ทาสรักดวงใจทมิฬ [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 12 : ตอนที่ 5 เผชิญหน้า-100%


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

เมื่อพ้นร่างหญิงสาว ภูวเดชทรุดกองลงที่พื้นทันที ทำไมเขาต้องรู้สึกแบบนี้ด้วย เธอมันก็แค่ผู้หญิงร่าน เข้ามาให้ท่าฉัน สองมือกำแน่น ความปวดร้าวกลางลำตัวทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ นึกโกรธเกลียดหญิงสาวอย่างไม่มีเหตุผล

ก่อนเปิดประตูผลุนผลันเข้าห้องส่วนตัว ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำสุดหรู ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกด้วยความเกะกะ แล้วให้สายน้ำเย็นๆ ไหลผ่านดับความร้อนรุ่มในกายอย่างช้าๆ

 

วรินญาที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเพื่อลงไปช่วยป้านวลเตรียมอาหารเช้าเช่นทุกวัน ทว่าเช้านี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าออกจากห้อง เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนทำให้เธอขยาด และนึกกลัวใจตัวเองเมื่อต้องพบหน้าลูกชายเจ้าของบ้านอีกครั้ง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำให้เจ้าของห้องสะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

“ใครจ๊ะ”

“สร้อยเองค่ะคุณวริน” เสียงสาวใช้รีบรายงานตัวทันที เมื่อเข้าไปครัวแล้วไม่พบเจ้านายสาว และขออาสาจากป้านวลว่าจะขึ้นมาดูให้ เมื่อได้รับเสียงอนุญาตจากเจ้าของห้อง สร้อยก็รีบเปิดประตูเข้าไปทันที พลางมองเจ้านายสาวพร้อมหัวคิ้วขมวดเป็นปม

“คุณวรินไม่สบายหรือเปล่าคะ” สร้อยถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อได้สำรวจทั่วร่างของเจ้านายสาว

“เปล่านี่จ๊ะ สร้อยมีอะไรเหรอ”

“ก็สร้อยเห็นหน้าตาคุณวรินดูซีดๆ น่ะค่ะ ถ้างั้นไม่ต้องลงไปช่วยป้านวลก็ได้ค่ะ เดี๋ยวสร้อยไปบอกป้านวลให้ แต่ว่าวันนี้ต้องทำอาหารหลายอย่างด้วย เพราะวันนี้ทั้งคุณภูมิ คุณดนย์ แล้วก็เพื่อนคุณดนย์จะมาทานอาหารเช้าที่บ้าน” สร้อยรีบรายงานตามที่ป้านวลบอก

“เหรอจ๊ะ” วรินญาครางรับเสียงแผ่ว เธอจะหาทางหลบหน้าผู้ชายใจร้ายคนนั้นได้อย่างไรล่ะ

“งั้นสร้อยลงไปช่วยป้านวลก่อนนะคะ ส่วนคุณวรินนอนพักต่อก็ได้ค่ะ เพราะกว่าจะตั้งโต๊ะก็เกือบเจ็ดโมงครึ่ง เพราะคุณๆ ยังไม่มากันเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะสร้อย บอกป้านวลนะ เดี๋ยววรินลงไปช่วย” วรินญาบอกเสียงแผ่ว แม้อยากจะหลบหน้าแต่ก็ทำไม่ได้ ในเมื่อเธอสำนึกตัวเองอยู่เสมอว่ามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร แม้คุณหญิงจะสั่งห้ามไม่ให้เธอทำอะไร แต่เธอก็ทำไม่ได้เพราะไม่อาจทนอยู่เฉยๆ ได้

เสียงประตูปิดลงอีกครั้งเมื่อสร้อยขอตัวลงไปก่อน วรินญาล้มตัวลงนอน ดวงตาคู่สวยเฝ้ามองเพดานอย่างคนเลื่อนลอย ในเมื่อตัดสินใจมาอยู่ที่นี่แล้ว เธอก็ต้องเข้มแข็งและกล้าเผชิญหน้ากับเขา ร่างเล็กพลิกไปมาบนเตียงนุ่ม ก่อนตัดสินใจลุกขึ้นเพื่อลงไปช่วยป้านวลเตรียมอาหารเช้า

ขณะที่ภายในห้องครัวป้านวลกำลังสาละวนกับการหั่นผักและจัดเตรียมเนื้อปลา พร้อมทำอาหารสุดโปรดของเจ้านายหนุ่มอย่างภูวเดช ที่เจ้าตัวชอบทานเป็นที่สุด ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลาเผยอรอยยิ้มตรงมุมปากเล็กน้อย เมื่อนึกถึงตอนคุณภูมิยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แล้วส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู

“ป้านวล ยิ้มอะไรจ๊ะ หรือว่ายิ้มให้ปลา แล้วจะยิ้มให้มันทำไม” สร้อยเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นป้านวลเอาแต่ยิ้มแล้วก็มองปลาตัวโตในถาด

“ฉันอยากยิ้มก็ยิ้ม มีปัญหาอะไรไหมยัยสร้อย” ป้านวลหันมาถลึงตาใส่พลางทำเสียงดุ

“อ้าวป้า ก็สร้อยเห็นป้ายิ้มอยู่นั่นแหละ ดีใจอะไรนักหนา” เสียงสร้อยค้านขึ้น

“เอ๊ะ! ยัยคนนี้ ชอบสาระแนจริงเชียว แล้วไหนบอกไปตาม   หนูวริน แล้วทำไมลงมาคนเดียว” ป้านวลส่งค้อนกระลับกระเลือกให้ ก่อนเอ่ยถามถึงเจ้านายสาว

“เดี๋ยวคุณวรินลงมาจ้ะป้า แต่สร้อยเห็นหน้าตาไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นะจ๊ะ สร้อยบอกให้นอนพักต่อก็ไม่ยอม” สร้อยรีบบอกทันที เพราะบางทีคุณวรินอาจจะเชื่อป้านวลก็ได้ หากป้านวลบอกให้ขึ้นไปพักผ่อน

“อ้าว แล้วกัน นี่หนูวรินไม่สบายเหรอเนี่ย งั้นเอ็งก็รีบขึ้นไปบอกคุณวริน ว่าไม่ต้องลงมาช่วยป้าหรอกวันนี้ เดี๋ยวจะไม่สบายไปมากกว่าเดิม” ป้านวลบอกด้วยความเป็นห่วง ส่วนสร้อยเมื่อป้านวลพูดจบก็รีบเดินออกจากห้องครัว แต่ก็ไม่ทันการเมื่อหญิงสาวร่างเล็กที่ป้านวลนึกห่วงเดินเข้ามาพอดี

“คุยอะไรกันคะ ป้านวล สร้อย”

“อ้าวหนูวริน ลงมาทำไมคะ เห็นสร้อยบอกว่าหน้าตาไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ทำไมไม่พักต่อล่ะคะ งานในครัวนี่มันหน้าที่ป้าอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”

“วรินไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะป้านวล พอดีเมื่อคืนนอนดึกไปหน่อยนะคะ” วรินญาบอกเสียงหวาน พลางหันมองรอบๆ ห้องครัว แล้วทำให้ใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาเฉยๆ

“คุณวริน ทำไมหน้าแดงล่ะคะ” สร้อยเอ่ยถามเมื่อเดินเข้ามายืนจ้องใบหน้าเรียวสวยของวรินญา

“เอ่อ...ไม่มีอะไรนี่ ไปเถอะช่วยป้านวลทำกับข้าวดีกว่านะ” วรินญารีบเปลี่ยนเรื่องทันที

 

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทำให้คุณหญิงกัญญาสุขใจยิ่งนัก ที่ในวันนี้ทั้งลูกและหลานอยู่กันพร้อมหน้า แต่จะมีก็เพียงวรินญาเท่านั้นที่นิ่งเงียบ และเธอก็ตอบคำถามคำสองคำเท่านั้นเวลาที่พัทธดนย์หรือคุณหญิงกัญญาเอ่ยถาม แต่ท่าทางนิ่งเงียบราวกับผ้าพับไว้ ไม่ได้รอดพ้นสายตาคมกริบที่มักจ้องจับผิดร่างเล็กอยู่ตลอดเวลา พร้อมแสยะยิ้มมุมปากอย่างหมิ่นๆ

“ตาภูมิ เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้วขึ้นไปพบแม่ที่ห้องด้วยนะ วันนี้เป็นวันหยุด หัดอยู่ติดบ้านซะบ้าง” คุณหญิงหันมาแขวะบุตรชาย เมื่อเห็นลูกชายเพียงคนเดียวรวบช้อนแล้วทำท่าจะลุกหนี

“โธ่ คุณแม่ครับ วันหยุดผมก็ต้องไปเที่ยวพักผ่อนบ้างสิครับ จะให้อยู่แต่บ้าน น่าเบื่อจะตาย เจอแต่หน้าคนเดิมๆภูวเดชพูดขึ้น ก่อนหันไปมองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้ามองจานข้าวราวกับไม่เคยพบไม่เคยเห็น แล้วเน้นประโยคหลังเสียงดังอย่างจงใจว่ากระทบใครบางคน

“นี่แกเบื่อหน้าแม่หรือไงตาภูมิ เจ้าลูกคนนี้มันน่านักเชียว ถ้ายังเป็นเด็กๆ จะจับฟาดก้นให้ลายเลย” คุณหญิงกัญญาหันมาค้อนพร้อมทั้งตวาดใส่เสียงดัง

“ผมไม่ได้บอกสักคำว่าเบื่อคุณแม่ คุณแม่อย่าคิดมากสิครับ”   ภูวเดชรีบโผเข้าไปโอบกอดมารดาอย่างเอาใจ

“งั้นคุณภูมิเบื่อหน้าป้านวลกับยัยสร้อยน่ะสิ” ป้านวลพูดแทรกขึ้น

“เปล่าครับ ผมไม่ได้ว่าสักหน่อย แต่คนบางคนน่าจะรู้ตัว”      ภูวเดชพูดเสียงเข้มพลางหันไปมองวรินญา ก่อนจะร้องออกมาเสียงแผ่วๆ เมื่อถูกมารดาหยิกหมับเข้าให้

“เอาล่ะ ทานของหวานเถอะ อย่าให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเสียเพราะคนปากพล่อยอย่างตาภูมิเลย” คุณหญิงกัญญาพูดขึ้น พลางส่งสายปรามบุตรชายที่คิดจะอ้าปากท้วง

ส่วนวรินญา เธอทำได้แค่นิ่งเงียบแล้วก้มมองบัวลอยหน้าตาน่ากินที่อยู่ตรงหน้า ครั้นพอถูกป้านวลคะยั้นคะยอให้กิน เธอหันไปส่งยิ้มให้แล้วตักบัวลอยเข้าปากอย่างช้าๆ ส่วนคนที่คิดจ้องจับผิดอยู่ก็เบ้ปากใส่ ที่คุณหญิงกัญญาเห็นแล้วก็หมั่นไส้ หยิกหมับเข้าให้อีกครั้ง

“วริน บัวลอยฝีมือป้านวลอร่อยไหมครับ” พัทธดนย์เอ่ยถามหญิงสาวร่างเล็กทันทีเมื่อวรินญาตักบัวลอยเข้าปาก

“อร่อยค่ะคุณพัทธดนย์” รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าเรียวสวยพร้อมเสียงตอบแผ่วๆ

“ไม่ต้องเรียกผมเต็มยศขนาดนั้นก็ได้ครับ เรียกพี่ดนย์ก็ได้ครับ เพราะดูท่าแล้ววรินคงอายุน้อยกว่าผมแน่” พัทธดนย์บอกยิ้มๆ

“เอ่อ...”

“ไม่ต้องเกรงใจครับ วรินมาอยู่ที่นี่กับคุณป้า ก็เท่ากับเป็นน้องสาวของผม” พัทธดนย์บอกอย่างอารมณ์ดี และนึกเอ็นดูหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยคนนี้เหลือเกิน

“ก็ได้ค่ะ พี่ดนย์” ตอบรับแล้ววรินญายิ้มให้กับพี่ชาย โดยไม่รู้ว่ารอยยิ้มของตัวเองสร้างความรำคาญให้กับอีกคน จนอยากลุกไปกระชากลากตัวผู้หญิงร่านที่อยากจับเขาทำผัวโยนออกนอกบ้าน

เสียงหัวเราะต่อกระซิกของพัทธดนย์และวรินญาดังขึ้นเรื่อยๆ และความสนิทสนมของทั้งสองก็ดีขึ้นเช่นกัน แต่มันกลับทำให้ต่อมหมั่นไส้ของภูวเดชมีมากขึ้นจนยั้งปากไว้ไม่อยู่

“แค่เจอหน้ากันไม่กี่ชั่วโมง ดูแกกะดี้กะด๊าซะเหลือเกินนะไอ้ดนย์” ภูวเดชจงใจต่อว่าหญิงสาวโดยการเบนสายตาจับจ้องร่างเล็กนิ่ง วรินญาทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น

“ก็ผมเห็นวรินไม่ค่อยพูดนี่ครับ ผมก็เลยชวนคุย” พัทธดนย์หันไปบอกพี่ชาย พลางนึกสงสัยว่าทำไม่ภูวเดชต้องว่ากระแนะกระแหน ทั้งที่ก็ไม่เคยเป็นแบบนี้

“ก็แม่นั่นถนัดแต่ใช้อย่างอื่นน่ะสิ” ภูวเดชพูดขึ้นลอยๆ พลางตักบัวลอยเข้าปากอย่างไม่สนใจ

“หมายถึงอะไรครับพี่ภูมิ” พัทธดนย์ถามด้วยความสงสัย

“เลิกพูดกันได้แล้ว กินๆ เข้าไป ดูสิ หนูวรินกับหนูฉัตรทานเสร็จหมดแล้ว” คุณหญิงกัญญารีบปรามทั้งลูกทั้งหลาน

“ผมก็อิ่มพอดีครับคุณแม่ เห็นหน้าใครบางคนแล้วกินไม่ลง” คนเป็นลูกหันไปบอกมารดา แต่สายตากลับจดจ้องไปที่หญิงสาว ที่เมื่อคืนยังปากดีด่าเขาฉอดๆ แต่ตอนนี้ ทำเป็นสงบเสงี่ยม ผู้หญิงสองหน้า สักวันเถอะ ฉันจะกระชากหน้ากากของเธอออก!’

“แก เป็นอะไรนักหนาตาภูมิ กินเสร็จแล้วก็รีบๆ ขึ้นไปกับแม่ จะได้คุยธุระกัน” คุณหญิงกัญญาต่อว่าเสียงดุ ทำให้คนเป็นลูกได้แต่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“จะตามไปเดี๋ยวนี้เลยครับคุณแม่” ขานรับแล้วก็รีบลุกเดินตามมารดาไปทันที

 

วรินญาและกมลฉัตรต่างอาสาช่วยป้านวลเก็บจานชามเข้าไปไว้ในครัว แต่แขนเรียวสวยของกมลฉัตรกลับถูกรั้งไว้ด้วยมือใหญ่

“มีอะไรคะคุณดนย์” กมลฉัตรหันมาถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไปนั่งรถเล่นเป็นเพื่อนผมหน่อย” พัทธดนย์บอกเสียงทุ้มแล้วปล่อยมือออกจากแขนเรียวอย่างเก้อเขิน เมื่อจู่ๆ ก็นึกอยากออกไปขับรถเล่น หรืออาจเป็นเพราะเขารู้สึกว่าคุณป้าและพี่ภูมิอาจจะมีธุระสำคัญที่ต้องคุยกันตามประสาแม่ลูก พัทธดนย์เริ่มคิดหาเหตุผลเพื่อมาลบล้างความรู้สึกแปลกๆ ในใจนับแต่วันที่เขาได้ไปนอนค้างที่บ้านสวน

กมลฉัตรเผยอยิ้มน้อยๆ ก่อนพยักหน้าตอบตกลง แม้เขาจะชวนด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่เธอก็พร้อมและยินดีเสมอ แต่เมื่อก้มมองในมือตนเองแล้วก็ทำหน้าเศร้าเล็กน้อย เธอต้องเข้าไปช่วยป้านวลในครัวก่อนนี่นา

“ไปเถอะค่ะคุณฉัตร เดี๋ยววรินอยู่ช่วยป้านวลเองค่ะ” วรินญารีบแย่งจานในมือของกมลฉัตรมาถือแทน

“เรียกฉัตรก็พอค่ะคุณวริน ฉัตรเป็นแค่พนักงานคนหนึ่งเท่านั้น” กมลฉัตรรีบบอกเพราะไม่คุ้นชินกับการถูกใครเรียกเช่นนี้

“งั้นฉัตรก็ต้องเรียกวรินเฉยๆ เหมือนกัน” วรินญาบอกยิ้มๆ เธอดีใจที่ได้รู้จักกับหญิงสาวคนนี้

“ตกลงค่ะ งั้นฉัตรขอตัวก่อนนะ เพราะถ้าช้า เดี๋ยวเจ้านายฉัตรจะของขึ้น” กมลฉัตรกระซิบบอก

“จ้ะ รีบไปเถอะ” วรินญาออกมาส่งเพื่อนใหม่ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปช่วยงานป้านวล

“หนูวริน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ป้านวลเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อหญิงสาวล้างจานด้วยความเหม่อลอย แม้พยายามห้ามแล้วว่าไม่ต้องทำ แต่ก็ดื้อรั้นจะทำให้ได้

“วรินคิดว่าตัวเองดูไร้ค่ายังไงก็ไม่รู้ค่ะป้านวล ทั้งที่เรียนจบปริญญาแต่ก็ไม่ได้ทำงานอะไร แล้วนี่วรินยังมาอยู่กับคุณหญิงเฉยๆ อีก วรินเกรงใจคุณหญิง”

“อย่าคิดแบบนั้นสิคะหนูวริน ป้าว่าคุณหญิงไม่มาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้หรอก จะมีก็แต่...” ป้านวลลังเลที่จะพูดต่อเมื่อนึกไปถึงคุณภูมิ พลางหันมองหญิงสาวที่หน้าเศร้าลงมากกว่าเดิม

“อย่าไปสนใจคุณภูมิเลยค่ะ รายนั้นน่ะเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ก็แปรปรวนอยู่บ่อยๆ ว่าแต่หนูวรินเหงาหรือคะ”

“คงใช่ค่ะป้านวล”

“ถ้างั้นก็ออกไปเที่ยวนอกบ้านก็ได้นี่คะ ชวนยัยสร้อยไปเป็นเพื่อนก็ได้ เจ้านี่น่ะชอบนักเชียวไปเดินเที่ยวตามห้างเนี่ย วันหยุดทีไรเป็นต้องแล่นออกไปทุกที” ป้านวลบอกและไม่วายหันไปเหน็บแหนมสาวใช้ซึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ เช็ดจานอยู่เงียบๆ

“อ้าวป้า สร้อยอยู่เฉยๆ แล้วนะ ทำไมมาลงที่สร้อยได้ล่ะ แล้วอีกอย่าง ที่ห้างน่ะมีอะไรให้ดูตั้งเยอะ สาวๆ อย่างสร้อยก็ต้องไปเที่ยวบ้างสิ จะให้มาอยู่เฝ้าบ้านทุกวันเหมือนป้าได้ไงล่ะ”

“เอ๊ะ! ยัยสร้อย...เดี๋ยวเถอะ ชักจะเถียงคำไม่ตกฟากใหญ่แล้วนะ”

“โธ่ป้านวล สร้อยก็พูดเล่นแซวเล่นเผื่อคุณวรินจะได้หัวเราะบ้างก็เท่านั้นเอง” สร้อยรีบบอกอย่างประจบประแจง ทำให้ป้านวลมองด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดู ซึ่งก็จริงดั่งสาวใช้พูด

“งั้นก็ขอคุณหญิงไปทำงานที่รีสอร์ตก็ได้นี่คะ” ป้านวลรีบบอกเพราะรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาว ยิ่งถ้าคุณหญิงให้แต่งงานกับคุณภูมิ แล้วหญิงสาวจะไม่ยิ่งทุกข์ใจมากกว่านี้หรือนี่

ตกลงคุณหญิงคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ ที่จะให้คุณภูมิแต่งงานกับหนูวริน เฮ้อ...’ ป้านวลได้แต่คิดอยู่ในใจ ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความเห็นใจคนทั้งสอง และคิดว่าคุณภูมิคงไม่มีทางยอมแต่งงานง่ายๆ

 

ภายในห้องส่วนตัวคุณหญิงกัญญา ภูวเดชซึ่งเดินตามหลังมารดามาต้อยๆ แบบเซ็งๆ ที่มารดาทำราวกับว่าเขาเป็นเด็กๆ ที่ต้องเข้าห้องมารับการฝึกอบรมบ่มนิสัย

“คุณแม่มีอะไรหรือเปล่าครับ” หน้าตาคนถามราวกับเบื่อหน่าย

“ฉันจะคุยกับแกเรื่องแต่งงาน” คุณหญิงกัญญาบอกเสียงเข้ม เมื่อในเวลานี้นางต้องทำให้ภูวเดชยอมแต่งงานให้ได้

“ผมบอกไปแล้วว่าไม่แต่ง” ภูวเดชค้านทันที

“ไม่ได้!

“ทำไมจะไม่ได้ครับคุณแม่ ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมาะจะเป็นเมียผม แล้วอีกอย่างผมก็จะไม่ยอมให้ผู้หญิงคนนั้นมาเป็นแม่ของลูกผมเด็ดขาด” ภูวเดชยังดื้อดึงเถียงไม่ยอมลดละ

“แกไม่ยอมก็เรื่องของแก แต่เรื่องที่แกทำไว้ยังไงก็ต้องรับผิดชอบ และฉันก็จะไม่ยอมรับผู้หญิงหน้าไหนมาเป็นลูกสะใภ้ฉัน นอกจาก    หนูวริน” คุณหญิงกัญญาค้านเช่นกัน เพราะนับแต่รู้จักกับผู้หญิงที่บุตรชายควงมา ไม่เคยมีคนไหนเลยที่จะให้ความเคารพแถมยังทำท่ามองไม่เห็นหัวคนเป็นแม่เลยสักครั้ง ขืนยอมรับแม่ผู้หญิงพวกนั้น นางคงได้อกแตกตายกันพอดี

คุณแม่กำลังบีบบังคับผม” ภูวเดชถามเสียงเบาลงเมื่อรู้ตัวว่าเผลอเสียงดังใส่มารดา

“ฉันไม่ได้บีบบังคับ แต่แกอย่าลืมว่าหนูวรินไม่ใช่ผู้หญิงที่แกซื้อได้ด้วยเงิน ฉันให้หนูวรินมาทำงานเป็นเลขาให้แก แต่แกมันไม่ดูตาม้าตาเรือ มาถึงก็ทำแบบนั้นกับเขา แล้วแกยังปิดบังฉันมาตลอด ปล่อยให้หนูวรินทนทุกข์กับความมักมากของแก เพราะฉะนั้นแกต้องรับผิดและดูแล  หนูวริน”

“คุณแม่จะว่าผมผิดฝ่ายเดียวได้ไง ผมก็บอกแล้วไงว่าผู้หญิงคนนั้นนอนรอผมอยู่ในห้องทำงาน ใครมาเห็นไม่เอาก็โง่แล้ว” ภูวเดชเถียง

“ตาภูมิ!” สิ้นเสียงตวาดจากมารดา ภูวเดชรีบผลุนผลันจะออกจากห้องทันทีเพราะคงคุยกันไม่มีรู้เรื่องเป็นแน่ แม้จะเคยคิดว่ายอมแต่งแล้วค่อยหย่าทีหลัง แต่พอจะให้รับปากยอมตกลงอีกใจก็ค้านขึ้นมาทันที

“ถ้าแกก้าวออกจากห้องนี้ไป แกก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าแม่อีก ฉันไม่เคยมีลูกเลวๆ อย่างแก” คุณหญิงกัญญาพูดเสียงสั่นเครือ

“คุณแม่!” ภูวเดชหันกลับมามองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อ

“ฉันก็ไม่ได้อยากบังคับแกหรอก แต่สิ่งที่แกสร้างตราบาปไว้กับหนูวริน โดยที่ฉันก็ยังหัวโด่อยู่นี่ แล้วจะให้ฉันทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเหมือนที่ผ่านมาหรือไงกัน และสิ่งที่จะทดแทนกับสิ่งที่หนูวรินต้องทนทุกข์ก็คือ ต่อจากนี้ไปแกต้องดูแลหนูวรินแทนพ่อของเขา แกจะทำได้ไหม” คุณหญิงกัญญาพูดเสียงเย็น เมื่อใช้ไม้แข็งแล้วบุตรชายยังมีท่าทีต่อต้านไม่เลิก

“ผม...” ภูวเดชเริ่มตัดสินใจไม่ถูก ใช่ว่าสิ่งที่ทำลงไปเขาจะไม่รู้สึกอะไร แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นก็ทำร้ายเขาเจ็บปางตายเหมือนกัน และที่สำคัญเขาไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น

“ว่าไงตาภูมิ” คุณหญิงกัญญาถามย้ำอีกครั้งด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

“ผมยอมแต่งก็ได้ครับ แต่...”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น เพราะถ้าฉันเดาไม่ผิด แกคงคิดจะหย่าหลังจากแต่งกันไม่ถึงสามเดือน” คุณหญิงกัญญาพูดดักคออย่างรู้ทัน

“คุณแม่ ผมก็ยอมแต่งแล้ว ยังจะให้ผมอยู่กับคนที่ไม่ได้รักไปตลอดชีวิตเลยหรือไงครับ” ภูวเดชเถียงขึ้นทันทีเช่นกันเมื่อถูกมารดารู้ทัน

“ใช่! เพราะถ้าแกแต่งงานกับหนูวรินแล้ว ฉันจะไม่มีวันยอมให้แกหย่ากับหนูวรินแน่ แต่ถ้าแกอยากหย่ามาก ก็รอให้ฉันตายไปก่อนแล้วกัน เพราะฉันไม่อยากอยู่รับรู้ความเลวของลูกไม่เอาไหนอย่างแก” คุณหญิงกัญญาพูดเสียงเฉียบขณะจ้องหน้าบุตรชายไม่วางตา

“นี่คุณแม่คิดจะบีบบังคับผมทุกทางเลยใช่ไหมครับ” ภูวเดชบอกเสียงประชด

“หนูวรินไม่มีใคร แล้วแกจะดูแลเมียของแกไม่ได้เลยหรือไง คนเราอยู่ๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง ไม่เคยได้ยินหรือไง รักแท้แพ้ใกล้ชิดน่ะ” คนเป็นแม่รีบหาเหตุผลมาอ้าง

“ก็ได้ครับคุณแม่ แต่ไม่ต้องจัดงานใหญ่โตนะครับ จัดงานที่บ้านเรานี่แหละ แล้วก็ไม่ต้องเชิญแขกมาให้มากมายด้วย” คนเป็นลูกยอมโอนอ่อนแต่ก็ยังมีข้อต่อรองแบบไม่ยอมซะทีเดียว

“ก็ได้ แต่แกต้องจดทะเบียนสมรสกับหนูวรินด้วย” คุณหญิงกัญญารีบบอกความจำนงอีกอย่างเมื่อบุตรชายยอมตกลง

“อะไรนะครับ!

“แกฟังไม่ผิดหรอก” คุณหญิงกัญญาบอกย้ำอีกครั้ง ภูวเดชได้แต่ลอบถอนใจอย่างเบื่อหน่าย

“งั้นก็ไม่ต้องจัดงานต่งงานแต่งอะไรทั้งนั้น พรุ่งนี้ผมจะพาไปจดทะเบียนสมรสเลยแล้วกัน” ภูวเดชพูดประชด

“ก็ดี งั้นก็ไปพรุ่งนี้เลย” คุณหญิงกัญญาพูดเออออด้วยแม้จะรู้ว่าบุตรชายประชด

“คุณแม่!”

“ก็แกบอกเองไม่ใช่เหรอ งั้นก็เอาเป็นว่าจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ก็ได้ หลังจากแกพาหนูวรินไปจดทะเบียนสมรส ออกไปได้แล้วฉันจะเอนหลัง แล้วฝากบอกให้หนูวรินขึ้นมาหาแม่หน่อย” คุณหญิงกัญญาตัดบท พลางหยิบหมอนขึ้นมาแล้วเอนพิงหัวเตียงหลับตาลงช้าๆ

ภูวเดชยืนมองมารดาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเปิดประตูออกไปพร้อมเสียงถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะหันไปมองประตูห้องของวรินญาพร้อมเหยียดมุมปากอย่างนึกชังหญิงสาว

อย่าคิดว่าจะมีความสุข ฉันจะทำให้เธอออกไปจากชีวิตของฉันให้ได้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนนะคะ รักคำโตๆ "

วรัมพร,หงสรถ


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha