อสูรที่รัก

โดย: กาญจนวณิช



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : นางซินในทุ่งลาเวนเดอร์


ตอนต่อไป






ตอนที่ ๑

 

 


ฝรั่งเศสตอนใต้...เดือนกรกฎาคม 

ไอร้อนค่อย ๆ จางหายไปในเปลวแดดช่วงสุดท้ายของวัน ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ที่กำลังบานสะพรั่งไปจนสุดทิวเขาบ่งบอกถึงฤดูกาลนักท่องเที่ยวสะพรั่งเต็มเมือง

หญิงสาววัยสิบเก้า ผมดำยาวสลวย สวมชุดสีน้ำตาลทึม เป็นชุดเดียวกับคนงานของโรงงานฌอง บูมซง ที่มีหญิงชราวัยแปดสิบปี ชื่อนางมาร์กาเร็ต บูมซง หรือที่ใครๆต่างก็เรียกว่า แม่มดแห่งบูมซง เป็นเจ้าของ

แต่ชีวิตของหญิงสาวไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาร์กาเร็ตสักเท่าไหร่นัก เพราะเธอเป็นแค่ลูกสาวคนเล็กของคนงานในไร่เท่านั้น พ่อของเธอชื่อเฟเบียง  สเวนโพแอล เป็นคนทำงานหนัก ไม่ค่อยชอบพักผ่อน แต่เขาก็ใจดีและอ่อนโยนกับลูกสาวทั้งสามคนเสมอ

ส่วนมารดาของพวกเธอชื่อเบเรนิซ เธอค่อนข้างดุไปสักหน่อย แต่ก็ไม่มีปัญหา ตราบใดที่ไม่ได้เข้าไปเฉียดใกล้เธอ

“ขนาดเราเห็นทุ่งลาเวนเดอร์มาเกือบยี่สิบครั้งแล้ว เราก็ยังตื่นเต้นทุกครั้งที่ฤดูกาลนี้มาถึง”

ทุ่งดอกสีม่วงกว้างไกลสุดสายตา กับอากาศที่หอมตลบอบอวลไปทั่ว โดยเฉพาะเวลาโพล้เพล้เช่นนี้ แสงสีทองอร่ามที่อาบคลุมผืนพรมสีม่วงจากที่ราบไปจนจดทิวเขาสูงเบื้องหน้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์บูมซง มันสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามและตระกรานตาของโลกใบนี้

“มันช่างสวยงามอะไรเช่นนี้ โชคดีจริงๆที่ฉันได้มาอยู่ที่นี่”

ถึงแม้ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว เธอเกิดที่นี่หรือไม่  อากาศหอมหวานของเมืองนี้ฟอกให้ปอดของเธอให้บริสุทธิ์ ทำให้ร่างกายของเธอเต็มไปด้วยความสุข สดใส ทำให้หัวใจของเธอแข็งแรง ชุ่มฉ่ำ แม้เธอจะต้องพบเจอกับความยากลำบากในชีวิต การดูถูกเหยียดหยาม หรือแม้แต่การถูกชิงชังจากใครก็ตามที่ไม่ชอบใจให้เธอเกิด แต่หัวใจที่หอมหวานของเธอยังคงเต้นได้อย่างสนุกสนานเสมอ

“พลังงานของฉันอยู่ที่นี่เอง ฉันจะต้องสูดกลิ่นหอม ๆพวกนี้ไว้เยอะๆเลย”

เวลานี้ไม่มีใครสักคนหลงเหลืออยู่ในทุ่งแห่งนี้แล้ว โลกเป็นของเธอ เธอจะกระโดดโลดเต้น ร่ายรำเป็นนางระบำเปลื้องผ้าก็คงไม่มีใครเห็น

ทว่า  หูเธอกลับได้ยินเสียงหัวเราะระริกแว่วหวานของหญิงสาวมาจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ไกลจากที่เธอยืนอยู่นัก เสียงที่ว่านั้น เจือปนความสุขในขณะหนึ่ง แต่วินาทีต่อมากลับโหยไห้เหมือนเจียนจะขาดใจตาย

“เสียงใคร” หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงด้วยความตกใจ “ใครมาทำอะไรที่นี่ เดี๋ยวร้อง เดี๋ยวหัวเราะ อย่างกับคนบ้า”

เจ้าหล่อนอยากคิดว่าตัวเองหูฝาดไป แต่เสียงนั้นยังคงแว่วมาตามลม เธอค่อย ๆคลานเข่าไปเหมือนสัตว์สี่เท้า หูคอยเงี่ยฟังเสียงประหลาดนั้น เสียงคร่ำครวญของหญิงสาว ประสานขึ้นพร้อมกับเสียงทุ้มแหบของชายหนุ่ม และคำพร่ำพรรณนาว่า...โอ้...ยอดรัก...ดีมาก...ใช่เลย

“อุ๊บ!!!...” หญิงสาวตาเหลือกค้าง เสียงนั้นมันดังใกล้ ๆนี่เอง ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอตัดสินใจหันไปแหวกกอดอกลาเวนเดอร์ออกแล้วจ้องมองผ่านซอกเล็ก ๆนั้นเข้าไป

ภาพที่ทำให้หัวใจของหญิงสาววัยสิบเก้าปีแทบหยุดเต้น การร่วมรักอย่างถึงพริกถึงขิงของหนุ่มสาวคู่หนึ่งด้วยท่าควบม้าสนั่นทุ่ง 

“พระเจ้า!!!” เธออุทานถึงพระเจ้าเบา ๆ ก่อนหลุดชื่อหญิงสาวผู้นั้นอย่างลืมตัว “คอนสแตนท์!!!

นั่น...พี่สาวคนรองของเธอใช่หรือไม่ คอนสแตนท์ที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัย กำลังนั่งเขย่าบนร่างกำยำของคนงานหนุ่มเจ้าของเรือนร่างล่ำบึ้ก   อเล็กซ์ 

หมอนี่เพิ่งจะมาทำงานที่นี่ได้ไม่นาน

“ถ้าแม่รู้เข้าเธอตายแน่คอน” แม่ของพวกเธอเข้มงวดกับลูกสาวสองคนมาก โดยเฉพาะพี่สาวคนโตและคอนสแตนท์ใจกล้าผู้นี้ แม่คาดหวังว่าจะได้ลูกเขยรวยเป็นของกำนัล ที่เธออุตส่าห์คลอดลูกสาวหน้าตางดงามมาสองนาง

ส่วนกับเธอนั้น นอกจากไม่ได้เข้มงวดกับเธอแล้ว เบเรนิซ ยังห้ามเธอไม่ให้เรียกแม่...แน่นอน เธอเข้าใจและไม่คิดมาก และถึงแม้พ่อจะโกหกว่าเธอเป็นลูกของพวกเขา เธอก็คงเป็นประเภทผ่าเหล่าผ่าก่อ ที่รูปพรรณสัณฐานไม่เหมือนพ่อแม่เลยแม้แต่นิดเดียว 

“ฉันจะทำยังไงดี” หรือจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ แต่พอนึกถึงบิดาผู้ทำงานหนัก เธอก็เครียดและกังวลอีก คอนสแตนท์เป็นพี่สาวของเธอก็จริง แต่มีอายุมากกว่าเธอแค่ 8 เดือนเท่านั้น

หญิงสาวอายุสิบเก้าปี ร่วมรักกับคนงานหนุ่มวัยสามสิบ ที่วัน ๆเอาแต่ดื่มเหล้าและเฮฮาสังสรรค์ อย่าว่าแต่เบเรนิซเลยที่จะไม่ชอบใจเรื่องนี้ ตัวเธอเองก็อดเป็นห่วงไม่ได้

“ใครน่ะ!!!  ใครอยู่ตรงนั้น!!!” เสียงห่าม ๆของอเล็กซ์  เขาหันมาเห็นเธอเข้าแล้ว “ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”

หญิงสาวตาโตตกใจ กระโดดผลุงออกจากที่ซ่อนราวกับกระต่ายน้อย กวดเท้าวิ่งหนีทันที ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของเธอเลยสักนิด คนที่ควรจะวิ่งหนีคือพวกเขาสองคนต่างหาก

“อย่าให้คอนสแตนท์รู้ว่าเราเห็น” แต่เธอวิ่งไม่ถึงสิบก้าวก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเสียงร้องทักดังลั่นไปทั้งทุ่ง

เอวา!!!” คอนสแตนท์วิ่งตามเธอมา แล้วหยุดหอบเหนื่อยต่อหน้าน้องสาว น้องที่อายุเท่ากับเธอ เด็กทารกที่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่สวนลาเวนเดอร์เมื่อสิบเก้าปีก่อน

“คอน” พี่สาวคนรอง ดีกับเธอเสมอ แม้มารดาของเธอและอิสซาเบลพี่สาวคนโตจะจงเกลียดจงชัง เห็นเธอเป็นแค่กาฝาก และเลี้ยงดูอย่างคนรับใช้ แต่คอนสแตนท์ยอมรับให้เธอเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว “คือ ฉันแค่เข้ามาเดินเล่น พี่ก็มาเดินเล่นเหมือนกันเหรอ”

“เธอเห็นมัน” คอนสแตนท์เอียงคอมองน้องสาวที่ใบหน้าแดงก่ำ ปากสั่นระริก แทนที่เจ้าหล่อนจะอาย กลับทำสีหน้าภาคภูมิใจเสียนี่ “โธ่เด็กน้อย ฉันขอโทษนะที่ทำให้เธอขวัญเสีย ฉันน่าจะอดกลั้นสักหน่อย ไม่น่าคิดทำอะไรห่าม ๆแถวนี้เลย”

“ฉันไม่เห็นอะไรทั้งนั้นเลย”

“แล้วทำไมหน้าแดง ไม่เอาน่า มันเป็นเรื่องธรรมชาติ”

“คอน” น้องสาวเรียกเสียงดุ “พี่ยังเรียนอยู่นะ”

“ก็ใช่น่ะสิ ฉันยังเรียนอยู่”

“ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาจะทำอย่างไร”

คอนสแตนท์หัวเราะคิก ก่อนไล่สายตามองน้องสาวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แล้วส่ายหน้ายิก

“ยัยชีเอ๋ย เธอนี่มันอ่อนต่อโลกนัก อายุขนาดนี้แล้ว ยังไม่เคยได้ใช้งานล่ะสิ ถ้าเธอรู้ว่าฉันเริ่มมีเซ็กส์ตั้งแต่ตอนไหน เธอจะร้องกรี๊ดสติเสียไปเลยล่ะ”

“คอน!!!” เธอรู้สึกอนาถใจกับพี่สาวตัวดีนัก ใครจะเชื่อว่าหญิงสาวที่เป็นนักกีฬาของโรงเรียน มาดทอมบอย และผู้นำการต่อต้านการมีเซ็กส์ในวัยเรียน จะพูดเรื่องนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย...เอวาอยากจะเป็นลม “แต่ถึงยังไง ก็ไม่ควรจะเป็นคนงานในไร่นี้”

“ทำไมล่ะ ฉันเคยลองมาหลายอาชีพแล้ว ไม่มีใครสู้กรรมกรได้สักคน”

“อย่าพูดอย่างนั้นนะคอน มันน่าเกลียด” หญิงสาวพูดพลาง หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนห่างออกไปไกล ๆ เขาเองก็กำลังจ้องมองมาทางพวกเธอ “ถ้าพี่แค่รักสนุก ก็อย่าทำอะไรประเจิดประเจ้อนัก นึกถึงพ่อบ้าง”

“ฉันรักเขา” คอนสแตนท์พูดจริงจังเป็นครั้งแรก “ไม่ใช่แค่รักสนุกหรอก แต่เขาเป็นรักแรกของฉัน”

“แต่เขาเพิ่งมาที่นี่ได้สัปดาห์เดียวเท่านั้น”

“เวลาไม่สำคัญหรอก เรารักกันตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า”

เอวาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เธอนึกไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินเรื่องน้ำเน่าพวกนี้จากปากของคอนสแตนท์ แล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไปดีล่ะ

“แต่พี่ก็รู้ว่าแม่เกลียดคนจน คนไม่มีหัวนอนปลายเท้า แม่อยากให้พี่หาลูกเขยรวย ๆ”

“นั่นมันก็เรื่องของแม่ ทีตัวเอง ได้ผัวจน ๆ”

“คอน!!!

“เลิกเรียกชื่อฉันได้แล้ว จะตกใจอะไรนักหนา” คอนสแตนท์มักจะเห็นเรื่องใหญ่เป็นเล็กเสมอ และเธอจริงจังที่จะเป็นอริกับแม่ของตัวเองมาโดยตลอด  “ฉันคงไม่ทำตามที่แม่ต้องการหรอก ฉันจะทำตามหัวใจของฉัน ยังไงแม่ก็ยังมีเจ้าหญิงอิสซาเบลอีกทั้งคน รายนั้น ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมให้เสียเวลาด้วย”

ใคร ๆในไร่แห่งนี้ต่างรู้ดีว่าลูกสาวคนโตของเฟเบียงและเบเรนิซ ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าหญิงและเลือกคบหาแต่ผู้ชายร่ำรวยมีชื่อเสียง หรือไม่ก็ตระกูลดีมีเกียรติเท่านั้น แต่เธอก็ไม่ผิดนักหรอก เพราะความงดงามของเธอ เลอค่า ราวกับเทพธิดาจำแลง เช่นนั้นแล้ว เธอจึงคู่ควรกับความงดงามในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าเท่านั้น

“ยังไงฉันก็ไม่เลิกกับเขาแน่ เพราะเขาเป็นผู้ชายที่วิเศษสุด ๆ”

วิเศษด้านไหนก็ไม่รู้ แต่ที่เธอรู้และมั่นใจก็คือ ปัญหาใหญ่จะตามมาอย่างแน่นอน หากเบเรนิซรู้เข้า ไม่ใครก็คนใดคนหนึ่งต้องซวย

“ถ้างั้น พี่จะทำไงต่อไป”

“ฉันฉลาดพอแหละน่า ฉันยังไม่อาจหาญพอจะเปิดเผยเรื่องนี้หรอก สิ่งที่สมควรทำที่สุดในตอนนี้คือ เธอ ฉันและเขาต้องปิดปากให้มิด รูดซิปซะ”

“รูดซิปซะ!” แต่เจ้าหล่อนไม่มีทีท่าจะรูดซิปกางเกงตัวเอง แน่นอน เธอกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากเธอเก็บงำเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ “แล้วพี่วางแผนเรื่องนี้ยังไง จะแต่งงานกันรึเปล่า”

คอนสแตนท์หัวเราะถูกใจ “ไม่จ้ะสาวน้อย เราจะคบกันไปแบบนี้ก่อน รอจนกว่าอเล็กซ์จะมีเงินพอสำหรับการย้ายไปอยู่อิตาลี”

“พี่จะไปอิตาลี!

พี่สาวจุ๊ปาก

“อย่าเสียงดังไปสิ” ถึงแม้ไม่มีใครอีกแล้วในที่แห่งนี้ แต่คอนสแตนท์ก็ไม่อยากให้แม้แต่สายลมได้ยินความคิดของเธอ เจ้าหล่อนจับมือน้องสาวไว้แล้วบีบแน่น “แม่ไม่มีทางยอมให้ฉันแต่งงานกับคนกระจอกหรอก เธอก็รู้ และฉันจะไม่เสี่ยง สักวัน ฉันจะหนีไปกับเขา”

นี่ไงล่ะ ปัญหาที่เธอกลัวอยู่ลึก ๆ

“ฉันไม่ยอมเสียเขาไปแน่ ๆ” คอนสแตนท์เหลียวหลังไปมองชายหนุ่มของเธอแล้วโบกมือให้เขาอย่างน่ารัก เอวามองตามไปด้วยใจที่สับสน “เธอสัญญากับฉันได้ไหมเอวา เธอจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”

เฮ้อ....เธอไม่น่ามารู้มาเห็นเรื่องนี้เลยเอวา หญิงสาวกล้ำกลืนฝืนใจเป็นที่สุด

“แล้วพ่อล่ะ” เจ้าหล่อนเคยนึกถึงบิดาที่ทำงานหนักเพื่อพวกเธอบ้างไหม

“ฉันเสียใจ แต่พ่อมีเธออยู่แล้ว ฉันมั่นใจว่าเธอต้องดูแลพ่อได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา เธอทำหน้าที่ลูกได้ดีกว่าลูกแท้ ๆทั้งสองคนของเขาอีก”

คอนสแตนท์ไม่ได้พูดเล่นเป็นแน่ แววตาของเธอบอกชัดว่าเธอเอาจริง ในสักวัน เธอจะทิ้งผู้ชายที่รักเธอมากที่สุด เพื่อเดินทางไปพร้อมกับผู้ชายอีกคนที่เธอเชื่อมั่นว่าเขาจะรักและดูแลเธอได้ดีไม่แพ้กัน

วินาทีนี้ เอวาคงทำได้เพียงแค่ยิ้มและยินดีกับพี่สาวเท่านั้น เธอเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่กล่าวถึงเรื่องของโชคชะตา มนุษย์มีเวรกรรมและหนทางเดินที่แตกต่างกัน แม้จะเลือกเกิดไม่ได้ แต่ก็เลือกได้ว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างใด

ตัวเธอเองก็เฉกเช่นนั้น เลือกเกิดไม่ได้ แต่เธอก็เลือกที่จะเป็นและเลือกที่จะใช้ชีวิตได้...แม้สิ่งที่พี่สาวคนนี้เลือกให้ คือการต้องอยู่ดูแลบิดาแทนเธอ แต่เธอก็ยอมรับในเงื่อนไขนี้โดยดี

เธอรักเขา และเขาก็รักเธอ แม้เธอไม่ใช่สายเลือดของเขา แต่เขาก็ปฏิบัติกับเธอเป็นอย่างดีเสมอมา เธอรู้ว่านอกจากความรักแล้ว เขายังเมตตาและห่วงใยเธอ แม้ไม่มีอำนาจมากพอที่จะขัดขวางภรรยาที่เขารักให้เลิกรังเกียจเธอได้ก็เถอะ

“มันเป็นหน้าที่ของฉัน และมันเป็นสิ่งที่ฉันต้องการจะทำ ฉันจะดูแลเขาไปจนตลอดชีวิต” เพราะด้วยสองมือของเขาที่อุ้มเธอขึ้นมาจากดงดอกลาเวนเดอร์ข้างถนน เธอจึงมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

ที่สำคัญ เขายังตั้งชื่อให้เธอด้วย...เอวา สเวนโพแอล...แถมยังได้ใช้นามสกุลของหนุ่มฝรั่งเศสที่ใจดีที่สุดคนนี้ด้วย

“แม้ว่าพี่จะขอร้องให้ฉันทำหรือไม่”

“ฉันมองเห็นแม่ชีอยู่ในตัวเธอ” คอนสแตนท์พูดด้วยความโล่งใจ สบายใจ ราวกับว่ากำลังจะกางปีกบินไปบนฟากฟ้ากว้าง ความฝันของเด็กสาวกำลังฟูฟ่องในดงดอกไม้สีม่วง “สักวัน เธอจะได้เจอกับยอดบุรุษ เจ้าชาย หรืออัศวินขี่มาขาวมาฉุดมือเธอไปจากขุมนรก เธอจะหลุดพ้นจากกรงเล็บนางมารอิสซาเบลและแม่เลี้ยงใจร้ายผู้โหดเหี้ยม เธอเชื่อฉันสิ”

คราวนี้ เอวาถึงหัวเราะได้ คอนสแตนท์มีอารมณ์ขันที่ร้ายกาจ

“กลัวจะเจอก็แต่ปิศาจน่ะสิ แถวนี้ไม่มีเจ้าชายหรืออัศวินสักคน มีแต่คนงานท่าทางดุ ๆ กับพวกยักษ์ปักหลั่น”

“นั่นสินะ แถมคนพวกนี้ก็หลงรักแต่นางฟ้าอิสซาเบล พวกมีตาแต่หามีแววไม่”

สองพี่น้องหัวเราะร่วน นำความแปลกใจมาสู่ชายหนุ่มที่รอลุ้นว่าเรื่องของพวกเขาจะถูกเปิดเผยหรือไม่ ตัวเขาเองนั้น ใช่ว่าจะไม่กลัวเฟเบียง ชายวัยกลางคนแสนดุดัน ซึ่งเป็นหัวหน้าช่างเครื่อง ดูแลรถตัดดอก และรถทุกชนิดในไร่ลาเวนเดอร์ ไร่องุ่นและโรงงานบูมซงทั้งหมด เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหดและดุดัน คนในโรงงานพูดกันว่าเขาพกปืนติดตัวตลอดเวลา 

“เย็นมากแล้ว ฉันว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า” เอวาแกล้งลองชวนพี่สาว เจ้าหล่อนอึกอักเล็กน้อย

“เธอกลับไปก่อนเถอะ ฉันจะคุยกับเขาต่ออีกสักนิด”

หญิงสาวหันหลังให้กับพี่สาวและเดินจากมา ขณะลำแสงสีทองของช่วงเวลาโพล้เพล้สาดกระจายไปทั่วทั้งหุบเขา

ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ครอบคลุมบริเวณกว้างไกลสุดสายตา กับไร่องุ่นอีกฟากของถนนที่ตั้งเป็นแนวลดหลั่นไปตามเนินเขา

บนยอดเขาสูงตระหง่านนั้นประดับด้วยคฤหาสน์เก่าแก่หลังใหญ่โตมโหฬาร แสงไฟริบหรี่จากที่นั่นเริ่มส่องความลึกลับน่ากลัวในอีกหนึ่งค่ำคืน

“พวกเขาจุดเทียนอีกตามเคย ไม่รู้ว่าจะประหยัดไปถึงไหน” ฟืนไฟจะถูกจุดขึ้นในทุกค่ำคืน ปล่องควันนับสิบทำหน้าที่ของมันในทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะหนาว เย็นหรือร้อน “กลางวันก็น่าขนลุก กลางคืนยิ่งแล้วกันใหญ่ถึงไม่ติดตั้งเครื่องกันขโมยก็คงไม่มีใครกล้าเข้าไปเฉียดหรอก”

ที่นั่น มีถนนสายเดียวที่เข้าถึง เป็นถนนเส้นหลักที่ผ่ากลางทุ่งลาเวนเดอร์ ลดเลี้ยวลัดเลาะขึ้นไปตามแนวเขา จนจบที่ประตูรั้วเหล็กขนาดมหึมา ถนนสายนี้ สิ้นสุดที่นั่นเอง อาณาจักรของมาร์กาเร็ต หญิงชราที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหด ดุ เหี้ยม และเอาแต่ใจตัวเองที่สุด 

“แม่มดมาร์กาเร็ตคงจะนั่งมองที่ดินมหาศาลของตัวเองอยู่บนนั้น” บนยอดหอคอยที่สูงตระหง่าน “โดดเดี่ยว เดียวดาย ไร้ลูกหลาน อายุตั้งแปดสิบปีแล้วสินะ”

เอวาเคยเห็นมาการ์เร็ตแบบนับครั้งได้ เพราะนาน ๆทีหญิงชราคนนั้นจะลงมาดูงานที่โรงงาน ท่านจะตรวจละเอียดยิบทุกขั้นตอน และตรวจสินค้าทุกชิ้นที่ผลิต ทั้งสบู่ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ของฝาก รวมถึงโรงงานผลิตไวน์ที่ยังคงใช้วิธีการทำแบบโบราณนั่นด้วย

มาร์กาเร็ตมักจะหายใจฟึดฟัดตลอดเวลา จนไม่รู้ว่าตกลงเธอพอใจหรือไม่พอใจกันแน่ เธอมีผู้จัดการโรงงานที่คล้ายเป็นสุนัขรับใช้อีกคนที่ไว้ใจได้ หมอนั่นชื่อริดลี่ย์ เขาจะคอยเดินตามไม่ห่างเพื่อรายงานทุกเรื่อง

มาร์กาเร็ตไม่มีครอบครัวหรือคะพ่อ เธอเคยถามบิดาครั้งหนึ่ง เพราะบิดาเป็นคนเก่าแก่ของที่นี่ เรียกว่าเขาเกิดที่นี่และโตที่นี่ก็ว่าได้ “ไม่มีลูก ไม่มีหลาน ไม่มีใครเลยหรือ”

มีสิ...มีทั้งลูกและหลาน แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ ลูกชายของมาร์กาเร็ตแต่งงานแล้วไปอยู่กับภรรยาที่ปารีส พวกเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม

แสดงว่าพวกเขาก็คงจะมาที่นี่บ่อย ๆ

ไม่เลย บิดาพูดพลางครุ่นคิดหรือไม่ก็นับนิ้วอยู่ นานมากแล้ว นับสิบปีที่พวกเขาหอบหิ้วกันไป ตั้งแต่ไฟไหม้ครั้งนั้น

ไฟไหม้อะไรคะ

ไข่เจียวนั่นไง  ไหม้หมดละ   บิดาเตือนเธอให้ได้สติ หญิงสาวรีบยกกระทะขึ้นจากเตาแล้วยิ้มแฉ่ง  ไม่เป็นไร พ่อจะบอกแม่ว่าพ่อเป็นคนทำเอง ตกลงมั้ยสาวน้อย

เมื่อคิดถึงบิดา หญิงสาวก็เลยเลิกคิดถึงมาร์กาเร็ต รีบวิ่งไปตามริมถนน ก่อนเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าหมู่บ้านคนงาน ไม่นานนัก เธอก็มาถึงบ้านบนเนินเขา บ้านหลังเล็กที่เธออยู่มาตั้งแต่เด็ก 

“หายไปไหนมายะ!!!” ทันทีที่เบเรนิซเห็นหน้าเธอโผล่เข้าไป เจ้าหล่อนก็ตวาดลั่น แม่มดอีกคนที่เธอรู้จัก “งานในครัวยังค้างอยู่ จานชามยังไม่ได้ล้าง อาหารเย็นก็ยังไม่ได้ทำ เธอลืมไปแล้วรึไงว่ามันเป็นหน้าที่ของเธอ ยัยเด็กเหลือขอ!!!

“เบา ๆน่าคุณ” บิดาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ เดินออกมาจากห้องนอน “ไปเถอะเอวา เดี๋ยวพ่อจัดการเอง”

“ไม่ได้ คุณทำงานหนักมาทั้งวัน”

“เอวาก็ทำ”   ใช่...เธอก็ทำงานนอกบ้านเหมือนกัน ตั้งแต่จบไฮสกูล เธอก็เข้าทำงานที่โรงงานบูมซงอย่างเต็มตัว หลังจากที่ทำแบบพาร์ทไทม์มาตั้งแต่เจ็ดขวบ เธอต้องทำงาน ไม่ได้เรียนต่อเหมือนพี่สาวทั้งสองคน และยังต้องรับผิดชอบงานทุกอย่างในบ้านด้วย แต่ดูเหมือนเอวาจะไม่มีความดีในสายตาของแม่เลี้ยงเลย

“คุณเข้าข้างมันตลอดเลย ฉันพูดอะไรก็ผิดไปหมด ทำไมคะ หรือคุณรักมันมากกว่าฉันกับลูก”

“เบเรนิซ” สามีเรียกชื่อภรรยาด้วยความอ่อนใจ 

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูจะเข้าครัวเดี๋ยวนี้” หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม เธอยิ้มกว้างสดใสเหมือนทุกครั้ง เพราะเธอไม่อยากให้บิดาไม่สบายใจ “วันนี้หนูจะทำอาหารอร่อย ๆให้กินกันนะคะ” 

หญิงสาวรีบเดินเข้าไปในครัว เธอแค่ไม่อยากเห็นดวงตาถลนโปนของเบเรนิซเท่านั้น เพราะถึงเธอจะเข้าครัวมาแล้ว เสียงบ่นก่นด่าก็ยังตามเข้ามาอยู่ดี 

“บ้านหลังเล็กแค่นี้ อยู่กันตั้งห้าคน ฉันว่ามันเริ่มจะคับแคบและอึดอัดแล้วนะคะ”

มารดาพูดเรื่องนี้มาหลายสิบครั้งแล้ว เท่าที่เธอได้ยิน เธอฉลาดพอจะรู้ว่ามารดาต้องการสิ่งใด ไม่ใช่ไล่เธอออกจากบ้านหรอกนะ แค่หาที่อยู่ใหม่ให้เธอ เพราะห้องเก็บของเท่ารูหนูที่เธอซุกหัวนอนอยู่นั้น อิสซาเบลอยากทำเป็นห้องเก็บเสื้อผ้า

สองแม่ลูกไม่ต้องการให้เธอเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว แต่ต้องการให้เธอเป็นคนรับใช้ของบ้าน

“เราน่าจะขยับขยายกันเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นจะหายใจไม่ค่อยสะดวก”

“ขยับขยายยังไง” น้ำเสียงของบิดาเกรี้ยวกราดเล็กน้อย เขารู้แน่อยู่แล้วว่าภรรยาต้องการสิ่งใด แต่เขาคงให้เธอไม่ได้ “บ้านพักนี่ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีสิทธิ์ต่อเติมหรือเพิ่มขยายอะไรทั้งนั้น”

“อพาร์ตเม้นต์คนงานทางด้านหลังโน่นล่ะ น่าจะมีห้องว่างอยู่บ้าง”

“คุณจะบ้าเหรอ ผมไม่มีวันส่งลูกสาวไปอยู่ที่นั่นหรอก”

บิดามารดาลงมือทะเลาะกันอีกครั้ง โดยมีเธอเป็นต้นเหตุ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง หากเธอไม่ต้องดูแลบิดา เธอคงจะย้ายไปที่อยู่ที่นั่นเสียนานแล้ว อพาร์ตเม้นต์สำหรับคนงานระดับล่างที่อยู่กันอย่างคับแคบ อาจยังดีกว่าอยู่ในบ้านที่ร้อนเป็นไฟ แต่เธอก็ต้องอดทน

“ทะเลาะกันอีกแล้ว” เสียงของคอนสแตนท์ดังขึ้นพร้อมเจ้าตัวที่เดินเข้ามาในห้องครัว เจ้าหล่อนมองหาของกินที่สามารถหยิบฉวยเข้าปากได้สะดวก “น่าเบื่อชะมัด”

“เป็นเพราะฉันคนเดียว”

“ไม่เอาน่า  ถ้าจะมีใครย้ายไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์ คนนั้นน่าจะเป็นฉัน” เพราะอเล็กซ์เองก็อาศัยอยู่ที่นั่น “ฉันน่าจะบอกพวกเขานะ ดีมั้ย”

“ไม่ดีหรอก พ่อไม่ยอมแน่”

“บางทีนะ ฉันลองมาคิด ๆ ดู เธอไปจากบ้านนี้ซะก็คงจะดี จะได้ไม่ต้องมาทุกข์ทรมานหู”

เอวาทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย โดยใช้เวลาไม่นานนัก เนื่องจากเป็นอาหารง่าย ๆ ที่ทำบ่อย ๆ อยู่แล้ว  

บนโต๊ะอาหารเหลือแต่บิดาและคอนสแตนท์ เพราะเบเรนิซงอนสามี ปิดประตูห้องนอน ขังตัวเองอยู่ด้านใน

ส่วนอิสซาเบลโทรศัพท์มาบอกว่าต้องซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ที่มหาวิทยาลัยและจะค้างที่หอพักของเพื่อนไฮโซจนถึงวันมะรืน

คืนนี้...เอวานอนไม่หลับเหมือนเช่นหลายคืนที่ผ่านมา เธอมีเรื่องกังวลมากมายในหัว ทั้งเรื่องของตัวเองและพี่สาวคนรอง เธอคิดไม่ออกเลยจริง ๆว่าจะยิ้มและหัวเราะได้อย่างไร หากยังได้ยินเบเรนิซร้องไห้คร่ำครวญ ก่นด่าสามีทั้งคืนเรื่องที่ไม่ยอมไล่เธอออกจากบ้าน

เช้ามืด...เธอลุกจากเตียงเพื่อไปทำอาหารเช้าและตั้งโต๊ะเสร็จสรรพ ก่อนจะเข้าห้องอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนชุดแบบฟอร์มของโรงงานแล้วออกจากบ้าน เธอหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับแม่เลี้ยง อย่างน้อย เช้านี้เธออาจจะกินอาหารอร่อยขึ้นอีกสักนิด

“เอวา” ชายหนุ่มที่อยู่บ้านพักถัดจากบ้านของพวกเธอไปนั่นเอง เขาชื่อวิลลี่ เป็นช่างอยู่ในโรงงาน อัธยาศัยดี และยังโสด “ไปทำงานเร็วจัง”

เขาเดินตามมาทัน ขณะที่เธอกำลังจะข้ามถนน เพื่อไปเดินอีกฝั่ง

“นายก็เหมือนกัน จะไปช่วยยามเปิดโรงงานหรือไง”

“ซ่อมเครื่องค้างไว้ อยากจัดการให้เสร็จก่อนเดินเครื่องวันนี้”

“ขยันแบบนี้ อีกไม่นาน คงได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า”

“ได้เป็นหัวหน้าเมื่อไหร่จะไปขอสาวแต่งงาน” ชายหนุ่มพูดพลางนึกถึงใบหน้าของสาวในฝัน ก่อนสายตาจะเหือดแห้งไปเสียดื้อ ๆ “แต่กว่ามาร์กาเร็ตจะเชื่อมือ ได้ข่าวว่าต้องใช้เวลานับสิบปี”

เมื่อพูดถึงชื่อนี้ ทำให้เธออดแหงนมองไปยังปลายยอดเขาเบื้องหน้ามิได้ ที่นั่นเอง ที่หญิงชรากำลังมองมายังพวกเธอ มองมายังท้องทุ่งสีม่วงด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัว

“เธอไม่รู้จักวิธีถนอมคนที่อยู่ด้วยเลยนะ ไม่แปลกเลยที่ต้องอยู่คนเดียวแบบนี้”

“รู้มั้ย ไม่เคยมีใครได้เห็นรอยยิ้มของมาร์กาเร็ตเลย   อายุปูนนั้น ไม่มีลูกหลานดูแล มีแค่สาวใช้ไม่กี่คนอยู่เป็นเพื่อน แล้ววันหนึ่งถ้าเธอตายไป สมบัติพวกนี้จะเป็นของใคร”

ขาดคำนั้น รถเก๋งคันใหญ่ราคานับสิบล้านขับเฉี่ยวคนทั้งคู่ไปอย่างหวุดหวิด หญิงสาวเซถลาล้มลงข้างทาง ส่วนชายหนุ่มก็ล้มคะมำคลุกฝุ่นอยู่ใกล้ ๆ

“เอวา!!!” วิลลี่ลุกได้ก่อน หันมองหาหญิงสาวด้วยความห่วงใย เขายื่นมือให้เธอจับ เพื่อลุกขึ้นยืน “เจ็บตรงไหนบ้างรึเปล่า” 

“ไอ้คนน่ารังเกียจเอ๊ย!!!” หญิงสาวเจ็บใจมากกว่าเจ็บกาย ชี้นิ้วด่าเจ้าของรถที่ไม่ยอมจอด แต่กลับวิ่งฉิวไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ถนนไม่ได้มีไว้ให้รถขับอย่างเดียวนะโว้ย ไม่เห็นรึไงว่าคนเดินอยู่ ฉันล่ะเกลียดพวกคนรวยที่ไม่เห็นหัวใครจริง ๆ”

วิลลี่หัวเราะ “เพิ่งเคยเห็นเธอโมโห เธอโมโหเป็นจริง ๆด้วย”

“ก็ฉันเป็นนางยักษ์นี่ ไม่ใช่นางฟ้า”

“แล้วนั่นมันรถของใครกัน” ชายหนุ่มมองตามท้ายรถคันนั้นไป “ดูเหมือนจะตรงไปยังคฤหาสน์นะ”

“นักท่องเที่ยวกระมัง พวกเขาคงไม่รู้ว่าทางตัน”

“หรือไม่ก็อาจจะเป็นแขกของมาร์กาเร็ต”

“เป็นใครก็ช่าง รู้แค่ว่าเป็นศัตรูกับฉันก็พอแล้ว อย่าให้เจออีกนะ จะเจาะล้อ เจาะถังน้ำมันเสียให้เข็ด แล้วก็จะหักมือหักขาเจ้าของรถ ชาตินี้จะได้ไม่ต้องขับรถอีกเลย”

ชายหนุ่มบอกว่าเชื่อแล้วว่าเธอเป็นนางยักษ์ ก่อนพากันเดินเลี้ยวเข้าสู่ถนนเส้นเล็กด้านซ้ายมือ เพื่อเดินต่อไปยังโรงงานที่อยู่สุดปลายถนน...ชีวิตที่เหมือนวัฎจักรของเธอและอีกร้อยกว่าชีวิตในอาณาจักรแห่งนี้ 




-Fin-


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เขาคือผู้ชายที่ปิดหน้าปิดตาตัวเองและอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ข่าวลือบอกว่าเขานั้นอัปลักษณ์ หากจะเรียกว่าอสูรก็คงไม่ผิด และเธอคือหญิงสาวสุดน่ารักที่ทำให้เขายอมเปิดหน้า เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา!!!"

กาญจนวณิช


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha


เนื้อเรื่องดีอ่านแล้วสนุกดี
โดย Anonymous | 11 months, 3 weeks ที่ผ่านมา
ตอบกลับ
captcha