รอยบาปหนามหัวใจ

โดย: คุณธิดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : สถานการณ์บังคับ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“กรี๊ด...” เสียงกรีดร้องลั่นมาจากห้องข้างๆ หมอกสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เขาถลาเข้าไปที่ประตูห้องที่ติดกันด้านในโดยอัตโนมัติ

“คุณ... คุณ...” เขาเรียกหน้อยแน่ ทั้งยังเคาะประตูห้องดังโป๊กๆ

แกรก... เธอถอนสลักกลอนประตูออกในทันที พอเห็นหน้าของหมอกเธอก็สวมกอดเขาเอาไว้ทั้งร่าง

“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” เธอร้องขอความช่วยเหลือ และร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของเขา

“เป็นอะไรใครทำอะไรคุณ” หมอกถามออกไปด้วยความตกใจ ก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปดูให้ห้องนั้น เห็นผ้าม่านในห้องโบกสะบัด และตอนนี้มีแสงลอดส่องเข้ามาแวบๆ และตามมาด้วยเสียงสายฟ้าฟาดดังเปรี้ยงปร้าง

“กลอนหน้าต่างนั้นมันคงหลวมแล้วหลุดไปแน่ๆ เดี๋ยวผมไปทำให้” เขาบอกเธอ พลางพยุงหน้อยแน่ให้เดินตาม

แต่พอเห็นสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นสาย แสงสว่างโล่ขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็หวีดร้องแล้วกอดข้างหลังของหมอกเอาไว้แน่น

“เป็นอะไร คุณเป็นอะไร” เขารีบปิดหน้าต่างลงกลอนแน่นหนา แล้วจัดผ้าม่านให้ปิดสนิท

เมื่อเขาหันมาหาเธอทั้งตัว หญิงสาวก็น้ำตาไหลพรากๆ ร้องไห้สะอึกสะอื้น

“หน้อยแน่กลัว” เธอสารภาพ ตอนนี้ร่างกายสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

“กลัวอะไร อย่าบอกนะว่ากลัวเสียงฝนตกเนี่ย” เขาทำเป็นขำ

เปรี้ยง... เสียงฟ้าลั่นขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้หน้อยแน่กระโดดขึ้นไปเอาขาคีบเอวของเขาเอาไว้แน่น มุดหน้าลงไปซบตรงไหล่ ร้องไห้โฮเสียงดังเหมือนเป็นเด็กๆ

“โธ่เอ๊ย... เด็กน้อย” เขายกมือลูบหลังก่อนจะพาเธอไปยังที่เตียงนอนเล็กๆ ของเธอ

“อ้าวนอน... ห่มผ้า” ว่าพลางดึงผ้าห่มผืนที่หล่นอยู่ข้างล่างเตียงมาห่มให้ หน้อยแน่ยกมือขึ้นปิดหูไม่ให้ได้ยินเสียง พอเห็นแสงสว่างวาบเข้ามาอีกก็หลับตาปี๋

“หน้อยแน่กลัวจริงๆ นะ ฮือ...” เธอร้องไห้ตัวโยนเหมือนเด็กๆ จับยึดแขนของหมอกเอาไว้แน่น

“หน้อยแน่จะหาคุณพ่อ ฮือ...” เธอร้องเป็นเด็กเล็กๆ

“เนี่ยมันดึกแล้วจะหารถหาราที่ไหนไปส่งคุณ อีกอย่างข้างนอกฟ้าไม่แรงกว่านี้เหรอ”

เปรี้ยง... แสงฟ้าเหมือนแสงแฟลชวาบขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่เอา อย่าทิ้งหน้อยแน่ให้นอนคนเดียวนะ หน้อยแน่กลัว” เธอยังร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร แต่ตอนนี้มีอาการสั่นสะท้านหนักฉายชัดออกมามากกว่า

หมอกรู้สึกตกใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่าเธอจะกลัวมากขนาดนี้ สองมือของเขาจับยึดไว้ที่หัวไหล่ของหญิงสาว ตัวของเธอสั่นเทิ้ม แล้วก็ค่อยๆ ขดงอตัว กอดแขนของหมอกเอาไว้จิกเล็บไว้แน่น

“ฉันกลัว” เธอพูดเป็นอยู่คำเดียว

“คุณมียาอะไรต้องกินไหม” เขาถามเธอในทันทีเพราะรู้ว่านี่คงเป็นอาการป่วยชนิดหนึ่งของเธอ

“อยู่ในกระเป๋า เม็ดเล็กๆ สีชมพู” เธอบอกกับหมอก

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบมันมา ก่อนจะรื้อกระจุยกระจาย เห็นซองยาที่เขียนกำกับไว้ว่า กินตอนที่เกิดอาการแพนิค

เขาหยิบมันออกมาหนึ่งเม็ดตามที่เขียนไว้ที่ฉลาก ยัดเข้าไปในปากของเธอ แล้วหยิบขวดน้ำที่เหลืออยู่เพียงครึ่งขวดเปิดฝาแล้วชิดไปที่ริมฝีปาก หน้อยแน่อ้าปากกว้าง แล้วรีบดื่มน้ำตามไปในทันที

“ทำเก่ง...” เขาพูดกระแนะกระแหน แต่ตอนนี้หน้อยแน่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ต่อล้อต่อเถียง เพราะเธอตกอยู่ในอาการที่ควบคุมตัวเองไม่ได้

 

หมอกสังเกตว่าห้องนี้มีแต่กระจก ไม่เหมือนห้องของเขาที่หน้าต่างเป็นหน้าต่างไม้ แสงสว่างก็เลยน้อยกว่านี้ เขาตัดสินใจยกร่างของเธอขึ้น แล้วพาไปที่ห้องนอนของเขา อีกอย่างเตียงในห้องนี้เล็ก เป็นเตียงคู่คงจะนอนสองคนไม่ได้

หมอกพาเธอกลับไปที่ห้องของเขาอย่างรวดเร็ว วางเธอนอนบนเตียงของเขา

“ก็นอนในห้องนี้ก็แล้วกัน” เขาพูด ก่อนจะล้มตัวลงไปนอนใกล้ๆ ดึงผ้าห่มมาห่มให้กับร่างเล็กๆ ที่ยังทำสั่นงกๆ เป็นลูกนกตกน้ำ

“กลัวฟ้าร้องใช่ไหม” เขาถามเธออีกครั้งหนึ่ง

หญิงสาวพยักหน้างึกๆ นอนกอดอกตัวเองไว้แน่น ส่งสายตามองมายังหมอกที่เขาเป็นที่พึ่งเดียวของเขาตอนนี้

หน้อยแน่ยกมือขึ้นปิดหู หลับตาสนิท แล้วเบียดตัวเองเข้าหาหมอก ชายหนุ่มทำเก้ๆ กังๆ แต่สุดท้ายก็ยอมกอดเธอเอาไว้ทั้งตัว

“อยู่ที่บ้านไม่ต้องล้อมกำแพงเลยเหรอห้องนอนคุณ” เขาเปรยขึ้นมาอีกครั้ง

“ที่บ้านมีคนนอนด้วย” เธอสารภาพ ตอนนี้ยังทำน้ำเสียงสั่นออกมาอย่างชัดเจน

“ไม่ต้องพูดแล้ว นอนได้แล้ว นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย” หมอกพูดพลางดึงผ้าห่มมาปกคลุมตัวเขาเองด้วย

อากาศข้างนอกค่อนข้างแปรปรวน ได้ยินทั้งเสียงฝนและเสียงลมอื้ออึ้ง

“เฮ้อ... แล้วสองคนนั้นจะลงมาจากเขาได้ไหมเนี่ย” เขานึกไปถึงพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง และคุณหมอเนเน่

หน้อยแน่ยกผ้าห่มคลุมหัว สอดแขนเข้ามากอดตัวของหมอกเอาไว้แน่น ซุกหน้าลงมาในแผงอกของเขา

ให้ท่าเองนะเขาคิดในใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาฮึๆแต่ร่างบางที่สั่นสะท้าน ทำให้เขาเชื่อว่าเธอไม่ได้แกล้งทำ

หมอกวางแขนกอดพาดเธอเอาไว้ เขาได้ยินเสียงถอนหายใจ และพ่นลมหายใจของเธอออกมาแรงๆ ผ่านไปสักสิบนาทีร่างเล็กๆ นั้นก็สงบไป เธอคงหลับไปแล้วด้วยฤทธิ์ของยาที่กินไปเมื่อกี้นี้

เขาค่อยๆ คลายวงแขน แล้วยกหน้าออกมามองหน้าเธอแบบห่างๆ เห็นน้ำตาซึมออกมาจากลูกตา ทั้งๆ ที่หลับไปแล้ว

“โธ่เอ๊ย... น่าสงสารจริงๆ สงสัยไปเจอเหตุการณ์ที่ไม่ดีมาแน่ๆ แม่เด็กน้อย ตอนกลางวันยังทำปากเก่ง ตอนนี้ร้องไห้แงๆ เป็นเด็กๆ”

เขายกมือขึ้นลูบหัวเธอด้วยความเอ็นดู ใบหน้าตอนหมดฤทธิ์น่ามองยิ่งกว่าตอนที่เธอแต่งหน้าแล้วฉาบด้วยเครื่องสำอางพวกนั้นอีก

“กอดหน่อย กอดหน่อย...” เธอพูดเหมือนเพ้อ

หมอกขยับตัวไปใกล้ๆ ก่ายกอดร่างของเธอเอาไว้ ใบหน้าที่ซุกเข้าหาอกกว้าง ทำให้เขาต้องวางปลายคางลงไปบนกลางกระหม่อมของเธอ หมอกเผลอก้มหน้าลงไปใช้จมูกสูดดมความหอมจากเรือนผมสีดำขลับนั้น

“ขโมยจูบได้ไหม” เขาเอ่ยขึ้นดังเหมือนขออนุญาต ก่อนจะเลื่อนถดตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกับเธอ แล้วชิดปลายจมูกลงไปบนแก้มนวลใสที่นอนหลับใหลไปแล้ว

ฟอด...ชื่นใจเขาบอกตัวเองยิ้มอยู่คนเดียว ก่อนจะสอดแขนกอดเธอให้นอนดีๆ แล้วตัวเองก็นอนก่ายกอดร่างเล็กๆ นั้นไปด้วยความสุขใจตลอดทั้งคืน

 

เมื่อฟ้าสางหน้อยแน่ขยับตัวอยู่ในอ้อมกอดของหมอกที่ยังคงหลับอยู่ เธอนึกทบทวนว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แล้วตอนนี้เธอนอนอยู่ที่ไหน และยังมีเสียงกรนเบาๆ ของผู้ชาย แล้วยังเอาแขนมากอดก่ายเธอเอาไว้แน่น

ภาพรีรันของเมื่อคืนผ่านเข้ามาในหัวสมอง เธอนึกเห็นสภาพตัวเองออกเลยว่าเป็นเช่นไร ตอนนี้หญิงสาวหน้าแดงร้อนออกผ่าวๆ จำได้แล้วว่าตัวเธอกอดร่างของหมอกเอาไว้แน่น หมอกหายาแพนิคให้กิน ก่อนจะพาเธอมานอนที่เตียงนี่ด้วยกัน

ยายหน้อยแน่เธอเรียกชื่อตัวเองในใจ มันผิดพลาด มันเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวง ตอนนี้เธอกำลังนอนอยู่ในอ้อมกอดของชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้วันเดียว และที่สำคัญเธอกับเขาไม่ชอบหน้ากัน

คงจะหัวเราะเยาะเราล่ะสิแทนที่จะขอบคุณเขา เธอกับต่อว่าเขาอยู่ในใจ

หน้อยแน่ค่อยๆ ขยับตัว แล้วยกแขนหนักๆ ที่ก่ายกอดอยู่ที่เอวคอดของเธอให้ออกไป

“ตื่นแล้วเหรอครับที่รัก” หมอกกอดกระชับร่างบางเข้าหาร่างกายตัวเองในทันที เขาตื่นตั้งแต่เธอขยับตัวครั้งแรกแล้ว แต่รอดูท่าทีก่อนว่าหญิงสาวจะทำอะไร

“ปล่อยนะ” เธอรีบจับแขนของเขา แล้วยกมันออกไปให้พ้นตัว

“อะไรกันคุณ เมื่อคืนนี้ พี่หมอกคะ พี่หมอกขา ช่วยหน้อยแน่ด้วยค่ะ หน้อยแน่กลัว” เขาทำเสียงล้อเลียน มองใบหน้าที่แดงก่ำของหญิงสาวที่ออกอาการกระดากอายอย่างมาก

“ไม่จริง หน้อยแน่ไม่พูดแบบนั้นแน่ๆ” เธอรีบปฏิเสธตามนิสัย รู้อยู่แล้วว่าหมอกพูดหยอก และพูดเกินความจริง แต่ก็อดต่อปากต่อคำกับเขาไม่ได้

“คุณหน้อยแน่ไม่ได้พูด แล้วใครจะพูดละครับ” เขาเลื่อนตัวเองลง จ้องสบใบหน้าที่ยกหน้าขึ้นมาเผชิญกับเขาในระยะประชิด

“กอดหน่อย กอดหน่อย...” หมอกแกล้งทำเสียงหวาน บีบเสียงเป็นผู้หญิง

หน้อยแน่ผลักหน้าอกเขาออก ดันด้วยสองมือเล็กๆ ที่เทียบไม่ได้เลยกับหน้าอกของเขา ชายหนุ่มยิ่งรัดแน่นเข้าไปอีก

“จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี” เขาทำเสียงเง้างอด จงใจก้มหน้าลงไปหอมแก้มที่แดงระเรื่อนั้น

ฟอด... ฟอด... เขากดปลายจมูกลงไปหนักๆ ถึงสองครั้ง

หน้อยแน่ยกมือขึ้นลูบแก้มข้างที่โดนหอมแก้มเมื่อกี้แล้วถูแรงๆ

“ยี้...” เธอทำเสียงเหมือนรังเกียจ คงจะลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองเสียเปรียบคนตัวโตอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์

“ยังไงรังเกียจเหรอ” เขาพูดประชด สีหน้าเริ่มเปลี่ยน ทำหน้าโหดเข้าใส่

“ก็ปล่อยสิ ปล่อยฉันได้แล้ว” เธอพูดน้ำเสียงสะบัด แต่ก็ไม่กล้าดิ้นมากนัก เพราะเห็นสายตาคมกล้าเอาเรื่องของหมอก

“ปล่อยฉัน...” หมอกพูดย้อนคำเดิมของเธอ

“อยากให้ปล่อยจริงๆ หรือ” เขาถามเธอ ชิดใบหน้าลงไปใกล้ๆ อีกครั้ง ลมหายใจของเขาที่เป่ารดอยู่ที่หน้าผากทำให้เธอหวั่นไหวขนลุกซู่ๆ แปลกๆ

“อื้อ...” เธอไม่พูดได้แต่หลบสายตาของเขา พูดเบาๆ อยู่ในลำคอ

“พูดตามพี่นะ” เขาออกคำสั่ง

“พี่หมอกขา หน้อยแน่ขอบคุณนะคะ พี่หมอกปล่อยหน้อยแน่ได้แล้วค่ะ”

คำพูดที่เขาพูดทำให้หญิงสาวถึงกลับเปิดตาเงยหน้าขึ้นมามองเขา แต่พอเห็นสายตาของหมอกและท่าทีเอาจริง ทำท่าเหมือนจะหอมแก้มเธออีกครั้งจึงรีบพูด

“พี่หมอกขา หน้อยแน่ขอบคุณนะคะ พี่หมอกปล่อยหน้อยแน่ได้แล้วค่ะ” เธอพูดรัวเร็ว

“น้ำเสียงห้วนไป พูดใหม่สิ” เขาสั่งให้เธอพูดใหม่

“พี่หมอกขา หน้อยแน่ขอบคุณนะคะ พี่หมอกปล่อยหน้อยแน่ได้แล้วค่ะ”หน้อยแน่พูดแบบตั้งใจ แต่พอพูดเสร็จก็ทำหน้ามุ่ยเข้าใส่

“อะๆ ทำสีหน้าไม่พอใจ งั้นก็ต้องพูดใหม่ พูดจบแล้วยิ้มให้พี่หมอกสวยๆ” เขาพูดซ้ำอย่างถือไพ่เหนือกว่า

หน้อยแน่ถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะตั้งใจพูดอีกที

“พี่หมอกขา หน้อยแน่ขอบคุณนะคะ พี่หมอกปล่อยหน้อยแน่ได้แล้วค่ะ” พูดจบเธอก็บรรจงยิ้มสดใสให้กับเขา

หมอกคลี่ยิ้มออกมาทันที เขาฉกริมฝีปากลงไปประกบเบาๆ แล้วดูดดุนริมฝีปากบางๆ ของเธอจากภายนอก

หน้อยแน่ทำตาโต พอเขาผละตัวออก ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ เธอก็แทบจะกระโดดลงจากเตียง รีบเดินหัวเสียกลับไปที่ห้องของตัวเอง แล้วปิดประตูลงกลอนแน่นหนา แต่ยังไม่วายได้ยินเสียงหัวเราะดังของหมอกที่ส่งเสียงพออกพอใจลอดดังเข้ามาถึงในห้องของเธอ

“คนทุเรศ เจ้าเล่ห์ที่สุดเลย”

พูดบ่นกับตัวเองไป ยกมือขึ้นเช็ดที่ปากของตัวเองแรงๆ สัมผัสแผ่วนุ่มนวลของเขา ยังรู้สึกเหมือนมีริมฝีปากร้อนผ่าวๆ แนบสนิทอยู่ตรงนี้

 

ฟ้าหลังฝนยอมงดงามเสมอ

“โชคดีนะคะที่เช้านี้ฟ้าเปิดขึ้นมากเลย”

เมฆยืนบิดขี้เกียจอยู่ข้างๆ เนเน่

“วันนี้ผมว่าจะลองไปสำรวจเส้นทางให้คุณหมอกลับก่อนนะครับ ผมไปขอให้ทางพ่อหลวงบ้านกับคนในหมู่บ้านสี่ห้าคนให้ไปช่วยกัน เอามีดพร้า เอาขวานไปด้วย เผื่อได้ตัดต้นไม้ที่ปิดทาง และถากทางใหม่ให้คุณหมอ”

“ให้ผมสองคนไปด้วยสิครับ ไม่งั้นก็เสียเวลาแย่”

“นั่นสิคะ ยังไงได้ช่วยกันอีกแรง” เนเน่สนับสนุน

หากพอจะเป็นไปได้ เธอก็อยากกลับไปอยู่ที่โรงพยาบาลจะแย่ คิดถึงที่นอนอุ่นที่ห้องแล้วก็อยากจะกลับเร็วๆ

“จะเอายังงั้นเหรอครับ”

“ครับผม” หมอเมฆพยักหน้า

 

พ่อหลวงบ้านจัดชายฉกรรจ์มาช่วยนำทาง และพากันตัดแต่งกิ่งไม้ที่หักโคนลงมา แล้วใช้จอบเสียบทำทางให้มันดีขึ้น หนทางไม่ได้เสียหายมากหนัก เพียงแต่หากเดินทางมาตอนที่พายุเข้าคงจะลื่นไถลตกหน้าผา หรือไหล่เขาไป

เมฆประครับประคองหมอเนเน่ไปตลอดทาง แต่เธอก็สู้ตาย ไม่บ่นแม้แต่คำเดียว เดินทางไปได้เกือบครึ่ง ก็เจอกับทีมที่ขึ้นมาช่วยเหลือ ทุกคนต่างร้องดีใจที่ได้เห็นหน้าของสองคุณหมอที่ปลอดภัยดีทั้งคู่  ทีมช่วยเหลือจึงรับภาระนำทางทั้งสองคนย้อนกลับไปทางเดิม

ทั้งสองคุณหมอพูดร่ำลาและกล่าวขอบคุณคุณพ่อของเด็กที่ให้ที่พักอาศัยและให้ข้าวให้น้ำ แต่ทางฝ่ายโน้นก็ยกมือไหว้ปลกๆ ขอบคุณทั้งสองคนที่ช่วยชีวิตเมียและลูกของเขามากกว่า

การเดินทางปกติใช้เวลาเดินเท้าประมาณสี่สิบห้านาที แต่เที่ยวนี้ทางทั้งโหดขึ้นและค่อนข้างลื่นจึงทำให้เสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมง แล้วหลังจากมาถึงที่หมู่บ้านบนดอย ก็ต้องเดินเท้ากลับลงมาที่รถของหน่วยกู้ภัยจอดอยู่ กว่าทั้งคู่กับคณะจะลงมาถึงที่โรงพยาบาลก็เกือบสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว

 

หมอกพอเห็นพี่ชายฝาแฝดเขาก็ยิ้มกว้าง สองพี่น้องสวมกอดกันเอาไว้ทันที

“แม่รู้ไหม” พี่ชายเอ่ยถามถึงคุณแม่ทันที

“อึ... ไม่รู้ พ่อให้ปิดปากให้เงียบสนิท” หมอกทำท่ารูดซิปปาก

“เอ่อ... ดีแล้วล่ะ”

“แล้วเป็นไงบนดอยมีดอกไม้บาน และมีหญิงงามใช่ไหม กลับมาหน้าตาแช่มชื่น เหมือนไม่ได้ไปติดเขาผจญภัยอะไรเลย” หมอกแซวพี่ชาย พร้อมกับชำเลืองตามองไปทางคุณหมอเนเน่ เธอทั้งขาว ทั้งสวย และจะว่าไปแล้วหน้าตาดูอ่อนหวานกว่าคนน้องเสียอีก

“ตาถึงแฮะ... เขาเมาท์กันให้แซดว่าพี่สองคนเป็นแฟนกัน” หมอกทำท่ากระซิบกระซาบ

“แล้วไง” เมฆทำยิ้มๆ จ้องหน้าไปมองตอนนี้น้องชายของเขา เมฆยกมือขึ้นมาพาดไว้ที่บ่าก่อนจะพาหมอกเดินขึ้นบันไดตามหมอเนเน่ไป

 

“คุณพ่อ...” เนเน่วิ่งเข้าไปสวมกอดคุณพ่อ ท่านยังคงอยู่ในชุดของโรงพยาบาล

“เป็นยังไงบ้างลูก...” คีรีกอดลูกสาวคนโตของตัวเองไว้นิ่ง ก่อนจะพิศมองใบหน้าของลูกสาวเพื่อให้หายคิดถึง

“อยู่ครบค่ะพ่อ” เธอพูดด้วยรอยยิ้มสดใส

“หน้อยแน่” เนเน่เรียกน้องสาวที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ข้างหลัง ก่อนที่เธอจะเดินเข้ามาสวมกอดพี่สาวของตัวเอง

“แหม... หน้าตาเหมือนไม่เหนื่อยเลย อยู่บนดอยหลายวันคงสนุกละสิ” หน้อยแน่แซว เพราะเห็นว่าพี่สาวของเธอยังปกติดี

“ก็กินนอนอยู่ในกระท่อมของชาวเขานั้นแหละ ไม่ได้ออกไปไหน เบื่อก็ที่อุดอู้ ฝนก็ตกหนัก ลมก็แรง แต่คุณพ่อรู้ไหมค่ะว่า เนเน่ได้ไปช่วยทำคลอดแบบธรรมชาติ ตื่นเต้นมากๆ เลยค่ะ ตอนนั้นในใจไม่กลัวนะคะ แต่ลุ้นมากกว่าว่าจะเป็นยังไง” เธอเล่าด้วยความสนุกเหมือนเดิม

“อุ้ยตาย... ลืมแนะนำเลยค่ะ” เธอหันไปมองหมอหนุ่มก่อนจะเอ่ยคำแนะนำ

“พี่เมฆคะ นี่คุณพ่อของเนเน่ค่ะ”

“สวัสดีครับ” คฑาเทพยิ้มพร้อมกับยกมือไหว้กล่าวทักทาย คีรีรับไหว้และยิ้มให้สายตาของคีรีมองข้ามไปข้างหลัง มองหน้าหมอกที มองหน้าเมฆที ก่อนจะพูดออกมา

“หน้าเหมือนกันมากนะ ดีว่าผิวสีต่างกัน”

“ดำ...” หน้อยแน่พูดขึ้นมาเสียงดัง มองจ้องหน้าของหมอก ทั้งสองคนยังมีเรื่องที่ค้างคาขุ่นใจกันตั้งแต่ตอนเช้า หมอกทำหน้ายิ้มแป้นเข้าใส่ญานิสา

“คนหนึ่งทำงานในไร่ ในสวน ออกทะเลหาปลา อีกคนหนึ่งนั่งอยู่ห้องแอร์ ทำงานในร่ม ผิวสีเหมือนกันก็แปลกแล้วครับ” หมอกพูดเล่นๆ พร้อมกับยกแขนของเขากับพี่ชายมาเทียบกันดู

คีรีพยักหน้าเห็นด้วย

เนเน่ยิ้มให้ฝาแฝดของคนรักอย่างผูกมิตร ถ้าจะให้เธอแยกว่าคนไหนคือใคร เธอก็แยกออก

 

นายแพทย์ดิลกขอบคุณทีมช่วยเหลือยกใหญ่ ก่อนจะร่ำลากัน คณะที่มาส่งคุณหมอทั้งสอง แล้วกลับเข้ามาสมทบกับทุกคน

“หายห่วงกันแล้วนะครับ เฮ้อ... ผมโล่งอกจริงๆ ต่อไปจะพิจารณาเรื่องแบบนี้ถี่ถ้วน ให้ไปแต่หมอผู้ชาย ครั้งนี้มันฉุกเฉินจริงๆ ยังไงก็ขอโทษทั้งสองคนด้วยนะ ผิดแผนไปหมด แต่ก็ขอขอบคุณจริงๆ ที่ทำหน้าที่ได้อย่าไม่ขาดตกบกพร่อง”

“มันรู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ ผอ. ที่ได้เห็นและได้ช่วยเหลือพวกชาวเขาจริงๆ และยิ่งซึ้งใจเลยค่ะ ที่ได้ไปกินนอนอยู่แบบนั้น พวกเราโชคดีมากๆ นะคะ ที่มีที่อยู่ได้กินอิ่มสบายบนพื้นราบเนี่ย” เนเน่พูดเหมือนเข้าใจชีวิตมากขึ้น

 

“เอาละผมว่าแยกย้ายกันไปพักผ่อนดีกว่านะครับ คุณคีรีต้องนอนโรงพยาบาลต่ออีกสักคืนนะครับ” ผอ. พูดขึ้น

“ผมมาสร้างภาระเพิ่มให้โรงพยาบาลหรือเปล่าเนี่ยครับ แทนที่จะมาช่วยแท้ๆ”

“คุณพ่อเป็นอะไรมากไหมคะ” เนเน่ถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วงท่านจริงๆ

“เวียนหัวนิดๆ หน่อยๆ แต่ก็ดีขึ้น น่าจะเพราะความดันสูง มันวิ้งๆ อยู่ในหูเนี่ย” คีรีทำมือไปด้วย

“ต้องพักอย่างเดียวเลยค่ะ ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณพ่อเป็นแบบนี้” เนเน่กอดคุณพ่อของเธอตัวกลม

 

“คุณพ่อไว้ค่อยเจอกันนะครับ” เมฆเอ่ยลาขอตัว เพราะเขาก็อยากพักผ่อนเช่นเดียวกัน สองหนุ่มยกมือไหว้

เนเน่ทำหน้าแดงที่เขาเรียกพ่อของเธอว่า คุณพ่อ เต็มปากเต็มคำ

คีรีไม่พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้าให้ แล้วเดินกลับห้องพักไปพร้อมๆ กับลูกสาวทั้งสองคน

 

“แล้วแกนอนที่ไหน” เมฆหันหน้าไปถามหมอก

“โรงแรม”

“หมอเมฆ...”

“พี่เมฆครับ” สองหมอเพื่อนร่วมงานวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล

“เป็นไงบ้างวะเพื่อน” ชาครถามออกมาทันทีด้วยความเป็นห่วง

“สบายดี” ตัวของเมฆถูกสองหมอหนุ่มหมุนตัวของเขาไปรอบๆ

“ไม่มีอะไรเสียหาย” ชาครที่ติดนิสัยขี้เล่นทำพูด

“ว่าแต่เนเน่ละครับ” จักรถามหาเพื่อนสาว

“ไปห้องพักของคุณพ่อของเธอโน่นแล้ว” เมฆบอกพลางชี้ไปทางที่ทั้งสี่คนเดินไป

“พี่เมฆก็กลับไปพักก่อนสิครับ กลับมาเหนื่อยๆ เห็นว่าเดินกันไกลหลายกิโล” จักรพูดแล้วหยิบซุปไก่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้หมอเมฆ พี่หมอเห็นแบบนั้นก็หัวเราะขึ้นมาทันที

“คืนพี่เหรอ” เขาส่งยิ้มให้กับรุ่นน้อง

“ครับ อุตส่าห์ซื้อไว้เอาติดกระเป๋ามาทุกวันเลย กลัวเจอพี่แล้วไม่ได้ให้”

“ว่าแต่คุณน้องของหมอชื่ออะไรครับ เนี่ยถ้าใส่เสื้อกราวน์เดินมาในโรงพยาบาล ได้จำผิดกันบ้างแหละ รู้ไหมสาวพยาบาลบนตึกกรี๊ดกันใหญ่ ว่าฝาแฝดของหมอเมฆทั้งหล่อทั้งเข้ม” ชาครกระแซะเข้าไปหาน้องชายของเพื่อน

“นายสองคนกำลังจะเข้าเวรหรือกำลังจะออกเวร” เมฆถามเพราะเห็นสองหนุ่มสะพายกระเป๋าเตรียมพร้อม

“กำลังจะกลับ ก็เขาเปลี่ยนเวรกันแล้ว เราสองคนอยู่กลางวันแล้วเนอะ” ชาครทำหน้ายิ้มแย้มกว่าปกติ ดีใจที่ได้ลงมาอยู่กลางวันบ้าง

“อ้าว... แล้วจะยืนคุยอะไรกันตรงนี้ กลับไปบ้านพักดีกว่า อยากอาบน้ำเอนหลังสักหน่อย แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่าไปผจญภัยมาเป็นยังไงบ้าง”

 ทั้งสี่หนุ่มเลยเดินไปที่รถมอเตอร์ไซค์จอดอยู่แล้วพากันกลับเรือนพักกัน

 

ณ เรือนพักหน้าบ้านคุณหมอเมฆสี่หนุ่มอาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งรวมกันอยู่ที่ชานหน้าบ้าน หาหมอนมาพิงหลังเอนกายอยู่บนพื้นไม้ที่ถูกถูจนสะอาดสะอ้าน

มีอาหารคาวหวาน แต่ดูท่าจะเป็นกับแกล้มเสียมากกว่า แล้วยังมีไวน์ขาว และเบียร์เย็นๆ ที่แช่อยู่ในกระติกถังไม่ใหญ่มากนัก

“ผมก็นึกว่า คนที่เป็นหมอเขาไม่ดื่มแอลกอฮอล์กันเสียอีก” หมอกพูดขึ้น ก่อนจะยกแก้วของตัวเองยื่นไปตรงหน้าหมอชาครที่ตอนนี้ถือแก้วไวน์อยู่ในมือเช่นกัน

“ดื่มพอเป็นกระสือนะครับ” ชาครตอบ

“พอเป็นกระษัย” อินจักรแก้ให้ ตอนนี้สองคนเข้าขากันเป็นอย่างดี กลายเป็นคุณหมอตลกคาเฟ่ที่เหล่าบรรดานางพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลตั้งให้ ทุกคนชอบมากที่ได้ทำงานร่วมกับสองหนุ่ม

“มีมุขกันแพรวพราว อย่างนี้สาวๆ ติดกันตรึม” หมอกยิ้มหัว ตอนนี้กลายเป็นพรรคพวกกับสองหมอหนุ่มไปเสียแล้ว

“อ้าว... ไม่ดื่มหรือวะเมฆ” ชาครหันไปถามหมอเมฆที่นั่งทำตาจะปิดอยู่ข้างๆ

“ไม่ไหววะ โคตรเพลียเลย แกก็ลองไปเดินดูไหม หลงป่า ทางก็ลื่น โอ้โห... ตอนนี้ขาเนี่ยแข็งไปหมดแล้ว” เมฆปากบ่นยกมือขึ้นนวดขาตัวเอง

หมอกหยิบยาทาแก้ปวดเมื่อยที่วางอยู่ใกล้ๆ ขาหมอเมฆมาทาแล้วบีบนวดให้

“กินยาด้วยสิ จะได้หลับสบาย” ชาครแนะนำ

“กินอยู่แล้ว เนี่ยไง ถึงต้องงดแอลกอฮอล์ ว่าแต่พวกนายจะนั่งกันอีกนานไหม ขอตัวไปนอนก่อนได้หรือเปล่า” เมฆยกมือปิดปากหาวอีกรอบ

“ก็เอาสิ ตามสบาย มาฝืนสังขารอยู่ทำไม ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเรานั่งเป็นเพื่อนหมอกเอง” ชาครอาสา แต่จริงๆ อยากจะนั่งดริ้งต่อให้หมด

เมฆรีบลุกกลับเข้าไปในห้อง แล้วปิดไฟนอน

 

“สรุปว่าไง สองคนนั้นจุ๊จิ๊กันหรือยัง” หมอกทำไม้ทำมือ สองหมอหนุ่มหันหน้ามามองหน้ากัน ก่อนจะร้องขึ้นเพราะเพิ่งเข้าใจความหมาย

“อ๋อ ไม่รู้” สองคนแทบจะตอบออกมาด้วยประโยคเดียวกัน

“หมอพี่สะใภ้ผมก็น่ารักดีเนอะ” หมอกชมหมอเนเน่

“สวยเลยแหละ ผมว่าจะสวยหวานกว่าน้องสาวเสียอีก” ชาครพูดขึ้น

“แม่น้องสาวปากร้ายมาก นิสัยก็แย่” หมอกนึกไปถึงหน้อยแน่ แล้วก็ใส่ความ

“เหรอ...” อินจักรทำท่าสนใจ

“อื้อ... จริงๆ...” หมอกรีบพยักหน้า

“หวงเอาไว้จีบเองหรือเปล่า” ชาครพูดดักคอขึ้นมาอย่างรู้ทัน

หมอกหัวเราะขึ้นมาฮึๆ

“เธอเป็นดารานะครับ ผมเคยเห็นแสดงซีรีย์ช่องอะไรนะ ละครวัยรุ่นๆ นี่แหละ เป็นนางเอกเหมือนกัน” อินจักรบอก

“ช่องไหน?” ชาครไม่ค่อยชอบดูละครถามขึ้น

“23 นะ ถ้าจำไม่ผิด”

“นึกว่าตัวเองสวย” หมอกพูดกระทบเบาๆ

“แต่เขาก็สวยจริงๆ นะครับ ผมยังแอบมองหน้าอยู่ เนี่ยเตรียมมือถือเอาไว้ พรุ่งนี้กะจะขอถ่ายรูปคู่เสียหน่อย เอาไปอวดเพื่อนๆ ขนาดมาบ้านป่ายังมาเจอดารา” จักรพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจ

“ว่าแต่พี่หมอกจะกลับเมื่อไหร่ครับ”

“พรุ่งนี้แหละครับ เห็นเมฆกลับมาปลอดภัยก็โอเคแล้ว”

“งั้นเรามาดื่มให้หมดนี่กันนะครับ ชนแก้ว... เพราะไม่รู้อีกเมื่อไหร่จะได้พบกันอีก” ชาครยกแก้วของตัวเองชนไปทั่วทั้งวงก่อนทั้งหมดจะแยกย้ายกันไปเข้านอน

 

“ใส่ชุดนอนของพี่ก็ได้” เนเน่หยิบชุดของเธอออกจากตู้มาให้น้องสาวที่เพิ่งออกมาจากห้องน้ำ

“พี่ก็แปลกคน ฝึกงานที่กรุงเทพฯ ก็ได้ ทำไมต้องมาทนลำบากอยู่ที่นี่” หน้อยแน่หันไปมองรอบๆ ห้องแล้วก็ถอนหายใจ

“พี่มีความสุขดี ได้เห็นอะไรดีๆ ให้แง่คิดกับชีวิตตั้งเยอะแยะ”

“ถ้าเป็นหน้อยแน่คงไม่ไหว”

“เรานะมันติดสบาย หัดทำตัวลำบากเอาไว้เสียมั่ง” พี่สาวว่าให้ หญิงสาวล้มตัวลงไปนอนแผ่หลา ยอมรับว่าหมดเรี่ยวแรงแล้ววันนี้

“ปวดน่อง นวดให้หน่อยสิ” เธอหยิบหลอดยา แล้วส่งให้น้องสาว หน้อยแน่รับไปถือ ก่อนจะลงมือทำให้อย่างว่าง่าย

“วันที่คุณย่ารู้ข่าวเรื่องพี่ถึงกลับเป็นลมเลยนะ” น้องสาวเล่าถึงคุณหญิงกัลยา

“คุณแม่ก็อีกคน เด็กๆ ช่วยกันพัดวีกันใหญ่ ไหนพ่อต้องมาป่วยเพราะเครียดเรื่องของพี่อีก แล้วเมื่อคืนหน้อยแน่ก็เกือบจะแย่” เธอเล่าไปเรื่อยๆ

“แย่เรื่องอะไร” พี่สาวถามแทรกขึ้นมาทันที หน้อยแน่ตกใจลืมตัวพลั้งปากไป จริงๆ ขืนเล่าไปมันก็ทำให้ตัวเธอเองเสียหาย

“แย่เรื่อง...” เธออึกอักไปนิดหน่อย

“ก็เรื่องที่เป็นห่วงพี่จนนอนไม่หลับนะสิ ว่าแต่ว่าเมื่อไหร่จะฝึกงานจบเนี่ย อยู่ที่นี่นานอีกหน่อย แม่กับย่าขนเสื้อผ้าขึ้นมาอยู่ด้วยไม่รู้นะ” เธอแกล้งขู่พี่สาวไป ญารินดาก็ไม่เคยออกจากบ้านมาไกลๆ แบบนี้มาก่อน

“ก็มาสิ อยู่ได้ไม่เต็มวันมั้ง คุณย่าของหน้อยแน่ต้องวิ่งแจ้นกลับกรุงเทพฯ” เนเน่ท้าทาย แค่นึกเห็นใบหน้าของคุณย่าแล้วก็รู้สึกหนักใจ

“คุณย่าของหน้อยแน่คนเดียวที่ไหน ของพี่ด้วยนั่นแหละ” หน้อยแน่ทำจมูกย่นๆ

“เอ่อ... พี่เอกพงษ์อะไรนั้น ยังมาบ้านเราอยู่อีกไหม” เธอถามไปถึงคนที่คุณย่าพามารู้จัก แล้วยัดเยียดเธอให้ไปเที่ยวดูหนังกับชายหนุ่มอยู่ครั้งหนึ่ง

“ไม่เห็นมาแล้วนะ ตั้งแต่พี่มาอยู่ที่นี่” หน้อยแน่ตอบไปตามความจริง

เนเน่ถอนหายใจออกมาเสียงดัง ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย

“ระวังไว้เหอะหน้อยแน่ คุณย่าจะจับเราคู่กับพี่เอกนั้น” เนเน่ขู่น้องสาวกลับอีกครั้งหนึ่ง หมั้นไส้ยายน้องนิดๆ ที่ชอบทำตัวเข้าข้างคุณหญิงย่าอยู่ตลอดเวลา

“ไม่มีวันหรอก พี่เอกนั้นคุณย่าหมายหมั้นเอาไว้ให้พี่แล้ว ส่วนน้องคุณย่าบอกว่ายังเด็กอยู่”

“ย่ะ... เด็ก... ปีนี้จะจบปริญญาตรีอยู่แล้ว” พี่สาวพูดกระทบกระเทียบ พลางหันหน้าไปทางน้องสาว

“คุณย่าอนุญาตให้หน้อยแน่ไปเรียนต่อที่อังกฤษได้แล้วนะ” สีหน้าของญานิสายิ้มแย้มที่ได้เล่าเรื่องที่เป็นข่าวดีของตัวเองบ้าง

“จริงหรือ ดีใจด้วย แล้วหน้อยแน่จะไปเมื่อไหร่”

“ก็หลังจากรับปริญญาค่ะ เดือนพฤษภาคม”

“เอาจริงนะ แล้วไม่มีคนที่นี่ให้คิดถึงบ้างเหรอ”

“พี่หมายถึงใคร”

“อ้าว... ไหนข่าวบอกว่า หน้อยแน่นางเอกซีรีส์ชื่อดังช่อง 23 เธอกำลังจิ้นกับพระเอกของเรื่อง นายโฟ ณบดินทร์ อยู่”

“ข่าวโคมลอยนะสิ เขาทำเพื่อโปรโมทละครหรอกค่ะ”

“วันก่อนแม่กับย่าไม่กรี๊ดเหรอ ที่เห็นฉากจูบของหน้อยแน่กับพระเอกนะ”

“จะกรี๊ดได้ไงเขาใช้มุมกล้องช่วย ไม่ได้จูบจริงๆ หรอก” พอพูดถึงเรื่องจูบ หน้อยแน่ก็ยกมือขึ้นแตะที่ริมฝีปากตัวเองอย่างลืมตัว นึกถึงรสจูบของนายหมอกเมื่อเช้าแล้วอยากจะกรี๊ด

“เป็นอะไรหน้าแดง” พี่สาวถามขึ้น

“เปล่า... นอนได้แล้วมั้งพี่ ไหนว่าเหนื่อย” เธอปฏิเสธ และแก้เก้อโดยการนอนหงายแล้วหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมทั้งตัว

“งั้นปิดไฟแล้วนะ” เนเน่บอกน้องสาว เอื้อมมือไปปิดสวิตซ์ไฟแล้วนอน

“ฝันดีนะ” เนเน่บอกน้องสาว ที่ตอนนี้หันมากอดเอวของเธอเอาไว้ทั้งตัว

“ยังอีก นอนอย่างนี้ หน้อยแน่ต้องรีบหาแฟนแล้ว” เนเน่ว่าให้น้องสาว แต่ก็ยิ้มให้ด้วยความเอ็นดูในความมืด

“ไม่เอาหรอกแฟน น่าเบื่อออก”

“เคยมีแล้วหรือ”

“เปล่ายังไม่เคย”

“แล้วที่เขาลือกันว่าพี่คบกับหมอเมฆนั้นจริงใช่ไหมคะ”

“อย่าบอกคุณย่านะ” เนเน่รีบพูด

“ฮันแน่... งั้นก็แสดงว่าจริง”

“พี่รักเขา” ญารินดาสารภาพออกไปตรงๆ

“อุต๊ะ... เพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเนี่ยนะ”

“อือ... ความรักมันเข้าตาพี่น่ะ” เนเน่พูดติดตลก

“ตกหลุมรักเหรอ... ใครจีบใครก่อน อย่าบอกนะว่าพี่จีบเขา” หน้อยแน่ซักใหญ่

“ไม่ตอบแล้วคนจะนอน” เนเน่ไม่ยอมพูดต่อ เธอยกมือขึ้นปิดปากหาววอดๆ แล้วรบนอนหันหลังให้น้องสาว

“พี่เนเน่ หันหน้ามาหาน้องเลยนะ”

“อะไรกันหน้อยแน่โตแล้วนะ นอนได้แล้ว พี่อยู่ใกล้ๆ ฝันดี” เนเน่เงียบเสียงไปก่อนจะนอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ทิ้งให้อีกหนึ่งสาวนอนลืมตาโพลงอยู่ในความมืด

ตอนนี้หลับตาก็เห็นแต่ใบหน้าของคฑาเทพลอยมาทำให้จิตใจว้าวุ่น

หึ๋ย... ไอ้บ้าหมอกเธอว่าเขาอยู่ในใจ กว่าจะหลับลงไปได้ นายหมอกก็เข้ามาวิ่งอยู่ในหัวใจของเธอจนเหนื่อย

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"พล็อตอมตะ แม่ผัวลูกสะใภ้ แต่เรื่องนี้แม่ผัวเอาถึงตาย คนชะตายังไม่ขาด 20 ปีต่อมาให้กลับมาทำให้นางช้ำใจ ต้องเอาให้ตายอีกหนึ่งรอบ เวรกรรมจริงๆ ต้องติดตาม แล้วสนุกมากๆ ที่เรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิดก็ต้องเกิด เมื่อลูกของสองครอบครัวมารักกัน เอาละซิ...ซื้ออ่า่่นค่ะ "

คุณธิดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha