ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 1 : บุษบาริมทาง


ตอนต่อไป

        ตึกสูงระฟ้าที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบหรูหราและทันสมัยตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงบ่งบอกความมั่งคั่งทางการเงินของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ตึกแห่งนี้มีชื่อว่าทีเอ็นทาวเวอร์เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท ธนากิจกรุ๊ป เจ้าของสถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ

ร่างอรชรซึ่งเป็นสาวน้อยวัยยี่สิบสองปีลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถอดหมวกกันน็อกคืนให้คนขับแล้วจ่ายเงินค่าโดยสาร ก่อนจะยกมือบางลูบผมนุ่มสลวยของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ใบหน้ารูปไข่ซึ่งปราศจากเครื่องสำอางตกแต่งหากทว่าเนียนใสเป็นธรรมชาติเงยขึ้นมองตึกสูงตรงหน้าแล้วก้มลงมองการแต่งตัวของตนอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ถึงแม้เสื้อเชิ้ตสีครีมแขนตุ๊กตาและกระโปรงทรงเอสีดำเข้มที่สวมอยู่จะเรียบร้อยแต่ก็ดูมอซอเหลือเกินเมื่อเทียบกับความหรูหราของตึกแห่งนี้

วิโรษณา ดุษยา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาจนดังฟู่เพื่อระบายความตื่นกลัว บอกตัวเองว่าเข้าไปเถอะไหนๆ ก็มาแล้ว คงจะไม่ดีนักถ้าปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนาน

จากนั้นเรียวขาเนียนสวยดั่งหยกสลักซึ่งรองรับด้วยรองเท้าส้นสูงหนังกลับสีดำจึงก้าวเข้าไปในตัวตึก โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นชายสูงวัยที่ยืนประจำอยู่ด้านหน้าของตึกหรูคอยบริการเปิดประตูให้เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เดินเข้าออกตึกแห่งนี้

“ขอบคุณค่ะคุณลุง” วิโรษณาไม่ลืมที่จะยิ้มและกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสุภาพ 

“เชิญตามสบายครับ” ชายสูงวัยยิ้มรับและโค้งศีรษะลงเล็กน้อย

ร่างแน่งน้อยเดินดุ่มตรงไปหน้าลิฟต์แล้วกดเรียก รอไม่ถึงสามนาทีประตูลิฟต์ก็เปิดออก สาวน้อยก้าวเข้าไปข้างในแล้วกดตัวเลขชั้นสามสิบห้าซึ่งทั้งชั้นเป็นห้องทำงานของผู้บริหารสูงสุด

ติ๊ง!

เมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นที่สามสิบห้าก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้น วิโรษณาก้าวออกจากลิฟต์ จากนั้นจึงเดินไปตามทางเดินซึ่งปูด้วยพรมราคาแพงตรงไปยังห้องผู้บริหารสูงสุดของธนากิจกรุ๊ปอย่างพอจะจำได้ เพราะหลายเดือนก่อนเธอเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง

“หนูมาขอพบคุณอยุทธ์ค่ะ” เสียงหวานบอกกับเลขานุการหน้าห้องซึ่งเป็นสาวใหญ่วัยกลางคน  เลขานุการของประธานธนากิจกรุ๊ปเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวพลางขยับแว่นเล็กน้อย

“คุณวิโรษณาใช่ไหมคะ” อรชาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ผู้เป็นเจ้านายสั่งเอาไว้แล้วว่าจะมีแขกของท่านมาหา

“ใช่ค่ะ”

“เชิญเลยค่ะ ท่านประธานรอคุณอยู่”

เลขานุการของอยุทธ์ผายมือไปยังประตูห้อง วิโรษณากล่าวขอบคุณแล้วจึงเดินไปเคาะประตูและผลักเข้าไปหลังได้ยินเสียงอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของห้อง

เมื่อร่างอรชรเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะ บุรุษสูงวัยซึ่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ก็ละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะแล้วเงยขึ้นมองผู้มาใหม่ทันที

“สวัสดีค่ะคุณลุง” มือเรียวบางยกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม เสียงหวานใสเอ่ยทักทายผู้มีพระคุณพร้อมกับคลี่ยิ้มอวดฟันซี่เล็กๆ ขาวสะอาดซึ่งจัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบราวกับสร้อยไข่มุกน้ำงาม

          “มาแล้วเหรอหนูปุ้ม” อยุทธ์เอ่ยทักทายตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือไว้ด้วยความเอ็นดู “นั่งก่อนสิ”

          “ขอบคุณค่ะ” มือบางเลื่อนเก้าอี้เบาๆ แล้วทรุดตัวลงไปนั่งอย่างนุ่มนวล

อยุทธ์มองสาวน้อยตรงหน้าอย่างพอใจ นอกจากใบหน้าที่หมดจดและผิวพรรณที่เปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลาแล้ว อากัปกิริยาทุกอย่างของวิโรษณายังเป็นไปอย่างเรียบร้อยสำรวม ก่อให้เกิดความน่าเอ็นดูแก่ผู้พบเห็นอยู่เป็นเนืองนิตย์ นี่เองกระมังเขาจึงได้หลงรักเด็กสาวคนนี้เหมือนกับลูกแท้ๆ ของตน

“คุณลุงเรียกปุ้มมาพบมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

ประธานธนากิจกรุ๊ปเอนกายลงกับเก้าอี้ในท่วงท่าที่สบายมากขึ้น แม้จะสูงวัยมากแล้วแต่เขาก็ยังเต็มไปด้วยความภูมิฐานสง่างาม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากในครั้งยังหนุ่มก็ยังมีเค้าหล่อเหลาอยู่เช่นเดิม หากจะมีเปลี่ยนแปลงบ้างก็แค่สีผมเท่านั้นที่เริ่มแซมด้วยสีขาวเป็นบางส่วน

“สอบเสร็จแล้วใช่ไหม” อยุทธ์เอ่ยถามสาวน้อยซึ่งตนได้ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมจนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และที่ผ่านมาวิโรษณาก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเพราะผลการเรียนของเธออยู่ในระดับดีเยี่ยมมาโดยตลอด

          “สอบเสร็จแล้วค่ะคุณลุง เทอมนี้เทอมสุดท้ายแล้ว” วิโรษณายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเตรียมใส่ในซองเอกสารมาให้กับอยุทธ์ “นี่ค่ะทรานสคริปของปุ้ม”

ชายวัยกลางคนกวาดมองผลการเรียนของเด็กในอุปการะอย่างพึงพอใจเพราะเกรดเฉลี่ยของเธออยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

          “เก่งมาก... นี่เรียนแค่สามปีครึ่งเองใช่ไหม”

          “ค่ะคุณลุง โชคดีที่สารนิพนธ์ไม่มีปัญหาอะไร ทางมหาวิทยาลัยเลยอนุมัติให้จบได้ค่ะ”

          “เก่งๆ ขอบใจมากนะที่ไม่เคยทำให้ลุงผิดหวัง”

          “ปุ้มต่างหากล่ะคะที่ต้องกราบขอบพระคุณคุณลุงที่ให้โอกาสและช่วยเหลือปุ้มมาตลอด”

          “เรียนจบแล้วอยากทำอะไร”

          “ยังไม่ทราบเลยค่ะคุณลุง ตอนนี้ปุ้มก็ช่วยครูแก้วดูแลน้องๆ ที่สถานสงเคราะห์อยู่ค่ะ”

วิโรษณาหมายถึงสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ตนเติบโตมา เธอเองเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในนั้น วิโรษณาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เด็กจนโตโดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีที่มาที่ไปอย่างไร พ่อแม่เป็นใคร ตอนเด็กๆ เคยโหยหาคำตอบเหล่านั้นเหมือนกัน แต่ความรักความอบอุ่นที่ได้รับจากครูแก้วกานดากับครูคนอื่นๆ รวมถึงทุนการศึกษาและโอกาสที่อยุทธ์หยิบยื่นมา ก็ทำให้วิโรษณาได้คิดว่าบางครั้งชีวิตของคนเราก็ไม่จำเป็นต้องเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง

          “ถ้าอย่างนั้นมาทำงานกับลุงไหม ลุงกำลังอยากได้ผู้ช่วยเลขาฯ อยู่พอดี”

          ประโยคนั้นของอยุทธ์ทำให้ดวงตากลมโตสีนิลมณีพราวระยับขึ้นด้วยความดีใจ เรียวปากรูปกระจับอมชมพูเป็นธรรมชาติยิ้มแย้มออกมาจนปรากฏลักยิ้มเล็กๆ บนพวงแก้มทั้งสองข้าง

          “คุณลุงพูดจริงๆ เหรอคะ”

          “จริงสิ ลุงเคยล้อปุ้มเล่นด้วยเหรอ” ชายสูงวัยพยักหน้าพร้อมกับยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

          “ขอบคุณค่ะคุณลุง ปุ้มดีใจที่คุณลุงให้โอกาสแบบนี้” เสียงหวานใสเอ่ยพลางยกมือขึ้นไหว้อย่างซาบซึ้งต่อความเมตตาของบุรุษสูงวัยผู้นี้ที่มีให้ตนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

          “แล้วพร้อมจะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ”

          “พร้อมเสมอค่ะคุณลุง ปุ้มร้อนวิชาจะแย่อยู่แล้ว”

          “ถ้าอย่างนั้นมาทำงานกับลุงพรุ่งนี้เลยนะ”

          “ได้ค่ะ” ใบหน้าสวยหวานของวิโรษณาเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาด้วยความดีใจ “ถ้าครูแก้วรู้ต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ งั้นปุ้มกลับก่อนนะคะ จะได้รีบไปบอกข่าวดีให้ครูแก้วฟังด้วย”

          “เดี๋ยวลุงให้คนขับรถไปส่ง”

          “ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง ปุ้มกลับรถเมล์เองดีกว่า” หญิงสาวบอกอย่างเกรงใจและไม่อยากให้ใครเขม่นเอา พอคิดถึงเรื่องนี้ สีหน้าที่สดใสก็เจื่อนลงเล็กน้อย

          “เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” อยุทธ์ถามยิ้มๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันควันของสาวน้อย

          “แล้วคนอื่นจะคิดว่าปุ้มใช้เส้นเข้ามาทำงานหรือเปล่าคะ” วิโรษณาถามในสิ่งที่ตัวเองเป็นกังวลออกไป

          “เข้ามายังไงไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าปุ้มจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเรามีประสิทธิภาพพอที่จะทำงานที่นี่ได้หรือไม่ต่างหาก”

          “ขอบคุณค่ะคุณลุงที่ให้ข้อคิด ปุ้มสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ให้ใครมาว่าได้”

“ต้องอย่างนี้สิ” อยุทธ์กล่าวอย่างพอใจ “ถ้าอย่างนั้นตอนเย็นเจอกันนะ เดี๋ยวลุงแวะไปหา มีเรื่องอยากจะคุยกับครูแก้วแล้วก็ปุ้มด้วย”

          “ค่ะคุณลุง ปุ้มลาเลยนะคะ” วิโรษณาเอ่ยลาและยกมือขึ้นไหว้อยุทธ์อีกครั้งก่อนจะออกจากห้องนั้น

สาวน้อยยิ้มให้เลขานุการหน้าห้องของอยุทธ์ก่อนจะก้าวไปตามทางเดินซึ่งปูพรมไว้อย่างเรียบหรูเพื่อไปยังลิฟต์ บรรยากาศของชั้นนี้ไม่พลุกพล่านหรือวุ่นวายเหมือนชั้นอื่นๆ คนทำงานมีไม่ถึงสิบคนซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงและเลขานุการของผู้บริหารแต่ละคนเท่านั้น

แม้จะผ่านไปหลายนาทีแล้วแต่วิโรษณาก็ยังตื่นเต้นไม่หาย เพราะนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอจะได้มาทำงานที่นี่จริงๆ แล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ใบหน้าสวยหวานก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงมองชุดของตัวเองอีกครั้ง เธอมีชุดแบบนี้อยู่ไม่กี่ชุดถึงแม้มันจะดูเรียบร้อยและสะอาดสะอ้านแต่ก็ยังดูกะโปโลและมอซอเกินกว่าที่จะสวมใส่มาทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ล้วนแต่มีนักธุรกิจระดับแนวหน้ามาติดต่ออย่างธนากิจกรุ๊ป ลำพังตัวเองไม่เท่าไหร่ เพราะวิโรษณาไม่เคยตีค่าคนด้วยเครื่องแต่งกายอยู่แล้วแต่เกรงว่าลุงอยุทธ์ของเธอจะขายหน้าไปด้วย

วิโรษณาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะบอกกับตัวเองว่าให้ทนใส่ไปก่อน ได้เงินเดือนเมื่อไหร่ค่อยเจียดไปซื้อใหม่ก็แล้วกัน สาวน้อยเดินคิดอะไรคนเดียวกระทั่งถึงทางเลี้ยวที่จะไปยังลิฟต์ ทว่าเท้าเล็กๆ ที่กำลังก้าวฉับๆ ต้องชะงักกึกเมื่อมีร่างสูงตระหง่านของใครคนหนึ่งยืนจังก้าขวางทางเอาไว้จนเธอเกือบจะชนโครมเข้ากับ

“คุณภาคิม!” นัยน์ตาใสซื่อเสมือนลูกกวางน้อยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าเขาชัดเจน เธอจำเขาได้ดีแม้จะเคยเจอเขาไม่กี่ครั้งก็ตาม

ใช่เขาคือ...ภาคิม วัชรอาชา ลูกชายคนเดียวของอยุทธ์ วัชรอาชา เจ้าของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ใบหน้าของเขาช่างหล่อเหลาสะดุดตาชนิดที่เรียกว่าอิสตรีใดได้เห็นก็ต้องเก็บเอาไปฝัน ความสูงของเขาคงจะราวๆ หกฟุตเพราะยามยืนเผชิญหน้ากันแบบนี้วิโรษณารู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยไปถนัดตา

อะไรบางอย่างบนใบหน้าทรงเสน่ห์ของเขาดึงดูดสายตาของวิโรษณาให้ต้องจ้องมองอย่างสำรวจ ดวงตาคู่คมยาวรีเป็นสีดำเช่นเดียวกับคิ้วดกหนาที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบขนานไปเป็นแนวยาว ประกายตาฉาบไว้ด้วยความหยิ่งทะนงบ่งบอกถึงนิสัยที่ถือตัวและเอาแต่ใจออกมาอย่างชัดเจน จมูกโด่งเป็นสันสวยรับกับริมฝีปากหยักลึก กรามแข็งแรงทั้งสองข้างมีไรเคราขึ้นเป็นแนวทำให้เจ้าตัวดูหล่อเหลาคมเข้ม ชวนให้จินตนาการถึงอัศวินนักรบที่นั่งอย่างองอาจอยู่บนหลังอาชาไนยตัวใหญ่

กลิ่นน้ำหอมราคาแพงแบบบุรุษชั้นสูงลอยฟุ้งพร่างพรมมาเตะจมูกโด่งเรียวอย่างอ้อยอิ่ง กลิ่นนั้นกระตุ้นให้หัวใจของวิโรษณาเต้นแรงระรัวขึ้นจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หากทว่าความตื่นเต้นนั้นก็ค่อยๆ ลดลงกระทั่งร่างกายเริ่มแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าดวงตายาวรีคมเข้มที่กำลังจับจ้องมายังเธอฉายประกายความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างชัดเจน

“สวัสดีค่ะ” สาวน้อยยกมือขึ้นไหว้เขาตามมารยาทหลังจากตั้งสติได้

มาอ้อนเอาอะไรจากพ่อฉันอีกล่ะ ที่พ่อฉันปรนเปรอให้ยังไม่พอหรือไง นอกจากจะไม่รับไหว้แล้วภาคิมยังย้อนถามด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน

“ดิฉันไม่เคยออดอ้อนเอาอะไรจากคุณลุงอย่างที่คุณว่านะคะ”

“แล้วมาทำไม อย่าบอกนะว่าแค่มากราบไหว้ผู้มีพระคุณโดยปราศจากวัตถุประสงค์อื่น เพราะมันเหลือเชื่อ”

ดิฉันมาที่นี่ก็เพราะคุณลุงเรียกให้มาพบ กรุณาอย่ามากล่าวหาดิฉันด้วยเรื่องที่ปราศจากข้อเท็จจริงวิโรษณาตอบโต้ ถึงแม้เขาจะเป็นลูกชายของลุงอยุทธ์แต่ก็ไม่มีสิทธิ์พูดจาดูถูกเธอตามอำเภอใจแบบนี้

แววตาเฉียบคมหรี่ลงมองท่าทางเชิดผยองของวิโรษณา เธอก็แค่เด็กในอุปการะของอยุทธ์ ไม่มีสิทธิ์มาแสดงอาการหยิ่งยโสใส่เขา ที่กล้าลำพองตัวแบบนี้คงคิดว่ามีบิดาของเขาให้ท้ายอยู่กระมัง!

“อย่ามาทำเชิดหน้ากลบเกลื่อนหน่อยเลย เธออาจจะตีหน้าใสซื่อหลอกพ่อฉันได้ แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับคนอย่างฉันหรอก” เสียงเขากระด้างยิ่งขึ้นทันที

“นั่นมันก็แล้วแต่คุณจะคิดค่ะ ดิฉันไม่สามารถบังคับความคิดของใครได้”

ความจริงเธอน่าจะพูดหวานๆ เอาอกเอาใจฉันสักหน่อยนะ เผื่อบางทีฉันอาจจะหลงเสน่ห์เธอขึ้นมาเหมือนพ่อของฉันบ้าง ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่ามารยาของเธอมันจะชั้นเลิศแค่ไหน พ่อฉันถึงหลงหัวปักหัวปำเช้าถึงเย็นถึง...

“เสียใจค่ะ ดิฉันจะพูดจาไพเราะและเอาอกเอาใจเฉพาะคนที่พูดจาดีปฏิบัติดีกับดิฉันเท่านั้น”

คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างทระนง ภาคิมช่างร้ายกาจนัก ปากคอเราะรายเป็นที่สุดผิดกับอยุทธ์ราวกับไม่ใช่พ่อลูกกัน

เผอิญว่าฉันไม่ชอบถูกขัดใจซะด้วยสิเขาก้มหน้าลงมาใกล้อีก จนสาวน้อยรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีพจรของตนเต้นแรงอย่างสับสนขึ้นมาอย่างฉับพลัน

“ดิฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองมีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาเอาใจคุณ”

“อวดดี!” ภาคิมสบถออกมาอย่างโมโห

คุณว่างงานมากหรือไงคะถึงมีเวลามาหาเรื่องระรานคนอื่นแบบนี้ กรุณาหลีกทางด้วยค่ะ ดิฉันจะรีบกลับ

“แล้วถ้าฉันไม่หลีกเธอจะทำไม” น้ำเสียงของภาคิมยังคงแข็งกร้าวระคนท้าทาย “ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมวิโรษณาว่าผู้หญิงอย่างเธอใช้อะไรมัดใจพ่อฉัน พ่อฉันถึงได้ติดใจเธอขนาดนี้ แต่ถ้าจะให้เดาคงจะเป็นลีลาที่เร่าร้อนใช่ไหม”

ฉาด!

ฝ่ามือเล็กๆ กระทบลงบนใบหน้าหล่อคมจนหันสะบัด ไม่กี่วินาทีรอยนิ้วมือของเธอก็ปรากฏบนซีกแก้มด้านนั้น วิโรษณายืนตกตะลึงกับการกระทำของตัวเองอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตะเบ็งเสียงปากคอสั่นใส่เขา

“คุณดูถูกฉันได้ แต่คุณไม่ควรจะดูถูกคุณลุง”

ภาคิมหันกลับมามองเธอด้วยดวงตาวาวโรจน์ ลำแขนแข็งแรงสอดพรวดเข้าที่เอวเล็กอย่างว่องไว แล้วร่างอรชรก็ถูกกระชากเข้ามากอดไว้ทันที

“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันขอพิสูจน์หน่อยก็แล้วกัน”

คุณจะทำอะไร!”

วิโรษณาอุทานออกมาอย่างตกใจ รู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาจากการระเบิดโทสะของเขา ใบหน้าสวยหวานรีบผงะหนี แต่มือแข็งแรงข้างหนึ่งของภาคิมยกขึ้นสอดเข้าที่ท้ายทอยของเธอบังคับให้อยู่นิ่ง ก่อนจะกระแทกริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนเรียวปากสีอมชมพูแล้วบดจูบรุนแรงอย่างต้องการจะลงทัณฑ์

สาวน้อยถึงกับชาดิกไปทั้งร่างอยู่ชั่วขณะกับการกระทำที่ดิบเถื่อนจาบจ้วงของภาคิม ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าทำอะไรอุกอาจเช่นนี้ ร่างอรชรพยศแรงพร้อมทั้งพยายามเบี่ยงเบนใบหน้าหลบการจุมพิตสวาทของเขาอย่างหวาดผวา มือเล็กระดมทุบตีใส่อกแกร่งไม่ยั้งแต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยิ่งจูบรุนแรงขึ้น ตอนนี้ร่างกายของวิโรษณาขมึงเครียด ความปวดแปลบซึมแล่นไปทั่วทั้งริมฝีปากกับจุมพิตแสนป่าเถื่อนนั้น

ภาคิมบดเบียดบีบบังคับให้สาวน้อยเผยอปาก จากนั้นลิ้นร้ายกาจปราดเปรียวก็แทรกเข้าไปกวาดกระหวัดทั่วโพรงปากนุ่มชื้นของเธอ ไล่เกาะเกี่ยวเอาลิ้นเรียวแล้วดูดดื่มด้วยความช่ำชอง วิโรษณากลับเต็มไปด้วยความเงอะงะไร้เดียงสา แต่เขาไม่มีเวลาสนใจ เพราะตอนนี้สิ่งที่ภาคิมกำลังมุ่งมั่นคือลงโทษให้หญิงสาวหลาบจำว่าไม่ควรจะอวดดีกับเขา หากทว่าความหวานละมุนที่ได้รับกลับทำให้สัมผัสหยาบกระด้างก่อนหน้านี้เริ่มนุ่มนวลลงอย่างลืมตัว จุมพิตรุนแรงแปรเปลี่ยนเป็นดูดดื่มและปลุกเร้าจนร่างบางเริ่มอ่อนระทวยลงและยินยอมให้เขาจูบอย่างหมดปัญญาจะต่อต้าน

ลิ้นร้อนตักตวงเอารสชาติแปลกใหม่แสนบริสุทธิ์นั้นจนพอใจแล้วจึงผลักร่างบางออกห่างคล้ายรังเกียจขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน จนวิโรษณาเซนิดๆ เพราะยังไม่ได้ตั้งหลัก

จำไว้นะคราวหลังอย่าคิดอวดดีกับฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่านี้อีก!”  เสียงทุ้มต่ำและประกายตาคมเข้มของเขาข่มขู่หากทว่าความเกรี้ยวกราดลดลงไปจนแทบจะไม่หลงเหลือ

วิโรษณาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง น้ำตาหยดใสๆ เอ่อขึ้นมาคลอรอบดวงตาด้วยความโกรธและเจ็บใจที่ถูกเขารังแกเอาเหมือนเป็นผู้หญิงข้างถนน ใช่สินะ... สำหรับภาคิมแล้วเธอก็ไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่ง

ดวงตากลมโตซึ่งสุกสกาวอยู่เป็นเนืองนิตย์ถูกกลบด้วยม่านน้ำตา แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาปานเทพบุตรแต่ริมฝีปากหยักลึกและแววตาที่เย่อหยิ่งเย็นชานั้นก็ให้ความรู้สึกโหดร้ายเหมือนโจรสลัดในทะเลก็ไม่ปาน

ถึงฉันจะเป็นเด็กที่ได้รับทุนจากธนากิจกรุ๊ป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถข่มเหงรังแกหรือทำอะไรกับฉันตามใจคุณก็ได้

“เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วนี่ว่าฉันทำได้ หรือถ้ายังไม่ซึ้งจะลองอีกครั้งก็ได้นะ...” ร่างสูงยักไหล่แล้วย่างสามขุมเข้ามาใกล้

“อย่าเข้ามานะ!” เสียงใสตวาดแว้ด “คนร้ายกาจ ฉันจะฟ้องคุณลุงว่าคุณรังแกฉัน”

“เชิญเลย แล้วอย่าลืมบรรยายด้วยล่ะว่าฉันจูบเธอดูดดื่มมากแค่ไหน”

“คุณภาคิม!

วิโรษณาผลักร่างหนาออกห่างแล้ววาดมือบางไปตามอากาศ หมายจะฟาดเปรี้ยงใส่หน้าเขาเต็มแรงเพื่อให้หายเจ็บใจอีกสักครั้ง หากทว่าครั้งนี้ภาคิมกลับว่องไวกว่า มือใหญ่คว้าหมับเอาข้อมือเล็กๆ ไว้ทันก่อนที่จะกระทบลงบนใบหน้าของตน

“ที่แท้เธอก็ชอบแบบตบจูบนี่เอง” ดวงตาคมกริบเสมือนนักล่าโลมไล้ร่างอรชรไปทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “แต่ขอโทษนะฉันไม่เคยยอมให้ผู้หญิงคนไหนตบหน้าฉันมาก่อน ถ้าฉันอยากจูบฉันก็ต้องได้จูบ ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการโดนตบ!

หญิงสาวเม้มปากแน่น ประสานสายตาอย่างหาญกล้า “ฉันเกลียดคุณ คุณภาคิม”

“แล้วนึกว่าฉันพิศวาสเธอหรือไงวิโรษณา ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างเธอก็หลอกได้แต่คนแก่ๆ อย่างพ่อฉันเท่านั้นละ เป็นไงล่ะได้ลิ้มลองรสจูบของฉันแล้ว ฉันคิดว่าคงจะทำให้เธอร้อนฉ่าได้ไม่น้อยกว่าพ่อฉันหรอกนะ หวังว่าคงไม่ติดใจจนแอบย่องทำอะไรกับผู้ชายคนอื่นลับหลังพ่อฉันหรอกนะ” ภาคิมยังคงเยาะหยัน ถ้อยคำที่เขาใช้ถากถางก็ยิ่งทำให้ความร้อนผ่าวแล่นพล่านขึ้นไปที่สองข้างแก้มของวิโรษณา

“หยาบคายที่สุด!

“ฉันพูดความจริงต่างหาก”

“คุณมันพวกซาตานที่นรกส่งมาเกิดชัดๆ” เสียงหวานตะโกนใส่หน้าเขาแล้วสะบัดตัวออกจากการเกาะกุม ก่อนจะรีบวิ่งไปที่ลิฟต์อย่างเสียขวัญ

ภาคิมมองตามไปด้วยสายตาชนิดหนึ่งแล้วยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองพลางเหยียดยิ้มร้าย เขายืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งจึงเดินกลับห้องทำงาน ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ ดวงตาคมปลาบเพ่งมองที่จอคอมพิวเตอร์คล้ายกำลังสนใจมันนักหนา ทว่าในสมองกลับมีแต่ภาพของเด็กสาวในอุปการะของบิดาที่เขาเพิ่งจะยัดเยียดบทเรียนของการอวดดีกับเขาให้ไปหยกๆ ความหวานละมุนจากเรียวลิ้นและร่างกายนุ่มนิ่มของเธอยามเสียดสีกับกายแกร่งของเขาก่อกวนอารมณ์บางให้ตื่นเตลิดขึ้นอย่างจนน่าหงุดหงิด

ติ๊ด... ติ๊ด...

เสียงโทรศัพท์มือถือที่เขาวางทิ้งไว้บนโต๊ะดังขึ้น เบอร์ที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเบอร์ของเมธินีสาวสวยหนึ่งในจำนวนคู่ควงหลายคนของเขา ภาคิมจึงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เพื่อดึงตัวเองออกจากห้วงความคิดและสลัดมันทิ้งไปก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย

“ว่าไงครับแพทกำลังคิดถึงอยู่พอดี” ชายหนุ่มแกล้งหยอดคำหวานใส่ไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ห่างไกลจากความจริงคนละโยชน์

“คิดถึงจริงๆ หรือว่าแกล้งปากหวานให้แพทดีใจเล่นๆ คะ”

“ถึงปากผมจะหวาน แต่ก็หวานสู้ปากแพทไม่ได้หรอก” เสียงนั้นยั่วเย้าปนกระเส่า

“หวานพอที่คิมอยากจะกลับมาชิมอีกหรือเปล่าคะ” ปลายสายก็ส่งเสียงเชิญชวนกลับมาอย่างเย้ายวนเช่นกัน

“แน่นอนครับคนสวย”

“ถ้าอย่างนั้นเย็นนี้ก็แวะมาชิมสิคะ”

“ครับ เลิกงานแล้วผมจะแวะไปชิม ไม่ใช่แค่ชิมแต่จะ กินให้อิ่มเลยทีเดียว”

“กินไม่กลัว กลัวไม่กิน รีบๆ มานะคะแพทจะรอค่ะ” เมธินีตอบกลับมาอย่างมีจริต

“เตรียมตัวไว้ให้ดีก็แล้วกันครับ ปากดีแบบนี้รับรองว่าจะทำให้ครางกระเส่าเลยทีเดียว”

แค่คำพูดของเขาที่ดังมาตามสายก็ทำเอาสาวสวยแทบดิ้นพล่านด้วยความกระสันซ่าน ด้วยรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้ไม่ได้มีแต่แค่คำพูด แต่ลีลารักของเขาก็ดุเดือดเร่าร้อนไม่แพ้กัน

“มาไวๆ นะคะแพทจะรอ”

“แล้วเจอกันครับ”

พอวางสายจากเมธินีแล้วภาคิมก็ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แปลกใจตัวเองไม่น้อยที่ไม่ได้รู้สึกคึกคักหรือตื่นเต้นเหมือนยามปกติที่มีนัดกับสาวๆ ใช่ว่าเมธินีจะไม่สวยถูกใจ ถ้าพูดกันจริงๆ เธอคือผู้หญิงเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่างที่ผู้ชายปรารถนาด้วยซ้ำ ทั้งสวย เย้ายวนและเร่าร้อน ไม่เรื่องมากแถมยังเอาอกเอาใจเก่งอีกต่างหาก แต่ก็นั่นแหละวันนี้เขากลับไม่มีความรู้สึกอยากจะพาเธอหรือสาวคนไหนขึ้นเตียงด้วย นอกจาก...

ภาคิมรีบสลัดความคิดบ้าๆ ของตัวเองทิ้งไปทันที ดวงตาคู่คมเหลือบมองเวลาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แวบหนึ่งเมื่อรู้ว่าอีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาเลิกงาน เขาจึงลุกจากโต๊ะเดินไปยังห้องทำงานของบิดา เป็นเวลาเดียวกับที่อรชาพาพนักงานจากร้านเสื้อชื่อดังเดินถือถุงกระดาษหลายใบเข้ามา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจ รอจนกระทั่งคนอื่นๆ ออกไปหมดจึงหันไปเอ่ยถามบิดา

“คุณพ่อสั่งซื้อของพวกนี้มาทำไมเยอะแยะครับ”

“เย็นนี้พ่อจะแวะไปสถานสงเคราะห์เลยจะเอาเสื้อผ้าพวกนี้ไปให้หนูปุ้มด้วย”

ภาคิมเหยียดยิ้มมุมปากหลังจากได้ยินคำตอบของบิดา ก็ไหนเมื่อครู่เด็กสาวคนนั้นยังทำเชิดหน้าหยิ่งผยองเถียงเขาเสียงแข็งว่าไม่ได้มาอ้อนเอาอะไร ก็นี่ไงล่ะหลักฐานเห็นกันอยู่โทนโท่ ยังทำเป็นตีหน้าซื่อไร้เดียงสาที่แท้ก็ร้ายไม่ใช่เล่น

“นี่นอกจากคุณพ่อจะส่งเสียให้เรียนแล้วยังต้องซื้อข้าวของพวกนี้ให้ด้วยเหรอครับ  รู้สึกเด็กคนนี้จะพิเศษซะเหลือเกินนะครับ ตอนนี้อ้อนเอาเสื้อผ้าต่อไปก็คงเป็นเครื่องประดับ รถ บ้าน ซึ่งผมคาดว่าคุณพ่อก็คงจะยินดีประเคนให้” ภาคิมพูดด้วยน้ำเสียงเชิงประชดบิดาและดูถูกวิโรษณาไปพร้อมๆ กัน

“เล็กๆ น้อยๆ น่าคิม ปกติคิมก็ใจกว้างออก แล้วจะมาคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับเรื่องแค่นี้”

“ผมไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยหรอกนะครับ ถ้าคุณพ่อเพียงแค่คิดจะทำบุญทำทาน แต่ที่ผมพูดก็เพราะนอกจากคุณแม่แล้วผมก็ไม่เคยเห็นคุณพ่อจะใส่ใจผู้หญิงคนไหนเท่านี้มาก่อน” น้ำเสียงของภาคิมแข็งกระด้างจนออกจะเป็นห้วน

“ก็พรุ่งนี้หนูปุ้มจะมาทำงานกับพ่อ ซึ่งพ่อคิดว่าหนูปุ้มคงไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ใส่มาทำงานหรอก”

“คุณพ่อว่าไงนะครับ นี่คุณพ่อจะให้เด็กคนนั้นมาทำงานที่นี่อย่างนั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงก่อนจะขมวดเข้าหากันเพราะคาดไม่ถึงว่าผู้เป็นบิดาจะหลงใหลวิโรษณาถึงเพียงนี้

“ก็ใช่นะสิ หนูปุ้มเขาเรียนเก่ง ได้เกียรตินิยมเชียวนะตาคิม พ่อรับรองว่าหนูปุ้มจะต้องทำงานได้ดีแน่ๆ”

“แล้วยังไงครับ ต่อไปถ้าเขาทำงานเก่งพ่อไม่ต้องซื้อรถซื้อบ้านให้เป็นรางวัลเลยเหรอ”

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ใครทำดีเราก็ควรจะให้รางวัลไม่ใช่หรือไง เขาจะได้มีกำลังใจ” อยุทธ์ยิ้มน้อยๆ

“คุณพ่อ!” ภาคิมเสียงดังแทบจะตะโกน ก่อนจะเดินลิ่วๆ ออกจากห้องทำงานของผู้เป็นบิดากลับห้องทำงานของตัวเองอย่างหัวเสีย

ชายหนุ่มบึ่งรถกลับบ้านโดยไม่รอให้ถึงเวลาเลิกงาน ไปถึงก็ตรงเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อให้ตัวเองหายหงุดหงิด เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมงบิดาของเขาก็ยังไม่ถึงบ้าน ซึ่งภาคิมรู้ดีว่าอยุทธ์ไปสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าตามที่บอกเขาไว้และอาจจะพาเด็กคนนั้นไปไหนต่อไหนตามลำพังกันต่อ

ร่างสูงเดินวนไปวนมาหลายรอบราวกับหนูติดจั่น ก่อนจะคว้าเอากุญแจรถออกไปหาเมธินีตามที่นัดเอาไว้และพาเธอไปยังผับหรูแห่งหนึ่ง

เมธินีแต่งตัวด้วยชุดเดรสเข้ารูปสีแดงคว้านคอลึกจนเห็นร่องอกโผล่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจนด้วยมาดหมายว่าคืนนี้ภาคิมจะเป็นผู้ถอดชุดนี้หลังจากที่ทั้งสองคนกลับจากผับ

ในช่วงหัวค่ำอย่างนี้ผับแห่งนี้คนยังบางตาอยู่มาก หากแต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คิดจะสนใจบรรยากาศรอบข้างสักเท่าใดนัก ภาคิมนั่งบนโซฟาโดยมีเมธินีนั่งเบียดกายอยู่ข้างๆ หากทว่าภวังค์ความคิดของชายหนุ่มยังวนเวียนอยู่กับเรื่องของบิดากับวิโรษณา เขาไม่อยากคิดอกุศลแต่รู้สึกได้ว่าอยุทธ์กำลังหลงเด็กคนนั้น ไม่รู้ว่าบิดาของเขาติดอกติดใจอะไรวิโรษณานักหนาถึงได้ออกอาการหลงหัวปักหัวปำถึงเพียงนี้ หรือจะเป็นเพราะลีลาอันไร้เดียงสาเหมือนอย่างที่เขาเพิ่งจะได้ลิ้มลอง

          “คิดอะไรอยู่คะคิม ทำไมดูเครียดๆ” เมธินีเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มเงียบขรึมผิดปกติ ทั้งๆ ที่ตอนคุยโทรศัทพ์กับเธอน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยการหยอกเย้าอยู่เลย

          “คิดเรื่องงานนิดหน่อยน่ะครับ” ภาคิมตอบไม่ตรงความจริงเลยสักนิด

          “ถ้าอย่างนั้นไปเต้นรำกันหน่อยไหมคะ เผื่อคิมจะหายเครียด”

          “ไปสิครับ”

          ทั้งคู่ควงกันออกไปที่ฟลอร์เต้นรำ เกาะกอดกันแนบชิดและโยกย้ายไปตามจังหวะช้าๆ ของเพลงที่กำลังเปิดอยู่ เมธินียกมือขึ้นโอบกอดรอบคอของภาคิมพลางจงใจเบียดอกอวบอิ่มเข้ากับแผงอกแกร่ง ช้อนตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาคมคายอย่างหวานเชื่อม

          “บอกแพทได้ไหมคะว่างานมีปัญหาอะไรถึงได้ทำให้คิมทำหน้าซังกะตายได้แบบนี้”

          “เรื่องหยุมหยิมน่ะครับแพท อย่างไปสนใจเลย”

          “ไม่สนใจก็ได้ค่ะ แต่ว่าแพทขอทำให้คิมหายเบื่อนะคะ”

          “ทำยังไงครับ” ภาคิมแกล้งตีหน้าซื่อ เลิกคิ้วเข้มขึ้นสูงทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น เขาพยายามปรับสีหน้าให้สดชื่นเพื่อกลบเกลื่อนความเซ็งของตัวเองไม่ให้คู่ควงได้เห็น

          “ก็อย่างนี้ไงคะ”

          จบคำเมธินีก็โน้มคอของภาคิมลงมาหาโดยที่เขาก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ เรียวปากนุ่มนิ่มซึ่งเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงประกบจูบกับปากหยักอย่างเผ็ดร้อน ก่อนจะสอดปลายลิ้นเข้าไปในโพรงปากอุ่นกระหวัดเข้ากับลิ้นของเขาด้วยความช่ำชองในลีลารัก

ชั่ววูบหนึ่งในสมองของภาคิมก็เกิดมโนภาพตอนที่เขากระชากวิโรษณาเข้ามาจูบ มือหนาเผลอกอดกระชับร่างอ้อนแอ้นของเมธินีแน่นขึ้นกว่าเดิมแล้วจูบตอบอย่างหนักหน่วงทำให้หญิงสาวครวญครางออกมาอย่างพอใจ หากทว่ารสจูบที่ได้รับนั้นกลับไม่หวานละมุนอย่างที่เขาคาดหวัง ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ผ่อนปรนตัวเองจวบจนกระทั่งจุมพิตนั้นสิ้นสุดลง...

          “คราวนี้หายเบื่อหรือยังคะ” เมธินีสบตาอย่างยั่วยวนปนจริตจะก้าน “หรือถ้ายังไม่หาย แพทก็มีวิธีที่ดีกว่านี้อีกนะคะ”

          “หายแล้วครับ แพทเก่งและรู้ใจผมที่สุด” คาสโนวาหนุ่มหยอดคำหวาน

          “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ค้างกับแพทนะคะ”

          “ไม่กลัวจะไม่ได้นอนเหรอ” ภาคิมสัพยอก ดวงตาคู่คมแพรวพราวฉายประกายระยิบระยับ แต่ให้ตายเถอะ! ตอนนี้เหมือนร่างกายของเขาด้านชาจนชัดเจนว่าคืนนี้คงไม่สามารถลงเอยกับเมธินีบนเตียงได้เหมือนเคย

          “กลัวที่ไหนคะ...” สาวสวยหรี่ตามองอย่างหวานเยิ้มราวกับลูกอมชุบน้ำผึ้งป่า “ถ้ากลัวคงไม่ชวน”

          “แต่พรุ่งนี้ผมมีประชุมเช้าคงค้างด้วยไม่ได้นะครับคนสวย”

          เมธินีทำหน้างอง้ำด้วยความผิดหวัง เพราะเธอคิดว่าคืนนี้ห้องพักที่คอนโดมิเนียมตนเองคงจะร้อนระอุด้วยไฟปรารถนาของทั้งคู่ไปจนกระทั่งถึงเช้า เธออยากจะโวยนักแต่เท่าที่คบกันมาได้ระยะหนึ่ง ทำให้เมธินีรู้ว่าภาคิมไม่ชอบผู้หญิงจู้จี้จุกจิกเรื่องมาก เขาพร้อมจะหันหลังให้ผู้หญิงทุกคนอย่างไม่แยแสหากเขาไม่พอใจ ซึ่งตอนนี้เธอยังไม่พร้อมจะรับกับสถานการณ์นั้น เพราะมีหลายๆ อย่างในตัวภาคิมที่ไม่น่าปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ

          “เอาน่าแพท วันหลังผมจะมาชดเชยให้เต็มที่”

          “สัญญานะคะคิม” เมธินีรีบอ้อนทันที

          “โอเคครับ” ภาคิมรับปากพร้อมกับยื่นมือไปบีบจมูกเล็กๆ ของอีกฝ่ายคล้ายจะเอาใจ

และคืนนั้นก็เป็นคืนแรกที่คาสโนวาหนุ่มปล่อยให้คู่ควงสาวสวยกลับขึ้นไปบนห้องพักของเธอโดยที่เขาไม่ตามขึ้นไปด้วย

 

          บนเตียงกลางเก่ากลางใหม่ในห้องนอนเล็กๆ ของสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า นาฬิกาบนหัวเตียงบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบตีหนึ่งแล้ว แต่วิโรษณายังคงลืมตาโพลงอยู่ท่ามกลางความมืดในขณะที่ครูแก้วกานดาหลับไปนานแล้ว ใบหน้าสวยหวานแดงก่ำเมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเองนอนไม่หลับ มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ ความรู้สึกร้อนผ่าวจากการถูกจุมพิตอย่างหยาบคายเมื่อตอนกลางวันยังคงกรุ่นอยู่ ภาคิมช่างเป็นผู้ชายที่ไม่ควรจะเข้าใกล้เลยจริงๆ เขากล้าดียังไงมาจูบเธอแบบนั้น ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามีใครสักคนผ่านมาเห็นตอนที่เขากระชากเธอเข้าไปจูบ มันจะน่าอับอายขายหน้าสักแค่ไหน

          “คุณภาคิม คนหยาบคาย! ร้ายกาจที่สุด! ฉันเกลียดคุณ!” เสียงหวานบ่นพึมพำเบาๆ กับตัวเอง

วิโรษณารู้ดีอยู่แก่ใจว่าภาคิมไม่ชอบที่อยุทธ์ให้ความเอ็นดูกับเธอเป็นพิเศษ เขาคงคิดอกุศลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบิดาของเขาเป็นแน่ ซึ่งเธอเองก็คงจะไม่เดือดร้อนอะไรถ้านับจากพรุ่งนี้ไปจะไม่ต้องไปทำงานที่ธนากิจกรุ๊ป การเผชิญหน้ากับภาคิมคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และแน่นอนว่าคนพาลแบบนั้นจะต้องระรานเธออีก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นรูปแบบไหนเท่านั้น

สาวน้อยได้แต่ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวอีกครั้ง ทำให้ครูแก้วกานดารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้วเอ่ยถามลูกศิษย์ที่ตัวเองรักเหมือนลูกสาวด้วยเสียงงัวเงีย

          “ยังไม่หลับอีกเหรอปุ้ม”

          “ปุ้มขอโทษค่ะครูที่รบกวนจนครูตื่นนอน” วิโรษณาเอ่ยอย่างเกรงใจ นึกตำหนิตัวเองที่พลิกไปพลิกมาจนพลอยทำให้ครูแก้วกานดาต้องตื่นมากลางดึกไปด้วย

          “เป็นอะไรล่ะปุ้ม ตื่นเต้นที่ต้องไปทำงานพรุ่งนี้เหรอ”

          “ก็มีบ้างค่ะครู”

          “จะตื่นเต้นทำไมล่ะหือ...” ครูแก้วกานดาเอื้อมมือมาลูบเรือนผมสลวยของวิโรษณาอย่างเอ็นดู “ชุดที่จะใส่ไปทำงาน คุณอยุทธ์ก็อุตส่าห์เอามาฝากเมื่อเย็นแล้วนี่จ๊ะ มีแต่ชุดสวยๆ ทั้งนั้น มีอะไรที่ต้องกังวลอีกหรือปุ้ม”

          “ปุ้มกลัวจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่คุณลุงอยุทธ์คาดหวังค่ะครู” วิโรษณาตอบไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก เพราะไม่กล้าบอกในสิ่งที่ตัวเองเป็นกังวลกับครูแก้วกานดาออกไปตรงๆ

          “ปุ้มของครูเก่งอยู่แล้ว ครูเชื่อว่าปุ้มต้องทำงานได้ดีอย่างแน่นอน”

          “ขอบคุณครูมากค่ะที่เชื่อใจปุ้ม ปุ้มรักครูนะคะ”

          วิโรษณาพลิกตัวไปหาครูแก้วกานดา แล้วซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นอย่างเคยชิน ครูแก้วกานดากอดกระชับสาวน้อยในอ้อมแขน

          “หลับซะนะ พรุ่งนี้จะได้สดชื่นพร้อมกับการทำงานวันแรก”

          “ค่ะครู”

          เมื่อได้ไออุ่นจากครูแก้วกานดา ความคิดฟุ้งซ่านของวิโรษณาก็หยุดชะงักลง ดวงตาคู่สวยค่อยๆ ปรือปรอยก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

เวลาตีห้าตรงของเช้าตรู่วันต่อมา นาฬิกาบนหัวเตียงที่ถูกตั้งเวลาปลุกเอาไว้ก็แผดเสียงดังขึ้น วิโรษณาตื่นมาปิดเสียงและรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำเพราะไม่อยากไปทำงานในวันแรกสาย โดยเลือกชุดที่อยุทธ์ซื้อมาให้เมื่อวานออกมาชุดหนึ่งมาใส่

ร่างอ้อนแอ้นหมุนตัวไปมาอยู่หน้ากระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างๆ โต๊ะเครื่องแป้งมาสะพายเอาไว้เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ครูแก้วกานดาตื่นมาพอดี

“ครูตื่นแล้วเหรอคะ”

“เพิ่งตื่นนี่แหละจ้ะ ปุ้มใส่ชุดนี้แล้วดูสวยสง่ามากเลยลูก” สายตาของผู้เป็นครูมองลูกศิษย์ที่ตนรักเหมือนลูกด้วยความชื่นชม ชุดที่วิโรษณาใส่อยู่นี้ช่างเหมาะสมกับรูปร่างที่อรชรอ้อนแอ้นของเธอเสียเหลือเกิน     

“ปุ้มว่าปุ้มใส่ชุดนี้แล้วเหมือนลูกเป็ดขี้เหร่ที่เอาปีกหงส์มาประดับยังไงก็ไม่รู้ค่ะ ชุดมันดูสวยเกินไปสำหรับปุ้มค่ะครู”

          “ลูกเป็ดขี้เหร่ที่ไหนจะสวยขนาดนี้จ๊ะ กลัวแต่หนุ่มๆ ที่ทำงานจะมองเหลียวหลังล่ะสิไม่ว่า” แก้วกานดาสัพยอกอย่างภูมิใจที่เห็นเด็กน้อยซึ่งตนเลี้ยงดูอุ้มชูมาแต่เล็ก โตเป็นผู้ใหญ่ที่หน้าตาสะสวยและกิริยามารยาทเรียบร้อยแบบนี้

“ใครจะตาถั่วมามองปุ้มคะ”

“คนที่มองปุ้มของครูต้องเป็นคนที่ตาถึงต่างหากล่ะจ๊ะ ว่าแต่จะออกไปตอนนี้เลยเหรอ”

          “ค่ะครู อวยพรปุ้มหน่อยสิคะ”

          “ครูขอให้ปุ้มเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้าได้อย่างราบรื่นนะจ๊ะ”

          “ขอบคุณค่ะครู” สาวน้อยพนมมือไหว้ผู้ที่ตนรักเสมือนแม่ “ปุ้มจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดค่ะ รับรองว่าจะไม่ให้ครูเสียชื่อ”

          “ครูเชื่อว่าปุ้มทำได้จ้ะ”

          “ถ้าอย่างนั้นปุ้มไปก่อนนะคะ ตอนเย็นจะมาเล่าให้ฟังว่างานที่ปุ้มทำเป็นอย่างไรบ้าง”

          “โชคดีลูก”

          หลังจากได้พรอันประเสริฐจากครูแก้วกานดาผู้เปรียบเสมือนมารดาแล้ว วิโรษณาก็เดินออกไปรอรถเมล์ที่ป้ายซึ่งอยู่บริเวณหน้าสถานสงเคราะห์ เช้าวันทำงานแบบนี้รถเมล์อัดแน่นกันมาตั้งแต่ต้นทางราวกับปลากระป๋องก็ไม่ปาน แต่สาวน้อยก็จำต้องก้าวขึ้นไปยืนเบียดกับคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบบรรยากาศที่ต้องแก่งแย่งกันแบบนี้เลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้และจะต้องปรับตัวให้ชินเพราะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเธอจะต้องใช้บริการรถเมล์ทางสายนี้เป็นประจำ

          วิโรษณามาถึงตึกทีเอ็นทาวเวอร์ด้วยสภาพเหงื่อโซมกายเพราะคนแน่นขนัดมาตลอดทาง เมื่อลงมายืนข้างล่างเธอก็พลิกข้อมือขึ้นดูเวลาจากนาฬิกาเรือนละไม่ถึงสองร้อยแล้วค่อยโล่งอกนิดหน่อยเพราะตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดนาฬิกาสิบนาทีเท่านั้น

ร่างอรชรก้าวเข้าไปในตึกอย่างไม่รีบร้อนนักเพราะยังเช้าอยู่มาก แต่ถึงจะเช้าก็ยังมีพนักงานบางส่วนเริ่มมาทำงานบ้างแล้ว หลายคนหันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจและใคร่รู้ คงเป็นเพราะวิโรษณายังเป็นคนใหม่ของตึกแห่งนี้ สาวน้อยบอกตัวเองอย่างนั้นในขณะที่ก้าวเข้าไปในลิฟต์ที่เปิดออกพอดี

          บริเวณชั้นสามสิบห้ายังเงียบเชียบ ไฟในห้องทุกห้องยังคงปิดมืด ก็คงเหมือนอย่างที่วิโรษณาเห็นวันก่อนว่าชั้นนี้เป็นห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูงและห้องประชุมจึงมีคนทำงานอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

          แล้วร่างบางก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเรือนร่างอันสูงเด่นน่ามองในชุดสูทเรียบหรูก้าวมายืนขวางหน้าเธอไว้ หัวใจดวงน้อยเต้นแรงระรัวเพราะไม่คิดว่าเขาจะมาทำงานเช้าขนาดนี้ ความร้อนผ่าวลามเลียขึ้นบนริมฝีปากอมชมพูไปจนถึงพวงแก้มนวลทั้งสองข้างเมื่อนึกถึงสัมผัสอันแสนหยาบคายของเขาเมื่อวานนี้

          ดวงตายาวรีสีนิลมณีของเขากวาดมองเรือนร่างอรชรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างสำรวจ วันนี้สาวน้อยตรงหน้าดูดีกว่าที่เห็นเมื่อวาน คงเพราะได้สวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงที่พ่อของเขาอุตส่าห์หอบหิ้วไปประเคนให้ถึงสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า แต่สิ่งที่ทำให้ภาคิมค่อนข้างหงุดหงิดก็คือการที่ได้เห็นความสวยสดใสชวนมองคล้ายหยดน้ำค้างบริสุทธิ์บนใบหน้ารูปไข่ของเธอ แบบนี้นี่เองพ่อของเขาจึงได้ทำท่าหลงเด็กคนนี้ถึงขนาดให้วิโรษณามาทำงานที่นี่ ทั้งๆ ที่เธอยังไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนด้วยซ้ำ

          “มาแต่เช้าดีนี่ กะจะให้ได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นตั้งแต่ทำงานวันแรกเลยงั้นสิ” เสียงทุ้มทรงอำนาจเอ่ยขึ้นก่อน หากน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความยียวนไม่ใช่คนที่ทักทายกันตามปกติแต่อย่างใด วิโรษณารู้ในทันทีว่าเขาจงใจมาหาเรื่องจึงไม่ต่อปากต่อคำกับเขาและเตรียมจะเดินเลี่ยงหนี แต่มือใหญ่ยื่นมาจับต้นแขนบอบบางเอาไว้เสียก่อน

          “ปล่อยฉันนะคะคุณภาคิม!” สาวน้อยพยายามขืนตัวเอาไว้

          “เธอไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องมารยาทหรือไง ผู้ใหญ่พูดด้วยทำไมถึงเดินหนีแบบนี้”

          เขาพูดถูกที่ว่าเป็นผู้ใหญ่กว่าเธอเพราะอายุมากกว่าร่วมสิบปี ตอนนี้ภาคิมอายุสามสิบแล้ว หากแต่พฤติกรรมของเขาที่กำลังทำเหมือนระรานเธอเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กต่างหากล่ะที่ทำให้วิโรษณาไม่อยากจะพูดด้วย

          “แล้วคุณล่ะเป็นผู้ใหญ่ประเภทไหนถึงได้ชอบหาเรื่องเด็กนักคะ” วิโรษณาย้อนถามด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น

          ภาคิมหรี่ตาลงแคบๆ สะอึกเหมือนกันที่โดนยอกย้อนอย่างเผ็ดร้อนเช่นนี้ แต่คนอย่างเขาไม่มีทางยอมให้เด็กอย่างวิโรษณามาต่อปากต่อคำด้วยเป็นอันขาด

“ก็เพราะเด็กอย่างเธอมันเต็มไปด้วยจริตมารยาน่ะสิ ฉันถึงต้องตามจับตาดูเธอเป็นพิเศษ ท่าทางไว้ใจได้ที่ไหน”

          “ถ้าคุณไม่พอใจที่ดิฉันมาทำงานที่นี่ก็ไปพูดกับคุณลุงอยุทธ์สิคะ ถ้าคุณลุงบอกไม่ให้ดิฉันมาดิฉันก็จะไม่มา”

          “ที่เธอกล้าท้าทายฉันแบบนี้ก็เพราะคิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดของคุณพ่อใช่ไหม”

          หญิงสาวตวัดสายตามองอย่างไม่ชอบใจทันที “คุณกำลังหาเรื่องดิฉันอยู่นะคะคุณภาคิม”

          “อย่ามาตีฝีปากกับฉันเพราะฉันไม่ได้ใจดีหรือหลงเด็กอย่างพ่อของฉันหรอกนะ” ภาคิมเค้นเสียงลอดไรฟัน มือใหญ่บีบต้นแขนเล็กแรงขึ้นตามอารมณ์ ดวงตาคมกริบของเขาร้อนแรงดั่งเปลวเพลิงที่กำลังมอดไหม้อยู่บนเตาถ่าน

          “ปล่อยฉันค่ะคุณภาคิม!” เสียงหวานร้องอุทธรณ์ด้วยความเจ็บและหวาดหวั่นระคนกัน

          “ไม่ปล่อย... เธอจะทำไม?

ไม่พูดเปล่าแต่ใบหน้าหล่อคมคายที่หาตัวจับได้ยากนั้นยังก้มลงมาใกล้จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่รวยรดลงมาบนริมฝีปากของเธอ วิโรษณาตกใจกลัวจนตัวสั่นกลัวว่าภาคิมจะทำอะไรบ้าๆ เหมือนอย่างที่เขาทำเมื่อวาน

“อย่านะคะคุณภาคิม!

“อย่าอะไร เธอคิดว่าฉันจะทำอะไรเธอ” ภาคิมยิ้มร้าย ก้มลงมาใกล้ยิ่งกว่าเดิมทำให้วิโรษณาต้องหลับตาปี๋กลั้นใจรอรับสถานการณ์ แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าหัวเราะหึๆ ในลำคอเท่านั้น

“ตาคิม!” เสียงของอยุทธ์ดังแทรกขึ้นก่อนที่ภาคิมจะทำอะไรมากไปกว่านั้น “นั่นแกจะทำอะไรหนูปุ้ม ปล่อยหนูปุ้มเดี๋ยวนี้นะ”

ภาคิมปล่อยมือจากแขนเล็กแล้วยักไหล่เหมือนไม่ยี่หระ วิโรษณารีบวิ่งไปยืนหลบอยู่ข้างหลังของอยุทธ์ ร่างน้อยสั่นเทาเหมือนลูกนกเปียกฝน สีหน้ายังคงซีดเผือดด้วยความตกใจปนอับอาย

“จะเสียงดังไปทำไมครับคุณพ่อ ผมก็แค่ทักทายเด็กของคุณพ่อก็เท่านั้นเอง” ภาคิมเน้นคำว่า เด็กของคุณพ่อเป็นพิเศษ

“ทักทายอีท่าไหน หนูปุ้มถึงได้ตัวสั่นงันงกแบบนี้”

“ก็เด็กของคุณพ่อเป็นคนพิเศษไม่ใช่เหรอครับ ถ้าทักทายกันแบบธรรมดาทั่วไปมันก็ไม่พิเศษสมฐานะน่ะสิครับ” ภาคิมตอบอย่างยียวน

“แกนี่มันจริงๆ เลยนะ” อยุทธ์ได้แต่ส่ายหัวระอา

“แล้วคุณพ่อจะให้เธอทำหน้าที่อะไรในนี้ล่ะครับ”

“พ่อจะให้หนูปุ้มมาเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ของพ่อ”

“ก็ไม่เลวนี่ครับ ตำแหน่งนี้ได้รับใช้ใกล้ชิดเจ้านายเสียด้วย คงจะเหมาะกับเธอ” น้ำเสียงของภาคิมยังเต็มไปด้วยอาการเหน็บแนมพร้อมกับปรายตาไปทางวิโรษณา

“ต้องเหมาะอยู่แล้วเพราะหนูปุ้มเป็นคนมีความสามารถ” อยุทธ์การันตีด้วยตัวเองอย่างมั่นใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณพ่อพาเด็กของคุณพ่อไปสอนงานเถอะครับ คุณพ่อการันตีด้วยตัวเองแบบนี้ท่าทางจะเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้เร็วจริงๆ อย่างที่ว่า เพราะคุณพ่อน่าจะรู้จักเธอลึกซึ้งกว่าใครๆ ผมไปละ”  ไหล่แกร่งยักขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะซุกมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินไปยังห้องทำงานของตัวเอง

“ลูกชายลุงรังแกอะไรหนูหรือเปล่า” อยุทธ์หันมาถามกับวิโรษณาหลังจากที่ภาคิมไปแล้ว

“เปล่าค่ะคุณลุง” วิโรษณาจำต้องปดเพื่อไม่ให้อยุทธ์ต้องเป็นกังวล

“อดทนหน่อยนะ สักวันเขาก็จะเห็นว่าหนูปุ้มน่ารักแค่ไหน”

“ปุ้มไม่หวังขนาดนั้นหรอกค่ะ ปุ้มรู้ว่าคุณภาคิมไม่ค่อยพอใจปุ้มนัก ถ้าการที่ปุ้มมาทำงานที่นี่ทำให้คุณลุงกับคุณภาคิมต้องมีปัญหากัน ปุ้มขอถอนตัวก็ได้นะคะ”

“ไม่เอาน่าหนูปุ้ม ลืมแล้วเหรอว่าทำไมลุงถึงอยากให้ปุ้มมาทำงานที่นี่” อยุทธ์เอ่ยปลอบ รู้ดีว่าวิโรษณากำลังเสียขวัญเพราะคงจะถูกลูกชายของตนข่มขู่เป็นแน่

“นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นใช่ไหมคะ”

“ลุงเชื่อว่าปุ้มทำได้” อยุทธ์กล่าวอย่างมั่นใจ

“ขอบคุณที่เชื่อใจปุ้มค่ะ”

“ลุงต่างหากที่ต้องขอบใจปุ้มที่ยอมรับในสิ่งที่ลุงขอร้อง”

“คุณลุงคือผู้มีพระคุณของปุ้มนี่คะ ถ้ามีสิ่งไหนที่ปุ้มทำให้ได้ปุ้มก็ยินดีตอบแทนค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเข้าไปในห้องทำงานกับลุงเถอะ ลุงจะให้คุณอรชามาสอนงานให้”

“ค่ะคุณลุง”

จากนั้นประธานของธนากิจกรุ๊ปจึงเดินนำสาวน้อยเข้าไปในห้องทำงานจนกระทั่งอรชาซึ่งเป็นเลขานุการของอยุทธ์มาถึงก็ถูกเรียกตัวเข้าไปสอนงานให้กับวิโรษณา

 

ภาคิมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในห้องทำงานของตัวเอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจที่เมื่อครู่นี้บิดาออกโรงปกป้องเด็กสาวคนนั้น ตั้งแต่มารดาของเขาเสียชีวิตไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนอยุทธ์ก็ครองตัวเป็นโสดมาโดยตลอดและหันไปทุ่มเทให้กับการทำการกุศลและสาธารณประโยชน์แทน จนกระทั่งได้พบกับวิโรษณาบิดาของเขาก็ทำท่าว่าหลงเด็กคนนี้เป็นพิเศษจนกระทั่งเทียวไปเทียวมาสถานสงเคราะห์เป็นว่าเล่น และล่าสุดก็พามาทำงานในตำแหน่งที่ใกล้ชิดเสียด้วยสิ ความโกรธชนิดหนึ่งพุ่งวาบขึ้นมาจับหัวใจของภาคิมเมื่อคิดว่าวันใดวันหนึ่งบิดาอาจจะพาเด็กคนนี้เข้ามาแทนที่มารดาของเขาจริงๆ ก็ได้

ก๊อก... ก๊อก...

ประตูห้องทำงานของภาคิมถูกเคาะขัดจังหวะความคิดของเขาชั่วคราว และเมื่อภาคิมเอ่ยปากอนุญาตประตูก็ถูกเปิดเข้ามาโดยเลขานุการของเขานั่นเอง

“มีอะไรหรือเปล่าคุณนุชนารถ”

“หัวหน้าทีมวิศวกรส่งแบบโครงการใหม่มาให้คุณภาคิมอนุมัติค่ะ” นุชนารถตอบเจ้านายแล้วเดินเอาแฟ้มเอกสารไปวางไว้ให้ที่โต๊ะ

ภาคิมยกขาขึ้นไขว่ห้างแล้วประสานสองมือบนตักตัวเองขณะมองหน้าของเลขานุการวัยสี่สิบของตนแล้วคิดอะไรบางอย่างได้ในตอนนั้นจึงผุดยิ้มมุมปากออกมา

“คุณภาคิมมีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมมองหน้าดิฉันแบบนั้น” นุชนารถถามอย่างงงๆ กับท่าทีของเจ้านาย

“คุณลาพักร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่”

“เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วค่ะ”

“นี่ก็ใกล้จะครบปีแล้วสิใช่ไหม”

“ใช่ค่ะ” นุชนารถตอบรับอย่างไม่เข้าใจนักว่าภาคิมถามทำไม จะว่าเพื่อตำหนิเรื่องการทำงานหรือการลางานของตนก็ไม่น่าใช่ เพราะเธอไม่เคยมาทำงานสายและแทบจะไม่เคยลางานด้วยซ้ำ

“ถ้าอย่างนั้นผมจะให้คุณลาพักร้อนหนึ่งเดือนเพื่อเป็นโบนัสในการทำงานที่ดีเยี่ยมมาตลอดของคุณ” ภาคิมยื่นข้อเสนอตามแผนการของตัวเองทันที

“จริงเหรอคะ!” นุชนารถอุทานด้วยความดีใจเพราะการได้หยุดยาวแบบนี้หาไม่ได้ง่ายนักกับการทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างธนากิจกรุ๊ป หรือแม้แต่บริษัทอื่นๆ ก็ตามที

“จริงสิ”

“ว่าแต่เจ้านายให้ดิฉันลาพักร้อนนานขนาดนั้นแล้วใครจะทำงานแทนดิฉันล่ะคะ เจ้านายไม่ได้คิดจะไล่ดิฉันออกใช่ไหมคะ” นุชนารถอดสงสัยไม่ได้

“ไม่หรอกน่าอย่ากังวลไปเลย ส่วนเรื่องคนทำงานแทนคุณนั้นไม่ต้องห่วง พอดีท่านประธานรับผู้ช่วยเลขาฯ มาใหม่ ผมจะให้มาทำงานแทนคุณชั่วคราวเพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานว่าจะไหวหรือไม่ไหว” ภาคิมบอกพลางลอบยิ้มร้ายอย่างหมายมาด

“แล้วถ้าเธอทำงานดีดิฉันจะไม่ตกงานเหรอคะ” นุชนารถสัพยอกผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่รู้ความนัย

“ผมรับรองว่าคุณจะได้ทำงานในตำแหน่งเดิมหรืออาจจะเป็นตำแหน่งที่ดีกว่านั้นเมื่อคุณกลับมา” ภาคิมยืนยันหนักแน่น

“ขอบคุณเจ้านายมากค่ะ”

นุชนารถกลับออกไปจากห้องทำงานของภาคิมด้วยความสบายใจโดยไม่รู้ว่าผู้เป็นเจ้านายกำลังนั่งยิ้มมุมปาก แววตาคู่คมฉายประกายเจ้าเล่ห์ออกมาชัดเจน คราวนี้ลูกกวางน้อยแสนดื้ออย่างวิโรษณาจะหนีรอดจากน้ำมือของเขาไปไหนได้!


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเด็กที่อยู่ในอุปการคุณของผู้เป็นบิดาทำท่าว่าจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยงของเขา ภาคิม วัชรอาชา ผู้ชายที่แสนจะหยิ่งยโสจึงยอมไม่ได้ สู้ให้บิดามีนางบำเรอเป็นร้อยเหมือนกับนางในฮาเร็มของสุลต่านยังจะดีเสียกว่าให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนั้นมาร่วมสกุล เขาสลัดคู่ควงทุกคนทิ้งแทบจะทันทีแล้วหันมามุ่งมั่นกับการกำจัดว่าที่แม่เลี้ยงและจัดการลงทัณฑ์ผู้หญิงไม่เจียมตัวให้รู้สำนึกว่าอย่างมากเธอก็เป็นได้แค่ ‘นางบำเรอ’ เท่านั้น"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha