อสูรที่รัก

โดย: กาญจนวณิช



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 7 : ยัยหัวขโมยกับสวนลึกลับ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






ตอนที่ ๗

 

 



 

หญิงสาวเดินท่องคำสั่งของคุณแม่บ้านเมย์ไปจนถึงสวนสวยหลังคฤหาสน์ ที่สวนแห่งนี้ ปลูกดอกไม้นับร้อยชนิด มีทั้งแปลงสำหรับตัดดอกและเพาะพันธุ์

นอกจากนี้ก็ยังมีไม้ประดับ เฟิร์น ไม้ยืนต้นอีกนับพันชนิดที่อยู่รวมกันเป็นสัดส่วน เป็นการจัดสวนสไตล์อังกฤษที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ แต่ละจุดจะมีรูปปั้นเทพเจ้าแต่ละองค์ประทับอยู่ ด้วยท่าทางตามแบบฉบับของตนเอง

เธอเดินผ่านลานน้ำพุเล็ก ๆเข้าไปในส่วนของแปลงกุหลาบ

“โอ้โห...มีดอกกุหลาบทุกสีเลย” กุหลาบดอกโต สีสด สมบูรณ์ “ถ้าเอาไปขายต้องได้ราคาดีแน่เลย” นี่ถ้าเธอเป็นเจ้าของสวนดอกไม้แห่งนี้ เธอคงจะมีความสุขมาก ชีวิตประจำวันก็คงจะมานั่งเล่นในสวน ดื่มชา อ่านหนังสือ และตัดดอกไม้ไปขายที่ตลาด “คิดแล้วมีความสุขจัง”

เอวาจินตนาการว่าตัวเองใส่ชุดเหมือนเจ้าหญิง วิ่งเล่นอยู่ในสวน มีคุณแม่บ้านเมย์และสาวใช้วิ่งตามจนเหน็ดเหนื่อย

“อย่าซนสิคะ ทำไมซนแบบนี้นะ เจ้าหญิงเอวา”

หญิงสาวหัวเราะอยู่คนเดียว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเหมือนคนบ้าก็หุบยิ้ม

“รีบทำงานดีกว่า...แต่ก่อนอื่นขอดมกลิ่นพิสูจน์หน่อยว่าหอมจริง” เจ้าหล่อนพูดพลางก้มลงไปหากุหลาบแดงดอกโตแล้วละเลียดสูดกลิ่นหอมนั้น

“หอมกว่ากลิ่นน้ำหอมชั้นดี หอมชื่นใจจริงๆ”

เอวาเริ่มตัดดอกกุหลาบทีดอก ๆ ซึ่งแต่ละดอกก็ต้องพิจาณาอยู่นานกว่าจะตัดได้

“ต้องเลือกดอกที่เท่า ๆกันสิ” เมื่อได้กุหลาบครบจำนวน เธอมองหาแปลงดอกไม้อื่น ๆ ก็เห็นว่าคาร์เนชั่นอยู่ไม่ไกลกันมาก

เธอเดินจับปลายกระโปรงให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้โดนเกสรดอกไม้พุ่มเตี้ยนานาชนิดที่ปลูกเต็มรายทาง

เอวารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก เธออดจินตนาการไม่ได้ว่าตัวเองกลายเป็นกระต่ายป่าร่าเริงที่กำลังวิ่งหาอาหารในสวนแห่งนี้

“เจ้าคาร์เนชั่นพวกนี้ ราคาขายส่งอยู่ที่ดอกละเท่าไหร่นะ” เธอเลือกตัดดอกสีชมพูดกลีบอ่อนนุ่มอย่างพิถีพิถัน แต่ตัดไปได้ไม่เท่าไหร่ เธอหันไปเห็นใครบางคนนั่งหันหลังคุดคู้อยู่ที่พุ่มดอกฟอร์เก็ตมีน็อตซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตร จุดนั้นมีรูปปั้นกามเทพน้อยกำลังแผลงศรมาทางเธอ

“ใครน่ะ” ความอยากรู้อยากเห็นนำเธอให้ขยับเท้าเข้าไปใกล้กว่าเดิม จึงได้เห็นคนแต่งชุดเหมือนคนงานในไร่ลาเวนเดอร์ แต่รายนี้ชุดเก่ากว่าและสกปรกมากกว่า เขาคลุมผ้าเก็บศีรษะไว้อย่างมิดชิด สวมรองเท้าบู๊ตสีดำ กำลังนั่งพรวนดินอย่างขะมักเขม้น “คนสวนเหรอ”

พอแน่ใจว่าเป็นคนสวน เธอก็ไม่นึกสนใจ แต่พอหันไปเห็นบึงน้ำอีกด้านของสวน ก็ทำให้เธอเอะใจขึ้นมา อาจเป็นหมอนั่น!

“ไม่มั้ง...”   แต่พอคิด ๆ ดู สวนใหญ่โตขนาดนี้ คงไม่จ้างคนสวนแค่คนเดียวหรอก คนที่เธอเห็นท่าทางจะแก่ชรา เพราะหลังงองุ้มเอาการ

“อย่าไปสนเลย” เธอบอกตัวเองเช่นนั้น ก่อนจะเดินหลีกไปยังแปลงทิวลิป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็หยุด แล้วเดินกลับมาหาคนสวนคนนั้น

“ลุงคะ” เธอลองเรียกเขาดู “ลุงได้ยินรึเปล่า”

ตาลุงพรวนดินไปเรื่อย ไม่สนใจตอบเธอเลยสักนิด

“หรือว่าหูหนวก” คนบ้านนี้ล้วนแปลกประหลาดทั้งสิ้น แล้วทำไมจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนสวนหูหนวก เธอเลยจู่โจมเขาด้วยการแตะที่บ่าของเขา “คุณลุงคะ  ได้ยินฉันได้มั้ยคะ”

เขาก็ยังไม่ตอบอยู่ดี เพียงแค่ถอนหายใจเสียงหนัก ๆ เหมือนกับรำคาญสุด ๆ ซึ่งเธอรู้สึกได้ จึงขยับเท้าออกห่างมาสองสามก้าวเพื่อเว้นระยะห่าง

“ฉันไม่เห็นแปลงดอกลิลลี่เลยค่ะ มันอยู่ทางไหนเหรอ”

เขาหยุดพรวนดิน แล้วชี้ไปทางหนึ่ง หญิงสาวมองตามไป

“ขอบคุณนะคะ” แสดงว่าไม่ได้หูหนวก “ตรงนี้แดดแรงมาก ทำไมไม่ไปทำตรงจุดอื่นก่อนล่ะคะ พอแดดร่มหน่อยก็ค่อยมาทำตรงที่แจ้ง”

เขาถอนหายใจแทนคำตอบอีกครั้ง ประมาณว่าอย่ามายุ่งได้ไหมวะ หญิงสาวจึงผละจากมา กลับไปทำหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายต่อ

“สงสัยได้ยิน แต่พูดไม่ได้”

เจ้าหล่อนเร่งตัดดอกทิวลิปจนครบ หลังจากนั้นก็เดินลัดเลาะพุ่มไม้ดอกนานาชนิดไปตามเส้นทางที่คนสวนชี้บอก เมื่อโผล่เข้าไปในบริเวณนั้น เธอก็ได้เห็นดงดอกลิลลี่หลากสีสัน ทำเอาตื่นตะลึงไปเลย

“ว๊าว” เธอวางตะกร้าลง แล้วเดินกึ่งวิ่งลุยเข้าไปในดงดอกลิลลี่ “ฉันชอบพวกแกที่สุดเลย”

ว่าพลางก็ชื่นชมความงามด้วยการก้มลงจุมพิตที่กลีบดอก ก่อนจะเด็ดมันมาถือไว้หนึ่งดอก หากจะหันหลังเดินกลับไปเอาอุปกรณ์มาตัดดอก

“เอ๊ะ!!!” เธอเห็นเส้นทางเล็ก ๆ ขนาดเดินได้เพียงคนเดียวคดเคี้ยวลัดเลาะซุ้มไม้ดอกไม้ประดับที่จัดวางอย่างสะเปะสปะและกองกระถางแตกหัก เทพเจ้าเก่าคร่ำคร่ามือขาแขนขาด ท่ามกลางไม้ยืนต้นรูปร่างน่ากลัวที่หนาแน่น

บริเวณนั้นแตกต่างจากจุดอื่นๆซึ่งงดงาม พิถีพิถันอย่างสิ้นเชิง และหากมองตามเส้นทางนี้ไป ดูเหมือนปลายทางของมันจะนำไปสู่สวนที่มืดทึบและรกชัฏ...สวนลับ!!

ไอหนาวยะเยือกจากที่ใดสักแห่ง พัดมากระทบผิวหนังของเธอจนรู้สึกได้ เธอหนาวสั่นไปจนถึงกระดูก

“หรือว่านี่เป็นสวนลับของคฤหาสน์ จริงสิ เราเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับความลึกลับและอาถรรพ์ของปราสาทโบราณในยุโรป ทุกที่มักมีความลับซ่อนอยู่ เป็นไปไม่ได้ว่าที่นี่จะไม่มี แน่นอน เจ้าของคฤหาสน์นำศพคนตายทุกคนมาฝังไว้ที่นี่ ไม่แน่ว่าลูกหลานของมาร์กาเร็ตก็ถูกฝังไว้ที่นี่ทั้งหมด และคนที่ฆ่าพวกเขา เป็นใครอื่นไปไม่ได้” เธอเล่าให้ตัวเองฟังแล้วขนลุกซู่ จนต้องลูบให้สงบแล้วกอดตัวเอง “สุสานคนตายแน่ๆ”

เธอทำสีหน้าขยะแขยงและหวาดกลัว ก่อนจะหัวเราะระริกกับจินตนาการอันบรรเจิดของตัวเอง

“ฉันน่าจะไปเขียนนิยายนะ” หญิงสาวหันหลัง เดินกลับมาตรงจุดที่วางตะกร้า “อ้าว อยู่ไหนล่ะ ก็ฉันวางไว้ตรงนี้ ตรงนี้แน่ๆ”

เธอโอดครวญ ก่อนหันมองไปรอบๆ “หายไปไหนนะ”

เอวายกสองมือขึ้นกุมขมับ ใช้ความคิดไปด้วย ขณะสายตาก็กวาดมองไปเรื่อย

“หรือว่าที่นี่จะมีอาถรรพ์จริง ๆ ของหายอย่างไร้ร่องรอย เหมือนถูกดูดไปอยู่ในอีกมิติอย่างไรอย่างนั้น ฉันจะทำยังไงดี เสื้อผ้า หนังสือ แล้วยังจะตะกร้านี่อีก โอย ทั้งมาร์กาเร็ตทั้งคุณแม่บ้าน ต้องเล่นงานฉันอ่วมแน่”

เธอบ่นไม่หยุด ขณะสาวเท้าไปทั่วดงดอกลิลลี่

“เธอกำลังทำให้แปลงลิลลี่เสียหายนะ” เสียงนั้นตะโกนมาจากใต้ต้นไม้ใหญ่ ด้านเดียวกับเส้นทางนำไปสู่สวนรกร้าง เธอเงยหน้าขวับ เห็นคนสวนคนเดิมยืนพิงต้นไม้อยู่

“ดาวิด” เธอเชื่อมั่นว่าคือเขา แม้มองจากที่ไกล ๆ

“กว่าจะปลูกให้พวกมันสวยได้ขนาดนี้ ต้องทุ่มเทแค่ไหน เธอรู้มั้ย”

“ฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันไม่ใช่คนสวนนี่” หญิงสาวโต้ตอบกลับไป ก่อนบางอย่างสว่างวาบในหัว “ต้องเป็นนายแน่ ๆเลย ที่ขโมยตะกร้าไป นายคนสวน”

เจ้าหล่อนพูดพลางวิ่งเร็วรี่ ฝ่าดงดอกลิลลี่ไป เพื่อให้ถึงตัวชายหนุ่ม หากเมื่อไปถึง เขากลับหายตัวไปจากจุดนั้นแล้ว เธอหมุนตัวหาทุกทิศก็ไม่เห็นแม้แต่เงา

“คนสวน!!!” เธอตะโกนเรียกซ้ำ ๆ “อยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ นายขโมยตะกร้าดอกไม้ฉันไปใช่มั้ย เอามาคืนเดี๋ยวนี้เลย ไม่อย่างนั้น ฉันจะฟ้องคุณแม่บ้าน”

ไม่มีเสียงตอบกลับ ยังกับหายตัวได้ พลันหางตาของเธอมองเห็นใครเดินแวบ ๆอยู่ด้านหลัง เมื่อเธอพลิกกายกลับไป ก็ไม่เห็นใครสักคน เป็นแต่เพียงเส้นทางที่นำไปสู่สวนอันมืดทึบ

“เอ๊...”  และราวกับถูกดูดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เธอเดินมาจนถึงปากทางเข้าสวนรกร้างนั่น อากาศบริเวณนี้เย็นเยือกทีเดียว บรรยากาศรอบด้านวังเวง เงียบสนิท ไม่มีแม้แต่เสียงลม

“ที่แบบนี้มีอยู่ในคฤหาสน์นี้จริง ๆ” เมื่อจะย่างเท้าเข้าไป เธอกลับสะดุ้งตกใจกับป้ายไม้ผุพังขนาดเล็กที่ปักอยู่บนดินใกล้เนินชื้น ๆใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีใบครึ้ม คล้ายกับป้ายหลุมศพในสุสานไม่มีผิด “ตกใจหมดเลย นึกว่าใช่”

หญิงสาวจ้องมองตัวอักษรที่สลักบนเนื้อไม้ ตัวอักษรที่เขียนได้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบ เธออ่านออกเสียงอย่างไม่ได้ตั้งใจ

เขตส่วนบุคคล ห้ามบุกรุกเด็ดขาด!!!” อ่านจบถึงกับสะดุ้งอีกครั้ง เพราะสองขาของเธอเดินผ่านเขตแดนนั้นเข้ามาแล้ว

“ไม่ได้ อุตส่าห์มาถึงแล้ว ก็ต้องสำรวจซะหน่อย” เธอเดินเข้าไปในเขตต้องห้ามอย่างไม่ลังเล บุกรุกเข้าไปไกลจากจุดกั้นเขตพอสมควร

จากต้นไม้รูปร่างประหลาดและใบรกหนาแน่นจนแสงผ่านเข้ามาได้น้อย กระทั่งโผล่ออกไปยังบริเวณที่สว่างกว่า

และแล้วเธอก็ต้องตะลึงกับสวนผลไม้ตรงหน้า

”แอปเปิ้ล เชอรี่ พรุน โอย เยอะแยะไปหมด”  และทุกต้นมีความพิเศษกว่าที่เธอเคยเห็นเพราะขนาดของมันที่ทั้งใหญ่ยักษ์และอายุเก่าแก่อย่างน่ามหัศจรรย์ “สวนผลไม้โบราณแน่ ๆ หรือไม่เราก็หลงมาอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์”

หญิงสาวเดินตรงไปที่ต้นพรุน ลูกดกเต็มต้น และหล่นเกลื่อนกลาดเนืองแน่นใต้ต้น เธออดไม่ได้ที่จะปลิดลูกที่อยู่ใกล้มากัดชิม และซึมซับรสชาติที่แสนอร่อยของผลไม้โปรด

“ทั้งหอมทั้งหวานเลยทีเดียว นี่ถ้าเก็บไปขายที่ตลาดนะ” เธอคิดถึงตัวเองขณะยืนขายผลไม้ที่แผงเล็ก ๆในตลาด แล้วมีลูกค้าเข้ามาแย่งกันซื้อผลไม้จากเธอไม่หวาดไม่ไหว “ฉันต้องรวยแน่ ๆเลย”

เธอไม่เคยเห็นสวนผลไม้ที่ไหนที่ลูกโตและดกเต็มต้นเท่านี้มาก่อน ไม่ใช่แค่พรุนเท่านั้น แอปเปิ้ล เชอรี่ มะกอกหรือแม้แต่อโวคาโด ผลไม้ทุกชนิดที่ยืนต้นอยู่ที่นี่ ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ผลสุกและล่วงหล่นไปตามกาลเวลา

“ใช่แล้ว สวนผลไม้ที่คุณแม่บ้านพูดถึงนั่นเอง” เธอเดินสำรวจด้วยความตื่นตาตื่นใจ เดินไประเรื่อยก็ให้นึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก “ทำไมมันคุ้น ๆนะ เหมือนเราเคยมาที่นี่มาก่อน”

เธอพูดพลางเด็ดผลเชอรี่สีแดงสดมาหย่อนเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างมีความสุข

“ไม่มีใครอยู่ที่นี่สักคน หมอนั่นก็ไม่เห็น” เธอแหงนขึ้นมองต้นเชอรี่ยักษ์ “ถึงยังไงมันก็ล่วงหล่นอย่างไร้ประโยชน์ ถ้าอย่างนั้นฉันขอเก็บกลับไปฝากพี่สาวหน่อยนะ”

หญิงสาวมองไปรอบ ๆ อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่จริง ก่อนจะปีนต้นไม้ขึ้นไปอย่างชำนาญ แล้วเก็บผลเชอรี่ใส่ในเสื้อจนเต็มแน่น ทำให้หน้าอกของเธอและท้องบวมออกมาอย่างกับคนที่กำลังตั้งครรภ์

หากเมื่อจะปีนลง เธอถึงคราวซวย เมื่อจ๊ะเอ๋กับงูที่ขดกิ่งไม้อยู่ใกล้ใบหน้าเธอแบบเต็ม ๆ หญิงสาวร้องจ๊าก เผลอปล่อยกิ่งไม้ที่เกาะแน่น หงายหลังล่วงลงสู่พื้นดิน

“งู!!!!!!” เจ้าหล่อนหลับตาแน่น กรี๊ดลั่นไปทั้งสวน ทว่า ร่างเธอกลับไม่ได้ถึงพื้นดิน นั่นเพราะมีอีกร่างเข้ารับเธอไว้เสียก่อน ตัวของเขาผู้นั้นเองที่กระแทกลงกับพื้นแทนเธอ แล้วสลบเหมือดไป

หญิงสาวลืมตาพรึ่บ รู้สติว่าอยู่บนพื้นดินแล้ว แต่พื้นดินที่เธอกกกอดอยู่นี้คือร่างกายหนาบึ๊กของมนุษย์ เธอตกใจตาเหลือก ตัวแข็งค้าง หัวใจเต้นตึกตัก ๆ

“พระเจ้า” เธอผละออกจากร่างกายที่นอนแน่นิ่ง ลงไปนั่งคุกเข่า จ้องมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา บนแผงอกกว้างล่ำสันเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเลือดที่ชุ่มฉ่ำ เขาสวมกางเกงยีนขายาวเพียงตัวเดียวและรองเท้าบู๊ตคู่เดิม ผ้าคลุมหน้าหายไป เปลือยหน้าล่อนจ้อนแบบไม่มีเซ็นเซอร์ “พระเจ้า”

ชายหนุ่มนามว่าดาวิดช่วยเธอไว้หรือเขาซวยเองที่บังเอิญเดินผ่านมาใต้ต้นเชอรี่พอดี เธอไม่สามารถหาคำตอบได้ในเวลานี้ สิ่งที่เธอควรจะทำในขั้นแรกคือทำให้เขาฟื้นขึ้นมาเสียก่อน

“คุณ!” เธอลองเขย่าตัวเขาดู แต่ก็ไม่เป็นผล “ได้ยินมั้ย”

การแน่นิ่งไม่ตอบโต้ของชายหนุ่มทำให้เธอใจเสีย

“เขาคงยังไม่ตายหรอกนะ”เธอไม่สนใจใบหน้าซีกซ้ายที่อัปลักษณ์ของเขาเท่ากับหัวใจของเขาแล้วในวินาทีนี้ จึงยื่นนิ้วชี้สั่นเทาไปจ่อที่รูจมูก “ห๊า!!!!! 

เมื่อพบว่าเขาไม่หายใจแล้ว เธอตาเหลือก ช็อกไปสามวินาที

“เขาไม่หายใจแล้ว”

เอาไงดี...เธอแทบไม่ต้องใช้สมองเลย ลุกขึ้นจะวิ่ง แต่มือดั่งคีบเหล็กจับข้อเท้าเธอไว้แน่น หญิงสาวเสียหลัก ล้มคะมำลงนอนคลุกดินและเศษใบไม้เปื่อยทันที

“จะหนีไปไหน”

เธอรู้สึกจุกไปเลย ร้องโอดครวญแผ่วเบา ก่อนยันตัวลุกขึ้นนั่ง

“คุณนี่มันโหดร้ายจริง ๆ” ชายหนุ่มจ้องมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาลุกขึ้นนั่ง ใช้มือปัดป่ายเลือดและเศษใบไม้แห้งที่ติดเต็มหน้าอก “ใจคอทำด้วยอะไร คิดจะทิ้งคนบาดเจ็บที่อุตส่าห์ช่วยชีวิตตัวเองไว้แล้วหนีเอาตัวรอด”

พอรู้ตัวได้สติ เอวาก้มลงมองตัวเองก็ตกใจ

“เลือด!!!!” เธอปากสั่นระริก ทำอะไรไม่ถูก “ทำไมเลือดถึงออกมากขนาดนี้ โอ้ย ฉันต้องตายแน่ ๆเลย”

ชายหนุ่มจ้องเธอตาเขียวปัด “อย่ามาตลก ยัยหัวขโมย”

คำว่าหัวขโมย ทำให้เธอนึกถึงผลเชอรี่ที่เธอเก็บใส่ไว้ในเสื้อ แล้วเธอก็ต้องเจ็บใจกับความเข้าใจผิดของตัวเองที่คิดว่าน้ำสีแดงเหนียวข้นจากผลเชอรี่ที่แตกยับเพราะแรงกระแทกบนหน้าอกของเขานั่นคือเลือด

เธอเงยหน้าขวับ มองชายหนุ่มตรงหน้าผู้เปลือยแผงอกล่ำสัน ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีแดงข้นขลั่ก

“คุณไม่ได้เป็นอะไรเหรอ”

“ทำไม ผิดหวังเหรอ”

“ฉันคิดว่าเป็นเลือดซะอีก แล้วเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น ฉันก็เลยคิดว่าคุณ...”

“ตาย” เขาตอบให้เอง “ขอโทษนะ แค่หนูสกปรกหล่นใส่ ผมไม่ตายง่ายๆหรอก”

เขาทำท่าทางยโสโอหังและปากดี...จะรู้ตัวรึเปล่านะว่าไม่ได้คลุมผ้าปิดหน้าไว้

“ไม่ตายก็ดีแล้ว ฉันจะได้ไม่ต้องมีบาปกรรมติดตัว”

“แต่ถึงยังไงคุณก็บาปอยู่ดี ที่คิดจะทิ้งผมไว้”

เธอถอนหายใจพรึด “อย่าบ้าให้มากนัก ฉันแค่จะไปตามคนมาช่วย บ้ารึเปล่า คิดว่าคนสวย ๆน่ารัก ๆอย่างฉันเป็นคนเลวขนาดนั้นเลยเหรอ”

เมื่อเธอแจกแจง เขาอึ้งกิมกี่ ก่อนจะปั้นหน้าขรึมเหมือนเดิม

“พอตอนนี้ก็พูดได้สิ คำแก้ตัว ผมไม่เชื่อคุณให้โง่หรอก”

“ไม่เชื่อก็ตามใจ” เจ้าหล่อนสะบัดหน้า แล้วลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะสะบัดก้นหนี ชายหนุ่มรีบลุกตาม ก้าวเท้ายาวแค่สองก้าวก็ตามทัน เขาคว้าข้อมือเธอไว้

“จะไปไหนยัยหัวขโมย”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น หมอนี่จะหาเรื่องอะไรเธอนักหนา เธอพยายามจะสะบัดมือให้หลุด แต่ก็ไม่หลุด เขาจ้องหน้าเธอนิ่ง เธอจ้องตอบเขาอย่างไม่เกรงกลัว

“ยังไงของที่ขโมย อุ๊ย!!! ของที่เก็บได้ก็เสียหายไปหมดแล้ว ยังจะเอาอะไรอีกห๊า”

“ถึงหลักฐานจะเสียหาย แต่การกระทำมันไม่ได้ถูกลบล้างไปด้วย”

“ปล่อยฉันเถอะน่า เห็นแก่ลูกนกลูกกาเถอะนะ”

“ไม่ต้องมาใช้ไม้นี้เลย” น้ำเสียงของเขาเย้ยหยันสุด ๆ “ฉันยังคิดอยู่เลยว่าจะจับเธอไปส่งให้คุณแม่บ้านชำระความ หรือจะไปแจ้งตำรวจดี ข้อหาลักทรัพย์แล้วก็บุกรุก”

เขาขู่ขนาดนี้ เธอจะไม่กลัวได้ยังไง เธอหน้าเสียแต่ยังฝืนยิ้ม “ฉันไม่ได้บุกรุกนะ ฉันเดินหลงเข้ามา แล้วฉันก็ไม่ได้ขโมยด้วย ที่ต้นของมันไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าห้ามเก็บนี่”

เขาหัวเราะหึ ๆ “พูดได้น่าสนใจ”

“อีกอย่าง ฉันทำงานให้กับมาร์กาเร็ต แล้วที่นี่ก็เป็นของมาร์กาเร็ต ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้ ฉันเป็นขวัญใจของมาร์กาเร็ตนะ เธอไม่มีทางจับฉันส่งตำรวจหรอก”

“ลองดูมั้ย” เขาขู่ พร้อมกันนั้นก็ดึงร่างเธอให้เดินไปด้วยกัน เขาฉุดลากเธอด้วยความแรง จึงทำให้เท้าของเธอโดนก้อนหินบาด เลือดไหล

“โอ๊ย!!!

“รีบเดิน”

“ฉันเจ็บ”

เขาถอนหายใจระอา “อย่าให้ฉันหมดความอดทนนะ”

“ก็ฉันเจ็บจริง ๆนี่ นี่ ดูซะ” เจ้าหล่อนยกเท้าให้เขาดู “ฉันโดนก้อนหินบาด เจ็บจะตายอยู่แล้ว”

เขาจับข้อเท้าเธอแล้วพลิกดู เธอเซถลา แต่คว้าจับลำคอของชายหนุ่มไว้ได้แล้วรัดแน่น 




-FIN-


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เขาคือผู้ชายที่ปิดหน้าปิดตาตัวเองและอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ ข่าวลือบอกว่าเขานั้นอัปลักษณ์ หากจะเรียกว่าอสูรก็คงไม่ผิด และเธอคือหญิงสาวสุดน่ารักที่ทำให้เขายอมเปิดหน้า เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา!!!"

กาญจนวณิช


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha