้าตาพอร์ช” อรอนงค์ถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เดินตัวหอมฟุ้งลงมาจากห้องนอน

        “ไปดูพันธุ์ไม้ครับเพื่อนมันชวนไปเป็นหุ้นส่วน” ชยางกูรหรือพอร์ชตอบมารดาที่นั่งจิบกาแฟอยู่ที่โต๊ะอาหารส่วนบิดาไม่ได้ซักถามอะไรเพราะเขาเกริ่นๆ เรื่องนี้ให้ท่านฟังแล้ว

        “นี่เอาจริงหรอแม่คิดว่าคุยกันเล่นๆ” ก็ลูกชายของเธอเป็นคนเมืองที่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์มากกว่า ใช่ว่าตาพอร์ชจะไม่เอางานเอาการลูกชายสุดที่รักรับผิดชอบตำแหน่งผู้บริหารที่บริษัทได้ไม่มีมีขาดตกบกพร่องแต่พ่อรูปหล่อไม่ค่อยชอบใช้ชีวิตกลางแจ้งมากนักยิ่งการทำสวนทำไร่ตัดทิ้งไปได้เลยเพราะมันจะทำให้ตัวหอมๆ ของพ่อเนื้องามเหม็นเหงื่อ

        “ผมว่ามันดีครับคุณแม่และมันจะเติบโตได้อีก”

        “ถ้าจะทำกับเพื่อนก็ดูเรื่องสัญญาส่วนแบ่งดีๆ” ชุมพลผู้เป็นบิดาเอ่ยขึ้นมา

        “ครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มตอบบิดาแล้วนั่งลงที่เก้าอี้เพื่อทานอาหารเช้า

        “แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นไหมลูก” อรอนงค์ถามเมื่อลูกชายจัดการข้าวต้มกุ้งหมดไปถ้วยโต

        “ไม่ครับคุณแม่และคงกลับดึกด้วยว่าจะไปหาเพื่อนตอนค่ำๆ”

        “ไปนะครับแม่ ไปนะครับพ่อ” ชยางกูรยกมือไหว้ทั้งสองคนแล้วขับรถคันงามออกไป

        ชยางกูรหรือพอร์ชคือบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลทรัพย์ไพศาล เขาก็เหมือนคนรุ่นใหม่หลายๆ คน ที่นิยมความสัมพันธ์ฉาบฉวยพอใจกันเพียงแค่คืนสองคืนหรือไม่กี่ครั้งแล้วก็จบกันไป ชายหนุ่มอายุสามสิบห้าปีแล้วและยังไม่มีคนรักหรือผู้หญิงที่อยากใช้ชีวิตสร้างครอบครัวด้วยเลยสักคน โชคดีที่พ่อกับแม่ไม่ได้เร่งรัดและชอบนัดบอดหรือคลุมถุงชนเหมือนที่เพื่อนฝูงหลายคนโดนกระทำ

        ชื่อเล่นของเขาพ่อเป็นคนตั้งให้เพราะหลงใหลในรถยี่ห้อนี้มากและมันก็ส่งผ่านมาทางสายเลือดถึงเขาเช่นกันรถยนต์คู่ใจของเขาคือสีดำรุ่นเก้าหนึ่งหนึ่งเทอร์โบ ตอนประถมเขาโดนเพื่อนที่โรงเรียนอินเตอร์ล้อพอสมควรที่พ่อตั้งชื่อนี้เพราะบางคนก็อ่านว่าปอร์เช่แต่บางคนก็พอใจจะเรียกพอร์ช

        เขาคือชายหนุ่มร่างสูง ผิวพรรณหน้าตาก็เข้าข่ายว่าหล่อเหลาคมคายแถมยังรั้งตำแหน่งผู้บริหารบริษัทใหญ่เป็นที่รู้จักในวงสังคมพอสมควรและสุดท้ายยังพ่วงด้วยรถคันงามกับสถานะโสดสนิทจึงไม่แปลกที่พอร์ชคันนี้จะมีสาวๆ เข้ามารุมล้อมอยากทดลองขับกันแทบทุกวัน

        พอร์ชใช้เวลาช่วงเช้าหมดไปกับการพูดคุยเรื่องธุรกิจและเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ต่างๆ รวมถึงการขยายพันธุ์มีทั้งมาจากกิ่งจากเมล็ดหรือเพาะชำ เขาพยายามจดจำและทำความเข้าใจทุกอย่างให้ดีที่สุดเพราะความรู้ด้านนี้เท่ากับศูนย์และใช่ว่าจะทำให้ท้อถอยมันกลับยิ่งทำให้เขาฮึกเหิมและอยากบุกเบิกธุรกิจนี้มากขึ้นไปอีก เขาชอบสิ่งแปลกใหม่ชอบคิดแหวกแนวเพราะการติดอยู่ในกรอบเดิมๆ ก็จะได้อะไรแบบเดิมๆ เป็นผลตอบแทนซึ่งมันไม่เร้าใจผู้ชายไฟแรงแบบเขาสักนิด

        “และสิ่งสำคัญที่สุดคือที่ดิน” ภาสกรเพื่อนสนิทของเขากล่าวปิดประเด็น

        “เออ รู้แล้วน่าทำสวนดอกไม้ไม่มีที่ได้ยังไง” พอร์ชตอบ

        “แล้วมึงมองๆ ที่ไหนไว้บ้าง กูมีพรรคพวกแถวปากช่อง”

        “นี่คิดว่าน่าจะไปทางเหนือๆ”

        “อืม ไว้ค่อยว่ากันอีกที่ถ้ามึงมั่นใจแล้วค่อยไปดูที่กัน”

        “กูมั่นใจแล้วเนี่ยจะให้เลขายื่นเรื่องตั้งบริษัทอยู่แล้ว”

        “โอ้โห คุณพอร์ชนี่ใจเร็วด่วนได้จริง”

        “กูแค่ไม่ชอบทำอะไรชักช้า เรื่องธุรกิจใครเริ่มก่อนก็ได้เปรียบ”

        “เออ โอเคไว้วันพุธเดี๋ยวกูเข้าไปหาแล้วกันมึงสะดวกไหม”

        “สะดวกแล้วทำไมไม่ทำตอนนี้ว่ะ กูโทรเรียกเลขาได้นะ” พอร์ชกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

        “นี่มันวันอาทิตย์ให้เลขามึงมีเวลาอยู่กับลูกกับผัวบ้าง อีกอย่างกูนัดน้องส้มไว้จะพาไปช้อปปิ้ง”

        “มึงไม่ได้ห่วงเลขากูไอ้กรอย่ามาอ้าง” พอร์ชกล่าวแล้วขำลั่น

        “เออ กูคิดถึงเมียจบไหม” ภาสกรยอมรับ

        “โอเคไว้เจอกัน สักบ่ายสองนะมึง” พอร์ชบอกลาเพื่อนแล้วปล่อยให้มันไปหาเมียส่วนตัวเขาสั่งกาแฟมาเพิ่มอีกแก้วแล้วนั่งหาข้อมูลที่ดิน

        เมื่อน้ำสีดำรสขมแต่หอมกรุ่นหมดลงไปอีกแก้วชยางกูรก็มองไปรอบๆ ตัว แล้วแอบถอนหายใจเบาๆ เพราะเกินครึ่งมากันเป็นคู่ส่วนอีกครึ่งนั้นมากันเป็นครอบครัวทั้งร้านมีแค่เขาเพียงคนเดียวที่นั่งหัวลีบโด่เด่ ชายหนุ่มเรียกพนักงานมาคิดเงินแล้วเดินกลับไปที่รถแต่ก็คิดไม่ตกว่าจะไปไหนเพราะเพิ่งจะบ่ายนิดๆ เอง

        สุดท้ายเขาก็ขับรถมุ่งหน้าไปที่เอกมัยไม่ใช่ไปห้างสรรพสินค้าหรูหรากลางกรุงหรอกแต่เขาจะไปท้องฟ้าจำลองเพราะอยู่ๆ มันก็เหงาๆ เคว้งคว้างขึ้นมาอาจเป็นเพราะเขาเห็นครอบครัวที่มีกันพ่อแม่ลูกแล้วมันโหวงเหวงในใจ ตัวเขาเองอยากมีภรรยาอยากมีลูกอยากสร้างครอบครัวอยากเป็นสามีอยากเป็นพ่อแต่เขาไม่เคยเจอผู้หญิงที่ใช่เลยสักคนตั้งแต่เกิดมา ถ้าจะให้แต่งงานตอนนี้เขาก็ทำได้เพราะมีสาวๆ พร้อมจะจดทะเบียนร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยเยอะแยะแต่ในเมื่อไม่ได้รักจะให้ไปใช้ชีวิตด้วยกันได้ยังไง

        “หนึ่งที่ครับ” ชายหนุ่มพาร่างล่ำสันไปต่อคิวซื้อบัตรเข้าชมและรู้สึกว่าตัวเองพลาดมากที่เลือกมาที่นี่เพราะมันยิ่งกว่าร้านกาแฟอีก ผู้คนทั้งหมดล้วนมากันเป็นครอบครัวอุ้มลูกจูงหลานกันมาทั้งสิ้น        

        “หนูก้อย ขอโทษพี่เขาก่อนลูก” เด็กสาวน่าจะประมาณสองสามขวบเดินมาชนเขาแล้วก็ล้มลง

        “ไม่เป็นไรครับ” ชยางกูรนั่งคุกเข่าแล้วประคองให้เด็กน้อยกลับมายืนเหมือนเดิมและเขาก็แทบจะหยุดหายใจกับรอยยิ้มที่ไร้เดียงสาไร้สิ่งปรุงแต่งดวงตาของเด็กน้อยดำสนิทและแวววาวดั่งลูกแก้ว

        “ขอโทษด้วยนะคะ ยัยหนูเพิ่งหัดเดิน” มารดาของเด็กน้อยเอ่ยขอโทษอีกที

        “ไหว้พี่เขาก่อนหนูก้อย” หญิงสาวอุ้มลูกน้อยขึ้นมาแล้วเด็กน้อยก็พนมมือไหว้พร้อมเอ่ยคำว่าขอโทษชัดแจ๋ว

        “ไม่เป็นไรครับ ลูกคุณน่ารักจังเลยครับ”

        “ขอบคุณค่ะ ขอตัวก่อนนะคะสามีรออยู่”

        “ครับ” ชยางกูรมองตามหลังแม่ลูกไปแล้วในใจก็คิดว่าภรรยาของเขาจะหน้าตาแบบไหนกันนะแล้วถ้ามีลูกจะน่ารักน่าชังแบบเด็กคนนั้นไหม

        เดินเล่นรอบๆ สักพักก็ถึงเวลาต้องเข้าห้องชมการแสดง ตอนมัธยมเขาเคยมากับโรงเรียนและตอนนี้เท่าที่กวาดตามองรอบๆ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ ภายในโดมมืดและเครื่องปรับอากาศเย็นมากจนน่าหลับสักงีบแต่พอดวงดาวจำลองนับร้อยนับพันฉายอยู่ด้านบนความง่วงก็หายไป

        จิตใจของเขาสงบขึ้นอย่างน่าประหลาดและดูจะจัดระเบียบความคิดได้ดีขึ้นหลังออกมาจากโดมท้องฟ้าจำลองอาจเป็นเพราะเขาได้ผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมานานปีก็เป็นได้ ชีวิตของเขาทุกวันนี้ทุ่มเทให้งานเกินร้อยแถมตอนกลางคืนยังไม่ยอมหลับยอมนอนคิดหาโปรเจคอะไรทำต่อยอดไม่ได้หยุดก็เขามันคนโสดจึงไม่รู้จะเอาพลังอันพลุ่งพล่านไปปลดปล่อยที่ไหนแต่คืนนี้เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะเอาเรี่ยวแรงของคนหนุ่มไปใช้กับเรื่องบนเตียงบ้าง

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha