ยอดดวงใจเทพบุตรจอมมาร

โดย: Vanalak29



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 3 : แค่เสี้ยววินาที


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ร่างสูงโปร่งชันกายลุกจากเตียง มองนาฬิกาบนฝาพนังบอกเวลาตีห้า ยกมือขยี้ตาพยายามไล่ความง่วงออกไป ลุกยืนสาวเท้าหยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ ราวสิบนาทีออกมาหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวมาสวมตามด้วยกางเกงสแลคสีน้ำตาลรองเท้าหนังสีเดียวกับกางเกง หยิบหวีสางผมตรวจดูความเรียบร้อยตนเองอีกครั้งในกระจก

เตโม่ระบายยิ้มใส่กระจกแม้ตนเองจะมีเรื่องเศร้ามากมายให้คิด แต่เมื่อคืนให้คำมั่นสัญญากับตนเองแล้วว่าต่อจากนี้จะทำทุกอย่างเพื่อบุตรสาว สูดหายใจเข้าปอดหยิบนิตยสารสำหรับหางานที่กางอ่านและขีดไว้จับลูกบิดเปิดประตูห้องออกมา สองสายตาผสานกันไอรินทร์ชะงักเท้ามองบิดาคิ้วขมวด

“พ่อจะไปไหนแต่เช้าคะ”ถามด้วยความงุนงง ปกติพ่อทำงานช่วงสิบเอ็ดโมงเช้า

เมื่อถูกถามเตโม่เลยอ้ำอึ้งแทบนึกไม่ทัน ไม่คิดว่าบุตรสาวจะตื่นมาในช่วงเวลานี้

“พ่อจะไปทำงานเร็วสักหน่อย พอดีมีประชุมเรื่องการปรับปรุงร้าน”แก้ตัวอย่างรวดเร็ว

“อ๋อ งั้นโชคดีนะคะพ่อ”ยิ้มให้บิดา

“พ่อไปก่อนนะ”

รีบสาวเท้าลงมาจากชั้นบนอย่างรวดเร็ว ไอรินทร์มองตามแผ่นหลังบิดาความสงสัยผุดพรายขึ้นมา พักหลังพ่อเริ่มทำตัวแปลกๆ พยายามสะบัดไล่ความคิดเหล่านั้นไปก่อนเปิดประตูเข้าห้องนอนตนเองอีกครั้ง

ลงจากรถหน้าร้านอาหารไทยในตัวเมืองเวนิช แม้ไม่ใช้ร้านใหญอย่างพาราไดซ์แต่โชคดีที่เจ้าของเป็นคนไทย ร่างสูงโปร่งสาวเท้าเปิดประตูเข้าด้านใน เตโม่กวาดสายตามองรอบๆ โต๊ะเก้าอี้ทำจากไม้ขัดมันอย่างดี ผ้าปูเป็นลายไทย รวมถึงดอกไม้ส่งกลิ่นหอมในแจกันคือดอกมะลิ ให้กลิ่นอายความเป็นไทยอย่างแท้จริง ด้านข้างมีสวนเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นเสียงน้ำตกไหลตลอดเวลา

“ขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ร้านยังไม่เปิดค่ะ”พนักงานทำความสะอาดรีบบอก

“พอดีผมมาสมัครงานตามป้ายที่ติดไว้ครับ”เตโม่รีบบอกเจตนาตน

“อ๋อ สมัครงานเหรอคะ รอสักครู่ค่ะ”

พนักงานรีบเดินเข้าหลังร้านไม่นานหญิงสาวร่างสันทัดก้าวออกมา เตโม่ยกมือกระพุ่มไหว้โดยที่เธอคนนั้นยกมือรับไหว้เขาเช่นเดียวกัน

“เชิญนั่งก่อนค่ะ”เจ้าของร้านบอกแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ภายในร้าน เตโม่นั่งตรงข้ามกับเธอ “มาสมัครตำแหน่งอะไรคะ”

“พ่อครัวครับ”

“เอาเอกสารมาหรือเปล่าคะ”ช้อนสายตามอง หน้าตากระเดียดไปทางเอเชียแต่ไม่รู้สัญชาติใดกันแน่ เธอได้แต่คิดไม่กล้าเอ่ยถามเพราะในใบสมัครคงจะรู้ได้

“เอามาครับ”หยิบเอกสารยื่นให้กับผู้หญิงตรงหน้า เจ้าของร้านรับมาแล้วอ่านรายละเอียด

คิ้วขมวดสีหน้าเริ่มเคร่งเครียดแสนเสียดายความสามารถของผู้ชายคนนี้ เคยทำงานร้านอาหารใหญ่อย่างพาราไดซ์แต่เธอรู้เรื่องข่าวฉาวนั้นดี เมื่อบุตรชายคนเล็กตระกูลอัลเล็นโซ่ประกาศชื่อเขาไว้ทั่วร้านอาหารในย่านนี้ไม่มีทางรับชายคนนี้ทำงานแน่นอน

“ขอโทษด้วยนะคะ แต่ว่า... ฉันรับคุณเข้าทำงานไม่ได้หรอกค่ะ”เจ้าของร้านยื่นเอกสารคืน ปฏิเสธแม้เสียดายอย่างมาก

“ทำไมล่ะครับ!”ถามสีหน้าเคร่งเครียด

“เราไม่รับคนที่ทำเรื่องเสื่อมเสียให้กับร้านหรอกนะคะ ขอโทษด้วย”ลุกยืนหันหลังเดินกลับเข้าหลังร้าน

ร่างสูงโปร่งลุกยืนก้าวเดินออกนอกร้านดุจคนไร้เรี่ยวแรง ความผิดของเขามันหนักหนาเสียจนหมดหนทางเดินต่อเชียวหรือ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอคิดถึงบุตรสาวหากรู้เรื่องนี้เข้าจะคิดเช่นไร ทางเดินของเขามันช่างริบหรี่ แทบมองไม่เห็นแสงเลย เขายังคงเดินต่ออย่างไม่รู้ทิศทางบนบาทวิถีในเมืองแห่งอารยะธรรม ชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ใช่... มันสวยและงดงาม แต่สำหรับเขาแล้วกลับมืดมน

เพโต้จ้องมองร่างสูงโปร่งก้าวเดินเขาไล่ติดตามเตโม่มาได้พักใหญ่ และนี้คือโอกาสในการกำจัดคนที่คิดตีตัวออกห่างจากมัสสิโม่แล้ว เห็นชายกลางคนกำลังยืนรอเพื่อข้ามถนนเมื่อสัญญาณไฟเตือนให้คนข้าม บอดี้การ์ดจากมัสสิโม่เหยียบคันเร่งทันที

เตโม่ก้าวลงจากบาทวิถีเดินตามเส้นมาลายได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ชายกลางคนหันศีรษะไปตามเสียงรถยนต์พุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว

โครม!

ร่างกระเด็นหลายเมตรและตกลงสู่พื้น เพโต้เหยียบคันเร่งจดมิดและหนีหายไป เสียงกรีดร้องและผู้คนมุ่งดูร่างชายเคราะห์ร้าย ราวสิบนาทีรถพยาบาลเคลื่อนมายังจุดเกิดเหตุ เตโม่ถูกช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินทันทีที่ถึงโรงพยาบาล

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไอรินทร์เหลือบมองโทรศัพท์ข้างตัวแล้วปิดหนังสือที่กำลังอ่านลง มองเบอร์หน้าจอไม่คุ้นชินตัดสินใจกดรับ

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีค่ะ ดิฉันติดต่อจากโรงพยาบาลเซนต์จูรี่ค่ะ”

ไอรินทร์นิ่งงันชั่วครู่ มือเริ่มสั่นเทาอย่าให้สิ่งที่คิดเกิดขึ้นเลย

“มะ...มีเรื่องอะไรเหรอคะ”ถามเสียงสั่น

“คุณเตโม่เป็นญาติคุณใช่หรือเปล่าคะ”ปลายสายสอบถาม

“ชะ...ใช่ค่ะ”

“คุณเตโม่ประสบอุบัติเหตุรถชน ตอนนี้อยู่ที่ห้องฉุกเฉินแพทย์กำลังทำการช่วยเหลืออย่างเต็มที่นะคะ คุณช่วยมาเซ็นรับรองเรื่องการผ่าตัดด้วยค่ะเพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก!

“ทราบแล้วค่ะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”สะอื้นออกมา

“ขอบคุณค่ะ”ปลายสายตัดบทแล้ววางลง

หญิงสาวลุกยืนแทบล้มลงเมื่อร่างกายหมดเรี่ยวแรง ค่อยๆ ตะเกียกตะกายออกจากห้องใจเหมือนจะขาด น้ำตายังคงไหลอย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งนั่งรถออกมาจากบ้านเช่า ภาวนาตลอดเวลาขอให้บิดาปลอดภัย

มันเกิดอะไรขึ้นทำไมพ่อถึงประสบอุบัติเหตุได้ ไหนบอกว่าไปทำงาน ไม่เข้าใจเลยสักนิด เธอควรทำยังไงดี ทำอะไรไม่ถูกแล้วพ่อคือครอบครัวเพียงหนึ่งที่เหลืออยู่ รถแท็กซี่จอดเทียบหน้าโรงพยาบาลไอรินทร์หยิบเงินจ่ายแล้ววิ่งเข้าด้านในทันที ร่างบางถลาไปยังเคาท์เตอร์

“ห้องฉุกเฉินอยู่ตรงไหนคะ!”ถามเสียงสั่นหน้าตาตื่น

“ติดต่อเรื่องอะไรคะ”

“ฉันมาติดต่อเรื่องคนไทยที่เกิดอุบัติเหตุ เมื่อสักครู่ทางโรงพยาบาลโทรติดต่อฉันมาค่ะ!

“เดินตามเส้นสีแดงเลยค่ะ!”พยาบาลรีบบอก

หลุบตามองพื้นเส้นสีแดงปรากฏชัด ร่างบางวิ่งตามอย่างรวดเร็ว มาถึงเคาท์เตอร์หน้าห้องฉุกเฉินรีบถลาเข้าหาอีกครั้งใจเต้นไม่เป็นส่ำ

“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่านายเตโม่อยู่ห้องไหนคะ!”ถามรัวหอบหายใจ

“คุณเป็นญาติใช่ไหมคะ”

“ใช่ค่ะ ฉันเป็นลูกสาวของเขา!”น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ

พยาบาลหยิบเอกสารขึ้นมาวางตรงหน้า

“ทางโรงพยาบาลจะทำการผ่าตัดเร่งด่วนนะคะ เพราะคนไข้อาการสาหัสถ้าไม่รีบทำการรักษาอาจถึงแก่ชีวิตได้ค่ะ”

คนฟังตาโตหยาดน้ำตาเริ่มไหลริน

“ฉันต้องทำยังไงบ้างคะ”ถามเสียงสั่น ไม่ไหวแล้วมันเกิดอะไรขึ้น

“ช่วยเซ็นเอกสารเพื่อให้ทางโรงพยาบาลผ่าตัด รวมถึงการเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการผ่าตัดครั้งนี้ด้วยค่ะ!

เธอรีบหยิบปากกาแล้วเซ็นลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เธอจะหามา ตอนนี้ขอเพียงรักษาชีวิตพ่อไว้ได้เท่านั้นพ่อ พยาบาลหยิบเอกสารเดินตรงไปยังห้องผ่าตัดทันที ไอรินทร์รีบก้าวตามแต่เธอไม่สามารถเข้าด้านในได้นอกจากนั่งรอเท่านั้น

หกชั่วโมงไม่มีข่าวคราวใดๆ มือจับกันไปมาจนชื่นเหงื่อเวลาล่วงเลยจนเกือบรุ่งสาง ไม่มีความง่วง ไม่มีเหน็ดเหนื่อย หัวใจกำลังเต้นหนักเมื่อทุกวินาทีหมายถึงชีวิตพ่อ ร้องจนไม่มีน้ำตา นั่งภาวนาอย่างไม่รู้จุดหมาย แต่ทว่านี่คือสิ่งเดียวที่ทำได้ ณ เวลานี้

ห้องผ่าตัดถูกเปิดออกทีมแพทย์หกคนก้าวออกมาท่าทางเหนื่อยล้า ไอรินทร์ลุกยืนฉับพลันถลาไปหาทีมผ่าตัดทันที

“คุณหมอคะ พ่อของดิฉันเป็นยังไงบ้าง!”ร้องถามเสียงสั่น

“คุณเป็นญาติของคุณเตโม่เหรอครับ”แพทย์ย้อนถาม

“ใช่ค่ะ เขาเป็นพ่อฉันเอง!

แพทย์ถอนใจหนักออกมาเฮือกใหญ่ ทุกครั้งที่เห็นสีหน้าของญาติคนไข้เป็นแบบนี้ รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ

“คงต้องรอดูอาการคืนนี้ก่อนนะครับ”สีหน้าแพทย์ค่อนข้างหนักใจ “คนไข้อาการค่อนข้างหนัก ซี่โครงหักทิ่มปอด ศีรษะได้รับความกระทบกระเทือนจนสมองบวมและมีเลือดคั่ง รวมถึงอาการช้ำในเลือดออกในช่องท้อง ม้ามฉีก และกระดูกขาและแขนหัก”อธิบายตามความจริง

ร่างบางทรุดกองกับพื้นหน้ามืดกะทันหัน พ่ออาการหนักถึงเพียงนี้เชียวหรือ แพทย์ย่อกายลงกุมมือหญิงสาวไว้ ดวงตาเรียวสวยช้อนมองใบหน้าสะอาดสะอ้าน ดวงตาคมนัยน์ตาสีฟ้า จ้องมองมีแววอ่อนโยน มองผิวเผินก็รู้ว่าเขาอายุคงไม่เฉียดเลขสามเท่านั้น

สำหรับรามิชแล้วทำหน้าที่แพทย์ศัลยกรรมมาเกือบสองปี ครองตัวเป็นหนุ่มโสดมาแสนนานเพราะไม่ถูกใจสาวใด หัวใจกลับอ่อนยวบลงเพียงแค่เห็นใบหน้าสวยคม ดวงตาแสนเศร้าของสาวเอเชียคนนี้ หัวใจเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะจนเผลอกุมมือเธอไว้ทั้งที่ไม่เคยทำกับหญิงคนไหนเลย

“ทำใจดีๆ นะครับ ผมเชื่อว่าพ่อของคุณจะต้องปลอดภัย ท่านคงอยากมีชีวิตอยู่เพื่อได้พบหน้าคุณ”ปลอบใจหญิงสาว

ไอรินทร์เงียบงันมองใบหน้าแพทย์หนุ่ม หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินออกมา เธอกำลังต้องการที่พักพิง ต้องการใครสักคนที่ปลอบโยนเคียงข้างกัน ตอนนี้เธอไม่สามารถปรึกษาใครได้เลย

“ขอบคุณนะคะ”ร่างบางถูกพยุงขึ้นมา ทีมแพทย์เฝ้ามองหัวหน้าและสาวน้อยหน้าตาสะสวยก่อนจะเดินเลี่ยงหนีหายกันไปหมด

หญิงสาวรู้สึกตัวรีบผละห่างจากแพทย์หนุ่ม รามิชยิ้มเก้อๆ เมื่อตนเองกำลังทำเรื่องที่ไม่ใช่วิสัยอยู่

“ขอโทษนะครับ”แพทย์หนุ่มรีบบอก

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“แล้วคุณ...”เว้นช่วง

“ไอรินทร์ค่ะ เรียกไอเฉยๆ ก็ได้”

“ครับคุณไอ ผมว่าคุณกลับบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีไหม เคสนี้หมอจะดูแลให้เป็นพิเศษนะครับ”

เธอมองด้วยความซาบซึ้งไม่คิดเลยแพทย์ที่มีน้ำใจ เธอเป็นเพียงแค่ชาวเอเชียไม่ได้ร่ำรวยเงินทองอะไร แต่เขากลับใส่ใจดูแลถึงขนาดนี้

“ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ”ยิ้มทั้งน้ำตา

“ทำใจให้สบายนะครับ กลับบ้านไปทานอาหารแล้วกลับมาก็ได้ครับ”

“ค่ะ”

หันหลังก้าวเดินออกมาปรายตามองหน้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง ต่อให้ยืนเฝ้าพ่อด้านนอกคงไม่ได้ประโยชน์อะไร กลับบ้านเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นมาเฝ้าบิดา เธอเชื่อว่ายังไงท่านก็ต้องหาย

 

ไอรินทร์ยืนมองบ้านเช่าหลังเดิมนอกรั้วเหล็กเกราะสนิม มันเคยอบอุ่นแต่ตอนนี้กลับเงียบเหงาไขกุญแจแล้วเปิดออก ก้าวเดินเข้าด้านในทั้งที่เรื่องดีๆ กำลังจะเกิดแต่ไม่นึกเลยฝันร้ายจะเข้าแทรกกลางคัน เพราะอะไรเฝ้าถามหาเหตุผลซึ่งไม่มีใครสามารถให้คำตอบ เธอรู้ดีโลกแสนกว้างใหญ่ใบนี้มีคนประสบพบเจอเรื่องราวแสนเศร้ามากมาย บางคนอาจหนักหนาสาหัสว่าเธอก็เป็นได้

เปิดประตูเข้าห้องนอนหยิบกระเป๋าสัมภาระออกมา จับเสื้อผ้ายัดใส่น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาเป็นทาง โชคชะตาช่างเล่นตลกกับเธอเสียเหลือเกิน จัดของใช้จำเป็นบางส่วนเสร็จสิ้นหิ้วขึ้นมาแล้วมองนาฬิกาเข็มสั้นชี้เลขสิบเอ็ดเข็มยาวอยู่ตรงเลขสิบสองเกือบห้าทุ่มแล้ว ออกมาจากห้องปิดประตูแล้วเร่งฝีเท้าจนถึงนอกบ้านล็อกกุญแจแน่นหนาแล้วเรียกแท็กซี่หน้าปากซอย

รถจอดริมบาทวิถีหน้าโรงพยาบาล ไอรินทร์รีบจ่ายเงินแล้ววิ่งเข้าด้านในทันที ถึงหน้าห้องแม้จะไม่สามารถเข้าไปเฝ้า ขอแค่ยืนอยู่ด้านนอกคอยให้กำลังใจพ่อเท่านี้ก็ยังดี วางกระเป๋าข้างเก้าอี้สีส้มติดกันห้าตัวเลือกนั่งลงริมสุดแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่

“ยังเข้าเยี่ยมไม่ได้หรอกนะครับ ไม่กลับไปพักผ่อนที่บ้านเหรอ”

น้ำเสียงคุ้นเคย หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเห็นรอยยิ้มของแพทย์หนุ่มคนเดิม

“คุณหมอยังไม่กลับอีกเหรอคะ”

“จะกลับได้ยังไงล่ะครับ คนไข้ที่ผมเพิ่งผ่าตัดต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา”แย้มยิ้มออกมา แม้สีหน้าจะดูเหนื่อยอ่อน แพทย์หนุ่มนั่งลงข้างญาติคนไข้คนสวย

“คุณหมอคงเหนื่อยแย่...”เห็นสีหน้าของแพทย์แล้วรู้สึกเห็นใจ

“ก็นิดหน่อยครับ”หันมองใบหน้าของหญิงสาวเชื้อสายเอเชียอีกครั้ง “แต่สิ่งที่ผมทำผมเต็มใจเพราะมันคือหน้าที่ของหมอ ที่จะต้องรักษาชีวิตคนไข้ให้ถึงที่สุด”

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกผิดแปลกกว่าทุกที รามิชพิศมองเสี้ยวหน้าของเธออีกครั้ง ประหลาดหัวใจกำลังเต้นรัวนี่เขากำลังเป็นอะไรไป

“คุณหมอ... มีความคิดที่หมอสมัยนี้ไม่ค่อยมีแล้วนะคะ”

“ทำไมเหรอครับ หมอสมัยนี้เป็นยังไง”ถามด้วยความสงสัย

“ไอขออนุญาตถามนะคะ ถ้าวันหนึ่งมีคนไข้สองรายมาพบคุณหมอ คนหนึ่งถูกมีดปักกลางหลัง กับอีกคนหัวแตกคุณหมอจะเลือกรักษาคนไข้คนไหนก่อนคะ”ไอรินทร์สบตาแพทย์หนุ่มตั้งตารอคำตอบ

“ต้องรักษาคนไข้ที่อาการสาหัสก่อนสิครับ คนไข้ที่มีดปักกลางหลังควรได้รับการรักษาก่อน เพราะแผลศีรษะแตกแค่เย็บ หรือถ้าไม่แผลไม่ลึกมากแค่ทำแผลใส่ยาก็หายแล้วครับ โดยพื้นฐานหมอรักษาโรคทั่วไปก็ทำได้”

พยักหน้าช้าๆ ชื่นชมในคำตอบ

“แล้วถ้าเกิดว่าคนไข้ที่แผลศีรษะแตกเป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาล ส่วนคนไข้มีดปักหลางหลังเป็นแค่ขอทานคนหนึ่ง แล้วคุณหมอคิดว่า หมอสมัยปัจจุบันจะเลือกรักษาใครก่อน”

รามิชชะงักกับคำถามหมอที่เหมือนเขาในสมัยนี้คงมีน้อย จะหาที่รักษาจรรยาบรรณยากนัก แถมเรื่องเงินสำคัญที่สุด คงไม่มีใครยอมรักษาฟรี ทางโรงพยาบาลเองก็ยังมีค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นอีกมาก มันคือความเป็นจริงในโลกนี้

ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พอเข้าใจในสิ่งที่เธอคิด ขนาดเขาเองแม้จะมีฝีมือในการศัลยกรรมเงินเดือนค่อนข้างดี แต่เพราะคอยรักษาคนไข้ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายมากนักช่วยเหลือไปเรื่อย ชีวิตเลยพอมีพอกินเท่านั้น ผิดกับเพื่อนร่วมงานบางคนที่นับวันยิ่งมีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขาดมือ นอกจากสั่งยาโดยการแบ่งเปอร์เซ็นต์จากบริษัทเหล่านั้นแล้ว หลายๆ อย่างยังมีผลประโยชน์มาบังหน้าอีก

“คำพูดของคุณไอก็ไม่ผิดหรอกครับ ใช่แล้ว... หมอหัวคิดแบบผมคงมีน้อยในสมัยนี้”รอยยิ้มอ่อนโยนระบายออกมา

“ถ้ามีหมออย่างคุณหมอเยอะก็คงดีนะคะ”ไอรินทร์พูดลอยๆ

“ขอบคุณมากครับ” รามิชลุกยืน “ผมขอตัวไปตรวจคนไข้ก่อนนะครับ”ก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วสาวเท้าออกไป

“เดี๋ยวค่ะ!”ไอรินทร์เรียกไว้ คนถูกเรียกหันกลับมา

“มีอะไรครับคุณไอ”

“คุณหมอ... ชื่ออะไรคะ”

รามิชกระตุกยิ้มลืมแนะนำตนเองกับหญิงสาว

“ผมชื่อรามิชครับ”บอกชื่อตนแล้วก้มศีรษะเชิงให้เกียรติแล้วหายเข้าแผนกฉุกเฉิน

ไอรินทร์มองแผ่นหลังมันดูกว้าง อบอุ่นและมั่นคง หากในชีวิตพบเจอผู้ชายใจดีแบบนี้ก็คงดี แค่เพียงคิดในใจก็รู้สึกเป็นสุขขึ้นมา

ความเหนื่อยอ่อนทำให้หญิงสาวเผลอหลับ ไม่รู้ว่าเวลาผันผ่านนานเท่าไหร่ แต่รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าหลายคู่กำลังเดินขวักไขว่ไปมา เปลือกตาค่อยๆ เปิดออก ใบหน้าแสนอบอุ่นกำลังมองมาทางเธอ ไอรินทร์ขยับกายจนเสื้อแจ็กเก็ตสีน้ำตาลที่คลุมกายอยู่อย่างไม่รู้ตัวเลื่อนหล่นลงสู่ตัก

“คุณหมอ... นั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”มองเขาด้วยความไม่เข้าใจ

“สักครึ่งชั่วโมงครับ เห็นคุณหลับน่าสบายเลยไม่อยากรบกวน”

ไอรินทร์หยิบเสื้อแจ็กเก็ตขึ้นมา สงสัยว่ามันเป็นของผู้ใด

“ของคุณหมอหรือเปล่าคะ”หันถาม เห็นรอยยิ้มระบายออกมาเลยรู้ทันทีว่าคงไม่มีใคร

“ครับ ของผมเอง”

รีบยื่นเสื้อคืนให้อายอย่างบอกไม่ถูก ดันมาเห็นตอบเธอกำลังหลับแถมยังไม่รู้สึกตัวอีก

“ขอบคุณมากนะคะ แล้วก็... ขอโทษด้วยค่ะที่มาหลับอยู่ตรงนี้”ก้มหน้าหลุบตามองพื้น

“ทำไมต้องขอโทษล่ะครับ ที่ตรงนี้ใครจะนอนก็ได้” แพทย์หนุ่มยิ้มในความน่าเอ็นดูของสาวเอเชีย “ผมมีข่าวดีจะบอกคุณไอด้วยนะครับ”

“ข่าวดี... เรื่องอะไรเหรอคะ!”ย้อนถามน้ำเสียงตื่นเต้น

“เรื่องคุณพ่อของคุณ ตอนนี้ท่านพ้นขีดอันตรายแล้วนะครับ”

“จริงเหรอคะ!”ร้องลั่นออกมาด้วยความยินดี

“จริงครับ”

จับมือแพทย์หนุ่มมากุมไว้แน่น เธอเหมือนยกภูเขาออกจากอกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่ช่วยให้พ่อพ้นภัย รามิชยิ้มอ่อนโยนให้กับท่าทีของหญิงสาว นับวันความรู้สึกที่มียิ่งเพิ่มมากขึ้น ไอรินทร์ได้สติรีบชักมือกลับเมื่อเผลอทำตัวไม่เหมาะสม

“ฉันจะเข้าเยี่ยมพ่อได้เมื่อไหร่เหรอคะคุณหมอรามิช”

“พรุ่งนี้ครับ เดี๋ยวผมจะย้ายคุณพ่อคุณไอไปที่ห้องพักฟื้น แต่ยังต้องอยู่ในส่วนของห้องฉุกเฉินเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องนะครับ การเข้าเยี่ยมจะเป็นเวลา”

“ได้ค่ะ ฉันทราบแล้ว”แค่พ่อพ้นขีดอันตรายก็ใจชื่นขึ้นมากแล้ว

“หมอขอตัวก่อนนะครับ คงต้องกลับไปพักผ่อน”

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

“ไม่ต้องขอบคุณผมมากหรอกนะครับ เอาเป็น... เลี้ยงอาหารสักมื้อน่าจะดี”หัวเราะออกมา

“ได้สิคะ”

“จริงเหรอครับ”จ้องมองสีหน้าแปลกใจ เมื่อเห็นเธอตอบรับ

“จริงค่ะ”

รามิชระบายยิ้มแล้วก้มศีรษะเพื่ออำลา ช่างเป็นการทำงานที่แสนทรหดจริงๆ แต่อย่างน้อยตนได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจ

ร่างบางลุกยืนเมื่อทราบข่าวบิดาอาหารที่ไม่เคยตกถึงท้องมาหนึ่งวันมันเริ่มร้องประท้วง หันมองซ้ายขวาแล้วก้าวผ่านทางเดินระหว่างตึก เจ้าหน้าที่หน้าเคาท์เตอร์รีบวิ่งออกมา

“ขอโทษนะคะ!

ไอรินทร์หยุดเท้า เห็นร่างสูงเพรียวขวางหน้าอยู่

“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

กระดาษแผ่นหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้า ไอรินทร์รับมาอ่านข้อความในนั้น ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตกใจกับตัวเลขค่ารักผ่าตัดของบิดา

“นี่คือ...”ถามราวกับละเมอ

“ค่าผ่าตัด และค่าห้องพักค่ะ”

“สองแสนสามหมื่นยูโรเหรอคะ”

“ใช่ค่ะ กรุณาชำระภายในเดือนนี้ด้วยนะคะ”เจ้าหน้าที่เดินหลบออกไป

เห็นบิลค่ารักษาแล้วแทบลมจับ เธอจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่ายจำนวนเงินมากขนาดนี้ ก้าวเดินอย่างคนไร้เรี่ยวแรงถึงสวนหย่อมภายในนั่งทอดอาลัยบนเก้าอี้เหล็กสำหรับพักผ่อนสีขาว หมดเรื่องหนึ่งอีกเรื่องก็ตามมา มีทางไหนที่พอแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้

เงินเก็บของบิดามีเท่าไหร่ หากเกิดอุบัติเหตุคู่กรณีน่าจะช่วยได้ แล้วใครกันที่ขับรถชนพ่อเธอไม่รู้เลย กว่าจะสืบหาและชำระเงินพ่อคงโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลก่อนแน่ แต่เดี๋ยวก่อน! ร่างบางลุกพรวดเมื่อคิดบางอย่างออก พ่อทำงานให้กับภัตตาคารระดับห้าดาวพาราไดซ์ สวัสดิการพนักงานมีค่ารักษาพยาบาลเกี่ยวกับอุบัติเหตุด้วย ยิ้มยินดีออกมาเมื่อเห็นหนทางรอด เธอจะต้องเดินทางเพื่อพบผู้จัดการและแจ้งข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

เช้าวันรุ่งไอรินทร์เข้าเยี่ยมบิดา หลังจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลย้ายมาพักที่ห้องเรียบร้อย หนึ่งชั่วโมงที่แพทย์อนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ แถมยังต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อเธอจึงยืนมองพ่อผ่านกระจกเท่านั้น เห็นสายน้ำเกลือ เครื่องช่วยหายใจ แขนและขาถูกเข้าเฝือก ศีรษะถูกพันด้วยผ้าขาวเปราะคราบสีแดงมันคือเลือด หยาดน้ำตาไหลรินออกมาไม่ขาดรู้สึกสะท้อนในอก ไม่เคยเห็นพ่อเจ็บหนักขนาดนี้มาก่อน

“คุณพ่อคุณไม่เป็นอะไรแล้วล่ะครับ อย่าร้องไห้เลย”เสียงอ่อนโยนด้านหลังดังแว่วออกมา ร่างบางหันไปหา

“คุณหมอรามิช”

“ได้เยี่ยมพ่อแล้ว อย่าเศร้าเลยครับเดี๋ยวคุณพ่อมาเห็นจะพลอยเป็นไปด้วย”

ยกมือปาดน้ำตาฝืนยิ้มออกมา

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“ผมตรวจอาการท่านเมื่อเช้า ความดันเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ อาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ ผมจะดูแลท่านเป็นอย่างดี”

ช้อนตามองสบกัน รู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกถูกชะตากับหมอรามิชแต่ไม่รู้ว่าเขาจะคิดเช่นไร เพราะโดยปกติเขาคงจะใจดีกับคนไข้ และให้กำลังใจญาติผู้ป่วยแบบนี้ทุกราย

“ฉันขอฝากพ่อด้วยนะคะ”

“ได้สิครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว คุณไอ...”

เธอรอฟังคำพูดแต่เขากลับเงียบ หลุบตามองพื้นใบหน้าเริ่มแดงขึ้นมา

“มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“ปะ...เปล่าครับ”แพทย์หนุ่มยิ้มเก้อ

พยาบาลร่างสูงเพรียวสาวเท้าหยุดมองสองคนกำลังพูดคุยกัน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้อง ไอรินทร์หันมองพร้อมรามิช แพทย์หนุ่มขยับหันหน้ามาทางพยาบาลคุ้นเคยกันดี

“มาตรวจคนไข้เหรอคะคุณหมอ?”พยาบาลสาวเดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคน

ไอรินทร์จ้องมองอย่างชื่นชม รูปร่างสูงเพรียว ดวงตาสีน้ำตาล ผมสีคาราเมล ผิวสีน้ำผึ้ง ดวงตาเฉียวคม ใบหน้าเรียวรูปไข่ ริมฝีปากหนาแต่ดูอวบอิ่ม เหมือนนางแบบแถวหน้าหลุดมาจากแคทวอล์กเลยทีเดียว

“ครับ เคสนี้ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะผมอยากให้ญาติคนป่วยมาเป็นคนพิเศษในวันหน้า”

คำตอบของหมอรามิชทำเอาสองสาวนิ่งอึ้งไปตามกัน ไอรินทร์เหลือบมองเขาเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มแดงซ่านขึ้นมา เขากำลังพูดอะไรออกมา

พยาบาลสาวหันมองใบหน้าสวยหวานของสาวเอเชีย เห็นแล้วอิจฉา แม้ส่วนสูงจะไม่มากนัก แต่ผิวพรรณกลับดูเนียนละออ ดวงตาเรียวสวย ปากนิดจมูกหน่อย องค์ประกอบทุกอย่างดูน่าทะนุถนอม หนุ่มใดเห็นจะไม่หลงรักได้ลง

“เบลเพิ่งเคยเห็นคุณหมอรามิชพูดเรื่องแบบนี้ออกมานะคะ”ฝืนยิ้มออกมา แววตาดูหม่นลง

“เพราะผมเพิ่งเคยเจอกับคนที่ถูกใจนี่ครับ”ระบายยิ้มออกมา “แล้วพยาบาลเบลมาทำอะไรเหรอครับ”

“มาให้ยาผู้ป่วยค่ะ ได้เวลารับยาแล้ว”

“งั้นเชิญเลยครับ”

“ค่ะ”เดินเลี่ยงออกมาจากสองคน หัวใจเจ็บหนึบขึ้นมายิ้มเศร้าให้กับตนเอง

เวลาสองปีทำงานร่วมกันมา แม้รู้สึกชอบพอแต่ทว่าเธอไม่เคยเปิดเผยความรู้สึกนั้นออกมาเลยสักครั้ง ยังคงความเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันเสมอมา เจ็บใจตัวเองไม่มีความกล้ามากพอจะสารภาพออกไป

ไอรินทร์ยืนจับมือตนเองไปมารู้สึกประหม่าเมื่อเผชิญหน้ากันสองต่อสองในเวลานี้ รามิชอมยิ้มเห็นอีกฝ่ายขัดเขิน

“เอ่อ... ฉันขอตัวก่อนนะคะ ต้องไปทำธุระเรื่องพ่ออีก”เงยหน้าสบตา หญิงสาวรีบหลุบมองพื้นทันที

“ได้ครับ ผมจะรอคุณกลับมานะ”

ร่างบางรีบเดินเลี่ยงหนีทันที ยกมือนาบพวงแก้มมันกำลังผ่าวร้อนเพราะขัดเขินต่อคำพูดและการกระทำของหมอรามิช อยู่มาจนอายุยี่สิบสามยังไม่เคยพานพบเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย อาจเพราะเอาแต่ปฏิเสธมาตลอดเนื่องจากไม่พบคนถูกใจ แต่กลับแพทย์หนุ่มคนนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง บุคลิกของเขาเหมือนกับบิดาเธอมากเหลือเกิน

ปรับสีหน้าอารมณ์ตนเองเรียบร้อยโบกรถแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังพาราไดซ์ รถเคลื่อนจอดหน้าภัตตาคารหรูหญิงสาวลงจากรถยืนหน้าประตูหน้าร้าน ราวห้าโมงลูกค้าเริ่มทยอยกันมา ร่างบางมองซอยซ้ายมือแล้วสาวเท้าเดินมาถึงหลังร้านพนักงานที่นี่คุ้นชินกับเธอพอสมควร การมาเยือนเลยทำให้ทุกคนแปลกใจ

“อาเจมส์คะ พี่เลย์อยู่ไหมคะ?”สอบถามพ่อครัวเพื่อนสนิทบิดาทันที

“อยู่ข้างบนน่ะไอ แล้วจะมาหาผู้จัดการทำไม”เจมส์ย้อนถาม

“หนูมีเรื่องจะคุยค่ะ พ่อถูกรถชน”

“อะไรนะ เตโม่ถูกรถชนเหรอ แล้วเป็นยังไงบ้างตอนนี้!”น้ำเสียงตื่นเต้น

“พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่อาการยังสาหัสอยู่”

คนฟังหน้าสลดรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก ความจริงตัวเขามีส่วนรู้เห็นเรื่องอาชีพลับๆ ของเพื่อน

“งั้นเหรอ”

“ไอขอตัวก่อนนะคะ พอดีไอรีบต้องไปดูพ่อที่โรงพยาบาลอีก”ไอรินทร์ตัดบทเมื่อมองออกไปไม่มีใครสนใจเธอเลยสักคน อาเจมส์ก็แสดงท่าทีเหมือนต้องการตีตัวออกห่าง

สาวเท้ามาถึงชั้นสองเปิดประตูห้องทำงานผู้จัดการอย่างถือวิสาสะ เรื่องนี้เร่งด่วนหากจัดการเร็วเงินคงได้ภายในเดือนนี้ หากชักช้าพ่ออาจจะถูกโอนย้ายออกจากโรงพยาบาล ประตูห้องเปิดออกเลย์เงยมองสีหน้าไม่พอใจ แม้สาวน้อยตรงหน้าจะคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดีก็ตาม

“พี่เลย์คะหนูมีเรื่องจะคุยด้วย!”รีบสาวเท้าหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงาน

“มีเรื่องอะไร แล้วพรวดพราดเข้ามาแบบนี้ไม่ดีเลยนะไอ!”แม้เมื่อก่อนจะพอใจในรูปร่างหน้าตาของไอรินทร์ แต่ตอนนี้เขาจำต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน

“ขอโทษค่ะพี่เลย์ ไอไม่ได้ตั้งใจ”ยอมรับผิดแต่โดยดี

“มีเรื่องอะไรว่ามา!”วางปากกาลง กอดอกจ้องมองสาวน้อยตรงหน้า

“พี่เลย์คะ พ่อถูกรถชน ไอรู้มาว่าที่พาราไดซ์มีสวัสดิการออกค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวให้พนักงาน ไอเลยเอาบิลค่ารักษามาเบิกค่ะ”หยิบกระดาษยื่นให้กับเลย์ เขานิ่งงันชั่วครู่เมื่อทราบข่าวร้ายแต่ทว่าเตโม่นั้นไม่ใช่พนักงานของพาราไดซ์อีกแล้ว

“ไอ... อามีเรื่องจะบอก”สีหน้าเคร่งเครียด “พ่อของเธอถูกไล่ออกจากงาน เพราะทำความผิดร้ายแรง อาเลยไม่มีอำนาจในการอนุมัติเงินเพื่อรักษาให้ได้”เลย์อธิบาย

บิลค่ารักษาในมือร่วงหล่นสู่พื้น ริมฝีปากสั่นระริก กายสั่นเทา ข่าวร้ายอะไรกัน นี่เธอจะต้องประสบโชคชะตาอันแสนทุกข์ทรมานไปถึงเมื่อไหร่กัน เพราะอะไร! ยกมือปิดหน้าสะอื้นออกมา เลย์มองดูด้วยความสงสาร

“พ่อลาออกนานหรือยังคะ”ถามเสียงแผ่ว

“เมื่อสองวันก่อน”

“แค่สองวันเอง...”กัดฟันยกมือปาดน้ำตา “พี่เลย์ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอคะ แค่สองวันเองทั้งที่พ่อทำงานให้ที่นี่มาตั้งนาน”

“พี่ช่วยไม่ได้หรอก เจ้านายใหญ่สั่งลงมาแบบนี้”

“งั้นไอจะไปคุยกับเขาเอง”ร่างบางหันขวับจ้ำพรวดออกจากห้อง

“เดี๋ยวไอ!”เลย์พยายามร้องเรียก เมื่อเห็นเธอไม่สนเลยรีบวิ่งตามมา “ไอหยุดก่อน” หญิงสาวไม่ยอมหยุดตามเสียงเรียก “รู้แล้วเหรอว่าจะตามตัวคุณชายเซย์ได้ที่ไหน!”ตะโกนลั่นออกมา สองเท้าคนถูกเรียกชะงักหันกลับมามอง

“ไอไม่รู้ค่ะ”ยิ้มเก้อออกมา

เลย์หยิบปากกาแล้วเขียนบางอย่างลงในสมุดโน้ตเล็กๆ แล้วฉีกกระดาษออกมา จับมือบางวางมันลง ไอรินทร์มองดูมันบอกที่อยู่ของคนที่เธอต้องการพบไว้

“ขอบคุณมากนะคะพี่เลย์!”ยิ้มยินดีแล้วรีบก้าวยาวไปหน้าร้านทันที

สำหรับผู้หญิงต่างบ้านต่างเมืองเช่นเธอไม่มีทางเลือกมากนัก ข่าวคราวตระกูลอัลเล็นโซ่ตามหน้าหนังสือพิมพ์บอกว่าพวกเขาเป็นชอบออกงานการกุศล คุณชายเซย์คงไม่ใจร้ายเพราะบิดาทุ่มเททำงานให้หลายปี จนพาราไดซ์มีชื่อเสียงโด่งดังจนถึงปัจจุบันนี้ เงินที่ต้องการมาจ่ายค่ารักษามันแค่เศษเงินเท่านั้น

โบกรถแท็กซี่อีกครั้งเพื่อเดินทางไปยังคอนโดเป้าหมาย ราวยี่สิบนาทีรถจอดเทียบร่างบางก้าวลงสาวเท้ามาถึงหน้าประตูทางเข้า พนักงานรักษาความปลอดภัยยกมือขวางไว้

“มาพบใครครับ”

“เอ่อ... ฉันมาพบคุณชายเซย์ เรานัดกันไว้ค่ะ”แสร้งใช้ผมทัดหูเพื่อให้ดูเหมือนผู้หญิงมาเรื่องแบบนั้น

พนักงานพิศมองใบหน้าดูเหมาะสมจะเข้ามาทำงาน แต่ทว่า... การแต่งกายกลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง แต่หากผู้หญิงคนนี้มาเรื่องนั้นจริงๆ เขาอาจจะถูกต่อว่าก็เป็นได้ พนักงานรักษาความปลอดภัยเลยจำต้องปล่อย ไอรินทร์รีบเดินตรงไปที่ลิฟท์ ยกกระดาษขึ้นดูเลขห้องมันดูคุ้น ทั้งสถานที่และห้องพัก

ใช่แล้ว! เลขห้องนี้เธอพบกับผู้ชายคนนั้น และยังเป็นไรอันคอนโดเหมือนกัน หมายความว่ายังไงหรือว่าไอ้ผู้ชายหื่นกามมันขายคอนโดให้กับคุณชายเชย์แล้ว แต่พี่เลย์คงไม่กลั่นแกล้งเธอให้มาห้องนี้หรอก ลิฟท์เปิดออกยังชั้นที่ต้องการไอรินทร์สาวเท้าหยุดยืนหน้าห้องชั่งใจพักใหญ่

 

ก๊อก! ก๊อก!

ร่างสูงชะงักเมื่อห้องพักถูกเคาะขยับกายลุกจากโซฟาจับลูกบิดแง้มประตูออก เห็นใบหน้าสวยหวานมองกี่ครั้งไม่เบื่อปรากฏต่อหน้า เซย์ยิ้มเยาะออกมาทันที แต่อีกฝ่ายกลับอ้าปากค้างชี้นิ้วด้วยความตระหนก

“ทำไมเป็นคุณอีกแล้ว แล้วคุณชายเซย์ล่ะ!”ร้องลั่นออกมา

เซย์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่ายศีรษะด้วยความระอา หนังสือพิมพ์ในอิตาลีเธอไม่เคยหยิบอ่านเลยหรือไง

“มีเรื่องอะไรจะมาหาเซย์!”ย้อนถามเสียงขุ่น

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ!

“แล้วมาทำไม หรืออยากมาขายตัวอีก!”ยักคิ้วเหมือนผู้ชนะ วันนั้นโดนตบหน้ายังไม่หายแค้น

“หยุดพูดจาทุเรศใส่ฉันได้แล้ว ฉันมีเรื่องจะมาขอพบคุณชายเซย์ แต่ถ้าไม่มีฉันกลับล่ะ!”หันหลังกลับทันที จังหวะนั้นซากิกำลังเดินมาพอดี

บอดี้การ์ดหนุ่มมองด้วยความแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้มาทำอะไรที่นี่อีก เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักรีบก้าวยาวเข้าหาเจ้านายทันที

“คุณชายครับ”

ไอรินทร์หยุดเท้ากำลังก้าวลงกับคำพูดของชายสวนทางเมื่อครู่ คุณชายอย่างนั้นเหรอ... หันกลับมามองสองคนอีกครั้งด้วยความสงสัย

“มีอะไรซากิ”

“คุณชายซาฟบอกให้คุณชายไปร่วมงานการกุศลที่อัลเล็นโซ่ด้วยครับ อีกอย่างคุณชายซาฟบอกว่าท่านซานโต้คุณพ่อคุณชายบ่นหา”

เซย์กอดอกท่าทีหงุดหงิด บิดานะหรือบ่นหา จะเรียกไปด่าล่ะสิไม่ว่า

“ฉันไม่ไปหรอกน่าเบื่อ มีแต่ผู้ดีใส่เพชรเต็มไปหมด!”บ่นแล้วจับประตูเพื่อปิดมันลง ไอรินทร์รีบถลาคว้าเอาไว้แล้วแสร้งยิ้มหวานให้กับเขาทันที

“เธอทำบ้าอะไร!”เซย์ขึ้นเสียงสูง

ซากิจ้องมองหญิงสาวร่างเล็กด้วยความแปลกใจ เธอคนนี้จะกล้ามากเกินไปหรือเปล่า วันนั้นยังตบหน้าเจ้านายวันนี้ยังจะขวางทางอีก

“คุณคือคุณชายเซย์ใช่ไหม ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณ”รีบบอกธุระตนเองทันที

เซย์ยิ้มเย็น ปล่อยมือจากประตูใช้นิ้วชี้ปากตนเอง

“ดูปากฉันให้ดีนะ ฉันไม่อยากพบหน้าเธอ ไสหัวไปให้พ้น!”ดึงรั้งประตูอีกครั้ง

“ฉันไม่ไปถ้าเราไม่ได้คุยกันให้รู้เรื่องวันนี้!

บอดี้การ์ดหนุ่มเห็นท่าไม่ดี เลยรีบล็อกร่างบางไว้ทันที ไอรินทร์ดิ้นรนแววตาขุ่นเคืองจ้องมองทางเซย์

“ปล่อยเธอซากิ ฉันจัดการเอง”ซากิปล่อยเป็นอิสระ

ไอรินทร์ปัดเสื้อผ้าตนเองเล็กน้อย แล้วหันมามองชายหนุ่มอีกครั้ง

“เข้ามาในห้องถ้าเราจะคุยกัน!”เปิดประตูอ้าออก หญิงสาวชะงักไม่กล้าก้าวเข้าด้านใน “ถ้าไม่ก็ไปให้พ้น อย่าให้ฉันรำคาญ!”เซย์ตวาด จนคนฟังสะดุ้ง

“ได้ๆ”ก้าวเข้าด้านใน กวาดตามองอย่างระแวดระวัง

เซย์มองลูกน้องคนสนิท โบกมือไล่ให้กลับไป เขาไม่เชื่อหรอกกับแค่ผู้หญิงตัวเล็กจะจัดการไม่ได้ ร่างสูงปิดประตูลงแล้วก้าวยาวมาถึงห้องครัวเปิดประตูรินน้ำใส่แก้วให้กับแขกไม่ได้รับเชิญ เขาวางมันลงตรงหน้าหญิงสาว แล้วนั่งลงข้างกันแสร้งเบียดกายเข้าหาจนคนตัวเล็กเริ่มขยับหนีด้วยความหวาดหวั่น

“คุณจะนั่งตรงนี้ทำไม!

“จะคุยธุระไหม?”ถามเสียงเย็น แต่ในกายกลับเดือดพล่านเมื่อกลิ่นกายสาวแตะจมูก

“คุยสิคะ”รีบตอบทันที

“ว่ามามีเรื่องอะไร”เริ่มยกท่อนแขนผาดบนพนักโซฟา ไอรินทร์มองตามพยายามข่มกลั้นอารมณ์ตนเองอย่างที่สุด

“พ่อของฉันประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสอยู่ที่โรงพยาบาล ท่านเคยเป็นพ่อครัวให้กับพาราไดซ์ฉันอยากมาขอความกรุณาให้คุณช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ได้ไหม ความจริงพ่อฉันทำงานที่พาราไดซ์มานาน สวัสดิการพนักงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุในข้อนี้น่าจะได้นะคะ”เหลือบมองเขา เห็นเพียงสีหน้าเคร่งขรึมลงมือเคยพาดชักกลับ ลุกยืนกอดอกจ้องมองมาที่หญิงสาว

เซย์ขบกราม กล้าดียังไงมาขอความช่วยเหลือทั้งที่ทำผิดต่องานตนเอง อีกทั้งยังสร้างความเสื่อมเสียให้กับตระกูลอัลเล็นโซ่ ลามไปถึงการถูกดูถูกจากผู้คนมากมาย กว่าจะแก้ข่าวเหล่านี้ได้ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว ชื่อเสียงสั่งสมมานานเกือบถูกทำลายเพราะผู้ชายที่ชื่อเตโม่

“หึ! ฉันอยากจะบอกเธอไว้อย่างนะ ฉันไม่ได้หวงเงินที่จะรักษาพ่อเธอ หากเป็นคนอื่นมาขอฉันยินดีช่วยเหลือเสมอ แต่เธอรู้อะไรไหมสำหรับผู้ชายที่ทรยศหักหลัง ทำเรื่องเสื่อมเสียจนยากเกินให้อภัย ถ้าเธอเป็นฉันคิดว่าจะช่วยเหลือคนแบบนี้อย่างนั้นเหรอ!

“แต่พ่อฉันก็ทำเรื่องดีๆ มากมายให้กับพาราไดซ์เหมือนกัน ทำไมคุณไม่คิดข้อนี้บ้าง!

“แต่เรื่องเลวมันมากกว่า!”ตวาดย้อนทันควัน

ไอรินทร์กัดฟันลุกยืนจ้องมองอย่างไม่เกรงกลัว

“คุณมันก็เลวเหมือนกัน พ่อฉันเป็นพ่อเล้าส่งผู้หญิงเพื่อขายบริการจริง แต่คุณก็ไม่ต่างกันนักหรอกเพราะคุณเองก็ซื้อบริการผู้หญิงจำพวกนั้นเหมือนกัน เพียงแต่คุณไม่ได้ซื้อพวกเธอจากพ่อของฉันเท่านั้นเอง!”ตอกกลับอย่างเจ็บแสบ

“นี่เธอ!”มือข้างหนึ่งกดพวงแก้มไว้แน่น ดวงตาวาวโรจน์ “กล้าตีฝีปากแบบนี้ ก็เชิญไสหัวไปหาค่ารักษาพ่อเธอเอาเองก็แล้วกัน คนอย่างมัน ฉันไม่มีทางเสียเงินไปช่วยสักแดงนอกจากเธอ...”กวาดตามองทั่วเรือนร่างอย่างจงใจ “จะยอมนอนกับฉัน!”สะบัดมือออก

ซ่า!

หยดน้ำเกราะพราวเต็มใบหน้า ไอรินทร์จ้องมองแววตาเขียวขุ่น ผู้ชายปากร้ายไร้ยางอายน่ารังเกียจ เทียบไม่ได้กับหมอรามิชเลยสักนิดนี่หรือตระกูลผู้ดี คนชมนักหนาว่าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ที่แท้ก็ซาตานในคราบนักบุญดีๆ นี่เอง

ดวงตาเรียวคมช้อนมองจ้องมองไม่วางตา อีกครั้งที่ถูกหยามกัน มันชักจะมากเกินไปแล้วผู้หญิงคนนี้ มือข้างหนึ่งคว้าเอวบางไว้ทันควันกระชากเข้ามาบดเบียดแนบชิดกาย ไอรินทร์ดิ้นรนทันทีที่ได้สติ

“ปล่อยฉันนะคุณจะทำอะไร! อุ๊บ!

ริมฝีปากถูกบดเบียดครอบครองอารมณ์ขุ่นเคืองมลายหายทันทีที่ได้ลิ้มรสความหวานละมุน มือโอบเอวกอดรัดนุ่มนวล แนบกายเข้าหาเลือดในกายเดือดพล่านความต้องการเริ่มพุ่งทะยาน ไอรินทร์ได้สติผลักดันสุดแรงจนร่างสูงผงะถอยหลัง

เพียะ!

เสี้ยวหน้าชาหนึบลิ้นดุนดันเพื่อลดทอนความเจ็บ ตวัดสายตามองหญิงสาวอีกครั้ง เห็นหยาดน้ำตาเริ่มไหลรินออกมา แต่มันไม่ได้ทำให้หัวใจเขารู้สึกอ่อนลงเลย มันกลับยิ่งทวีความขุ่นเคืองมากขึ้น

“คนเลว ฉันคิดผิดจริงๆ ที่ร้องขอความเมตตาจากคุณ ต่อให้ฉันต้องตาย ฉันจะไม่มีวันมาขอร้องให้คุณช่วยอีกแล้ว!

“เชิญเลย อย่ากลืนน้ำลายตัวเองทีหลังล่ะ!”ยิ้มเยาะ

กัดฟันเก็บความเจ็บแค้นไว้ในอก ไม่มีทางต่อกรเขาได้เลย หันหลังวิ่งพรวดถึงหน้าประตูเปิดออกแล้วกระแทกปิด หยุดยืนหน้าห้องสูดหายใจยกมือปาดน้ำตา เงินทุเรศจากคนพรรค์นั้นเธอไม่เอา จะหางานทำหาเงินจ่ายให้ครบตามกำหนดให้ได้โดยไม่จำเป็นต้องง้อคนหยาบคายแบบนั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องสุดท้ายในซีรีย์ยอดดวงใจเทพบุตรอัลเล็นโซ่"

Vanalak29


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha