รสิตายั่วรัก

โดย: อัณณากานต์



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : ปลอมตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


      “ผู้ชายคนนั้นฟื้นรึยังคะแม่นม” นั่นคือประโยคแรกที่รสิตาเอ่ยถามเมื่อเจอหน้าแม่นมของเธอในตอนเช้า

        “ยังเลยค่ะ เมื่อกี้แวะไปดูมาแล้ว”

        “เขาจะตายไหมคะแม่นม”

        “ไม่หรอกค่ะ แม่หญิงน้อยทำใจให้สบายเถอะ” รสิตาทานอาหารมื้อเช้าแล้วก็เริ่มกลับมาคิดกังวลไปต่างๆ นานา อีกครั้ง เธอย้ำกับแม่นมก่อนจะออกไปทำงานว่าถ้าผู้ชายคนนั้นฟื้นให้ไปเรียกทันที

        หญิงสาวพาร่างโปร่งบางที่สวมกางเกงเพื่อความทะมัดทะแมงไปที่ห้องทำงานภายในห้องนี้มีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานทั่วๆ ไป และที่ขาดไม่ได้คือแจกันดอกไม้ที่แม่บ้านจะนำมาเปลี่ยนให้ทุกวันถึงเธอจะไม่ยอมรับดอกไม้จากใครแต่ก็ชอบที่จะเห็นมันอยู่ในระยะสายตา ตั้งแต่จำความได้เธอก็เห็นแต่ดอกไม้อยู่รอบตัวมันคือส่วนนึงของชีวิตเธอไปแล้ว

        เช้าวันนั้นรสิตาไม่ค่อยมีสมาธิมากนักเพราะหูค่อยแต่จะเงี่ยฟังว่ามีใครเดินมารึเปล่านี่ก็จะเที่ยงแล้วทำไมผู้ชายคนนั้นไม่ฟื้นสักทีหรือเธอควรจะพาเขาไปโรงพยาบาล

        “แม่เลี้ยงเจ้าผู้ชายคนนั้นฟื้นแล้วเจ้า” สร้อยฟ้ามาแจ้งข่าวตามที่นมทิพย์สั่ง

        “ขอบใจมากจ้ะ” รสิตารีบเร่งไปที่เรือนคนงานชายทันที

        “คุณรสิตาเจ้าของที่นี่” นมทิพย์แนะนำแม่หญิงน้อยของเธอด้วยความภาคภูมิใจ ชยางกูรดีใจเหลือเกินที่คำอธิษฐานเป็นจริงในที่สุดสวรรค์ก็เมตตาส่งนางฟ้ามาให้เขาได้พบหน้าอีกทีและเขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดไปเป็นอันขาด

        “คุณมาทำอะไรที่ไร่ของเราคะ” รสิตาถามชายหนุ่มที่สีหน้าดีขึ้นมากแถมตอนนี้เนื้อตัวของเขาก็ไม่ได้มอมแมมแล้วเธอจึงได้เห็นชัดๆ ว่า เขาหล่อเหลาเอาการสมกับที่สร้อยฟ้าปลื้มจนออกนอกหน้าเหลือเกิน

        “ผมมาหางานทำครับ” ชยางกูรตอบหญิงสาวที่เขารักตั้งแต่แรกพบหน้า

        “มาหางานอะไรค่ำมืด” นมทิพย์ถามชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความสงสัย

        “ผมมาจากกรุงเทพครับโดนไล่ออกจากงานเก่า เพื่อนมันชวนมาหางานที่นี่มันให้ยืมรถผมก็ขับหางานไปเรื่อยแต่เมื่อคืนผมไม่ชินทางคิดว่าทางนี้เป็นทางกลับบ้านเลยเลี้ยวเข้ามา”

        “แล้วขับยังไงให้รถชนยับเยินขนาดนั้น” นมทิพย์ยังคงซักถามต่อไป

        “ผมมัวแต่ดูมือถือครับแล้วก็เพิ่งมารู้สึกตัวตอนนี้นี่แหละครับ”

        “จริงๆ เลยนะ คนกรุงเนี่ยติดมือถือกันเหลือเกิน บุญเท่าไหร่แล้วที่ไม่ตาย” นมทิพย์ส่ายหัวด้วยความระอา

        “แล้วคุณจบอะไรมา” รสิตาถาม

        “จบปริญญาตรีบริหารครับแต่งานก่อนหน้าที่ทำเป็นเซลล์ขายของ ผลงานผมไม่ค่อยเด่นหัวหน้าไม่ปลื้มเลยโดนไล่ออก” ชยางกูรไม่มีทางบอกเด็ดขาดว่าเขาจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก

        “สวนของเราไม่มีตำแหน่งเซลล์หรอกค่ะ ฉันทำเองแทบจะทุกอย่างพวกบัญชี ไปพบลูกค้าหรืออะไรแบบนั้น” รสิตาตอบชายหนุ่มแปลกหน้า

        “ให้ผมทำงานในสวนก็ได้ครับผมทำได้”

        “เอ่อ ดูคุณไม่เหมาะกับงานกลางแจ้งเลยนะคะ” รสิตาสำรวจไปทั่วตัวสูงใหญ่ของเขาแล้วมันก็มีอะไรบางอย่างที่บอกเธอว่าผู้ชายคนนี้แทบจะไม่เคยอยู่กลางแจ้งเลย อาจจะเป็นเพราะมือคู่โตที่ดูสะอาดเหลือกินหรือผิวพรรณที่เกลี้ยงเกลาหรืออาจจะเป็นคำพูดคำจาของเขาที่ดูสุภาพเกินปกติ

        “งั้น ก็ไม่เป็นไรครับผมขอตัวเลยแล้วกันจะได้รีบไปหางานต่อเพราะเงินที่มีติดตัวตอนนี้คือก้อนสุดท้ายแล้ว” ชยางกูรปั้นหน้าเศร้าแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นและแน่นอนที่เขาไม่ลืมทำท่าว่าเจ็บปวดหน่อยๆ จากรอยบาดแผลที่ได้รับมาเมื่อคืน

        “คุณรอให้แผลหายก่อนดีกว่าแล้วเราค่อยมาคุยเรื่องหางานกันตอนนี้ไปสมัครที่ไหนก็คงไม่มีใครรับคุณแน่ๆ อยู่ที่นี่คุณไม่ต้องใช้เงินข้าวปลาอาหารก็มีให้กินสามมื้อ” รสิตาตัดสินใจ

        “ตายจริงเที่ยงกว่าแล้ว แม่หญิงน้อยแม่นมต้องไปในครัวแล้วค่ะ”

        “สร้อยฉันวานไปเอาอาหารมาให้สำรับนึงนะ”

        “แม่หญิงน้อยไม่ไปทานด้วยกันหรอคะ” นมทิพย์ถาม

        “วันนี้ไม่ค่ะ หนูมีอะไรอีกหลายอย่างอยากถามเขา”

        “เอ่อ แม่หญิง” นมทิพย์ไม่อยากทิ้งให้แม่หญิงน้อยของเธออยู่กับชายแปลกหน้าตามลำพัง   

        “ไม่ต้องกลัวหรอกคะแม่นม คนในสวนเยอะแยะเขาไม่กล้าทำอะไรหรอกค่ะ” เมื่อได้ยินคำสั่งดังนั้นทั้งนมทิพย์และสร้อยฟ้าจึงเดินออกไป

        เมื่ออยู่กันเพียงลำพังรสิตาก็ได้แต่มองจ้องไปที่ตู้เสื้อผ้า เรือนคนงานชายเป็นห้องแถวเล็กๆ ภายในห้องมีเตียงนอน โต๊ะและเก้าอี้ชุดสำหรับสองที่แล้วก็ตู้เสื้อผ้าพร้อมห้องน้ำในตัว มันอาจจะไม่ใช่ห้องที่หรูหราอะไรนักแต่คนงานทุกคนที่มาจากถิ่นอื่นหรือต้องการที่พักก็จะได้พักฟรีไม่ต้องเสียเงินทองสักบาท

        “คุณชื่ออะไรคะ” รสิตาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

        “พลครับ” และอีกครั้งที่ชยางกูรเลือกจะปิดบังตัวตนของตัวเองถ้าขืนบอกว่าเขาคือนักเรียนนอก ลูกชายคนเดียวของบริษัทใหญ่โตเธอต้องไล่ตะเพิดเขาแน่ๆ

        “ค่ะ” รสิตารับคำแล้วนิ่งไป พูดจากใจจริงเขาคือผู้ชายคนนึงที่หล่อมากและดูอบอุ่นเหลือเกินยิ่งพอได้รู้ว่าเขาชื่อพลเหมือนสามีคนแรกที่เป็นรักแรกของเธอมันยิ่งทำให้หัวใจของเธอไหวสั่น แต่เธอจะมายั่วรักให้ท่าเขาไม่ได้สามีคนที่สองยังตายจากไปไม่ถึงปีเธอจะกล้ามีใครใหม่ได้ยังไงและอีกอย่างเธอไม่สามารถเอาผู้ชายคนไหนเข้ามาในชีวิตได้อีกแล้วเพราะผู้ชายคนนั้นจะต้องพบจุดจบที่แสนทรมาน พลก็โดนยิงตายคุณเทิดก็หัวใจวายเธอรับไม่ได้อีกแล้ว

        “แม่เลี้ยงเจ้า ข้าวเที่ยงมาแล้ว” สร้อยฟ้ายกสำรับอาหารสำหรับสองคนมาส่งให้แล้วก็ออกไป

        “ถ้าฉันจะกินด้วยคุณจะลำบากใจไหมเพราะสร้อยเขายกมาแล้ว” รสิตาถามชายแปลกหน้า

        “คุณชื่ออะไรครับ”

        “ชื่อรสิตาค่ะ คนในสวนจะเรียกว่าแม่เลี้ยงแต่จริงๆ ชื่อเล่นของฉันคือตุ๊กตาค่ะ”

        “แล้วผมต้องเรียกคุณว่าอะไร”

        “แล้วแต่คุณสะดวกค่ะ”

        “ถ้าคุณตุ๊กตาไม่รังเกียจผมก็ยินดีครับ”

        “เอ่อ ค่ะ” ในชีวิตนี้มีผู้ชายแค่สามคนเท่านั้นที่เรียกเธอว่าตุ๊กตาคนแรกคือคุณพ่อคนที่สองคือพลและคนที่สามก็คือเขาผู้ชายแปลกหน้าที่เธอเริ่มจะถูกชะตาขึ้นทุกนาที

        “คุณเจ็บแขนใช่ไหม” รสิตาเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ในการจับช้อนของเขา

        “ถ้าไม่รังเกียจเรียกชื่อผมได้ไหมครับ”

        “พลเจ็บแขนหรอคะ” รสิตาเอ่ยคำนั้นออกไปแล้วความทรงจำครั้งก่อนระหว่างเธอกับสามีคนแรกก็หวนกลับมา

        “นิดหน่อยครับ” ชยางกูรตอบ

        “ฉันป้อนให้เอาไหม”

        “ถ้าคุณตุ๊กตายินดีผมก็เต็มใจเป็นอย่างยิ่งครับผมยอมรับแบบหน้าไม่อายเลยว่ามันเจ็บมาก”

        “เอ่อ ไปหาหมอดีไหมคะ”

        “ไม่ต้องหรอกครับขอแค่ยาแก้ปวดก็พอ” ชยางกูรรีบปฏิเสธทันทีขืนไปหาหมอก็ได้รู้ชื่อรู้แซ่กันหมดแผนแตกพอดี

        “แน่ใจนะคะ”

        “แน่ใจครับ ผมหิวแล้วครับคุณตุ๊กตา” ชยางกูรมองข้าวต้มที่ตักคาไว้ในช้อนแล้วท้องมันก็ร้องจ๊อกๆ

        “ขอโทษทีค่ะ เมื่อคืนพลก็ไม่ได้กินอะไร” แล้วรสิตาก็เริ่มป้อนข้าวต้มให้ชายหนุ่มที่เธออยากอยู่ชิดใกล้ให้มากกว่านี้

        “ขอบคุณนะครับคุณตุ๊กตา” ชยางกูรบอกเมื่อกินข้าวต้มถ้วยที่อร่อยที่สุดในโลกหมดเกลี้ยง ถ้านี่คือความฝันเขาก็ไม่อยากตื่นเลยจริงๆ การได้มองหน้าได้ใกล้ชิดกับเธอมันคือความสุขที่สุดของชีวิตแต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความฝันทั้งหมดคือเรื่องจริงเพราะแผลที่แขนเป็นสิ่งยืนยัน

        “เดี๋ยวผมคงต้องไปดูรถหน่อยนะครับ”

        “มาสิคะเดี๋ยวฉันพาไป”

        “ไม่เป็นไรครับผมเดินไปเองก็ได้”

        “พลรู้ไหมคะว่ากว่าจะไปถึงตรงนั้นมันกี่กิโลและต้องใช้เวลากี่นาที” รสิตาถามแล้วอมยิ้ม มันยิ่งทำให้หัวใจที่เหลวเป็นเปลวเทียนของชยางกูรอ่อนยวบลงไปอีก

        “งั้นผมต้องรบกวนคุณตุ๊กตาอีกแล้ว”

        “โอ๊ย” เนื่องจากตั้งแต่ลืมตาชยางกูรยังไม่ได้ลุกขึ้นยืนเลยพอยืนเท่านั้นแหละได้เรื่องทันทีเพราะมันแทบจะทรงตัวไม่ได้

        “ฉันว่าคุณไปหาหมอเถอะค่ะ”

        “ไม่ครับไม่ไป มันแค่ลุกขึ้นยืนเร็วไปหน่อยเลยเซๆ” ชายหนุ่มรีบบอกปัดเป็นพัลวัน รสิตาประคองชายหนุ่มตัวโตไปที่รถกระบะแล้วขับไปที่ซากรถของเขา

        “คงต้องให้รถมาลากไปมั้งคะ” รสิตาเห็นสภาพที่พังยับเยินแล้วก็ขนลุกผู้ชายคนนี้ดวงแข็งมากที่รอดมาได้

        “แย่จังเลยครับ มือถือผมเสียซะแล้ว” ชยางกูรแกล้งกดๆ จิ้มๆ มือถืออยู่สองสามทีแล้วร้องบอกหญิงสาวที่ยืนรออยู่ไม่ไกล

        “ใช้ของฉันก็ได้ค่ะ” รสิตายื่นมือถือให้แล้วไปรอให้ไกลกว่าเดิมเพราะเธอรู้ว่าเขาต้องการคุยธุระเป็นการส่วนตัว

        “พี่เกื้อไม่ต้องพูดอะไรนะฟังผมให้ดี” ชยางกูรจำเบอร์ของพี่เกื้อจากมือถือตัวเองแล้วกดอย่างว่องไว

        “ผมโดนลอบยิงเมื่อคืนตอนนี้รถอยู่ที่สวนตุงคราชพี่เอารถมาลากกลับไปได้เลยเดี๋ยวคืนนี้ผมจะโอนเงินไปให้ไอ้กรแต่อย่าเพิ่งบอกใครเรื่องนี้นะเดี๋ยวผมจะหาทางโทรไปบอกที่บ้านด้วยตัวเองผมคงจะกบดานอยู่ที่นี่สักพัก”

        “พอร์ช พอร์ชเดี๋ยว” แต่ไม่ทันแล้วปลายสายวางไปแล้ว

        “เดี๋ยวเพื่อนผมจะจ้างรถมาลากครับเรากลับกันเถอะ”

        “เอ่อ ไม่ต้องอยู่รอหรือคะ”

        “ไม่ต้องหรอกครับไม่รู้อีกกี่ชั่วโมงอีกอย่างผมปวดแผลจังเลยครับ” ชยางกูรเอาเรื่องบาดแผลเข้ามาอ้างแล้วมันก็ได้ผลด้วยเพราะคุณตุ๊กตารีบประคองพากลับไปที่รถทันที ชายหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์คิดในใจว่ามีทางไหนบ้างไหมที่แผลมันจะหายช้าหรือไม่หายเลยเพราะเขาอยากให้เธอดูแลเอาใจใส่แบบนี้เรื่อยๆ ไป


อีบุ๊คขายที่ mebmarket.com

นิยายเรื่องนี้ลงให้อ่าน 10 ตอน (ทั้งเรื่องมี 24 ตอน)



ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)




ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha