ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : เล่ห์ซาตาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        ภาคิมพาตัวเองมายังห้องทำงานของประธานธนากิจกรุ๊ปในเช้าวันต่อมา เขาปรายตามองวิโรษณาซึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะติดกับโต๊ะของอรชาครู่หนึ่งก่อนจะเลยเข้าไปในห้องทำงานของอยุทธ์ ผู้เป็นพ่อเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงานทันทีที่เห็นร่างสูงสง่าเข้ามาในห้องทำงานของตัวเองตั้งแต่เช้า ก่อนจะวางปากกาในมือยี่ห้อ Visconti Ripple H.R.H. ซึ่งประดับด้วยทองคำขาวสิบแปดกะรัตซึ่งแพงติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกลงบนแฟ้ม

ผู้มีอำนาจสูงสุดในธนากิจกรุ๊ปเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเอนหลังพิงเก้าอี้หนัง แล้วเป็นฝ่ายเอ่ยถามลูกชายขึ้นก่อน

          “ว่าไงตาคิม”

          “ผมมีเรื่องจะรบกวนคุณพ่อหน่อยครับ” น้ำเสียงของภาคิมฟังดูเป็นการเป็นงาน จนอยุทธ์ต้องขยับตัวแล้วตั้งใจฟังมากขึ้น

          “มีเรื่องอะไรว่าไปสิ”

          “คือเลขาฯ ของผมขอลาพักร้อนเดือนหนึ่ง ตอนนี้ผมไม่มีเลขาฯ ช่วยงานเลยจะมาขอยืมเลขาฯ ของคุณพ่อไปช่วยงานสักคน” ภาคิมบอกเรียบๆ คล้ายไม่ได้เตรียมการเรื่องนี้มาล่วงหน้า

          “ก็เอาสิ เดี๋ยวพ่อให้คุณอรชาไปช่วย”

          “ไม่ดีมั้งครับ งานของคุณพ่อสำคัญกว่า ผมว่าให้ผู้ช่วยเลขาฯ ของคุณพ่อไปช่วยผมน่าจะดีกว่า”

          “แต่หนูปุ้มเพิ่งจะมาทำงานได้สองวันเองนะ”

          “ไหนคุณพ่อการันตีว่าเขามีความสามารถไม่ใช่เหรอครับ หรือว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างที่คุณพ่อพูด” ลูกชายพูดพลางหรี่ตาเหมือนปรามาส อยุทธ์พอจะรู้ทันว่าภาคิมเจาะจงให้เป็นวิโรษณาแต่ก็ยังแกล้งตีหน้าเรียบเฉย

          “เอาละๆ ถ้าอย่างนั้นพ่อจะให้หนูปุ้มไปช่วยแกก็แล้วกัน แต่ถ้ามีอะไรที่หนูปุ้มยังไม่เข้าใจแกก็ต้องช่วยแนะนำเธอด้วยนะ ถึงหนูปุ้มจะเป็นคนเก่งแต่ก็ไม่ใช่อัจฉริยะที่จะรู้อะไรไปซะหมดโดยที่ไม่มีใครสอน”

          “ถ้าอย่างนั้น ผมจะไปรอที่ห้องทำงานนะครับ”

          หลังจากทุกอย่างเป็นไปตามวัตถุประสงค์แล้ว ภาคิมก็กลับไปห้องทำงานของตัวเองอย่างผู้ที่กำชัยชนะ จึงไม่เห็นว่าผู้เป็นบิดามองตามด้วยประกายตาชนิดหนึ่งซึ่งหากเขาเห็นจะรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ชนะคือใคร... เมื่อภาคิมออกไปพ้นห้องแล้วอยุทธ์ก็กดโทรศัพท์ติดต่อภายในเรียกให้วิโรษณาเข้าไปพบทันที

          “คุณลุงมีอะไรจะให้ปุ้มรับใช้คะ” เสียงหวานเอ่ยหลังจากนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่ภาคิมเพิ่งจะลุกไปเมื่อครู่นี้

          “ตาคิมมาขอให้หนูไปเป็นเลขาฯ ของเขาชั่วคราว เห็นบอกว่าคุณนุชนารถลาพักร้อนหนึ่งเดือน”

          “แล้วคุณลุงว่ายังไงคะ”

          “ตอนแรกลุงก็ว่าจะให้คุณอรชาไป แต่ตาคิมอยากได้หนู ซึ่งลุงว่าก็ดีนะ ตาคิมจะได้รู้จักหนูมากขึ้น คราวนี้จะได้เลิกมีอคติกับหนูปุ้มซะที” อยุทธ์บอกอย่างคาดหวังซึ่งวิโรษณาก็ไม่ได้แย้งอะไรนอกจากทำตามสิ่งที่อยุทธ์มอบหมายให้ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าการทำงานกับภาคิมคงจะเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นแน่นอน

และแล้วเค้าลางก็เริ่มเป็นจริงตามที่วิโรษณาคิดเอาไว้เพราะภาคิมสั่งให้คนยกโต๊ะของวิโรษณาเข้ามาตั้งในห้องทำงานของเขาแทนที่จะให้เธอนั่งทำงานที่โต๊ะของนุชนารถซึ่งอยู่หน้าห้อง

ทันทีที่เข้าไปในห้องทำงานของภาคิม สาวน้อยก็เกิดอาการใจเต้นไม่เป็นส่ำ ทั้งๆ ที่บรรยากาศทุกอย่างในห้องนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรจากห้องทำงานของอยุทธ์เลยสักนิด ยกเว้นก็แต่เจ้าของห้องซึ่งกำลังยืนจ้องมองเธอด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรเลยสักนิด ไม่ใช่สิแววตาเขาดุร้ายประดุจดั่งซาตานที่หลุดมาจากขุมอเวจีที่พร้อมจะแผดเผาเธอให้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีต่างหาก!

          “ทำไมคุณต้องย้ายโต๊ะทำงานของดิฉันเข้ามาในนี้ด้วยคะ ให้ดิฉันนั่งทำงานที่โต๊ะของคุณนุชนารถก็ได้นี่คะ”

          “ดูท่าทางเธอจะลืมละมั้งวิโรษณาว่าฉันคือคนที่มีสิทธิ์ออกคำสั่งไม่ใช่เธอ” น้ำเสียงนั้นเจือไว้ด้วยการวางอำนาจ ทำเอาเรียวปากสีระเรื่อต้องเม้มเข้าหากันเพื่อระงับอารมณ์ สาวน้อยบอกตัวเองว่าต้องอดทนกับความกักขฬะของเขาให้มากที่สุด

          “ดิฉันไม่ลืมหรอกค่ะว่าคุณคือเจ้านาย เพียงแต่อยากทราบเหตุผลเท่านั้น”        

          “เธอเพิ่งมาทำงานได้สองวันเองไม่ใช่เหรอ ถึงพ่อฉันจะการันตีว่าเธอมีคุณภาพแต่เวลาแค่นี้ก็คงไม่ได้ทำให้เธอรู้รายละเอียดของงานทุกอย่างได้หมดหรอกจริงไหม ดังนั้นเธอจึงต้องอยู่กับฉันในนี้เพราะฉันขี้เกียจเดินออกไปสอนเธอทีละอย่าง”

          “คุณไม่จำเป็นต้องออกไปก็ได้ค่ะ เรียกดิฉันเข้ามาพบก็ได้นี่คะ” วิโรษณายังไม่ยอมจำนนต่อเหตุผลที่ฟังไม่ค่อยจะน่าเชื่อถือเท่าไหร่

          “ที่เธอโยกโย้ท่านั้นท่านี้นี่ เพราะกลัวที่จะต้องอยู่กับฉันสองต่อสองในนี้ใช่ไหม หรือความจริงแล้วเธอเก่งแต่เรื่องอื่นแต่เรื่องงานไม่เป็นสับปะรด!” ดวงตาคมปลาบหรี่มองอย่างจับผิดและสบประมาทอยู่ในที

“เปล่าค่ะ ดิฉันไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องกลัวคุณ และดิฉันก็พร้อมที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าดิฉันมีประสิทธิภาพในการทำงานไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ” วิโรษณาโต้ออกไปถึงแม้ที่เขาพูดมาจะมีส่วนจริงแต่เรื่องอะไรจะยอมรับให้เขาได้ใจว่าสามารถข่มขู่เธอได้

“ปากเก่งดีนี่ ฉันชักอยากเห็นแล้วสิ ว่าเธอจะทำอย่างอื่นเก่งเหมือนปากหรือเปล่า”

ไม่พูดเปล่าแต่ร่างสูงยังย่างสามขุมเข้ามาหาด้วยท่าทีคุกคาม วิโรษณารีบถอยร่นอย่างตื่นตระหนกแต่ถอยได้ไม่กี่ก้าวก็หมดทางหนีเพราะด้านหลังคือโต๊ะทำงานของตัวเอง แขนกำยำวางคร่อมที่ขอบโต๊ะกักขังร่างบางเอาไว้ไม่ให้ขยับไปไหนได้อีก ใบหน้าหล่อคมยื่นเข้าไปใกล้ ใกล้เสียจนวิโรษณาต้องรีบเบี่ยงหน้าหลบแล้วร้องห้ามเสียงหลง

          “ที่นี่ห้องทำงานนะคะคุณภาคิม!

          “แล้วยังไง” เสียงทุ้มถามอย่างยอกย้อนแต่ใบหน้าหล่อคมของเขายังอยู่ใกล้กับพวงแก้มสีเนียนใสแค่ไม่ถึงคืบ

          “คุณไม่ควรจะทำอะไรแบบนี้ในห้องนี้นะคะ” สาวน้อยพูดด้วยเสียงสั่นๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้

          “ฉันไม่สนหรอก”

          ลำแขนแกร่งสอดเข้าเอวเล็กแล้วรั้งเข้ามาแนบชิดอย่างรวดเร็วจนอกนุ่มหยุ่นเบียดแนบกับแผ่นอกกว้างของเขา วิโรษณาพยายามขืนตัวไว้แต่ก็ถูกล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาด้วยวงแขนแกร่ง จากนั้นจมูกและปากร้อนๆ ก็ซุกไซ้ลงมาที่ซอกคอขาวระหงอย่างหนักหน่วง

“อย่านะคะคุณภาคิม! หยุด!” เสียงหวานร้องห้ามแต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ อ้อมแขนแกร่งรัดร่างแน่งน้อยแน่นขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินออกมาจากผิวเนียนละเอียดราวกับกลิ่นของดอกไม้ที่โชยชายยามแรกอรุณนั้นทำให้ภาคิมซุกไซ้หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม

ติ๊ด... ติ๊ด...

เหมือนระฆังหมดยกดังขึ้น หญิงสาวรอดตัวอย่างหวุดหวิดเมื่อเสียงเรียกเข้าพร้อมกับการสั่นครืดๆ ของโทรศัพท์มือถือซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานของภาคิมดังขึ้น ทำเอาเขาสบถและถอนหายใจอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระแล้วเดินไปรับสาย

          วิโรษณาทรุดกายลงบนเก้าอี้ของตัวเองด้วยอาการตัวสั่นงันงก ความตื่นตระหนกลามเลียแผ่ซ่านไปทุกอณูของร่างกาย เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง พบว่าภาคิมยังมีสีหน้าที่เรียบเฉยราวกับไม่มีเรื่องสะท้านสะเทือนโลกเกิดขึ้น เสียงคุยโทรศัพท์ของเขายังเป็นปกติแว่วดังเข้ามากระทบโสตประสาทของเธอ สาวน้อยจึงรีบรวบรวมสติของตัวเองและปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

          “ว่าไงครับษา” ภาคิมทอดเสียงให้นุ่มขึ้นขณะรับโทรศัพท์ของอุษามณีคู่ควงอีกคนหนึ่งของเขา

          “ตอนนี้ษาอยู่หน้าบริษัทของคุณ คุณอยู่ที่ทำงานหรือเปล่าคะ พอดีษาเพิ่งกลับจากปารีสมีน้ำหอมมาฝากคุณ เลยจะแวะเอาขึ้นไปให้”

          ภาคิมนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะตอนแรกกะว่าจะนัดเจอกับอุษามณีหลังเลิกงาน เนื่องจากเขาไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนมาวุ่นวายที่ทำงาน แต่พอมองไปทางวิโรษณาชายหนุ่มก็เกิดเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน

          “มาสิครับ ผมอยู่ที่ห้องทำงานนี่แหละ กำลังอยากเจอษาอยู่พอดี” ชายหนุ่มแกล้งหยอดเสียงหวาน

          “ถ้าอย่างนั้นอีกห้านาทีเจอกันนะคะ” อุษามณีตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอันแสนลิงโลด

          “ครับที่รัก”

          อีกห้านาทีต่อมาอุษามณีก็มาถึงห้องทำงานของภาคิมพร้อมกับถุงกระดาษที่เธอบอกว่าเป็นของฝาก สาวสังคมไฮโซปรายตามองมาทางวิโรษณาอย่างค่อนข้างแปลกใจแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเพราะตอนนี้คนที่เธอสนใจนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง

          ร่างสูงยืนขึ้นเมื่ออุษามณีเดินเข้ามา สาวสวยโผเข้าไปกอดโดยหาได้กระดากต่อสายตาของบุคคลที่สามเลยสักนิด ลำแขนแข็งแรงของภาคิมโอบเอวคู่ควงสาวเอาไว้หลวมๆ เช่นกัน

          “คิดถึงคิมที่สุดเลยค่ะ พักนี้ษาไม่ค่อยได้เจอคุณเลยนะคะ” อุษามณีพูดเหมือนงอนๆ

          “ก็ษาบอกผมเองไม่ใช่เหรอครับ ว่าไปเที่ยวปารีสเพิ่งกลับมา” ภาคิมเลิกคิ้วเข้มพลางยิ้มโปรยเสน่ห์ซึ่งเวลาเขายิ้มแบบนี้ทีไรไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องใจอ่อนยวบและพร้อมจะละลาย

          “ษาไปเที่ยวกับคุณแม่มาค่ะ”

          “แน่ใจนะครับว่าไม่ได้ไปกับหนุ่มๆ ที่ไหน” ชายหนุ่มแกล้งดักคอ

          “แหมคิมคะ ษามีคิมคนเดียวนะคะ คิมก็รู้นี่นา”

          อุษามณีเขย่งเท้าจูบที่ปากเขาเบาๆ อย่างเอาใจ แต่พอจะผละออกมาภาคิมกลับประกบเรียวปากและจูบเธออย่างเร่าร้อนทำเอาอุษามณีงงอยู่เหมือนกันแต่ก็รีบเผยอปากรับลิ้นของเขาที่รุกเร้าเข้ามากระหวัดพันเกี่ยวกับลิ้นเธออย่างดูดดื่ม ลีลาอันแสนช่ำชองของภาคิมกระตุ้นเร้าความรู้สึกของคู่ควงสาวให้พลุ่งพล่านขึ้น

          “ฮื้อ... คิมขา...

อุษามณีครวญครางออกมาด้วยความรัญจวน ต่างจากภาคิมที่ปากกำลังจุมพิตกับอุษามณีแต่สายตากลับมองมายังอีกคนซึ่งนั่งหน้าแดงแล้วแดงอีกด้วยความอับอาย เพราะไม่คิดว่าภาคิมจะกล้าแสดงบทรักอันแสนดูดดื่มของเขาต่อหน้าเธอโดยไม่คิดจะอาย

ทั้งคู่มอบจุมพิตให้กันอย่างดูดดื่มอยู่พักใหญ่ก่อนที่ภาคิมจะค่อยๆ ผละใบหน้าออกมา แต่อุษามณีนั้นกลับพยายามเกี่ยวกระหวัดเรียวลิ้นของเขาเอาไว้เหมือนไม่อยากให้จุมพิตอันแสนเร่าร้อนครั้งนี้จบลง

          “ฝากมัดจำไว้ก่อน ส่วนที่เหลือผมจะไปคิดบัญชีต่อคืนนี้”

ชายหนุ่มจ้องตาคู่ควงด้วยประกายตาพราวระยับสื่อความหมายอย่างรู้ใจชวนให้คนถูกมองเกิดจินตนาการอันแสนวาบหวามราวกับถูกเขาโลมไล้ไปทั่วกายก็ไม่ปาน อุษามณีตระหนักดีว่าบทรักของผู้ชายที่ชื่อภาคิมนั้นเร่าร้อนมากแค่ไหน ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ขึ้นเตียงกับเขาแล้วจะไม่ติดใจและวอนขออีก เขาไม่จำเป็นต้องซื้อเซ็กซ์ด้วยเงินก็มีคนที่พร้อมจะทอดกายให้เชยชมเพียงแค่เขาขยิบตา ขนาดเธอเองเป็นผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าคาสโนวีเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่นยังทำท่าว่าจะหมดลายเมื่อมาเจอภาคิม ดังนั้นพอเขาบอกว่าจะไปหา อุษามณีจึงรู้สึกไม่ต่างอะไรกับปลากระดี่ที่กำลังจะได้น้ำ

          “ถ้าอย่างนั้นษากลับก่อนนะคะ คุณจะได้ทำงาน แล้วอย่าลืมไปคิดบัญชีกับษานะคะ ถ้าลืมษาจะเป็นฝ่ายคิดบัญชีคุณเอง ไม่ใช่แค่ต้นแต่จะเป็นแบบทบต้นทบดอก”

          อุษามณีบอกลาเสียงหวาน ดวงตาที่แต่งเติมด้วยมาสคาราสีเข้มยังคงปรือปรอยด้วยอารมณ์พิศวาสที่ถูกภาคิมจุดขึ้น ก่อนจะเดินนวยนาดอวดบั้นท้ายงอนงามออกไปจากห้อง

ภาคิมเหลือบตามองมายังใบหน้าหวานละมุนของวิโรษณาที่ยังคงแดงก่ำแล้วก็ต้องหัวเราะร่วนอย่างขบขัน วิโรษณาจึงถลึงตาใส่อย่างโกรธๆ นี่เขาเห็นเธอเป็นตัวตลกหรือยังไง!

“ถ้าคุณจะทำอะไรเป็นการส่วนตัวในห้องนี้ บอกให้ดิฉันออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้นะคะ”

“เธอเองก็ชอบดูไม่ใช่เหรอเห็นนั่งจ้องตาแทบไม่กะพริบ” ใบหน้าหล่อเหลายังเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่สามารถกลั่นแกล้งให้วิโรษณาหน้าร้อนได้

          “ดิฉันไม่ได้จ้อง คุณเองต่างหากที่ทำอะไรไม่รู้จักอาย” วิโรษณาย้อนเขาเสียงหมิ่นๆ

          “ไม่เห็นมีอะไรน่าอายเลยนี่ก็แค่กอดจูบยังไม่ได้ลูบคลำและถอดเสื้อผ้าเสียหน่อย เธอก็น่าจะรู้ดีนี่ว่าขั้นตอนแบบนี้มันมีอะไรบ้าง” ภาคิมพูดหน้าตาย ในขณะที่ดวงตาคู่คมเต้นระริก รู้สึกสนุกอย่างที่ตัวเองก็คิดไม่ถึงกับการได้ยั่วเย้าเด็กสาวของผู้เป็นพ่อ ทั้งๆ ที่ไม่ชอบหน้าเธอสักนิด

          “คุณภาคิม!” วิโรษณาตวัดเสียงสูงด้วยโทสะ ใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอายระคนกัน

          “เรียกฉันเสียงดังขนาดนั้นอยากให้ฉันสานต่อเรื่องที่เราค้างคากันอยู่เมื่อกี้ใช่ไหม หรือว่าดูเลิฟซีนของฉันแล้วเกิดอารมณ์ร่วม”

          “กรุณาอย่ามาเหมารวมเรื่องพรรค์นั้นกับดิฉัน”

          “งั้นรึ” ภาคิมหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ฉันว่าความจริงเธอเองก็คิดเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต้องสร้างภาพก็ได้ เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาออกจะตายไป”

“ขอโทษเถอะค่ะ ดิฉันไม่ได้ฝักใฝ่เรื่องแบบนี้เหมือนคุณ”

“เอาละเลิกต่อปากต่อคำกับฉันและทำงานต่อได้แล้ว” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงในแบบผู้ดี

“คนหื่น คิดแต่เรื่องพรรค์นั้น บ้าที่สุด...” เสียงหวานบ่นอุบอิบในลำคอ ก่อนจะก้มหน้าลงมองเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่ค่อยจะรู้รายละเอียดนักเพราะภาคิมยังไม่ได้บอกว่าเขาต้องการให้เธอทำอะไรบ้างจึงได้แต่นั่งอ่านเอกสารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดโต๊ะ

ดวงตากลมโตชำเลืองมองไปทางโต๊ะของภาคิมอย่างไม่ได้ตั้งใจ และก็อดทึ่งไม่ได้เมื่อเห็นว่ายามนี้ใบหน้าหล่อคมนั้นดูเงียบขรึมเอาจริงเอาจังกับงานตรงหน้าผิดกับบุคลิกยียวนเจ้าเล่ห์และเอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจเหมือนที่เขาแสดงให้เธอเห็นอยู่บ่อยๆ

สาวน้อยรีบเบนสายตาหนีเมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรจะมองเขานานเกินไป หากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรจึงได้แต่นั่งนิ่งๆ อยู่อย่างนั้นจนถึงเที่ยงจึงแยกตัวไปรับประทานอาหารกับอรชาเลขานุการของอยุทธ์ ซึ่งร้านที่ทั้งสองเลือกนั้นเป็นร้านอาหารใกล้ๆ กับทีเอ็นทาวเวอร์นั่นเอง

“ไปทำงานกับคุณภาคิมเป็นยังไงบ้างปุ้ม” อรชาเอ่ยถามขณะกำลังรับประทานอาหารกลางวัน

“ปุ้มยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยค่ะคุณอรชา” สาวน้อยตอบหน้าเจื่อนๆ เพราะช่วงครึ่งวันเช้าเขาไม่ได้สอนอะไรเลยนอกจากแสดงฉากเลิฟซีนกับคู่ควงของเขาให้เธอดู

“คุณภาคิมคงยังไม่มีเวลาว่างมาสอนละมั้ง ปุ้มไม่ต้องห่วงนะ พี่รับรองว่าปุ้มทำงานกับคุณภาคิมไม่นานปุ้มก็จะเก่งเอง คุณภาคิมเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงทำงานเก่งมากทีเดียว อีกไม่นานนี้คงก้าวขึ้นมาแทนท่านประธานแล้ว” น้ำเสียงของอรชาเต็มไปด้วยความชื่นชม

“แล้วคุณลุง เอ่อ ท่านประธานจะไปไหนเหรอคะ”

“ท่านเตรียมจะวางมือแล้วละจ้ะ”

วิโรษณาพยักหน้าและฟังอรชาเล่านั่นเล่านี่ไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน วิโรษณาคิดว่าตัวเองโชคดีที่อรชาเอ็นดูเธอ อรชาเป็นคนทำงานเก่งและวางตัวดีสมกับที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเลขานุการของประธานธนากิจกรุ๊ป

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็กลับเข้ามาในทีเอ็นทาวเวอร์ วิโรษณาแยกตัวเข้าไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ค่อยรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาบ้างเพราะภาคิมยังไม่กลับมา

ภาคิมกลับเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้งในเวลาเกือบบ่ายโมง วิโรษณาได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งว่าถึงแม้ภาคิมจะเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นถึงทายาทเจ้าของบริษัทแต่เขาก็มีระเบียบวินัยตรงต่อเวลาไม่เคยเข้างานสายจึงไม่แปลกเลยที่อรชาจะออกปากชมไม่ขาดปาก

ในช่วงบ่ายภาคิมเริ่มสอนงานบางอย่างให้กับวิโรษณาทำให้เธอรู้รายละเอียดต่างๆ และเข้าใจงานมากยิ่งขึ้น การเป็นเลขานุการของภาคิมนอกจากจะต้องจัดทำเอกสารให้เจ้านายแล้วยังต้องเป็นด่านหน้าที่ต้องติดต่อประสานงานกับแผนกต่างๆ ก่อนที่จะรายงานให้เขารับทราบ

วิโรษณาเริ่มยุ่งกับงานจนแทบจะไม่มีเวลาว่าง พอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาอีกทีก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว มือเรียวเล็กเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทางเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่อยุทธ์เดินเข้ามาในห้องทำงานของภาคิมพอดี

“เป็นยังไงบ้างหนูปุ้มยุ่งมากไหม” อยุทธ์เอ่ยถาม แต่ก็ทำให้ภาคิมปรายตามองและเงี่ยหูฟังอย่างไม่ค่อยชอบใจนักที่ได้ยินบิดาให้ความสนใจกับวิโรษณามากเกินปกติ

“ก็ยุ่งนิดหน่อยค่ะคุณลุง”

“เดี๋ยวก็ปรับตัวได้เอง ปุ้มของลุงเก่งอยู่แล้ว แล้วนี่จะกลับหรือยัง”

“ค่ะคุณลุง”

“ถ้าอย่างนั้นกลับพร้อมลุงเลยนะ ลุงจะแวะไปสถานสงเคราะห์พอดี” อยุทธ์เอ่ยชวน

“เห็นทีจะไม่ได้หรอกครับคุณพ่อ เพราะวิโรษณาทำงานให้ผมยังไม่เสร็จ” ภาคิมแทรกขึ้นแล้วหันไปพูดกับวิโรษณาด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง “เธอต้องอยู่ทำโอเวอร์ไทม์จนกว่างานที่ฉันสั่งจะเสร็จ”

“งานอะไรเหรอคะ ดิฉันทำเสร็จหมดแล้วนี่คะ” ใบหน้าสวยหวานหันไปมองเจ้านายตัวเองอย่างงงๆ

“ก็งานที่ฉันกำลังจะสั่งอยู่นี่ไง หรือเธอจะไม่รับผิดชอบงานแล้วหนีกลับบ้านก่อน” ภาคิมพูดห้วนๆ

“ถ้าอย่างนั้นคุณลุงกลับก่อนเถอะนะคะ ถ้างานเสร็จแล้วปุ้มถึงจะกลับค่ะ ปุ้มไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ” วิโรษณาย้อนให้บ้างก่อนจะหันไปทางอยุทธ์อย่างเกรงใจ “ยังไงปุ้มฝากบอกครูแก้วด้วยนะคะ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ แล้วลุงจะบอกครูของปุ้มให้นะ”

“ขอบคุณค่ะ”

 พออยุทธ์ออกไปพ้นห้อง ภาคิมก็หันขวับมามองวิโรษณาด้วยสายตาดุๆ วิโรษณาถอนหายใจเบาๆ พยายามจะไม่ปะทะกับเขาในตอนนี้เพราะเธออยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

“คุณจะให้ดิฉันทำอะไรก็บอกมาเลยค่ะ”

“คงจะผิดหวังมากละสิที่ไม่ได้นั่งรถหรูๆ กลับพร้อมพ่อฉัน” เสียงทุ้มถามยวนๆ จนอีกฝ่ายต้องตวัดตามองด้วยความฉุนเฉียว

“กรุณาอย่ามาหาความดิฉัน!

“ฉันนี่นะหาความเธอ” เสียงเขาตวัดสูงและกระด้างขึ้น “ท่าทางหน้าเธอมันฟ้องจะตายว่าไม่พอใจที่ไม่ได้กลับกับพ่อฉัน”

          สาวน้อยถอนหายใจอย่างอดทน “คุณมีอะไรให้ดิฉันทำก็รีบบอกมาเถอะนะคะ”

          “จะรีบไปไหนล่ะวิโรษณา ฉันรับรองว่างานที่ฉันจะสั่งให้เธอทำมันมากมายเสียจนเธอกลับไปไม่ทันพ่อฉันแน่ๆ”

และก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่าเพราะหลังจากนั้นภาคิมก็สั่งให้วิโรษณาทำนั่นทำนี่จนเวลาล่วงเลยไปเกือบสามทุ่มเขาจึงเลิกสั่ง สาวน้อยทำงานด้วยความอดทนและพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ไข กว่างานทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ

“คุณต้องการอะไรอีกหรือเปล่าคะ” เสียงหวานเอ่ยถามหลังจากเอาเอกสารชิ้นสุดท้ายไปวางให้เขาที่โต๊ะ

“ไม่แล้ว เธอไปเก็บของเถอะ”

“ค่ะ” วิโรษณากลับไปเก็บของอีกครั้ง เมื่อเสร็จแล้วก็หยิบเอากระเป๋าขึ้นมาสะพายเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงทุ้มดังขึ้นเสียก่อน

“เธอจะกลับยังไง?

“กลับรถเมล์ค่ะ”

“ไปกับฉัน เดี๋ยวฉันจะไปส่งเอง” ภาคิมบอกห้วนๆ คล้ายไม่เต็มใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันกลับเองได้” วิโรษณาปฏิเสธเพราะจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันภาคิมเอ่ยปากนัดกับผู้หญิงของเขาว่าจะไปหา อีกอย่างการนั่งรถไปกับเขาสองต่อสองก็คงเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดไม่น้อยเพราะลำพังแค่อยู่ในห้องทำงานด้วยกันมาทั้งวันก็มากเกินพอแล้ว

“เธอไม่ต้องมาท่ามาก ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะไปส่งเธอหรอกแต่นี่มันดึกมากแล้ว ถ้าเธอถูกฉกชิงวิ่งราวหรือถูกฉุดไปข่มขืนขึ้นมา คุณพ่อคงจะเล่นงานฉันหนักที่ปล่อยให้เด็กของท่านได้รับอันตราย”

“ดิฉันดูแลตัวเองได้ค่ะ” หญิงสาวชูคอตอบด้วยใบหน้าที่เชิดขึ้น “รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณเดือดร้อน”

“ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหมวิโรษณาว่าไม่ชอบผู้หญิงอวดดี หรือเธอลืมว่าการอวดดีกับฉันเธอจะได้รับการลงโทษอย่างไร” ภาคิมพูดด้วยน้ำเสียงเผด็จการพลางหรี่ตาลงมองราวกับจะย้ำเตือน ก่อนจะเดินนำออกจากห้อง ทำให้วิโรษณาไม่มีทางเลือก ถ้าเขาทำอะไรเหมือนอย่างที่เขาขู่จริงๆ คงไม่มีใครช่วยเธอได้เพราะตอนนี้ตึกทั้งตึกมีเพียงภาคิมกับเธอและพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งประจำอยู่ที่ชั้นล่างเท่านั้น

          การจราจรบนท้องถนนของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเกือบห้าทุ่มเบาบางมากแล้ว หากทว่ารถของภาคิมยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างค่อนข้างเอื่อยเฉื่อยคล้ายไม่ได้เร่งรีบจะไปไหนต่อ

          “เธอต้องการเท่าไหร่” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

          “คุณหมายถึงอะไรคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัย “กรุณาขยายความด้วยค่ะ”

          “เธอนี่เป็นคนที่ตีหน้าซื่อได้เก่งที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยนะ” ใบหน้าหล่อคมหันมาพลางทำเสียงหยันๆ

          “ดิฉันไม่เข้าใจว่าคุณต้องการจะพูดอะไรกับดิฉัน กรุณาบอกมาตรงๆ ดีกว่าค่ะ” เธอหันขวับมามองตอบและโต้ด้วยน้ำเสียงคล้ายจะไม่พอใจเช่นกัน

          “เธอต้องการเท่าไหร่เพื่อแลกกับการไปจากพ่อฉัน” ภาคิมเน้นประโยคนั้นอย่างชัดเจนทุกถ้อยคำ

วิโรษณาฉุนกึก มือเล็กกำเข้าหากันอย่างเจ็บใจเมื่อได้ยินชัดเจนเต็มสองหูว่าภาคิมกำลังจะเอาเงินฟาดหัวเธอ! สาวน้อยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตอบเขาไปด้วยความเยือกเย็น

“คุณคิดว่าค่าตัวของคุณลุงมากสักเท่าไหร่ล่ะคะ”

“ฮึ!” ภาคิมทำเสียงหยันในลำคอเมื่อคิดว่าเด็กสาวคนนี้ซื้อได้ด้วยเงินจริงๆ ตามที่เขาคิด “เธออยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามา หนึ่งล้านพอไหม”

“หนึ่งล้านเหรอคะ” วิโรษณาแกล้งพูดยั่วเหมือนตัวเองเป็นต่อ ทั้งๆ ที่เจ็บแสนเจ็บที่ถูกคนอย่างภาคิมดูถูก “กิจการของธนากิจกรุ๊ปมีมูลค่าร่วมๆ หมื่นล้าน ดิฉันรอขอจากคุณลุงจะไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“เธอนี่ฉลาดกว่าที่ฉันคิดนะ เป็นอันว่าเธอจะไม่รับข้อเสนอของฉันเพราะอยากจะได้อะไรที่มันมากกว่านั้นใช่ไหม” ภาคิมพูดเสียงต่ำ หรี่ตามองใบหน้านวลของคนอวดดีผ่านแสงสลัว ในขณะที่โทสะแล่นขึ้นเป็นริ้วๆ

“ใช่ค่ะ เงินของคุณไม่สามารถบังคับดิฉันได้” วิโรษณาตอบเสียงแข็ง คางเล็กๆ เชิดขึ้นก่อนจะเมินหน้าหนีไปทางอื่นแต่แล้วก็ต้องหันขวับกลับมามองเขาอย่างตกใจเมื่ออยู่ๆ ภาคิมก็หักพวงมาลัยเข้าข้างทางพร้อมกับเบรกรถอย่างกะทันหันจนเธอหัวคะมำไปข้างหน้าจนเกือบจะโขกกับคอนโซลรถ มือใหญ่ดึงเบรกมือขึ้นปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยของเธอออก ก่อนจะตะปบต้นแขนกลมกลึงทั้งสองข้างกระชากเข้าไปหาเต็มแรง

“ปล่อยฉันนะคุณภาคิม!” ดวงตากลมโตมองเขาอย่างเขียวขุ่น ทั้งๆ ที่หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวไม่เป็นส่ำด้วยความตื่นตระหนก

“แน่ใจใช่ไหมวิโรษณาว่าจะไม่ทำตามข้อเสนอของฉัน” ภาคิมถามเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบฉายแววเหมือนเปลวเพลิงจากอเวจีที่กำลังลุกโชนก็ไม่ปาน

“ไม่ค่ะ” ถึงจะกลัวแต่วิโรษณาก็ยังเชิดคางขึ้นอย่างถือดี

“งั้นก็ดี ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าคุณพ่อรู้ว่าเธอเป็นเมียฉันแล้วจะยังอยากได้เธออยู่อีกไหม” ชายหนุ่มพูดเสียงกร้าว ใบหน้าถมึงทึง วิโรษณาถึงกับผงะเมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่มผ่านแสงไฟที่สาดส่องเข้ามาในรถ

“อย่าทำอะไรฉันนะคุณภาคิม”

“ในเมื่อพูดดีๆ เธอไม่ฟังเองก็ช่วยไม่ได้นะวิโรษณา”

จบคำร่างบางก็ถูกวงแขนแกร่งตวัดกอด แล้วบดขยี้ริมฝีปากจูบไปทั่วใบหน้างดงามอย่างรุนแรงป่าเถื่อน ร่างเล็กดิ้นรนสุดเรี่ยวแรง พยายามเบี่ยงใบหน้าหลบการระดมจูบของเขาเป็นพัลวันแต่ไม่ว่าจะหลบยังไงจมูกและปากของเขาก็ตามติดไม่ห่าง

“อย่านะคะคุณภาคิม...หยุดค่ะ...” เสียงหวานหวีดร้องออกมาดังระงมรถอย่างประหวั่นพรั่นพรึง แต่ภาคิมไม่คิดจะฟังแม้แต่น้อย

มือใหญ่อีกข้างไต่ลงมาที่เอวและดึงชายเสื้อของเธอจนหลุดออกจากขอบกระโปรง จากนั้นก็สอดลอดเลื้อยเข้าไปใต้ชายเสื้อตัวสวย ประกบฝ่ามือลงครอบครองทรวงอกอวบอิ่มคู่สวยแล้วเคล้าคลึงอย่างป่าเถื่อนปราศจากการทะนุถนอมหรืออ่อนโยนโดยสิ้นเชิง

“กรี๊ดด!!

วิโรษณากรีดร้องเสียงหลงอย่างตกใจสุดขีด พยายามใช้มือผลักไหล่หนาเขาออกห่างแต่ภาคิมแข็งแรงยิ่งนักเพราะผลักเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมไหวติงซึ่งไม่ต่างอะไรกับการผลักกำแพงเลยแม้แต่นิด

ชายหนุ่มรู้สึกรำคาญยิ่งนัก เขารวบมือเล็กทั้งสองข้างของเธอไว้ด้วยมือข้างเดียวของเขาแล้วตรึงไว้กับเบาะรถ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งเลื่อนมาแกะกระดุมเสื้อของวิโรษณาออกทีละเม็ดจนหมดแถวโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที จมูกและปากร้อนๆ ตะโบมจูบลงมาตามลำคอขาวระหงและต่ำลงอย่างหยาบคายป่าเถื่อน ร่างน้อยหมดปัญญาจะต่อต้าน อารมณ์เขารุนแรงเหมือนน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกรากกวาดพัดเอาทุกสิ่งลงไปอย่างบ้าคลั่ง

มือใหญ่จับบราเซียร์ตัวจิ๋วให้ร่นขึ้น ใบหน้าหล่อคมซุกซบลงมาหาอกอิ่มขาวเนียนจากนั้นลิ้นอุ่นก็ตวัดเป็นวงเล็กๆ รอบยอดอกสีชมพูจนส่วนนั้นผลิบานชูชันรับสัมผัสของเขา ริมฝีปากร้อนผ่าวแบบบุรุษจึงครอบลงไปอย่างไม่รีรอ

 “อย่า!

วิโรษณากรีดร้องพลางดิ้นสุดเรี่ยวสุดแรงด้วยความตกใจกลัวและซ่านสยิวระคนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกบุรุษรุกรานประชิดตัวล้ำลึกถึงเพียงนี้ ซ้ำร้ายเขายังเป็นบุรุษที่รุกรานเธอด้วยความเกลียดชัง สัมผัสของเขาเต็มไปด้วยความรุนแรงและดิบเถื่อน

ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ร่างเล็กชาดิกไปทั่วร่างแล้วแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนปวกเปียกเหมือนเนยเหลวโดนไฟลน หมดเรี่ยวแรงจะต้านเขาเมื่อถูกลิ้นร้อนรุกรานบริเวณจุดอ่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เธอรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แล้วในที่สุดก็หมดสติลงจริงๆ

 “วิโรษณา...” เขาเรียกเธอเมื่อคนที่ดิ้นอย่างแสนพยศอยู่เมื่อครู่นี้นิ่งไปเฉยๆ

ชายหนุ่มค่อยๆ ผละออกมาจากความหวานตรงหน้าอย่างแสนเสียดาย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมต้องเสียดาย ทั้งๆ ที่ตัวเองทำไปเพราะอารมณ์ที่ต้องการเพียงอยากเอาชนะเท่านั้น

มือใหญ่จับร่างเล็กให้นั่งพิงพนักบนเบาะแล้วจัดการดึงบราเซียร์สีหวานลงมาที่เดิมก่อนจะติดกระดุมเสื้อตัวนอกที่ตัวเองเพิ่งจะเป็นคนถอดให้จนเรียบร้อย

ดวงตาคมเข้มจ้องมองใบหน้าเนียนใสที่ถูกไฟจากเสาต้นสูงส่องสะท้อนเข้ามา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากมน เขาปรับแอร์ของรถยนต์ให้เย็นเฉียบมากยิ่งขึ้น แรงดิ้นของเธอเมื่อครู่นี้ทำให้ผมที่รวบไว้หลุดลุ่ยลงมาเคลียสองข้างแก้ม กลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินออกมาจากผมนุ่มสลวยของเธอจนภาคิมอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบผมสลวยเล่นอย่างไม่รู้ตัว

ปลายนิ้วแข็งเลื่อนมาสัมผัสแก้มนวลอุ่นละเอียด ดวงตาคู่คมไหวระริกเมื่อหลุบมองริมฝีปากจิ้มลิ้มของเธอที่เผยอขึ้นนิดๆ เหมือนกำลังวอนขอให้เขาจุมพิตอีกครา ชายหนุ่มค่อยๆ โน้มหน้าลงไปหาแตะเบาๆ ก่อนจะรีบผละใบหน้าออกมาระบายลมหายใจและสบถออกมาอย่างหงุดหงิดตัวเองเมื่อความเป็นหนุ่มถูกปลุกให้กระเจิดกระเจิงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่

          “โธ่เว้ย!

เวลาผ่านไปหลายนาที แพขนตางอนยาวขยุกขยิกท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ดวงตาคู่สวยหันไปมองรอบๆ อย่างงงๆ สติสัมปชัญญะที่หายไปค่อยๆ กลับคืนมา

“ฟื้นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นใกล้ๆ หูทำให้วิโรษณารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก่อนที่จะหมดสติไป

“คุณภาคิม!” เสียงหวานอุทานชื่อเขาพลางก้มมองสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง แล้วก็ต้องหน้าแดงระเรื่อเมื่อพบว่ามันอยู่ในสภาพเรียบร้อย

สาวน้อยหันขวับมามองเขาด้วยอารมณ์โกรธแทบคลั่งที่เขาล่วงเกินเธออย่างหยาบคายเหมือนผู้หญิงไม่มีราคา ร่างบางถอยร่นไปจนติดประตูแล้วปลดล็อกเพื่อจะลงจากรถแต่เปิดไม่ได้เพราะประตูถูกล็อกจากฝั่งคนขับ

“กรุณาปลดล็อกประตูด้วยค่ะ”

“นั่นเธอจะไปไหน” เสียงทุ้มเอ่ยถาม วิโรษณาคิดว่าตัวเองหูฝาดแน่ๆ ที่รู้สึกว่าเสียงของเขานุ่มนวลลงกว่าเมื่อครู่นี้

“ดิฉันจะกลับบ้าน”

“ก็บอกแล้วว่าจะไปส่ง”

          “ฉันไม่คิดจะร่วมทางกันคนหยาบคายแบบคุณอีกต่อไป” สาวน้อยบอกออกมาตรงๆ

          “กลัวฉันเหรอ” เขาถามอย่างยั่วเย้า “ไหนเมื่อกี้ทำเป็นเก่งนัก”

          “กรุณาเปิดประตูให้ดิฉันด้วย” เสียงหวานบอกเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยอาการระวังตัว

ภาคิมยักไหล่นอกจากจะไม่ยอมเปิดประตูให้ตามที่เธอร้องขอแล้วเขายังเปลี่ยนเกียร์แตะคันเร่งและออกรถหน้าตาเฉย วิโรษณาได้แต่ถลึงตามองเขาอย่างเจ็บใจแล้วก็นิ่งเงียบ

ภาคิมรู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่คนข้างๆ เงียบไป แต่เขาก็ไม่ได้ตอแยอะไรเธออีกจนกระทั่งรถแล่นมาจอดที่หน้าสถานสงเคราะห์มือใหญ่จึงปลดล็อกประตูให้

“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เสียงหวานเอ่ยตามมารยาทแม้จะโกรธเขาแค่ไหนก็ตาม

มือบางเอื้อมไปกำลังจะผลักประตูรถออกไปแต่ถูกมือใหญ่รั้งต้นแขนเอาไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวสิวิโรษณา” เขาจับต้นแขนกลมกลึงเอาไว้มั่นและก้มลงจ้องตา ปลายจมูกเฉียดแก้มนวลเพียงนิดเดียว

          “มีอะไรคะ”

“น่าเสียดายนะที่เมื่อกี้ถ้าเธอไม่เป็นลมซะก่อน ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงจะถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” เสียงทุ้มพูดอย่างยั่วเย้าเพื่อทำให้อีกฝ่ายได้อาย

“คุณพอใจมากใช่ไหมที่รังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้ได้! คนเลว! ฉันเกลียดคุณ!” เสียงหวานแผดเสียงใส่เขาดังลั่น แล้วรีบผลักประตูวิ่งเข้าไปในสถานสงเคราะห์โดยไม่เหลียวหลัง

ภาคิมหัวเราะขำๆ รู้สึกอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก เขาจอดรถรอจนกระทั่งวิโรษณาวิ่งลับตาจึงออกรถและเลยกลับบ้านโดยไม่ได้แวะไปหาอุษามณีตามที่นัดเอาไว้ โดยเขาให้เหตุผลกับคู่ควงสาวว่ามีงานด่วน ซึ่งนั่นนับเป็นคืนที่สองที่คาสโนวาอย่างภาคิมปล่อยให้คู่ควงค้างเติ่ง

ร่างบางเดินแกมวิ่งเข้าไปในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าด้วยน้ำตานองหน้า โกรธจนไม่รู้จะทำอย่างไรดีให้หายแค้น นอกจากภาคิมคิดจะเอาเงินฟาดหัวเธอแล้ว เขายังคิดจะปล้ำเธอด้วย คิดแล้วก็น่าตกใจไม่หายถ้าเธอไม่เป็นลมไปเสียก่อน ป่านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้

เท้าเล็กๆ กำลังจะก้าวเข้าไปในห้องนอนแต่คิดได้ว่าถ้าเข้าไปในสภาพนี้ครูแก้วกานดาต้องสงสัยแน่ๆ สาวน้อยจึงยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มให้หมด พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วจึงผลักประตูห้องเข้าไป

“กลับมาแล้วเหรอปุ้ม”

“ค่ะครู”

“เห็นคุณอยุทธ์บอกครูว่าคุณภาคิมให้ปุ้มทำงานล่วงเวลา งานยุ่งมากใช่ไหม” แก้วกานดาเอ่ยถามตามที่อยุทธ์ได้บอกเมื่อตอนเย็น

“ก็ยุ่งนิดหน่อยค่ะครู”

“อดทนหน่อยนะปุ้ม เดี๋ยวคุณภาคิมก็จะเห็นเองว่าปุ้มของครูน่ารักแค่ไหน”

“คงจะยากค่ะครูเพราะเขาไม่ชอบหน้าปุ้มเอาเสียเลย” วิโรษณาบอกอย่างท้อๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เขาเพิ่งจะกระทำกับตนมาหยกๆ

“แล้วนั่นทำไมตาแดงๆ ไม่สบายหรือเปล่า” แก้วกานดาถามอย่างเป็นห่วง

“สงสัยตาจะโดนแอร์เป่ามากเกินไปค่ะครู ถ้าอย่างนั้นปุ้มไปอาบน้ำก่อนนะคะ” สาวน้อยจำต้องโกหกแล้วรีบหลบเข้าไปในห้องน้ำเพราะไม่อยากถูกซักไซ้มากไปกว่านั้น

ดวงตากลมโตมองหน้าแก้มใสอมชมพูของตัวเองผ่านกระจกเงาในห้องน้ำ ใบหน้าสวยหวานร้อนผ่าวเมื่อเห็นร่องรอยแดงเป็นจ้ำเหมือนรอยคิสมาร์กบนคอและเนินอกที่เกิดจากการรุกรานของภาคิม น้ำตาหยดใสๆ ก็ไหลรินออกมาอีกคราเมื่อนึกถึงสัมผัสอันป่าเถื่อนหยาบคายที่เขาได้ยัดเยียดให้ร่างกายของเธอจนสั่นสะท้านและวาบหวามระคนกัน

เขาเกลียดเธอ! เหมือนอย่างที่เธอก็เกลียดเขาเช่นกัน! วิโรษณาบอกกับตัวเองแบบนั้นก่อนจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากแก้มป้อยๆ ราวกับเด็กที่เพิ่งถูกรังแกก็ไม่ปาน

 

คฤหาสน์หลังใหญ่สร้างด้วยหินอ่อนเกือบทั้งหลังที่ตั้งบนอาณาเขตกว้างขวางเกือบสามไร่ในย่านใจกลางกรุง โรงจอดรถคลาคล่ำไปด้วยรถยี่ห้อหรูต่างๆ ที่ผลิตในยุโรปเป็นส่วนใหญ่ สนามหญ้าหน้าบ้านเขียวชอุ่มบ่งบอกว่าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ข้างๆ ตัวคฤหาสน์เป็นสระน้ำใสแจ๋ว รอบๆ อาณาบริเวณมีต้นลีลาวดีหลายต้นที่กำลังออกดอกขาวสะพรั่ง ป้ายด้านหน้าเขียนไว้ว่า คฤหาสน์วัชรเดชา

ร่างสูงสง่าในชุดสูทที่กำลังจะก้าวลงบันไดเพื่อออกไปทำงานต้องชะงักกึก เมื่อมีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วออกมาจากห้องนอนของบิดา

“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วย!

ภาคิมไม่รอช้าเขารีบสาวเท้าไปทางต้นเสียงทันที มือใหญ่ผลักประตูแล้วก้าวพรวดพราดเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มตกตะลึงชั่วขณะ แม่บ้านวัยกลางคนกำลังยืนหน้าซีดตัวสั่น ส่วนบิดาของเขานอนฟุบอยู่หน้าประตูห้องน้ำ

“เกิดอะไรขึ้นครับป้าแจ่ม!?

“คุณท่านหกล้มในห้องน้ำค่ะ ป้าเข้ามาเอาผ้าไปซักก็เห็นท่านอยู่ในสภาพนี้แล้ว” แม่บ้านบอกละล่ำละลักด้วยอาการของคนที่ยังตกใจอยู่ไม่หาย

“โทร.เรียกรถพยาบาลด่วนเลยครับป้า” ภาคิมสั่งเสียงเข้มแล้วรีบปรี่ไปประคองบิดา

“ค่ะๆ” แม่บ้านรับคำแล้วรีบย่ำเท้าลงไปกดโทรศัพท์หาโรงพยาบาลทันที

“คุณพ่อครับ... คุณพ่อ...” ภาคิมพยายามจะเรียกบิดาแต่ท่านก็ยังแน่นิ่ง “อย่าเป็นอะไรนะครับคุณพ่อ” ชายหนุ่มใจหายไม่น้อยเพราะตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยเห็นผู้เป็นพ่อเจ็บหนักแบบนี้มาก่อน

อีกไม่กี่นาทีต่อมารถพยาบาลก็มาจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ เจ้าหน้าที่นำร่างซึ่งไม่ได้สติของอยุทธ์ขึ้นรถพยาบาลและแล่นออกไปโดยเปิดไฟฉุกเฉินขอทางโดยมีภาคิมขับรถตามไปติดๆ

โรงพยาบาลที่อยุทธ์ถูกนำส่งนั้นคือโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่เขามีหุ้นส่วนอยู่โดยเจ้าของนั้นคือนายแพทย์พนมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับอยุทธ์นั่นเอง

          อยุทธ์ถูกพาตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ภาคิมที่ตามมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกันยืนรออยู่หน้าห้อง ทันทีที่ทีมแพทย์และพยาบาลกรูกันเข้าไปภาคิมก็เอ่ยปากฝากบิดากับนายแพทย์พนมซึ่งมาดูแลอาการของเพื่อนรักด้วยตัวเอง

          “ผมฝากคุณพ่อด้วยนะครับคุณอา”

          “ไม่ต้องห่วงนะคิม อาจะดูแลอยุทธ์ให้ดีที่สุด”

          “ขอบคุณครับ”

          จากนั้นภาคิมก็ได้แต่เดินสลับกับนั่งอย่างกระวนกระวายอยู่หน้าห้อง บ่อยครั้งที่เขามองไปยังหน้าประตูโดยหวังว่ามันจะถูกเปิดออกมาเสียที จนกระทั่งอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาประตูก็เปิดออกโดยนายแพทย์พนมซึ่งอยู่ในชุดเสื้อกาวน์สีขาว ภาคิมรีบลุกขึ้นจากม้านั่งและตรงเข้าไปหาทันที

          “เป็นยังไงบ้างครับคุณอา”

          “พ่อของหลานปลอดภัยแล้วนะ แต่...” ถึงจะบอกว่าอยุทธ์ปลอดภัยแล้วแต่สีหน้าของนายแพทย์พนมก็ยังไม่ค่อยดีนักทำให้ภาคิมต้องรีบถามต่อ

          “มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ”

          “คือศีรษะของอยุทธ์กระแทกกับพื้นอย่างแรง อยุทธ์อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกล่าง”

          “ว่าไงนะครับคุณอา!” ภาคิมชาวาบไปทั้งร่างเมื่อได้ยินประโยคนั้น

          “แต่ไม่ต้องห่วงนะคิม พ่อของหลานมีโอกาสหายถ้าได้รับการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงนี้ห้ามเครียด ห้ามทำงานเด็ดขาด”

          “แล้วต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

          “อาเองก็ยังให้คำตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการต่อสู้ของอยุทธ์ด้วย”

          “อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง ขอบคุณครับอา ขอบคุณจริงๆ” คำบอกเล่าของหมอค่อยทำให้ภาคิมใจชื้นขึ้นมาบ้าง

          “ตอนนี้อยุทธ์ฟื้นแล้ว หลานเข้าไปเยี่ยมเถอะ” นายแพทย์พนมขยับเข้ามาตบไหล่ภาคิมเบาๆ ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาก่อนจะรีบก้าวเข้าไปเยี่ยมบิดา

          “คุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ”

          “ทำไมพ่อขยับขาไม่ได้เลยล่ะคิม” อยุทธ์เอ่ยถามลูกชายด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

          “ไม่ต้องห่วงนะครับพ่อ อาพนมบอกว่าอีกไม่นานพ่อก็จะขยับได้เหมือนเดิมแค่ทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องเท่านั้น” ภาคิมเอ่ยปลอบคนเป็นพ่อด้วยเข้าใจดีว่าผู้ชายที่เคยยิ่งใหญ่เป็นถึงเจ้าอาณาจักรธุรกิจอย่างอยุทธ์จะต้องทำใจไม่ได้แน่ๆ หากรู้ว่าตัวเองต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์แบบนี้

          “หมายความว่ายังไงคิม พ่อจะพิการอย่างนั้นหรือ”

          “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับคุณพ่อ อีกไม่นานคุณพ่อก็จะหายเป็นปกติครับ และงานที่บริษัทพ่อก็ไม่ต้องห่วงนะครับผมดูแลได้”

          “แต่พ่อจะหายเหมือนเดิมใช่ไหมคิม”

          “หายสิครับ อาหมอรับรองว่าพ่อต้องหายแน่ๆ”

          “คิมคงจะเหนื่อยน่าดู ไหนจะต้องดูแลพ่อ ไหนจะต้องดูแลงานที่บริษัทอีก” อยุทธ์เอ่ยอย่างกังวล

          “ผมจะจ้างพยาบาลมาช่วยดูแลพ่อในช่วงที่ผมไปทำงานนะครับ”

          “ไม่ต้องหรอกลูก คิมช่วยบอกหนูปุ้มให้ย้ายมาอยู่บ้านเรา มาช่วยดูแลพ่อก็พอ”

          “คุณพ่อว่าไงนะครับ” ภาคิมอุทานเสียงสูง แม้แต่ในยามเจ็บหนักขนาดนี้พ่อของเขาก็ยังร่ำร้องหาแต่วิโรษณา

          “เดี๋ยวพ่อจะพูดกับครูแก้วกานดาผู้ปกครองของหนูปุ้มเอง”

          “แต่คุณพ่อครับ เด็กนั่นไม่ใช่พยาบาล เขาจะดูแลคุณพ่อได้ยังไง อีกอย่างเขาก็ต้องช่วยงานผมนะครับคุณพ่อ” ภาคิมค้านหัวชนฝา ตอนที่อยุทธ์ให้วิโรษณามาทำงานด้วยเขาก็เซ็งมากแล้วแต่นี่ถึงขนาดจะให้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยมันชักจะมากเกินไปแล้ว

          “ถ้าคิมห่วงเรื่องนั้นก็จ้างพยาบาลมาช่วยดูแลพ่อในช่วงกลางวันก็ได้ หลังเลิกงานและวันหยุดก็ให้เป็นหน้าที่ของหนูปุ้ม”

          ภาคิมระบายลมหายใจออกมาแรงๆ เพราะไม่สามารถจะหาเหตุผลใดๆ มาแย้งบิดาได้อีก เขาจัดการทำเรื่องย้ายอยุทธ์ไปห้องพิเศษ จ้างพยาบาลดูแลชั่วคราว ก่อนจะขอตัวไปทำงาน

 

          เช้านี้ใบหน้าของวิโรษณาไม่สดใสเหมือนเคย ขอบตาหมองคล้ำคล้ายคนอดนอนเพราะเมื่อคืนเธอนอนร้องไห้เกือบค่อนคืน

เมื่อมาถึงห้องทำงานคิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่นด้วยความแปลกใจเพราะวันนี้ภาคิมมาทำงานสาย ทั้งๆ ที่เมื่อวานเธอเพิ่งจะแอบชมเขาอยู่หยกๆ ว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยและตรงต่อเวลา

          ภาคิมมาถึงที่ทำงานในเวลาเกือบสิบโมงเช้า ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมสลับกับบดกรามแน่นคล้ายกำลังโกรธใครมา ดวงตาคู่คมไหวระริกเล็กน้อยเหมือนจะหัวเราะเมื่อเห็นวิโรษณาใส่เสื้อปิดถึงคอ แต่เพียงครู่เดียวใบหน้าหล่อเหลาก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยจนวิโรษณาปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

เขาเดินเลยไปนั่งที่โต๊ะทำงานโดยไม่ได้ทักทายเธอแต่อย่างใด วิโรษณาได้แต่แอบมองเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยถาม เพราะปกติเขาก็ไม่ชอบหน้าเธออยู่แล้ว มิหนำซ้ำเรื่องเมื่อคืนมันยังแจ่มชัดในสมองเกินกว่าจะมองหน้าเขาได้โดยไม่คิดอะไร

จนกระทั่งถึงเที่ยงภาคิมก็ลุกขึ้นเดินมาหาวิโรษณาที่โต๊ะทำงาน มือซุกลงในกระเป๋ากางเกงก่อนจะสั่งเสียงห้วนๆ

          “เก็บของแล้วออกไปทานข้าวกลางวันกับฉันเดี๋ยวนี้”

“แต่ดิฉันมีนัดกับคุณอรชาแล้วนะคะ”

“มีก็ไปบอกเลิกนัดสิ”

“แล้วทำไมดิฉันต้องทำอย่างนั้นด้วย”

“เพราะนี่คือคำสั่งของฉัน” ภาคิมสั่งเสียงกระด้าง

“แต่นี่มันเวลาพักนะคะไม่ใช่เวลางาน คุณไม่มีสิทธิ์สั่งดิฉัน” หญิงสาวไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

ภาคิมเลิกต่อปากต่อคำกับเธอแค่นั้น วิโรษณาคิดว่าเขาคงยอมแพ้ แต่เธอคิดผิดถนัดเพราะร่างสูงก้าวพรวดเข้ามาหา แล้วกระชากข้อมือเล็กๆ ให้ลุกขึ้น พลางกึ่งลากกึ่งดึงพาไปที่โต๊ะทำงานของอรชาทันที

“วันนี้ผมขอยืมตัววิโรษณานะครับคุณอรชา”

“เอ่อ... ค่ะตามสบายค่ะ”

มือหนาแข็งแกร่งยังกำข้อมือเล็กไว้แน่นโดยไม่ยอมปล่อย วิโรษณาหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายต่อสายตาอรชาและพนักงานคนอื่นๆ ที่มองมาอย่างสนใจและอยากรู้อยากเห็น

“ปล่อยดิฉันนะคะคุณภาคิม”

“ถ้าเธอฟังฉันดีๆ แต่แรก ฉันก็คงไม่ต้องทำแบบนี้หรอก”

มือเล็กพยายามจะบิดออกจากการเกาะกุมของเขาแต่ก็ไม่สำเร็จ โชคยังดีที่เขาใช้ลิฟต์ผู้บริหารไม่อย่างนั้นวิโรษณาคงจะขายหน้ากว่านี้แน่ๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเด็กที่อยู่ในอุปการคุณของผู้เป็นบิดาทำท่าว่าจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยงของเขา ภาคิม วัชรอาชา ผู้ชายที่แสนจะหยิ่งยโสจึงยอมไม่ได้ สู้ให้บิดามีนางบำเรอเป็นร้อยเหมือนกับนางในฮาเร็มของสุลต่านยังจะดีเสียกว่าให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนั้นมาร่วมสกุล เขาสลัดคู่ควงทุกคนทิ้งแทบจะทันทีแล้วหันมามุ่งมั่นกับการกำจัดว่าที่แม่เลี้ยงและจัดการลงทัณฑ์ผู้หญิงไม่เจียมตัวให้รู้สำนึกว่าอย่างมากเธอก็เป็นได้แค่ ‘นางบำเรอ’ เท่านั้น"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha