ทัณฑ์สวาทเมียบำเรอ

โดย: เทียนธีรา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : กรงเล็บซาตาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

            ภาคิมขับรถพาวิโรษณามายังร้านอาหารสไตล์อิตาเลียนแห่งหนึ่งซึ่งบรรยากาศหรูหรามาก มองปราดเดียวเธอก็รู้ว่าราคาของอาหารแต่ละเมนูคงจะแพงน่าดู

          “เราจะมาทานข้าวกันที่นี่เหรอคะ” ปากเล็กๆ อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้

          “แล้วเธอคิดว่าฉันจะพาเธอมาทำอะไรล่ะ” เขาย้อนเสียงเข้ม      

          “ร้านหรูขนาดนี้ฉันไม่มีเงินจ่ายหรอกนะคะ คุณไปทานคนเดียวเถอะเดี๋ยวฉันจะไปหาทานแถวๆ นี้ก็ได้”

          “อย่าเรื่องมากได้ไหมวิโรษณา ฉันไม่ได้จะให้เธอจ่ายตังค์หรอกน่า” พูดจบเขาก็ก้าวลงจากรถและเดินอาดๆ อ้อมมากระชากประตูอีกฝั่งเมื่อสาวน้อยยังไม่ยอมลง มือใหญ่คว้าหมับที่ข้อมือเล็กๆ อย่างถือวิสาสะแล้วลากเข้าไปในร้านอาหารด้วยกันโดยวิโรษณาไม่กล้าขัดขืน

          “อยากทานอะไรก็สั่งได้เลย...” ภาคิมเอ่ยถามเมื่อบริกรมายืนรอรับออร์เดอร์

          “ดิฉัน...ไม่รู้จะสั่งอะไรค่ะ” วิโรษณาตอบออกไปตรงๆ เพราะรายการอาหารแต่ละอย่างล้วนแต่เป็นชื่อที่เธอไม่รู้จัก

          “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะสั่งให้เอง”

ภาคิมหันไปสั่งอาหารกับบริกรสามรายการอย่างคล่องแคล่ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขามาที่นี่บ่อยแค่ไหน คงจะมากับสาวๆ ของเขานั่นละ วิโรษณาสรุปเอาเอง

          หลังจากสั่งอาหารเสร็จดวงตาคมกริบก็จ้องมองใบหน้าเนียนละมุนของเธอตรงๆ ในระหว่างที่รออาหาร สายตาของเขาดูดุๆ พิกลจนวิโรษณาต้องขยับตัวอย่างอึดอัดและยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบเพื่อคลายความเกร็งของตัวเอง

          “คุณมองดิฉันทำไมหรือคะ”

          “ฉันอยากจะรู้น่ะสิว่าเธอมีอะไรดี ทำไมพ่อฉันถึงได้หลงใหลเธอนักหนา”

น้ำเสียงเขาจริงจัง ไม่ได้ยียวนเหมือนอย่างที่วิโรษณาได้ยินอยู่เป็นประจำ

สาวน้อยเบือนหน้าหนี ริมฝีปากเม้มเข้าหากันจนปิดสนิทอย่างขุ่นใจกับคำพูดในลักษณะนี้ แต่ในเมื่อเขาทึกทักเอาเองก็ป่วยการที่เธอจะไปเปลี่ยนความคิดของเขา

          “ไม่รู้สิคะ คงจะเป็นอะไรบางอย่างที่คนอย่างคุณไม่เคยมองเห็นกระมัง” วิโรษณาตอบและมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย

          “อย่ายั่วโมโหฉันนะวิโรษณา!” ภาคิมเสียงขุ่น

          “ดิฉันไม่ได้ยั่วโมโหคุณค่ะ แต่ตอบตามความจริง ดิฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมคุณลุงถึงเอ็นดูดิฉันและก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคุณถึงไม่ชอบหน้าดิฉันด้วย”

          “ฉันบอกให้ไหมล่ะว่าเพราะอะไร” ชายหนุ่มยิ้มหยัน “ก็เพราะเธอมันมารยายังไงล่ะ แกล้งทำตัวไร้เดียงสาปั่นหัวให้ผู้ชายหลงใหลโดยเฉพาะผู้ชายแก่ๆ อย่างคุณพ่อ”

ดวงตาคู่คมกวาดมองต่ำลงไปที่หน้าอกอวบอิ่มซึ่งดันเสื้อขึ้นมาเป็นรูปทรงกลมกลึงอย่างไม่เกรงใจพลางนึกถึงความหอมกรุ่นของผิวเนียนละเอียดของเนื้อแท้บริเวณนั้นที่เขาได้สัมผัสด้วยมือและปากของตัวเองเมื่อคืนนี้

          “คุณภาคิม ที่คุณพูดทั้งหมดคุณกำลังดูถูกคุณลุงนะคะ” วิโรษณาเอ่ยเตือน พวงแก้มเป็นสีแดงระเรื่อกับสายตามันวับแบบนั้นของเขา

          “ดูถูกน่ะสิ ไม่ได้ผิดเลยสักนิดเดียว แต่เท่าที่ฉันพิสูจน์ด้วยตัวเองเมื่อคืนนี้ดูท่าทางเธอจะชอบฉันมากกว่าพ่อของฉันนะ”

          “คุณภาคิม! คนหยาบคาย!” เสียงหวานแหวดังขึ้นอย่างลืมตัว ทำให้แขกโต๊ะอื่นๆ หันมามองอย่างสนใจ

          “แต่เธอก็ชอบผู้ชายหยาบๆ อย่างฉันใช่ไหม” ภาคิมชะโงกหน้าเข้ามากระซิบใกล้ ใกล้จนจมูกแทบจะจรดกันจนวิโรษณาต้องผงะไปข้างหลัง ใบหน้าสวยหวานร้อนวูบด้วยความอับอายกับกิริยาที่ไม่สุภาพที่เขาจงใจปฏิบัติกับเธอ

          “ฉันเกลียดและขยะแขยงคุณมากที่สุดต่างหาก!

          วิโรษณาคว้าเอากระเป๋า ลุกพรวดพราดขึ้นแล้วเดินลิ่วๆ ออกนอกร้านเพื่อไปให้พ้นหน้าเขาและจากสถานการณ์อันน่าขายหน้านั้น ภาคิมรีบหยิบธนบัตรวางไว้บนโต๊ะแล้วก้าวสวบๆ ตามไปติดๆ

          ร่างบางออกมายืนริมฟุตบาทเพื่อรอโบกแท็กซี่แต่โชคไม่เข้าข้างเธอเลย เพราะช่วงนั้นไม่มีแท็กซี่แล่นผ่านแม้แต่คันเดียว ร่างสูงดั่งม้ายูนิคอร์นตามมาทันและกระชากต้นแขนเธอเอาไว้เต็มแรง

          “ปล่อยฉันนะคะคุณภาคิม”

          “แล้วเธอเป็นบ้าอะไรฮะ! อยู่ๆ ก็เดินหนีออกมาแบบนี้ข้าวปลาก็ยังไม่ได้กิน”

          “เชิญคุณกินคนเดียวเถอะค่ะ ดิฉันจะกลับบริษัท” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นตอบอย่างไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้อง เกรงใจ เขาอีกต่อไป เพราะในเมื่อคำคำนี้ไม่เคยมีในพจนานุกรมของผู้ชายที่ชื่อ ภาคิม วัชรอาชา ด้วยซ้ำ!

          “ยังกลับไม่ได้จนกว่าฉันจะอนุญาต” ภาคิมพูดเสียงเข้ม แววตาดุดัน “ฉันสั่งให้เธอกลับไปกินข้าวกับฉันเดี๋ยวนี้”

          “ดิฉันไม่หิว” วิโรษณาเสียงแข็ง ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่ยอมภาคิมอีกต่อไป “เชิญคุณกินคนเดียวเถอะค่ะ”

          “ถ้าอย่างนั้นก็ไปขึ้นรถกับฉัน”

          “ดิฉันจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไร้เหตุผลของคุณอีกต่อไปแล้ว” หญิงสาวเค้นเสียงพูดลอดริมฝีปากอย่างทะนงตน

          “เธอท้าทายฉันเองนะ!

          วิโรษณาหันขวับมองเขา ร่างสูงเข้าประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว สอดลำแขนอันแข็งแรงด้านหนึ่งเข้าใต้เข่าอีกด้านโอบรัดแผ่นหลังเนียนแล้วช้อนอุ้มร่างแน่งน้อยลอยหวือขึ้นในวงแขนแล้วพาเดินอาดๆ ไปที่รถ วิโรษณาได้แต่ตัวแข็งทื่อก่อนจะดิ้นรน มือเล็กๆ กระหน่ำทุบตีบนอกแกร่งไม่ยั้ง

          “ปล่อยฉันนะคุณภาคิม ปล่อย!

          “เธอดิ้นมากนักฉันจะโยนลงบนพื้นเดี๋ยวนี้เลย” ภาคิมขู่ด้วยน้ำเสียงเอาจริง

          “ก็โยนเลยสิ” เสียงหวานท้าทาย

เขายกร่างบางขึ้นสูงและทำท่าว่าจะโยนจริงๆ ทำเอาวิโรษณาร้องกรี๊ดออกมาด้วยความตกใจ มือทั้งสองตวัดโอบรอบคอเขาแน่นเพราะกลัวตก

“อย่านะคุณภาคิม”

          ภาคิมหัวเราะหึๆ อย่างพอใจก่อนจะขู่สำทับอีกรอบ “อย่าท้าฉันอีกไม่อย่างนั้นคราวนี้ฉันจะโยนเธอจริงๆ”

          แม้จะรู้สึกหวั่นใจแต่วิโรษณาก็ไม่ลืมที่จะพยศผยองตามแบบฉบับของตัวเองเหมือนเคย

“คุณไม่มีสิทธิ์ทำกับฉันแบบนี้นะ!

“มีหรือไม่มีฉันก็ทำอยู่นี่ไง”

ภาคิมบอกแค่นั้นก็พาหญิงสาวในอ้อมแขนเดินตรงไปที่รถ พอถึงรถเขาก็เปิดประตูพลางยัดร่างบางลงบนเบาะนั้นราวกับเป็นตุ๊กตาไร้ชีวิตแล้วกระแทกประตูปิดดังโครม ก่อนจะอ้อมไปนั่งฝั่งคนขับ จัดการล็อกประตูทุกด้านปิดโอกาสไม่ให้วิโรษณาหนีไปไหนได้อีก

          รถคันหรูราคาหลายสิบล้านแล่นฉิวออกจากลานจอดรถของร้านอาหารเข้าสู่ถนนใหญ่ วิโรษณาสังเกตว่าไม่ใช่ทางกลับบริษัทจึงหันขวับมาถามเขาด้วยความหวาดหวั่น

          “นี่ไม่ใช่ทางกลับบริษัทนี่คะ คุณจะพาฉันไปไหน”

          “พาไปโรงแรมมั้ง” ภาคิมตอบหน้าตาเฉย

          “ไม่นะคะคุณภาคิม” วิโรษณาหน้าซีดเผือดลงทันที

          “ทำไมล่ะวิโรษณา เธอไม่ดีใจหรอกเหรอที่กำลังจะได้เป็นเมียฉัน เธอก็ได้ยินอุษามณีการันตีด้วยหูตัวเองแล้วนี่ว่าบทรักของฉันดุดันเร่าร้อนและน่าติดใจแค่ไหน” ภาคิมพูดเหมือนอวดตัว ดวงตาคมกล้านั้นเป็นประกายวิ้งวับ

          “ช่างคุณอุษามณีสิ แต่ฉันรังเกียจคุณไม่อยากให้คุณแตะต้องตัวฉัน”

          “จะเก็บความสาวไว้ให้พ่อฉันเชยชมคนเดียวว่าอย่างนั้นเถอะ” ชายหนุ่มทำเสียงเยาะในลำคอ

          “คุณจะคิดอย่างนั้นก็ได้” หญิงสาวตวัดหางตามอง ขณะเชิดคางขึ้นหยิ่งๆ “แต่ฉันจะไม่ยอมให้คุณพาเข้าโรงแรมเด็ดขาด”

          “ถ้าฉันพาเธอไปจริงๆ น้ำหน้าอย่างเธอจะขัดขืนอะไรฉันได้”

          วิโรษณาจ้องหน้าเขาแล้วได้แต่ส่ายหัวไปมาน้อยๆ รูปร่างหน้าตาของเขาหล่อเหลาสมกับเป็นบุรุษทุกประการ แต่ทว่าสิ่งที่เขาพูดและกำลังจะปฏิบัติกับเธอช่างไม่ต่างอะไรกับซาตานที่แสนร้ายกาจ ดวงตาคู่สวยหลุบเปลือกตาลงมองตักตัวเองอย่างหมดหวังและยอมจำนนต่อโชคชะตาที่กำลังเกิดขึ้น

          รถของภาคิมแล่นไปเรื่อยๆ วิโรษณาไม่ได้สนใจว่าเขาจะพาไปที่ไหน จนกระทั่งรถจอดเธอจึงเงยหน้าขึ้นและมองไปรอบๆ หากทว่าบรรยากาศมันไม่เหมือนกับโรงแรมเลยสักนิด เมื่อเหลือบตาขึ้นมองป้ายชื่อก็เห็นว่าที่นี่คือโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

          “คุณพาฉันมาทำอะไรที่นี่คะ”

          “ที่ถามนี่ดีใจหรือเสียใจที่ฉันไม่พาเข้าโรงแรม” เขาถามกลับมาด้วยคำพูดยียวน

          “คุณอยากได้ยินว่าอะไรล่ะคะ”

          “ฉันรู้ว่าเธอคงเสียดายที่พลาดโอกาสจะได้เป็นเมียฉัน เสียใจด้วยนะวิโรษณาเพราะเธอไม่ใช่สเป็กฉัน อีกอย่างฉันไม่อยากแตะผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นเด็กของพ่อฉัน” หลังจากจบวาจาที่แสนร้ายกาจภาคิมก็ยักไหล่พรืด

          “ดิฉันไม่เคยเห็นผู้ชายคนไหนร้ายกาจเท่าคุณมาก่อน” เสียงหวานสบถและรู้สึกเคืองใจในความยโสโอหังของอีกฝ่าย

          “ลงรถแล้วตามฉันมา” เขาสั่งเสียงห้วนทำเอาวิโรษณางุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเขา มือเล็กผลักประตูออกแล้วก้าวลงจากรถเดินตามร่างสูงเข้าไปในโรงพยาบาล

          ภาคิมพาเธอเข้าลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสิบสอง และก้าวนำไปยังห้องพิเศษห้องหนึ่ง เมื่อก้าวเข้าไปในห้องวิโรษณาจึงเห็นว่าคนที่ภาคิมพาเธอมาเยี่ยมเป็นใคร

          “คุณลุง!” เสียงหวานอุทานและปราดเข้าไปที่เตียงคนป่วย เธอมัวแต่ทะเลาะกับภาคิมจึงไม่ทันได้สังเกตว่าเช้านี้อยุทธ์ก็ไม่ได้มาทำงานเช่นกัน

          “คุณลุงเป็นอะไรคะ ขอโทษด้วยนะคะ ปุ้มไม่ทราบเรื่องเลยว่าคุณลุงไม่สบาย”

          “ลุงไม่เป็นไรมากหรอกปุ้ม แค่หกล้มในห้องน้ำแล้วก็เดินไม่ได้ชั่วคราวเท่านั้นเอง” อยุทธ์บอกเสียงอ่อนโยน

          “โธ่คุณลุงขา”

          “ลุงคงไม่ได้ไปทำงานอีกนานเลยละหนูปุ้ม”

          “เดี๋ยวคุณลุงก็หายค่ะ” เสียงหวานบอกอย่างให้กำลังใจ

          “ในระหว่างที่ลุงไม่สบาย ปุ้มย้ายมาอยู่ที่บ้านลุงนะจะได้ช่วยดูแลลุง ตาคิมคงไม่ค่อยมีเวลาดูแลลุงหรอกเพราะต้องทำงานแทนลุง”

          วิโรษณาเหลือบไปมองภาคิมซึ่งยืนกอดอกอยู่อีกฟากของเตียงพบว่าเขาก็มองมาเช่นกัน ดวงตาคู่คมนั้นวาวโรจน์และดุดันคล้ายไม่อยากให้เธอรับปากอยุทธ์

          “ได้ค่ะ ปุ้มเองก็อยากจะดูแลคุณลุงเช่นกัน”

          “ขอบใจปุ้มมาก” อยุทธ์ยิ้มพราย

          “คุณลุงไม่ต้องขอบใจปุ้มหรอกนะคะ เป็นหน้าที่ของปุ้มอยู่แล้วที่จะตอบแทนพระคุณคุณลุง แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำถ้าเทียบกับบุญคุณของคุณลุงที่กรุณาปุ้มมาตลอด” เสียงหวานกล่าวออกมาจากใจจริง

          “อาหมอบอกเย็นนี้คุณพ่อก็จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วนี่ครับ” ภาคิมแทรกขึ้น เสียงค่อนข้างจะติดห้วน

          “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย คิมพาหนูปุ้มไปเก็บของเลยนะพ่อโทร.คุยกับครูแก้วกานดาแล้ว”

          “ครับคุณพ่อ” ภาคิมรับปากอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็เงียบไม่พูดอะไรเพราะไม่อยากขัดใจบิดาในยามที่ท่านกำลังไม่สบาย

          ภาคิมพาวิโรษณากลับมาทำงานที่บริษัทในช่วงบ่าย ตลอดเวลาที่ขับรถกลับมาเขาไม่พูดอะไรกับเธอสักคำ จนกระทั่งทำงานเขาก็ยังคงเฉยเมยไม่พูดไม่จาเช่นเดิม

          “ลุกสิจะพาไปเก็บของ” เขาพูดกับเธอเป็นประโยคแรกในตอนเลิกงาน

          “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะไปเอง”

          “เธอไม่ได้ยินที่คุณพ่อบอกหรือไง” คนเจ้าอารมณ์เริ่มฉุนเฉียว

          “ได้ยินค่ะ แต่ดิฉันไม่อยากรบกวนคุณ”

          “ฉันทำตามคำสั่งคุณพ่อเท่านั้น เพราะฉะนั้นเธอเองก็อย่าเรื่องมากนัก” ภาคิมแสดงความรำคาญออกมาอย่างไม่ปิดบัง

          ในที่สุดเย็นนั้นก็เป็นอีกวันที่วิโรษณากลับสถานสงเคราะห์โดยมีภาคิมไปส่ง เขารออยู่ข้างนอกจนกระทั่งวิโรษณาเก็บของเสร็จ สาวน้อยเดินหิ้วกระเป๋าออกมาสองใบโดยมีครูแก้วกานดาเดินออกมาส่ง

          “ปุ้มไปก่อนนะคะครู”

          “ดูแลตัวเองด้วยนะปุ้ม ว่างๆ ก็แวะมาเยี่ยมครูบ้างนะจ๊ะ”

          “ค่ะ ครูเองก็ต้องดูแลตัวเองเหมือนกันนะคะ”

          “ดิฉันฝากดูแลปุ้มด้วยนะคะคุณภาคิม” แก้วกานดาหันไปฝากฝังวิโรษณากับภาคิม ซึ่งสาวน้อยอยากจะบอกครูของตัวเองเหลือเกินว่าฝากผิดคนแล้ว

          “ได้ครับ” ภาคิมรับปากสั้นๆ แล้วดึงเอากระเป๋าจากมือของวิโรษณาไปเก็บไว้ที่หลังรถ

          วิโรษณาโผเข้ากอดครูแก้วกานดาอีกครั้ง ก่อนจะก้าวตามภาคิมขึ้นไปบนรถ จากนั้นรถของภาคิมก็แล่นออกจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งนั้นมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์หลังใหญ่

          เมื่อทั้งสองกลับไปถึงก็พบว่าอยุทธ์นั่งอยู่บนรถเข็นรออยู่ก่อนแล้ว บุรุษวัยกลางคนยิ้มร่าเมื่อเห็นร่างอรชรก้าวตามบุตรชายของตนเข้ามา วิโรษณายกมือขึ้นไหว้เขาอย่างนอบน้อมในขณะที่ภาคิมเดินหน้าตึงเข้าบ้านโดยไม่ยอมทักทายใคร

          “ยินดีต้อนรับสู่คฤหาสน์วัชรเดชานะหนูปุ้ม”

          “ขอบคุณค่ะคุณลุง”

          “เดี๋ยวลุงจะให้แม่บ้านพาไปดูห้องนะ ลุงสั่งให้เด็กจัดห้องให้ปุ้มเรียบร้อยแล้ว”

          “ความจริงให้ปุ้มนอนเรือนคนใช้ก็ได้นะคะ” เสียงหวานบอกอย่างเจียมตัวเพราะห้องของเธอที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าก็เล็กนิดเดียว

          “ได้ยังไงกันล่ะ ปุ้มเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรลืมไปแล้วเหรอ”

          “แต่...” วิโรษณาหน้าเจื่อนเมื่อมองตามภาคิมไป

          “อย่าไปสนใจเลย เชื่อลุงนะปุ้มเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง”

          “คุณภาคิมเกลียดขี้หน้าปุ้มเหลือเกินค่ะคุณลุง”

          “เคยได้ยินไหมสุภาษิตโบราณว่าไว้ว่า หัวเราะทีหลังดังกว่า” น้ำเสียงของอยุทธ์เต็มไปด้วยความอบอุ่น วิโรษณาได้แต่มองอย่างซาบซึ้งทั้งๆ ที่รู้สึกหนักอึ้งในอกอย่างบอกไม่ถูก

          จากนั้นป้าแจ่มก็ยกกระเป๋าของวิโรษณาและพาเธอขึ้นไปดูห้องที่อยุทธ์สั่งให้จัดเตรียมเอาไว้ ห้องนั้นเป็นห้องกว้างหรูหรามีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครันอยู่ทางปีกซ้ายของคฤหาสน์ติดกับห้องห้องหนึ่งซึ่งวิโรษณาไม่รู้ว่าเป็นห้องใคร

          “ขอบคุณมากนะคะป้า” วิโรษณายกมือขึ้นไหว้แม่บ้าน ป้าแจ่มรับไหว้แทบไม่ทันเพราะไม่คิดว่าสาวน้อยจะยกมือขึ้นไหว้ตน

          “ไม่ต้องไหว้อิฉันก็ได้ค่ะคุณ”

          “เรียกหนูว่าปุ้มก็ได้นะคะ หนูมาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยดูแลคุณลุงค่ะ” สาวน้อยยิ้มให้อย่างสดใส

          “ป้าชื่อแจ่มค่ะเป็นหัวหน้าแม่บ้าน ถ้าคุณปุ้มต้องการอะไรเพิ่มเติมบอกป้าได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

          “ปุ้มขอบคุณป้าแจ่มอีกครั้งค่ะ ว่าแต่พยาบาลที่จะมาช่วยดูแลคุณลุงมาหรือยังคะ”

          “มาแล้วค่ะ คุณท่านสั่งให้จัดห้องอยู่ชั้นล่างค่ะ”

แม่บ้านบอกไปตามความจริง การที่อยุทธ์สั่งจัดห้องให้วิโรษณาอยู่ชั้นบนซึ่งเป็นห้องสุดหรูหรานั้นเพราะด้วยรู้เป็นนัยๆ ว่าผู้เป็นเจ้าของคฤหาสน์ให้ความสำคัญกับสาวน้อยคนนี้มากแค่ไหน

เมื่อแม่บ้านออกจากห้องไป วิโรษณาจึงลงมือจัดเสื้อผ้าในกระเป๋าและของใช้จำเป็นใส่ในตู้ ห้องนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับห้องที่เธอเคยอยู่ในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ถึงแม้มันจะกว้างขวางและหรูหราแค่ไหนแต่สาวน้อยก็อดที่จะคิดถึงห้องเก่าของตัวเองไม่ได้

          หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จวิโรษณาก็ลงไปหาอยุทธ์และช่วยเข็นรถพาไปยังสนามหญ้าหน้าบ้าน ส่วนพยาบาลสาวที่ชื่อพรพิมลแยกตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง

          “เป็นยังไงบ้างหนูปุ้มชอบที่นี่ไหม” อยุทธ์เอ่ยถาม

“ก็ชอบค่ะคุณลุง”

“ลุงดีใจนะที่ปุ้มชอบ”

“แต่คุณภาคิมคงไม่ชอบใจนักนะคะที่ปุ้มเข้ามาอยู่ที่นี่” วิโรษณาอ้อมมานั่งคุกเข่ากับสนามหญ้าตรงหน้าของอยุทธ์

“ถึงปุ้มจะไม่มาอยู่วันนี้ วันหน้าก็ต้องมาอยู่ที่นี่อยู่ดีนั่นแหละ มาเร็วหน่อยจะเป็นไรไป” อยุทธ์พูดพลางยกมือขึ้นลูบผมสลวยและพิศมองใบหน้าเนียนละมุนอย่างเอ็นดู

วิโรษณาเหลือบตามองขึ้นไปยังระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์พบว่าภาคิมยืนกอดอกมองลงมาด้วยแววตาดุดัน สาวน้อยตกใจรีบหลุบเปลือกตาลงจึงไม่เห็นว่าดวงตาคู่คมหรี่ลงอย่างมาดร้าย

“เจ้าคิมยืนมองอยู่ใช่ไหม” อยุทธ์รู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปมองให้เสียเวลา

“ค่ะคุณลุง”

“ฮะๆ” อยุทธ์หัวเราะอย่างชอบใจ “ให้มันมองไปเถอะ ลุงรู้ว่ามันคิดยังไง เดี๋ยวลุงจะทำให้มันกระอักยิ่งกว่านี้ ปุ้มพาลุงกลับเข้าไปข้างในเถอะคงจะจวนได้เวลาอาหารค่ำแล้ว”

วิโรษณาเข็นรถพาอยุทธ์กลับเข้าไปในตัวคฤหาสน์ไปยังโต๊ะอาหาร ซึ่งขณะนั้นแม่บ้านกับสาวใช้ตั้งโต๊ะเสร็จพอดี พรพิมลเข้ามาช่วยวิโรษณาประคองอยุทธ์นั่งที่เก้าอี้บนหัวโต๊ะ

“ขอบใจๆ” อยุทธ์เอ่ยปากแล้วบอกให้วิโรษณานั่งลงที่เก้าอี้ด้านซ้ายมือตัวเอง

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณลุง ปุ้มเข้าไปทานในครัวก็ได้”

“ได้ยังไงกันล่ะ นั่งทานกับลุงนี่แหละ” อยุทธ์พูดเป็นเชิงสั่งทำให้วิโรษณาจำต้องไปนั่งลง

ภาคิมเดินลงมาในตอนนั้น เขาอยู่ในชุดลำลองเสื้อโปโลสีขาวกางเกงสแล็กสีดำดูหล่อเหลาสะดุดตาไปอีกแบบ

“นั่งสิคิม” อยุทธ์บอกลูกชาย

ภาคิมนั่งลงที่เก้าอี้ด้านขวามือของอยุทธ์ตรงข้ามกับวิโรษณา สาวน้อยก้มหน้างุดลงเมื่อเขาจ้องมองมายังเธอด้วยแววตาดุๆ เช่นเดิม

“นั่นคุณพรพิมลพยาบาลที่จะมาดูแลพ่อ” อยุทธ์เอ่ยแนะนำ ภาคิมหันไปทางพรพิมลและก้มศีรษะให้พร้อมกับเปิดยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย

“สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะคุณภาคิม เรียกดิฉันสั้นๆ ว่ามลก็ได้นะคะ” พยาบาลสาวแนะนำตัวเสียงหวานกว่าปกติ รอยยิ้มของเขาทำให้เธอใจสั่นไปเหมือนกัน สายตาของพยาบาลสาวจับจ้องมองใบหน้าหล่อๆ นั้นอยู่นานหลายวินาทีจนกระทั่งเขาหันหน้ากลับมายังโต๊ะอาหาร

สาวใช้ตักข้าวใส่จานให้ทั้งสามคนเมื่อผู้เป็นประมุขของบ้านพยักหน้า วิโรษณารับประทานอาหารแบบเกร็งๆ เพราะการรับประทานอาหารบนโต๊ะที่หรูหราแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย มิหนำซ้ำยังมีสายตาคู่คมจดจ้องมองอยู่ตลอดเวลาอีกต่างหาก แต่ความเกร็งของเธอก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่ออยุทธ์ชวนคุยอย่างเป็นกันเอง

“เป็นยังไงบ้างปุ้มอาหารถูกปากไหม”

“อร่อยมากค่ะคุณลุง”

“ก็แน่ละ เพราะเธอคงจะเคยชินแต่กับอาหารในสถานสงเคราะห์ใช่ไหม” ภาคิมพูดขึ้นเหมือนจงใจจะประกาศให้ทุกคนในที่นั่นรู้ว่าเธอเป็นเด็กที่มาจากสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า

“อาหารที่นั่นก็อร่อยดีนะตาคิม พ่อเคยไปกินบ่อยๆ” อยุทธ์แก้ต่างให้

“ก็เพราะคุณพ่อชอบกินอาหารแบบนั้นไงครับก็เลยคิดว่ามันอร่อย”

“ถ้าแกได้ชิมแกก็ต้องพูดเหมือนพ่อนั่นละตาคิม”

“เผอิญว่าผมไม่นิยมอาหารแบบนั้นครับคุณพ่อ” พูดจบภาคิมก็รวบช้อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วเดินกระแทกส้นเท้าปังๆ กลับขึ้นไปชั้นบนทั้งที่เพิ่งลงมาได้ไม่นาน

“ทานต่อเถอะหนูปุ้มอย่าไปสนใจเลย”

“ค่ะ” วิโรษณาได้แต่รับคำเบาๆ แต่แทบจะกลืนอาหารไม่ลงเพราะมีก้อนแข็งๆ แล่นขึ้นมาจุกในคอ

“พรุ่งนี้ก็ไปทำงานพร้อมตาคิมเลยนะ”

“อย่าดีกว่าค่ะคุณลุง คุณภาคิมคงไม่อยากให้ปุ้มนั่งรถไปด้วย ปุ้มไปเองสบายใจกว่าค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นลุงจะให้คนขับรถไปส่ง”

“ให้ปุ้มไปรถประจำทางเองเถอะนะคะคุณลุง” สาวน้อยบอกอย่างลำบากใจ

“กลัวตาคิมจะว่าเอาเหรอ” อยุทธ์ถามอย่างรู้ทัน “ให้มันไม่ชอบปุ้มมากๆ นั่นแหละดีแล้ว ลุงจะคอยดูวันที่มันกลืนน้ำลายตัวเอง”

พูดจบอยุทธ์ก็หัวเราะชอบใจแล้วรับประทานอาหารต่ออย่างออกรสออกชาติ แถมยังคะยั้นคะยอให้วิโรษณาชิมนั่นชิมนี่ จนคนที่แอบยืนมองอยู่อย่างพรพิมลอดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้ที่ผู้เป็นประมุขของบ้านให้ความเอ็นดูวิโรษณาขนาดนี้ ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้ววิโรษณาไม่มีอะไรจะเทียบเธอได้เลยนอกจากหน้าตาที่หมดจดกว่า แต่ก็อย่างว่าแข่งเรือแข่งพายแข่งได้แต่แข่งบุญวาสนานั้นไม่มีใครจะแข่งกันได้

          หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว วิโรษณาก็พาอยุทธ์ออกมาสูดอากาศที่สวนและย่อยอาหาร ภาคิมเดินดุ่มๆ ไปขึ้นรถจากนั้นรถคันหรูของเขาก็แล่นปรูดปราดออกจากโรงจอดรถด้วยอาการกระชาก ซึ่งวิโรษณาคิดว่าเขาคงจะออกไปหาสาวๆ คนใดคนหนึ่งของเขา อาจจะเป็นอุษามณีที่เขานัดไว้เมื่อวานหรือเป็นคนอื่นๆ ที่เธอไม่รู้จัก

 

          คืนนั้นวิโรษณานอนไม่หลับ จะว่าแปลกที่ก็ใช่เพราะตั้งแต่เด็กจนโตเธอแทบจะไม่เคยไปนอนที่อื่นเลย ร่างบางพลิกตัวกลับไปกลับมาหลายตลบจวบจนกระทั่งนาฬิกาเรือนเล็กบนหัวเตียงที่เธอหยิบมาจากห้องเดิมในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าบอกเวลาว่าเกือบเที่ยงคืน ร่างบางลุกมานั่งแปรงผมที่หน้ากระจกแต่ยังไงก็ยังไม่ง่วงจึงลุกขึ้นแล้วเดินลงไปชั้นล่างออกไปเดินเล่นในสวนหย่อมหน้าคฤหาสน์โดยไม่ได้ใส่เสื้อคลุมทับเพราะชุดนอนของเธอเป็นแบบเสื้อแขนสั้นแขนตุ๊กตาและกางเกงขาสั้นยาวแค่เข่าไม่ได้โป๊หรือน่าเกลียดอะไร

          เท้าเล็กๆ เดินทอดน่องไปในสวนซึ่งมีไฟสปอตไลต์ส่องสว่างมาให้เห็นน้ำตกจำลองที่ล้อมรอบด้วยดอกไม้หลากหลายสีสัน ลมเย็นๆ พัดมาเอื่อยๆ เป็นระยะปะทะใบหน้าเนียนละมุนจนผมนุ่มสลวยดุจแพรไหมปลิวไสวไปตามแรงลม

          ดวงตากลมต้องหยีตาลงเมื่อแสงไฟจากหน้ารถสาดส่องมากระทบตาของเธอพร้อมๆ กับที่หูได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มใกล้เข้ามา วิโรษณาเบือนหน้าหลบครู่หนึ่งแล้วจ้องมองใหม่เมื่อรถคันหรูตีวงเข้าไปจอดหน้าคฤหาสน์

          ร่างสูงก้าวลงจากรถและเดินเซๆ อ้อมไปทางหน้ารถ วิโรษณามองแค่นั้นก็รู้ว่าเขาคงจะเมากลับมา หญิงสาวรอดูว่าจะมีใครมาดูเขาหรือเปล่าแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มี อาจจะเป็นเพราะคนอื่นๆ หลับกันหมดแล้ว

          สาวน้อยแอบขยับตามเขาเข้ามาในคฤหาสน์โดยที่ภาคิมไม่รู้ตัว ชายหนุ่มเดินขึ้นบันไดด้วยท่าทางอ้อแอ้ จังหวะหนึ่งที่เท้าของเขาสะดุดกับบันไดจนเกือบจะล้มหัวคะมำจนคนแอบดูต้องยกมือขึ้นปิดปากเพราะกลัวเขาจะล้มกระแทก

          วิโรษณารีบเดินเข้ามาหาเขาและช่วยประคองร่างสูงเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง เพราะถ้าขืนเธอปล่อยให้เขาเดินขึ้นบันไดไปเองคงจะตกลงมาหัวร้างข้างแตกเป็นแน่

          มือเล็กจับแขนกำยำพาดที่ไหล่ของตนแล้วพาเขาก้าวขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างทุลักทุเลเพราะตัวเขาหนักไม่น้อย กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่รวยรินมาแตะจมูกทำให้คนเมาหันไปมองคนที่เข้ามาประคองตัวเอง

          “เธอเองหรอกเหรอ” เขาเอ่ยถามเสียงยานคางแบบคนเมาพลางเซถลาเข้ามาเบียดแนบร่างบางใกล้ยิ่งกว่าเดิม

          “เดินระวังๆ หน่อยสิคะคุณภาคิม”

          “เธอมาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ หรือว่ามารอให้ท่าฉัน” แม้ในยามเมามายเช่นนี้เสียงทุ้มก็ยังคงเต็มไปด้วยการเยาะหยันปนเหน็บแนมอีกตามเคย

วิโรษณาไม่ได้สนใจกับทีท่าและวาจาของเขา สาวน้อยตั้งใจประคองร่างใหญ่ของเขาขึ้นไปตามบันไดซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะเจ้าตัวไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเธอแต่อย่างใด บ่อยครั้งที่เขาหยุดกลางบันไดแล้วหันมาสูดเอาความหอมจากพวงแก้มใสของเธอเหมือนกับแกล้ง

“เดินดีๆ สิคะคุณภาคิม” เสียงหวานเอ็ดเบาๆ ไม่กล้าเสียงดังมากเพราะเกรงว่าจะทำให้คนอื่นตื่นขึ้นมา

“ห้องคุณอยู่ทางไหนคะ” เธอเอ่ยถามเขาเมื่อพาร่างสูงขึ้นมาชั้นสองแล้ว

“ใกล้ๆ กับห้องของเธอนั่นแหละ” เขาตอบยานคางเช่นเคย

สาวน้อยรู้ในตอนนี้เองว่าห้องที่อยู่ข้างๆ เป็นห้องภาคิม เธอประคองเขาไปตามทางปีกซ้ายของคฤหาสน์และกว่าวิโรษณาจะประคองเขามาจนถึงเตียงก็เล่นเอาเหงื่อตก มือบางค่อยๆ ปลดแขนเขาลงจากไหล่ของตนแล้วประคองเขานอนลงบนเตียง แต่ภาคิมกลับดึงแขนเธอลงไปด้วยจึงทำให้ทั้งคู่ล้มลงไปบนเตียงด้วยกัน ร่างใหญ่พลิกตัวทาบทับร่างเล็กจนจมลงไปกับเตียงแล้วซุกไซ้จมูกโด่งลงบนซอกคอหอมละมุน

          “อย่าค่ะคุณภาคิม”

ร่างบางดิ้นรนหนีและผลักไหล่เขาออกห่างเต็มแรง ภาคิมซึ่งอยู่ในสภาพเมามายหงายลงไปนอนบนเตียง ดวงตาของเขาหลับพริ้ม ใบหน้าแดงซ่านด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไปแต่ก็ยังหัวเราะหึๆ คล้ายกับพึงพอใจกับกลิ่นหอมกรุ่นที่ยังติดจมูกอยู่

          “ทำไมตัวเธอหอมจัง เธอทำเสน่ห์แบบนี้นี่เองพ่อฉันถึงได้หลงใหลเธอนัก”

          “เมาขนาดนี้ขับรถกลับมาถึงบ้านยังไงก็ไม่รู้” เสียงหวานบ่นพึมพำเบาๆ พลางส่ายหัว ก่อนจะออกไปจากห้องเขาและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกะละมังใบเล็กพร้อมผ้าขนหนูผืนย่อม

          วิโรษณาเอาผ้าชุบน้ำแล้วบิดหมาดๆ เช็ดหน้าและลำคอให้เขา ลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะเช็ดที่หน้าอกและแผ่นหลังให้เขาดีไหม แต่เพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจได้เพราะถ้าปล่อยให้เขานอนในสภาพนี้เขาคงนอนไม่สบายนัก สาวน้อยลงมือถอดเสื้อโปโลให้เขาซึ่งก็ยากลำบากพอสมควรเพราะภาคิมดิ้นฟึดฟัดอยู่ตลอดเวลา

          “เธอจะทำอะไรฉัน”

          “ฉันไม่ทำอะไรคุณหรอกค่ะแค่จะเช็ดตัวให้”

          ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อและร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยความเขินอายเมื่อได้เห็นสภาพครึ่งบนที่เปลือยเปล่าของเขา เธอยอมรับกับตัวเองว่าภาคิมคือบุรุษที่แฝงไว้ด้วยพลังทางเพศทุกประการ หน้าอกของเขาหนั่นแน่นด้วยกล้ามเนื้ออันแข็งแรงบ่งบอกว่าออกกำลังกายเป็นประจำ มีไรขนขึ้นบางๆ อย่างเป็นระเบียบไปจนกระทั่งถึงหน้าท้องและหายเข้าไปในขอบกางเกง

          วิโรษณารีบสลัดความชื่นชมที่มีต่อรูปร่างของภาคิมทิ้งไปแล้วลงมือเช็ดตัวให้เขาทั่วทั้งหน้าอกและพลิกตัวไปเช็ดแผ่นหลัง คนเมาเหมือนจะสบายตัวขึ้นเพราะเขาเลิกดิ้นและยอมให้เธอเช็ดตัวให้แต่โดยดี เมื่อเช็ดตัวท่อนบนเสร็จวิโรษณาก็ลังเลว่าจะเช็ดท่อนล่างให้เขาดีไหม สุดท้ายก็บอกตัวเองว่าไม่ เพราะเธอเขินอายเกินกว่าที่จะทำแบบนั้นได้ แค่เห็นร่างกายเปลือยเปล่าท่อนบนของเขามือเธอยังสั่นขนาดนี้ หากต้องเห็นเขาเปลือยเปล่าตลอดทั้งร่างเธอคงจะไม่มีเรี่ยวแรงจะหยิบจับอะไร

ดังนั้นมือเล็กจึงแค่ปลดเข็มขัดของเขาออกแล้วเดินไปเอาเสื้อนอนมาสวมให้เขา ก่อนจะจัดการเปิดเครื่องปรับอากาศ ห่มผ้าให้เขาจนถึงหน้าอกแล้วจึงยกเอากะละมังใบเล็กกลับไปเก็บ โดยไม่ลืมที่จะปิดไฟก่อนออกจากห้อง

 

          ภาคิมตื่นมาในตอนเช้าด้วยอาการมึนศีรษะเล็กน้อย เขาก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองในสภาพที่ใส่เสื้อนอนแต่กางเกงยังเป็นกางเกงสแล็กเช่นเดิมแล้วยิ้มขำเมื่อจำได้เลือนๆ ว่าเมื่อคืนใครประคองเขาเข้ามานอนและจัดการเช็ดตัวให้

ร่างสูงยกมือขึ้นเสยผมให้เรียบลู่แล้วเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าไปอาบน้ำพร้อมกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

          เมื่อแต่งตัวเสร็จก็เดินลงไปยังห้องรับประทานอาหาร พลางกวาดสายตามองหาใครบางคน แต่ก็พบว่าบนโต๊ะอาหารมีเพียงบิดานั่งอยู่คนเดียว คิ้วเข้มดั่งปีกกาจึงขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย

          “มาแล้วเหรอตาคิมทานอาหารก่อนสิ เช้านี้มีข้าวต้มกุ้ง” อยุทธ์เอ่ยชวนเมื่อลูกชายเดินเข้ามา อยุทธ์ตาไวพอที่จะสังเกตเห็นว่าภาคิมกำลังมองหาใครแต่เขาก็แกล้งเฉย

          “ไม่ดีกว่าครับพ่อขอกาแฟแก้วเดียวก็พอ” เขาตอบบิดาเสร็จ ก็หันไปสั่งแม่บ้าน

          “เมื่อคืนกลับดึกเหรอ” อยุทธ์ชวนคุย

          “ก็นิดหน่อยครับคุณพ่อ แล้วนี่เอ่อ...เด็กของคุณพ่อไปไหนแล้วล่ะครับ”

อยุทธ์เกือบจะยิ้มเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ผู้มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าก็ยังเก็บอารมณ์เอาไว้ในใบหน้าได้อย่างมิดชิด

          “หนูปุ้มออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วละ”

          “ไปยังไงครับ”

          “ไปรถเมล์ พ่อจะให้คนขับรถไปส่งก็ไม่เอา”

          “คงจะสร้างภาพไปอย่างนั้นละครับ” ภาคิมอดประชดไม่ได้เมื่อได้ยินผู้เป็นบิดาพูดเหมือนเอาใจใส่เธอเป็นพิเศษถึงขนาดจะให้คนขับรถไปรับไปส่ง

          “แกนี่ก็มองหนูปุ้มในแง่ร้ายตลอดเลยนะ เพราะอย่างนี้เขาถึงไม่อยากไปไหนมาไหนด้วย”

          “ช่างเขาปะไรครับ” ชายหนุ่มพูดเหมือนไม่สนใจแต่ข้างในนั้นแสนจะเคืองขุ่น

เมื่อแม่บ้านเอากาแฟมาให้เขาก็ยกขึ้นจิบไม่กี่อึกก็ลุกขึ้นถือชุดสูทออกไปทำงานทันที

         

ประตูห้องทำงานที่ถูกเปิดพรวดพราดเข้ามาทำให้คนที่นั่งอยู่ในห้องก่อนต้องหันขวับไปมองอย่างเป็นอัตโนมัติ เมื่อเห็นว่าวิโรษณานั่งทำงานอยู่บนโต๊ะ คนที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบเมื่อครู่นี้ก็เก๊กหน้าขรึมวางฟอร์ม สอดมือทั้งสองข้างซุกเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินด้วยท่วงท่าที่มั่นใจในตัวเองคล้ายไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด

          “มาทำงานแต่เช้าดีนี่” เขาพูดขึ้นก่อนน้ำเสียงยียวนเช่นเดิม

          “ดิฉันเป็นลูกจ้างนี่คะจะมาทำงานเวลาไหนก็ได้ตามใจตัวได้ยังไง”

          “ทำไมเธอไม่รอมาทำงานพร้อมฉัน”

          “ดิฉันคิดว่าคุณคงไม่เต็มใจนักที่จะให้ดิฉันมาด้วย” วิโรษณาบอกไปตามที่ตัวเองคิด

          “แต่ฉันว่าเธอกลัวที่จะอยู่กับฉันสองต่อสองในที่แคบๆ แบบนั้นมากกว่า” เขาเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานของเธอแล้วเท้าแขนทั้งสองข้างลงบนขอบโต๊ะใบหน้าหล่อคมคายชะโงกเข้ามาใกล้ “จะกลัวอะไรล่ะวิโรษณาเมื่อคืนเธอยังเข้าห้องฉันเลย ฉันนึกว่าเธอจะเช็ดตัวให้ฉันทั้งตัวเสียอีก หึหึ...

          พวงแก้มของวิโรษณาร้อนผ่าวแล้วลามเลียไปทั่วใบหน้าอย่างไม่คิดว่าภาคิมจะจำเหตุการณ์เมื่อคืนได้และเอาสิ่งที่เธอทำมาพูดให้หน้าม้านแบบนี้

          “แค่นั้นดิฉันก็อุจาดตาพอแล้วค่ะ”

          “จริงเหรอ...” ภาคิมเย้าแหย่แกมหัวเราะและยิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อเห็นพวงแก้มของวิโรษณากลายเป็นสีแดงระเรื่อ “แต่ฉันรู้สึกว่าเธอจ้องฉันตั้งนานสองนานนะ ฉันยังลุ้นอยู่เลยว่าเธอจะปล้ำฉันตอนเมาหรือเปล่า”

          ใบหน้าสวยหันขวับไปจ้องตาเขาอย่างรวดเร็ว “พูดอะไรบ้าๆ ดิฉันก็แค่สมเพชคนเมาเท่านั้นเอง”

          “เธอทำเหมือนไปดักรอฉัน”

          “ดิฉันไม่ได้ดักรอ และคราวหลังถ้าคุณเมามาอีกดิฉันจะไม่ดูดำดูดีก็แล้วกันค่ะ” วิโรษณาพูดเสียงขึ้นจมูกคล้ายกำลังงอน ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น

          “ฉันล้อเล่นน่า” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ “ทำงอนไปได้”

          “ดิฉันไม่ได้งอน”

          “เธอนี่แปลกดีนะ ฉันพูดแรงกว่านี้ไม่ยักโกรธแต่พอพูดแค่นี้ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ หรือว่านี่เป็นมารยาชนิดหนึ่งของเธอ”

          “ก็สุดแล้วแต่คุณจะคิด” หญิงสาวตอบห้วนๆ แล้วก้มหน้าลงทำงานต่อ

ภาคิมยืนจ้องหน้าหวานๆ นั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูจากข้างนอก

อรชานำเอกสารที่ประธานบริษัทจะต้องเซ็นมาให้กับภาคิมซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งประธานของธนากิจกรุ๊ปแทนอยุทธ์ชั่วคราว

         

ในตอนเที่ยงของวันนั้น วิโรษณาออกไปรับประทานอาหารกับอรชาเช่นเดิม อรชาตกใจไม่น้อยกับข่าวที่เพิ่งจะได้รู้ว่าอยุทธ์ประสบอุบัติเหตุถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์

          “พี่ละสงสารท่านจริงๆ เลยนะปุ้ม ท่านประธานเป็นคนดีมีเมตตามากไม่น่ามีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับท่านเลย” อรชาได้แต่พูดอย่างเวทนา

          “ประเดี๋ยวท่านก็คงหายเป็นปกติค่ะคุณอรชา คนดีพระย่อมคุ้มครอง”

          “ยังไงพี่ก็ฝากปุ้มดูแลท่านด้วยนะ” อรชาฝากฝังเพราะรู้ว่าตอนนี้วิโรษณาย้ายไปอยู่ที่บ้านของอยุทธ์

          “ค่ะ ปุ้มจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด”

          “ท่านคงจะเอ็นดูปุ้มมากถึงได้ไว้วางใจให้ปุ้มไปดูแล”

          “คุณลุงอยุทธ์กรุณาปุ้มมากค่ะ ปุ้มเคารพท่านเหมือนท่านเป็นพ่อของปุ้ม” วิโรษณาพูดจากใจจริง เธอรู้ว่าหลายๆ คนอาจจะคิดในแง่ร้ายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอยุทธ์เพราะอยุทธ์ให้ความเอ็นดูต่อเธอมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาคิมที่มีอคติกับเธอมากกว่าใครๆ

          ในช่วงบ่ายฝนเทกระหน่ำลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา แต่การทำงานทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ ภาคิมเรียกประชุมผู้ถือหุ้นและผู้บริหารโดยอรชาและวิโรษณาต้องเข้าประชุมด้วย เขาแจ้งกับทุกคนให้รับทราบเรื่องที่อยุทธ์ป่วยและมอบอำนาจให้เขาดำรงตำแหน่งประธานธนากิจกรุ๊ปชั่วคราว ซึ่งก็ไม่มีใครแย้งเพราะนอกจากภาคิมจะเป็นทายาทเพียงคนเดียวของอยุทธ์แล้ว ฝีมือและความเก่งกาจเชิงธุรกิจของเขาก็เป็นที่ประจักษ์แก่ทีมบริหารเป็นอย่างดี กว่าการประชุมในช่วงบ่ายจะเสร็จสิ้นก็กินเวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งใกล้เลิกงานภาคิมจึงปิดการประชุม

          “เดี๋ยวเธอกลับกับฉันนะ” ภาคิมเอ่ยขึ้นเมื่อทั้งสองเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน

          “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันกลับเองได้” วิโรษณาปฏิเสธทันที

          “ลงไปรอฉันที่รถ เดี๋ยวฉันตามลงไป” ภาคิมออกคำสั่งอย่างไม่คิดจะฟังคำปฏิเสธของเธอแต่อย่างใด

          วิโรษณาเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ต่อปากต่อคำอะไรอีก นอกจากหยิบเอากระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องตรงไปยังลิฟต์ เมื่อลิฟต์เคลื่อนตัวลงมาถึงชั้นล่าง เท้าเล็กๆ ก็ก้าวไวๆ ไปรอรถที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหน้าทีเอ็นทาวเวอร์นัก รอไม่นานรถเมล์ก็วิ่งมาจอด คนบนรถแน่นขนัดเพราะฝนเพิ่งจะหยุดตกได้ไม่นานแต่สาวน้อยก็ก้าวขึ้นรถไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆ อย่างไม่มีทางเลือก เธอไม่อยากกลับกับภาคิมเนื่องจากรู้ดีว่าเขาต้องระรานเธอถ้าไม่ใช่ด้วยคำพูดก็ด้วยการกระทำเป็นแน่

          ภาคิมตามลงมาหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อมองไปที่รถซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยขับมาจอดไว้ให้ที่หน้าตึกไม่เห็นเงาของวิโรษณาเขาจึงเอ่ยถาม

          “เห็นคุณวิโรษณาไหม”

          “เมื่อสักครู่เธอเดินออกไปขึ้นรถเมล์ที่หน้าบริษัทแล้วครับ”

          “แล้วรถเมล์มาหรือยัง”

          “มาแล้วครับ เมื่อสักครู่นี้เองครับคุณภาคิม”

          ร่างสูงรีบก้าวขึ้นรถและขับรถออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อได้คำตอบแล้ว เย็นวันนั้นรถติดพอสมควร อย่างที่รู้ๆ กันว่าในกรุงเทพฯ ฝนตกมักจะมาพร้อมกับรถติดเสมอ

          วิโรษณาลงจากรถเมล์เมื่อถึงป้ายที่เป็นปากทางเข้าไปยังคฤหาสน์วัชรอาชา เธอเดินไปตามฟุตบาทเพราะคฤหาสน์วัชรอาชาอยู่ลึกเข้าไปในซอยแค่ประมาณหกร้อยเมตรเท่านั้น

          “น้องปุ้ม”

เสียงของใครคนหนึ่งเรียกชื่อตัวเอง ทำให้เท้าเล็กๆ ที่กำลังเดินอยู่ชะงักชั่วครู่แล้วหันไปมองทางต้นเสียง

          “อ้าวพี่อาร์ท” เสียงหวานเอ่ยทักทายพร้อมทั้งยิ้มให้อย่างดีใจที่ได้เจออาทิตย์ซึ่งเป็นลุงรหัสในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเธอนั่นเอง

          “มาเดินอยู่แถวนี้ได้ไงเนี่ย”

          “พอดีปุ้มย้ายมาอยู่ที่นี่ชั่วคราวค่ะ คุณลุงที่ให้ทุนปุ้มเรียนไม่สบาย ปุ้มเลยมาดูแลท่าน แล้วพี่อาร์ทล่ะคะมาทำอะไรแถวนี้”

          “บ้านพี่อยู่แถวนี้ แล้วปุ้มทำงานหรือยัง”

          “ทำแล้วค่ะพี่อาร์ท ทำที่บริษัทธนากิจกรุ๊ปค่ะ”

          “โห บริษัทใหญ่น่าดูเลยนะ” อาทิตย์อุทานเพราะไม่มีใครไม่รู้จักบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่อย่างธนากิจกรุ๊ป

          “แล้วพี่อาร์ทล่ะคะทำงานอะไร”

          “พี่เป็นผู้กำกับเอ็มวีให้บริษัทเพลงแห่งหนึ่งน่ะปุ้ม”

          “แบบนี้ก็รวยแย่สิคะ” วิโรษณาสัพยอก “แล้วทำไมท่านผู้กำกับถึงได้มาเดินย่ำถนนเหมือนเด็กเพิ่งทำงานเหมือนปุ้มล่ะคะ”

          “รถพี่เอาเข้าศูนย์เคลมประกันน่ะปุ้ม เขานัดไปรับรถพรุ่งนี้ ช่วงนี้พี่ก็เลยเดินเข้าซอยไปพลางๆ รำลึกความหลังครั้งยังเรียนหนังสือ ไม่คิดว่าจะได้เจอปุ้มที่นี่ พี่ดีใจมากๆ เลยนะ”

          “ปุ้มก็ดีใจที่ได้เจอพี่อาร์ทค่ะ”

          “นี่นามบัตรพี่มีอะไรก็โทร.หาได้นะ” อาทิตย์หยิบนามบัตรในกระเป๋าแล้วส่งให้ วิโรษณาจึงบอกเบอร์โทร.ของตัวเองให้เขาทราบบ้าง

          ภาพที่สองหนุ่มสาวเดินคุยกันอย่างสนิทสนมไปตามฟุตบาทนั้นตกอยู่ในสายตาของภาคิมที่ขับรถเข้าซอยมาพอดี ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีเมื่อคิดว่าที่วิโรษณาไม่ยอมกลับพร้อมเขาก็เพราะนัดผู้ชายอื่นเอาไว้นี่เอง พ่อเขาจะรู้ไหมว่าผู้หญิงที่วางท่าสงบเสงี่ยมเรียบร้อยที่แท้ก็ร้ายไม่เบาเหมือนกัน

          และด้วยความหมั่นไส้ที่แล่นพล่านขึ้นมาแบบทันควัน ภาคิมจึงแกล้งขับรถเบนซ์สปอร์ตรุ่นล่าสุดเข้าไปใกล้ฟุตบาทแล้วเหยียบน้ำฝนที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นถนนจนน้ำสาดกระจายออกไปข้างฟุตบาทกระเด็นถูกสองหนุ่มสาวที่กำลังเดินอยู่จนเปียกปอน

          “บ้าเอ๊ย!” อาทิตย์สบถอย่างหัวเสีย “นึกว่ารวยมากหรือไงวะถึงได้ขับรถไม่เกรงใจคนอื่นแบบนี้”         

          วิโรษณามองตามรถคันนั้นก็จำได้ว่าเป็นรถของภาคิม เธอจึงรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นเรื่องที่ภาคิมจงใจแกล้ง

          “ช่างเขาเถอะค่ะพี่อาร์ท”

          “น้ำนี่สกปรกจะตายดูสิเสื้อผ้าปุ้มเลอะหมดเลย” อาทิตย์ยังบ่นไม่เลิกอีกทั้งยังเป็นห่วงหลานรหัสของตัวเองเพราะเสื้อผ้ามอมแมมเปรอะเปื้อนน้ำสีดำที่ถูกล้อรถเหยียบกระเด็นมาใส่

          “ปุ้มไม่เป็นไรหรอกค่ะ นี่ก็ใกล้จะถึงบ้านแล้ว ว่าแต่บ้านพี่อาร์ทเถอะอยู่อีกไกลไหมคะ”

          “สุดซอยโน่นแน่ะปุ้ม”

          “ถ้าอย่างนั้นพี่อาร์ทโบกมอเตอร์ไซค์วินเถอะค่ะจะได้รีบอาบน้ำ ปุ้มใกล้จะถึงบ้านแล้ว”

          “เอางั้นเหรอ”

          “ค่ะ ไม่ต้องห่วงปุ้มนะคะ”

          เมื่อวิโรษณายืนยันเช่นนั้น อาทิตย์จึงหันไปโบกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเพราะการเดินกลับในสภาพแบบนี้คงไม่น่าอภิรมย์เท่าใดนัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เมื่อเด็กที่อยู่ในอุปการคุณของผู้เป็นบิดาทำท่าว่าจะเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นแม่เลี้ยงของเขา ภาคิม วัชรอาชา ผู้ชายที่แสนจะหยิ่งยโสจึงยอมไม่ได้ สู้ให้บิดามีนางบำเรอเป็นร้อยเหมือนกับนางในฮาเร็มของสุลต่านยังจะดีเสียกว่าให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนั้นมาร่วมสกุล เขาสลัดคู่ควงทุกคนทิ้งแทบจะทันทีแล้วหันมามุ่งมั่นกับการกำจัดว่าที่แม่เลี้ยงและจัดการลงทัณฑ์ผู้หญิงไม่เจียมตัวให้รู้สำนึกว่าอย่างมากเธอก็เป็นได้แค่ ‘นางบำเรอ’ เท่านั้น"

เทียนธีรา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha