ยอดดวงใจเทพบุตรจอมมาร

โดย: Vanalak29



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : แสงสุดท้าย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ตีห้าท้องฟ้ายังไม่สว่างไอรินทร์รีบลุกจากเตียงบิดกายเล็กน้อย คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว สิบนาทีออกมาหยิบเสื้อยืดลายตุ๊กตากางเกงยีนส์สีซีดสวม รวบผมมัดกลางกระหม่อม ทาครีมทั่วใบหน้าแล้วตามด้วยแป้งฝุ่น ตรวจความเรียบร้อยอีกครั้งแล้วก้าวออกจากห้องนอน

ลงบันไดชั้นสองมาถึงประตูหน้าบ้านรีบล็อกแล้วเดินทางสู่โรงพยาบาลทันที ร่างบางยืนมองบิดายังไม่ฟื้นคืนสติ กี่ครั้งก็ไม่เคยทำใจได้บิดาต้องทนเจ็บกับมันเท่าไหร่

“มาแต่เช้าเลยนะครับ”น้ำเสียงคุ้นเคยเอ่ยทัก ไอรินทร์ระบายยิ้มแล้วหันมอง

“คุณหมอรามิชล่ะคะ มาทำอะไรแต่เช้า”ช้อนมองแล้วก้มหน้างุด เพราะขัดเขิน

“ผมเข้าเวรครับวันนี้ ออกตอนเช้านี่แหละ ทานอะไรมาหรือยังครับ ไปทานด้วยกันไหม?”

อ้าปากเกือบตอบรับ แต่เธอจำต้องหางานทำอย่างเร่งด่วนไม่มีเวลามาสานสัมพันธ์เรื่องส่วนตัวในเวลานี้

“ขอโทษนะคะ พอดีฉันต้องไปทำธุระค่ะ เยี่ยมพ่อเสร็จก็ต้องรีบไปแล้ว”

“เหรอครับ ถ้าอย่างนั้นวันอื่นแทนแล้วกันนะ อย่าลืมล่ะว่าคุณติดอาหารผมหนึ่งมื้อ”

“ค่ะ”ตอบรับทันที หันมองบิดาอีกครั้ง “คุณหมอรามิชคะ อาการของพ่อดีขึ้นบ้างไหม”

“อาการดีขึ้นมากครับตอนนี้ความดันเป็นปกติแล้ว พรุ่งนี้ผมจะถอดเครื่องช่วยหายใจท่านหายใจเองได้แล้ว”

คนฟังยกยิ้มอาการของพ่อดีมากขึ้น ข่าวแค่นี้ใจก็อิ่มเอมแล้ว รู้สึกโล่งขึ้นมาจากนี้ถึงเวลาลูกคนนี้จะต่อสู้เพื่อผู้ให้กำเนิดบ้าง

“ถ้าอย่างนั้น ไอขอตัวก่อนนะคะ”ก้มศีรษะบอกลาแพทย์หนุ่มสาวเท้าห่างออกมาอย่างรวดเร็ว

รามิชมองตามแผ่นหลังถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ เสียดาย... เมื่อไหร่ความรู้สึกที่มีจะบอกให้เธอได้รับรู้ และก้าวหน้ามากขึ้นอีก

“ถอนใจทำไมคะ หมอรามิช”เสียงเอ่ยทักเจ้าของชื่อหันมอง

“อ้าว คุณเบล”รามิชยิ้มทักทาย

พยาบาลเบลชะเง้อมองแผ่นหลังสาวน้อย แล้วฝืนยิ้มให้แพทย์หนุ่ม

“ไม่รั้งไว้ล่ะคะ หน้าตาคุณหมอเสียดายขนาดนี้”

“ผมรั้งไว้ไม่ได้หรอกครับ เธอมีธุระต้องทำ”

พยาบาลสาวนิ่งชั่วครู่ แล้วแสดงสีหน้ายินดีออกมาอีกครั้ง แม้ถ้อยคำของเขาจะให้ความรู้สึกเจ็บลึกๆ ขึ้นมาก็ตาม

“คุณหมอ... ชอบเธอมากเหรอคะ”สบตาอยากรู้คำตอบ

“ทำไมเหรอครับ?”รามิชย้อนถาม สงสัยกับคำถามเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว

“เปล่าค่ะ ฉันแค่แปลกใจปกติคุณหมอไม่ค่อยสนใจผู้หญิงคนไหน”รีบแก้ต่างให้ตัวเอง

รามิชเหลือบมองใบหน้าอีกฝ่าย มันกำลังแดงซ่านวูบหนึ่งเริ่มข้องใจ หวังว่าสิ่งที่คิดคงไม่เป็นจริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลย

“ใช่ครับ ผมรู้สึกถูกชะตากับคุณไอมาก”ตอบตามจริง

ได้ยินคำตอบเบลข่มใจฝืนยิ้มออกมา แม้น้ำตาอยากไหลติดตาม เธอจะโทษใครในเมื่อไม่เคยพยายามทำอะไรเลย มัวแต่ชะล่าใจว่าเขาจะไม่มีใครแต่สุดท้ายกลับไม่ใช่อย่างที่คิด

“เบลดีใจด้วยนะคะ ขอให้คุณหมอสมหวัง”อวยพรให้แม้ใจจะเจ็บปวดกับมัน

“ขอบคุณมากนะครับ” ยิ้มอ่อนโยน แล้วหันมองบิดาของไอรินทร์ “มาให้ยาคนไข้อีกแล้วเหรอครับ”รามิชเอ่ยถาม

“ค่ะ”

“พยาบาลเบลดูแลเคสของคุณเตโม่ด้วยเหรอ?”ถามด้วยความแปลกใจ

“ใช่ค่ะ พอดีคุณนิด้าเธอติดธุระ ฉันเลยมารับผิดชอบแทน”

“แบบนี้ก็ดีสิครับ”สบตาพยาบาลสาว เบลใจสั่นขึ้นมาเขาเป็นแบบนี้อีกแล้ว

“เอ่อ... ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”รีบเดินเลี่ยงออกมา เปิดประตูเข้าห้องรู้สึกประหม่า แทนที่จะตัดใจได้เพียงแค่เห็นสายตาแบบนั้นกลับทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ แย่จริงๆ แล้วเมื่อไหร่จะเลิกรู้สึกแบบนี้

 

ห้างใหญ่ใจกลางเมืองเวนิช ร่างบางยืนสูดหายใจเพื่อสร้างความกล้าให้กับตนเอง ก้าวเดินเข้าด้านในจนถึงแผนกขายเสื้อผ้าเด็กอ่อนที่เห็นประกาศรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์อยู่ ยืนเก้ๆ กังๆ สับสนมึนงงไม่รู้จะหันไปทิศทางไหน

“ต้องการเสื้อผ้าเด็กหรือเปล่าคะคุณลูกค้า”พนักงานเดินเข้ามาถาม

“อ๋อ เปล่าค่ะ พอดีฉันจะมาสมัครงานพาร์ทไทม์”

“สมัครงานทางนี้เลยค่ะ”พนักงานเดินนำสู่หลังร้าน

ด้านหลังเป็นห้องทำงานขนาดไม่ใหญ่มาก ไอรินทร์กวาดสายตามองรอบๆ เมื่อต้องหยุดยืนอยู่หน้าห้องทำงาน พนักงานหญิงเปิดประตูเข้าห้องแล้วออกมา

"เชิญเข้าด้านในเลยค่ะ”พนักงานบอกแล้วเดินเลี่ยงออกไป

ไอรินทร์เปิดประตูแล้วสาวเท้าเข้าห้อง มองเห็นหญิงกลางคนกำลังนั่งทำงานอยู่ เมื่อได้ยินเสียงเธอเดินเลยเงยหน้าจากคอมพิวเตอร์

“เชิญนั่งเลยค่ะ”เธอบอก

หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับพนักงานกลางคน

“มาสมัครตำแหน่งพนักงานขายใช่ไหมคะ?”สอบถามแล้วดึงลิ้นชักหยิบใบสมัครงานมาวางไว้ตรงหน้า

“ใช่ค่ะ”

“กรอกใบสมัครให้เรียบร้อยแล้วแนบเอกสารบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านด้วยนะคะ” เหลือบมองใบหน้าสะสวยของผู้สมัคร “คุณเป็นคนต่างชาติหรือเปล่า?”เมื่อเห็นโครงหน้ากระเดียดไปทางเอเชีย

“ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนไทย”

“เอาพาสสปอร์ตมาหรือเปล่าคะ?”

“เอามาค่ะ”

“แนบมาด้วยนะคะ”สีหน้าค่อนข้างหนักใจ เธอไม่อยากรับชาวต่างชาติเท่าใดนักเพราะกลัวมีปัญหาเรื่องการต่อวีซ่า

“ได้ค่ะ”ก้มลงกรอกใบสมัครแล้วแนบเอกสาร พนักงานรับมาแล้วแม็กติดกันใส่แฟ้มไว้

“แล้วจะติดต่อกลับไปนะคะ”

“ค่ะ”ไอรินทร์ลุกยืน รู้สึกได้ว่าคงยากที่จะได้งานที่นี่แล้ว

ออกจากห้องดังถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ก้าวเดินต่อเพื่อหางานทำหนึ่งเดือนจะหาเงินได้ทันหรือเปล่ายังไม่รู้ จะขอร้องให้ใครช่วยเหลือก็คงยากเพราะแทบไม่รู้จักคนที่นี่เลย แม้พนักงานเคยเป็นเพื่อนร่วมงานบิดาต่างก็หาเช้ากินค่ำกันทั้งนั้น เงินจำนวนมากขนาดนี้คงไม่มีทางให้หยิบยืมแน่นอน

สามชั่วโมงถัดมาสถานการณ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานเลย ร่างบางนั่งลงริมบาทวิถีทุบต้นขาตนเองเพื่อขับไล่ความเมื่อย เท้าเริ่มเป็นน้ำใสเพราะเดินมาก ความท้อแท้เริ่มเข้ามาทักทายเหตุใดการมีชีวิตหยัดยืนเพื่อใครสักคนมันถึงยากนัก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเหนื่อยมากจริงๆ กำลังใจเพียงหนึ่งคือบิดา มองผู้คนเดินผ่านหน้าไปมาน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมายกมือปาดออกแล้วกัดฟันลุกยืนอีกครั้ง

ร่างบางสาวเท้าผ่านตรอกเล็กๆ สองเท้าชะงักเมื่อเห็นป้ายรับสมัครงาน ไอรินทร์ตาโตด้วยความยินดี รีบเปิดประตูไม้เข้าด้านในทันที พนักงานมองมาที่เธอ

“ที่นี่รับสมัครพนักงานใช่หรือเปล่าคะ?”

“ใช่ครับ”พนักงานหนุ่มตอบ หยุดมือจากการถูพื้น

“ใครมาสมัครงานเหรอ”สาวร่างใหญ่ลงมาจากชั้นบนของร้าน เธอพูดภาษาไทยอย่างชัดเจนกับหนุ่มเมื่อครู่นี้

ไอรินทร์ระบายยิ้มออกมาเมื่อพบคนเชื้อชาติเดียวกัน

“คุณเป็นคนไทยเหรอคะ!”ร้องถามเป็นภาษาไทยทันที

สองคนหันมองแล้วระบายยิ้มออกมา

“มานั่งก่อนมา คนไทยด้วยกันเองเหรอนี่”สาวร่างใหญ่รีบเชื้อเชิญ

“ขอบคุณค่ะ”กล่าวขณะนั่งลง แล้วยกมือไหว้

“ป้าชื่อศรีนะ ถ้าเป็นชื่อใช้ที่อิตาลีคือป้าเพ็นนี”หญิงกลางคนแนะนำตัว

“หนูชื่อไอค่ะ ชื่อไทยก็ไอรินทร์นี่แหละค่ะ”

เพ็นนีหันไปทางชายหนุ่มที่กำลังถูพื้นอย่างขะมักเขม้น

“ส่วนเจ้านี่ชื่อทศราชย์ ถ้าในอิตาลีเรียกทอมมี่ก็ได้ เป็นหลานของป้าเองจ้ะ”

ไอรินทร์ยกมือไหว้ทักทาย ชายหนุ่มแทบวางไม้ไม่ทันเพื่อรับไหว้ แก้มเริ่มแดงปลั่งหันไปให้ความสนใจกับพื้นร้านต่อ เพ็นนีอมยิ้มเมื่อเห็นหลานชายมีท่าทีขัดเขินต่อหญิงสาวเชื้อชาติเดียวกัน

“แล้วมาทำอะไรที่อิตาลีเหรอ?”ซักประวัติต่อ

“ไอมาเรียนค่ะเพิ่งจบปีนี้เองกำลังหางานทำอยู่ค่ะ พอดีพ่อประสบอุบัติเหตุเข้าโรงพยาบาลแล้วไอก็ยังไม่ได้งาน”เล่าเรื่องราวตนเองเสียงเศร้าแววตาหม่น

เพ็นนีนิ่งเงียบรู้สึกเห็นใจเพื่อนร่วมชาติ แต่ค่ารักษาพยาบาลที่อิตาลีค่อนข้างแพง

“ป้าน่ะยังไงก็รับไอเข้าทำงาน เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ลำบากแบบนี้จะทอดทิ้งได้ยังไง”ยิ้มอ่อนโยนให้

“จริงเหรอคะ!”ร้องลั่นด้วยความยินดี

“พร้อมเริ่มงานวันไหนก็บอกเลยนะ”

“ขอบคุณมากค่ะ ไอพร้อมเริ่มงานได้ทุกเมื่อ”รู้สึกใจชื่นขึ้นมา

“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ได้ไหม ที่ร้านกำลังขาดคนพอดี”เพ็นนีเสนอ

“ได้ค่ะ”

หญิงกลางคนหันมาทางหลานชายที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน

“ทศแกช่วยสอนงานให้ไอด้วยนะ”หันมาสั่ง

พยักหน้าหงึกๆ ไม่หันไปสบตาเพื่อนร่วมงานคนใหม่เลย ไอรินทร์ลุกขึ้นแล้วสาวเท้าไปยืนข้างๆ ชายหนุ่ม ทอมมี่เหลือบมองแสร้งตีหน้าขรึม

“ช่วยกันถูพื้นก่อน เดี๋ยวค่อยไปเตรียมของในครัว”บอกเสียงห้วนแล้วเดินหนีไปถูพื้นส่วนอื่น

หยิบไม้จากด้านหลังร้านจัดการถูพื้นตามคำสั่ง โดยไม่ลืมจัดโต๊ะและวางแจกันดอกไม้ จานสีขาวถูกวางอย่างเป็นระเบียบ ยกมือปาดเหงื่อเมื่อมองผลงานตนเอง ร่างบางสาวเท้ามาถึงครัวเห็นทศราชย์กำลังปอกมันฝรั่ง ไอรินทร์เลยจัดการหั่นผักแทน หนึ่งทุ่มการทำงานเสร็จสิ้นพนักงานสองคนนั่งหมดแรงอยู่ด้านหลัง แม่ครัวเดินทางมาถึง ร้านเปิดในเวลาสองทุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและชาวต่างชาติทยอยเข้าร้าน หญิงสาวมองดูไม่อยากเชื่อว่าร้านเล็กๆ เท่านี้ จะมีลูกค้ามากพอควรเลยทีเดียว

ร้านแฮปปี้แนสเปิดขายเฉพาะอาหารไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นเครื่องปรุงส่วนมากเลยต้องทำการส่งจากเมืองไทย โชคดีที่ป้าเพ็นนีมีญาติพี่น้องที่สนับสนุนด้วยการส่งมาให้ทุกเดือน อาหารไทยหลากหลายถูกนำมาเสริฟ์ ช่วงเที่ยงคืนลูกค้าเริ่มซาลง มือยกขึ้นปาดเหงื่อบรรยากาศที่นี่แตกต่างจากพาราไดซ์โดยสิ้นเชิง ที่นั้นหรูหราพนักงานมากมายเลยทำให้สะดวกในการบริหารงาน แม้แฮปปี้เนสจะดูวุ่นวายกว่าแต่กลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

“ไอมากินข้าวก่อนสิ”เพ็นนีเรียก

ร่างบางก้าวตามเข้าด้านหลังครัวเห็นหลานชายเจ้าของร้านนั่งทานอาหารอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเธอเดินเข้ามาเขากลับหันหนีเหมือนเกลียดขี้หน้ากัน เพ็นนีจ้องมองหลานชาย

เพียะ!

คนถูกตีสะดุ้งหันมองป้าด้วยความไม่เข้าใจ

“แกจะตีหน้ายักษ์ใส่ไอทำไม ทำงานด้วยกันแทนที่จะคุยด้วย หรือแกอยากทำงานคนเดียว!

“เปล่าสักหน่อย ผมแค่ไม่คุ้นเท่านั้นเอง”แก้ตัวเสียงขุ่น แล้วเหลือบมองมาทางหญิงสาว

ไอรินทร์กระอักกระอ่วนไม่อยากเห็นป้าหลานต้องมาทะเลาะกันเพราะเธอ

“เดี๋ยวไอออกไปทานข้างนอกก็ได้ค่ะไม่เป็นไร!”หันหลังจะกลับเข้าร้าน

“เดี๋ยวก่อนจะไปไหน!”ทอมมี่ลุกยืนถามเสียงห้วน ใช่ว่ารังเกียจแต่เพราะไอรินทร์นั้นสวยมากจนเขาคุมตัวเองไม่อยู่ รู้สึกถูกใจจนไม่กล้าเข้าใจต่างหาก

สองเท้าชะงักหันกลับมามอง ทอมมี่ได้สติรีบปรับสีหน้าตนเอง เพ็นนีกอดอกมองสองคนพลางส่ายศีรษะไปมา

“ไอมากินข้าวเถอะ ไม่ต้องไปสนใจทอมมี่มันหรอก”เพ็นนีตัดบทตักข้าวใส่จานให้หญิงสาวทันที

มื้ออาหารจบลงพนักงานสองคนเริ่มทำหน้าที่ต่อ ยิ่งใกล้เวลาปิดร้านงานเบาลงเพราะลูกค้าบางตา ตีสองเวลาปิดทอมมี่ล็อกประตูแล้วจัดการเก็บข้าวของจัดโต๊ะ ล้างจาน จัดเก็บครัว เสร็จสิ้นทุกอย่างในช่วงตีสาม ไอรินทร์สะพายกระเป๋าแล้วยกมือไหว้เพ็นนี

“ไอขอตัวกลับก่อนนะคะ ต้องไปเฝ้าพ่ออีกค่ะ”

“จ้า เดินทางดีๆ นะไอ”

ร่างบางสาวเท้าถึงหน้าร้านช่วงเวลาประมานนี้จะหารถที่ไหน เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มรถซีพีอาร์จอดเทียบหน้าหญิงสาว ไอรินทร์ชะงักจ้องมองใบหน้าภายใต้หมวกกันน็อคด้วยความสงสัยจนกระทั่งคนขับถอดออก

“ขึ้นมาสิจะไปส่ง”ทอมมี่เอ่ยปากแล้วมองไปทางอื่น

“ไม่เป็นไรหรอกทอมมี่ ไอไปเองได้”เธอรู้ว่าเขาไม่ค่อยชอบหน้าสักเท่าไหร่นัก

“ขึ้นมาเถอะอย่างเรื่องมาก เดี๋ยวป้าด่าอีก!”แสร้งเอาป้ามาอ้าง

กัดริมฝีปากตัดสินใจให้เขาไปส่ง รู้ดีว่าคงรอรถอีกนาน แถมยังเปลี่ยวมากด้วย ทอมมีส่งหมวกอีกใบให้ไอรินทร์รับมาสวมไว้ รถเคลื่อนออกคนซ้อนไม่ได้จับเอวคนขับเลยหงายหลังด้วยความตกใจเลยโผเข้ากอดอย่างไม่ทันตั้งตัว ทอมมี่ชะงักเล็กน้อยเลือดฝาดใบหน้าขึ้นมาดีที่ไม่มีใครเห็นมัน

มือจับแจ็กเก็ตคนขับไว้แน่นจนกระทั่งรถจอดหน้าโรงพยาบาล ร่างบางลงจากรถถอดหมวยคืนเจ้าของ

“ขอบคุณมากนะทอมมี่” อึกอักไม่กล้าถาม สุดท้ายกลั้นใจเอ่ยออกมา “คือว่า... ไอยังไม่รู้เลยว่าทอมมี่อายุเท่าไหร่”

“ยี่สิบสาม”ตอบเสียงห้วน

“อายุเท่ากันเลย”

“อืม” ยิ่งพิศมองยิ่งใจเต้น ไม่เข้าใจตัวเองเลย “เข้าไปเถอะ ผมจะได้กลับ”

“งั้นเราไปก่อนนะ”ไอรินทร์โบกมือลาแล้วเดินเข้าด้านใน

เดินมาถึงเก้าอี้สีส้มหน้าห้องฉุกเฉิน ร่างบางนั่งลงถอนใจออกมาเมื่อร่างกายเริ่มปวดเมื่อยเพราะการทำงาน เอนศีรษะพิงพนังหลับตาลงอย่างอ่อนล้า รายได้ต่อวันคงไม่สามารถช่วยจ่ายค่ารักษาทัน พรุ่งนี้คงต้องหางานทำเพิ่มเติมอีก ห้วงความคิดนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาของบุตรชายคนสุดท้องแห่งตระกูลอัลเล็นโซ่ เซย์... นามนี้สาวๆ เรียกกันจนติดปาก อาจเพราะมีเพียงเขาคนเดียวที่ยังไม่มีคู่ครองเลยกลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมในบรรดาพี่น้อง

แต่ใครจะรู้ถึงนิสัยน่ารังเกียจ จวบจ้วง หยาบคาย ฉวยโอกาส ยิ่งนึกถึง ริมฝีปากกลับร้อนผ่าวขึ้นมา จำรสจุมพิตในวันนั้นได้ดี

“กำลังฝันอยู่หรือเปล่าครับ ทำไมหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างนั้น”เสียงทักทายคุ้นเคย

ไอรินทร์ลืมตาใบหน้าอ่อนโยนกับท่าทางสุภาพปรากฏต่อสายตา แก้วกาแฟถูกยื่นให้กับหญิงสาว

“กาแฟครับ ดูเหมือนคุณจะเหนื่อย”

“ขอบคุณค่ะ”รับมาแล้วจิบ

“ทำไมมาแต่เช้ามืดเลยล่ะครับ”แพทย์หนุ่มเอ่ยถาม

“ไอเพิ่งเลิกงานค่ะ เลยแวะมา เดี๋ยวเยี่ยมพ่อตอนเช้าคงจะกลับบ้านเลยน่ะค่ะ”

“ทำไมงานเลิกดึกจังเลยครับ”

“ร้านอาหารน่ะค่ะ เปิดช่วงสองทุ่มปิดตีสองกว่าจะเก็บของเสร็จก็ปาไปตีสามแล้วค่ะ”อธิบายให้ฟัง

“แบบนี้เหนื่อยแย่เลยนะครับ”

ไอรินทร์ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ยิ้มให้กับเขา เธอรู้สึกเพลียเกินกว่าจะทำอะไร ตีห้าแพทย์อนุญาตให้เข้าเยี่ยมเครื่องช่วยหายใจถูถถอดออกแล้วแต่พ่อก็ยังไม่ฟื้น ครบหนึ่งชั่วโมงร่างบางสาวเท้าออกมาจากห้องฉุกเฉิน คงต้องกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนที่ตัวเองจะล้มป่วยตามบิดาไปอีกคน

ก้าวเดินตามทางระหว่างตึกสวนทางกับหมอรามิช ไอรินทร์หยุดเท้าเช่นเดียวกับแพทย์หนุ่ม

“ไอขอตัวกลับก่อนนะคะ”บอกลา

“ครับ เดินทางดีๆ นะครับ”

ไอรินทร์ก้มศีรษะอีกครั้งแล้วเดินผ่านเลย ถึงเจ้าหน้าที่หน้าเคาท์เตอร์ขวางไว้อีกครั้งแล้วยื่นกระดาษให้ มือบางสั่นเทาไม่อยากรับมาความกลัวแผ่ซ่าน

“บิลค่ารักษางวดที่สองค่ะ เป็นค่าห้องพักแล้วก็ค่ายา”

กวาดตามองตัวเลข ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตกใจ

“หนึ่งแสนยูโรเหรอคะ!”ร้องถามเสียงสั่น

“ใช่ค่ะ ค่ายาหลังการผ่าตัด รวมถึงค่าห้อง และค่าเครื่องมือแพทย์”พนักงานอธิบาย

“ทำไมมันแพงนักล่ะคะ”ถามเสียงแผ่ว

“เพราะคุณเตโม่เป็นเคสหนักนะคะ ไม่ว่าโรงพยาบาลไหนราคาก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ” เว้นช่วงอธิบายครู่หนึ่ง “คุณไอรินทร์ต้องชำระเงินในบิลแรกภายในสามวันนะคะ เพราะบิลใบที่สองออกมาแล้ว ไม่เช่นนั้นคงต้องย้ายพ่อคุณออกไปรวมกับคนไข้คนอื่นเพื่อลดทอนค่าใช้จ่าย แต่ไม่เป็นผลดีเท่าไหร่คะเพราะคุณเตโม่มีบาดแผลค่อนข้างรุนแรง ต้องอยู่ในห้องปลอดเชื้อและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ขอความกรุณาเห็นใจทางโรงพยาบาลด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”เจ้าหน้าที่อธิบาย

“ฉันทราบแล้วค่ะ”ตอบรับอย่างอ่อนแรง เจ้าหน้าที่หันหลังเดินห่างไปแล้ว

ก้าวเดินเหมือนคนไร้วิญญาณน้ำตาไม่มีให้ไหลออกมา จะหาหนทางไหนเพื่อช่วยพ่อ นั่งรถประจำทางครุ่นคิดตลอดเวลา แม้รถจอดสาวเท้าเดินมาถึงหน้าบ้านยังแก้ไม่ออกว่าตัวเองควรทำอะไร สับสน มึนงง มองทางไหนทางก็ตัน จะหยิบยืมใครได้บ้าง เปิดรั้วเข้าบ้านขึ้นชั้นสองถึงห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงน้ำตาเริ่มไหลรินออกมา น่าอายเป็นลูกแท้ๆ แต่กลับไม่มีปัญญาช่วยพ่อตัวเอง

ข่มตาหลับไม่ลงเลยมาถึงร้านอาหารในช่วงบ่ายสามโมงตามเวลางาน ทำความสะอาด จัดโต๊ะ วางแจกัน สีหน้าเหม่อลอย ทอมมี่จ้องมองหญิงสาวด้วยความสงสัยเช่นเดียวกับเพ็นนี ระหว่างหั่นผักดวงตาเรียวเริ่มคลอน้ำตา

“โอ้ย!”ร้องออกมาเมื่อเผลอทำมีดบาดมือตนเอง

ทอมมี่วางมือจากมันฝรั่ง จับมือมาดูแล้วรั้งให้ผ่านน้ำเพื่อล้างเลือดออก ลากหญิงสาวมานั่งหยิบกล่องปฐมพยาบาลแล้วนำยามาใส่แผลปิดพลาสเตอร์ให้เรียบร้อย เพ็นนีลงมาจากชั้นบนเข้ามาสมทบในวง

“ไอ... มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”

“ปะ...เปล่าค่ะ ป้าเพ็นนี”ตอบเลี่ยงไม่กล้าสบตา

“มีอะไรก็บอกกันตรงๆ ถ้าป้าช่วยได้ ป้าก็จะช่วย”

หันกลับมามองคนสองคนกำลังจ้องมองอยู่ มันแฝงไว้ด้วยความห่วงใย น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาจนสะอื้น

“ไอไม่มีเงินรักษาพ่อค่ะ ทางโรงพยาบาลทวงเงินถ้าไอไม่จ่ายจะย้ายพ่อออกจากห้องปลอดเชื้อ!

เพ็นนีมองหน้าหลานชายสีหน้าหนักใจ

“เท่าไหร่เหรอ?”เพ็นนีเอ่ยถาม

“สามแสนยูโรค่ะ”ตอบทั้งน้ำตา

จำนวนเงินเล่นเอาคนฟังตกใจ ถึงแม้จะทำงานร้านอาหารได้สักระยะ แต่เงินมากมายขนาดนั้นเธอไม่มีหรอก มีเงินเก็บนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

“ไอ... ป้าคงไม่มีเงินเก็บขนาดนั้น ถ้าสักห้าหมื่นยูโรคงพอช่วยได้”เพ็นนีบอกตามจริง

“ผมมีอีกสองหมื่น”ทอมมี่สมทบ

“คงมีให้ยืนได้แค่เจ็ดหมื่น แล้วไอลองไปขอผ่อนผันกับโรงพยาบาลนะ”เพ็นนีแนะนำ

ไอรินทร์ยกมือปาดน้ำตา เธอมีเงินเก็บของตัวเองอื่นหนึ่งหมื่นน่าจะพอผ่อนผันได้ รีบกุมมือสองคนไว้แน่นแววตาชื่นชม

“ขอบคุณมากนะคะป้าเพ็นนี แล้วก็ทอมมี่ด้วย”

ทอมมี่รีบชักมือกลับหน้าแดงซ่านด้วยความอาย เพ็นนีเหลือบมองหลานชายอย่างรู้ทัน

“ไม่ต้องเครียดแล้วล่ะ ค่อยๆ แก้ปัญหากันไปทีละขั้นนะ”

“ค่ะ ป้าเพ็นนี”

ทุกคนแยกย้ายกันทำงาน หญิงสาวถอนใจรู้สึกโล่งกับปัญหาหนักอกในเวลานี้ ช่วงสองทุ่มร้านเริ่มเปิดลูกค้าเริ่มเข้าร้าน วันนี้ฝนตกพรำลูกค้าเลยไม่หนาตาเท่าเมื่อวาน ไอรินทร์ขึ้นชั้นสองเพื่อเข้าห้องน้ำในส่วนพนักงาน

“ป้าครับ ถ้าให้เงินก่อนนั้นกับไอแล้วป้าไม่ต้องส่งเงินให้น้อยหน่ากับมะปรางค์ที่เมืองไทยเหรอครับ!

“ป้าว่าแกอย่ามาถามป้าดีกว่าทอมมี่ เงินนี่มันทุนเรียนต่อปริญญาโทไม่ใช่เหรอ!”ย้อนถามหลานทันที

“ของผมมันไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ลูกสาวป้าสองคนกำลังเรียนต่อปริญญาโทไม่ใช่เหรอ เดือนนี้ต้องจ่ายค่าเทอมถ้าไม่ส่งไปจะไม่มีปัญหาเหรอ!”ถามสีหน้าเคร่งเครียด

“แต่ชีวิตคนสำคัญกว่านะทอมมี่!

สีหน้าป้าหลานเคร่งเครียด ชีวิตคนสำคัญ ครอบครัวก็สำคัญเหมือนกัน ไอรินทร์ยกมือปิดปากน้ำตาเริ่มไหลรินออกมาทันทีที่ได้ยิน เดินลงมาจากชั้นบนเธอกำลังสร้างปัญหาให้กับผู้มีพระคุณเข้าเสียแล้ว

ตีสามหลังจากเก็บร้านเรียบร้อยแล้ว ร่างบางเดินออกมานอกร้านพยายามฝืนยิ้มตลอดเวลา ทำเหมือนเรื่องราวได้คลี่คลาย ทอมมี่ก้าวตามออกมานอกร้าน

“ไอ!

ร่างบางหันตามเสียงเรียก

“พรุ่งนี้เดี๋ยวเราจะไปเบิกเงินให้นะ”ทอมมี่บอก

“ได้จ้ะ ขอบคุณมากนะทอมมี่”แสร้งยิ้มให้

“อืม ไม่เป็นไร”ชายหนุ่มหันหลังกลับเข้าร้านอีก เดินไปที่ซีบีอาร์แล้วขับออกมาจอดเทียบหน้าร้านตั้งใจจะไปส่งแต่เธอกลับหายไปเสียแล้ว

 

ลงจากรถสาวเท้าตามบาทวิถีมาถึงหน้าโรงพยาบาล ในหัวยังคงคิดหาทางออก ก้าวยาวผ่านทางระหว่างตึกจนกระทั่งสวนทางกับแพทย์หนุ่ม รามิชมองตามเมื่อเห็นเธอไม่หยุดทักทายเหมือนเช่นเคย สีหน้าดูเคร่งเครียดกว่าทุกวัน

“คุณไอ”รามิชเรียกไว้ ไอรินทร์ชะงักเท้าหยุดแล้วหันกลับมามอง

“คุณหมอรามิช สวัสดีค่ะ”

“เป็นอะไรไปครับวันนี้ดูไม่สดชื่นเลย”

“พอดีทำงานเหนื่อยนิดหน่อยน่ะค่ะ”แก้ตัวออกมา

“ทานอะไรมาหรือยังครับ?”มองใบหน้าหมอรามิชแล้วใจสั่นสะท้าน สีหน้าอ่อนโยนส่งมาทำเอาใจอ่อนยวบ อยากให้เขาช่วยเหลือเรื่องพ่อแต่ก็เกรงใจไม่กล้าเอ่ยปาก

“ทานเรียบร้อยแล้วค่ะ”ก้มหน้าหลบเลี่ยงสายตา

รามิชจ้องมองด้วยความไม่เข้าใจ มีบางอย่างให้ความรู้สึกแคลงใจ มือบางถูกจับไอรินทร์ชะงักมองเขาด้วยความตกใจ ก่อนร่างจะถูกฉุดให้เดินตามถึงมุมตึก

“หมอรามิชปล่อยไอก่อนนะคะ!”ร้องบอก รามิชได้สติรีบปล่อยมือออก

“ผมขอโทษนะครับ”ก้มศีรษะลงรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรค่ะ ไอแค่ตกใจนิดหน่อยที่อยู่ หมอก็ดึงไอมาที่นี่”

แพทย์หนุ่มเงียบครู่หนึ่ง มองสีหน้าอีกฝ่ายรู้ดีว่าเธอผิดปกติกว่าทุกวัน

“คุณไอ... มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ บอกผมได้ ผมยินดีช่วยเสมอ”

“ไม่มีหรอกค่ะ คุณหมอ... อย่ามาเป็นห่วงไอเลยนะคะ”ตอบเสียงสั่นเครือ

“ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าไม่มี เพราะผมมองคุณไอมาตลอด เวลาคุณหัวเราะ เวลาคุณเศร้า หรือมีเรื่องไม่สบายใจผมเคยเห็นสีหน้าเหล่านั้นแทบทั้งหมด เกือบเดือนที่เราพูดคุยกันทำไมผมจะดูไม่ออก หรือคุณไม่รู้เลยว่าผมสนใจคุณอยู่!”หอบหายใจทันทีที่พูดออกมา

ไอรินทร์อึ้งกับถ้อยคำเหล่านั้น ไม่คิดเลยหมอรามิชกำลังสารภาพว่าชอบเธออย่างนั้นเหรอ

“หมอรามิชคะ...”พูดไม่ออก

“ผมชอบคุณนะครับคุณไอ ผมไม่ต้องการให้คุณมาตอบรับความรู้สึกของผม ผมแค่อยากเป็นคนคนหนึ่งที่ช่วยให้คุณคลายความกังวล ความเจ็บปวดเท่านั้นเอง”

“คือฉัน...” เธอกำลังสับสน “ฉันแค่...”ไม่กล้าเอ่ยปาก

“ใช่เรื่องเงินค่ารักษาพ่อคุณหรือเปล่า”รามิชพูดเข้าประเด็นทันที

หันขวับจ้องมอง ทำไมเขาถึงได้รู้เรื่องนี้

“ทำไมคุณรู้ล่ะคะ”

“ผมสงสัยตั้งแต่คุณบอกว่าทำงานร้านอาหาร  ผมเลยเช็คค่ารักษา คุณทำงานรายได้น้อยจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่ารักษาแพงขนาดนั้นได้ เลยคิดได้ทางเดียวคือเรื่องนี้”รามิชอธิบาย

ไม่อยากเชื่อเลยเขาใส่ใจเธอมากเกินไปหรือเปล่า สบตานิ่งยกมือข้างหนึ่งปิดปากกลั้นสะอื้นเอาไว้แต่มันกลับทำไม่ได้ แพทย์หนุ่มขยับกายเข้าใกล้เมื่อเห็นคนตรงหน้าไหล่ไหวสะท้านเพราะร่ำไห้ รั้งร่างบางมาโอบกอดไว้เพื่อปลอบโยน

“ผมจะออกค่ารักษาให้พ่อคุณ ไม่ต้องห่วงนะครับ”ลูบไล้แผ่นหลังแผ่วเบา

“ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณจริงๆ ที่คุณห่วงใยใส่ใจฉันมากขนาดนี้”โอบกอดตอบ อ้อมกอดของเขาอบอุ่นมากเหลือเกิน

 

ร่างบางยืนมองบิดาผ่านกระจกกั้นห้องปลอดเชื้อ โล่งใจขึ้นมากตั้งแต่หมอรามิชรับปากช่วยเหลือเรื่องค่ารักษา เธอไม่เคยคิดจะเอาเงินของเขา จะหางานทำและส่งเงินเพื่อใช้หนี้ต่อไป เห็นอาการของพ่อดีขึ้นทุกวันเท่านี้ก็โล่งใจมากแล้ว

“คุณไอรินทร์คะ”เสียงเรียกทำให้หญิงสาวหันมอง จำได้ว่าคนเรียกคือพยาบาลคนสวยที่เคยพูดคุยกับหมอรามิช

“สวัสดีค่ะ”

“คุณจำฉันได้ใช่ไหมคะ?”

“จำได้ค่ะคุณพยาบาลเบล”

“พอดีฉันมีเรื่องอยากคุยกับคุณ พอจะมีเวลาว่างไหมคะ”

“ได้ค่ะ”

สองร่างเดินเคียงมาถึงสวนหย่อมโรงพยาบาลแล้วนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กสีขาวข้างกัน พยาบาลสาวถอนใจออกมาเฮือกใหญ่เพื่อเริ่มบทสนทนา

“คุณชอบหมอรามิชไหมคะ”หันมาสบตากับคู่สนทนา

ไอรินทร์นิ่งงันกับคำถาม เพราะไม่คิดว่าตนจะถูกจู่โจมกะทันหัน

“ทำไมคุณพยาบาลถึงถามแบบนี้คะ”ย้อนถาม

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่... ไม่อยากให้หมอรามิชถูกหักอกเท่านั้นเอง”

“ฉันไม่ได้รังเกียจหมอรามิชหรอกนะคะ แต่ถ้าถามว่าชอบไหมคงตอบตอนนี้ไม่ได้” เว้นช่วงหายใจ “คงตอบได้แค่ว่าฉันรู้สึกดีกับหมอรามิชค่ะ”อมยิ้มเล็กๆ

เบลเหลือบมองเจ็บในอกขึ้นมา ดูจากสีหน้าเหมือนไอรินทร์จะมีใจให้กับชายหนุ่มที่เธอหลงรักด้วยเช่นเดียวกัน แต่ทว่า... ตัวเธอไม่อยากให้หมอรามิชต้องลำบากไปมากกว่านี้ เรื่องบางเรื่องมันจำต้องบอก ต่อให้เขาจะโกรธและเกลียดก็ตาม

“คุณขอให้หมอรามิชออกค่ารักษาให้คุณพ่อคุณเหรอคะ คุณไอ?”ถามเข้าประเด็น

ไอรินทร์ชะงักหันมองพยาบาลสีหน้าสลดลงในทันใด เรื่องแบบนี้มันน่าอับอายจริงๆ

“ฉะ...ฉัน”ไม่รู้จะตอบยังไง

“ฉันไม่ได้อยากมาซักไซ้อะไร แค่มีบางอย่างอยากจะบอกคุณเอาไว้เท่านั้นเอง” หันมาเผชิญหน้ากัน “หมอรามิชชอบช่วยเหลือคนไข้ที่ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาตั้งแต่เข้าทำงาน ถึงแม้ว่าเงินเดือนสูงแต่รายได้จากการทำงานมักเสียไปให้กับคนไข้ เคสหนึ่งห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนยูโรตอนนี้หมอรามิชถูกหักเงินเดือนจนแทบไม่เหลือ แถมยังเป็นหนี้โรงพยาบาลอีก จนทางผู้อำนวยการไม่ยอมให้หมอรามิชรักษาคนไข้แล้วติดเงินอีก ถ้าหากหมอรามิชยืนยันจะจ่ายค่ารักษาแทนให้คุณอีกฉันคิดว่า เขาคงไปกู้เงินมาจ่ายแทนคุณไอแน่นอน หมอรามิชมักทำเพื่อคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง อย่าใช้ความใจดีของหมอรามิชเพื่อทำลายตัวเขาเลยนะคะ ฉันขอร้อง...”พยาบาลสาวลุกยืนแล้วก้าวเดินออกมา เธอทำถูกแล้วคิดได้เพียงเท่านี้

คนฟังนิ่งค้างไม่มีคำพูดใดออกมา พรุ่งนี้จะเป็นวันครบกำหนดจ่ายเงิน หากหมอรามิชจะกู้เงินมาเพื่อจ่ายแทนจริงเธอจะไม่มีวันให้ทำเช่นนั้นเด็ดขาด คงเหลือเพียงทางเดียวเท่านั้นคือการย้อนกลับไปหาผู้ชายใจร้าย ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ลุกยืนกัดฟันแน่น อะไรจะเกิดกับเธอก็ช่างขอเพียงช่วยพ่อได้เท่านั้น

หน้าคอนโดหรูใจกลางเมืองเวนิชร่างบางยืนทำใจอยู่พักใหญ่ แล้วสาวเท้าเดินผ่านพนักงานรักษาความปลอดภัยในครั้งนี้ไม่มีใครห้ามเธอเลยสักคน ทุกคนเปิดทางให้เข้าในตัวตึกอย่างง่ายดาย กดลิฟท์ชั้นสองมันจอดในชั้นเป้าหมายก้าวออกมาเดินผ่านทางระหว่างห้อง ยกมือค้างหน้าห้องสองศูนย์ห้าแล้วตัดสินใจ

ก๊อก! ก๊อก!

เซย์ชะงักมองหญิงสาวใต้ร่างแล้วผละห่างคว้าผ้าเช็ดตัวพันท่อนล่างเดินมาเปิดประตูสีหน้าไม่สบอารมณ์ คิ้วขมวดมุ่นทันทีที่เห็นใบหน้าสะสวยของสาวน้อยแรกรุ่น

“มาทำอะไรอีก!”ถามเสียงขุ่น

ไอรินทร์จ้องมองแผงอกอุดมมันกล้าม เลื่อนสายตาลงสู่เบื้องต่ำจนถึงขอบผ้าเช็ดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ยกมือชี้นิ้วสั่นระริก

“คะ...คุณกำลังทำอะไร!

“จะมาถามทำไมว่าฉันทำอะไร ฉันถามเธออยู่ว่ามาทำไม!”เปิดอ้าประตูให้กว้างมากขึ้น

“เซย์... ใครมาเหรอคะ”สาวผิวน้ำผึ้งโอบเอวสอบไว้แล้วจ้องมองมาที่ไอรินทร์

ชายหนุ่มหันมาทางสาวผิวสี

“ไลล่าคุณกลับไปก่อน ผมมีธุระ”ชายหนุ่มตัดบท สาวผิวสีเหลือบมองมาทางสาวน้อยผิวพรรณ หน้าตาดูหมดจด ยิ่งมองยิ่งอิจฉา

คนตัวเล็กยืนค้างเหมือนเจอผี สองคนนั้นกำลังทำอะไร แล้วสาวหุ่นอวบอึ๋มกำลังยืนนุ่งผ้าเช็ดตัวสั่นเหนือเข่าจนเกือบเห็นของสงวน ใบหน้าเริ่มแดงซ่านขึ้นมา ไลลาเบ้ปากแล้วหันกลับเข้าห้องเพื่อแต่งตัว

“ว่าไงมีธุระอะไรอีก ไหนบอกว่าจะไม่มาอีกไง!”ย้อนถามพลางยิ้มเยาะ

“ฉะ...ฉันมีเรื่องอยากตกลงกับคุณ”

“อย่างเธอเนี่ยนะจะตกลงกับฉัน นึกว่าตัวเองมีอะไรดีหรือไง!”ย้อนคำพูดอย่างเจ็บแสบ แม้ว่าในใจจะคิดอีกอย่าง ก็สาวน้อยตรงหน้ามีดีมากกว่าที่ตาเห็น ผ่านหญิงสาวมาก็เยอะมองผาดก็รู้แม่ตัวดีนี่มีของดีซ่อนเยอะพอดู

สาวผิวสีก้าวออกมาจากห้องนอนในชุดเดรสแดงรัดรูป หยุดยืนข้างชายหนุ่มแล้วจุมพิตอย่างดูดดื่ม ไอรินทร์อ้าปากค้างด้วยความตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า สองคนไม่มียางอายกันบ้างหรือไง

“ไลลากลับก่อนนะคะ”พูดจบเดินผ่านหญิงสาวไม่วายกระแทกไหล่แล้วสะบัดผมก่อนจากไป

เซย์หันมาให้ความสนใจกับหญิงสาวอีกครั้ง

“เข้ามาก่อนสิ”

แม้จะไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้เท่าใด แต่จำต้องแข็งใจ ก้าวตามเขาเข้ามาประตูห้องปิดเองอัตโนมัติ เธอเพิ่งรู้ว่าห้องนี้เปลี่ยนระบบใหม่ เซย์โยนตัวลงบนโซฟาแล้วจ้องมองมาทางไอรินทร์

ดวงตาจ้องมองแผงอกขยับไหวตามอารมณ์ มันสร้างความรู้สึกประหม่า เหตุใดเขาไม่ใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย เธอไม่ได้อยากเห็นสภาพน่าทุเรศแบบนี้หรอกนะ

“มีอะไรก็ว่ามา ทำฉันเสียอารมณ์หมด!

“คุณไม่ไปใส่เสื้อผ้าเหรอ?”

“นี่มันห้องของฉัน อยากจะใส่แค่นี้จะทำไม!”เริ่มฉุนกับความเรื่องมากของอีกฝ่าย

ไอรินทร์นั่งลงตรงข้าม พยายามข่มใจตนเองเมื่อไหร่อาการสั่นสะท้านจะหาย เธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมา กัดฟันรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก

“ฉันอยากจะมาขอร้องคุณเกี่ยวกับเรื่องพ่อ”

เรื่องเดิมๆ ที่ทำให้เขาหงุดหงิด ครั้งที่แล้วก็บอกชัดเจนแล้วยังจะตามตื้ออีก

“ไม่!”ตอบทันที

คนฟังชักฉุน มีมนุษยธรรมในหัวใจบ้างไหม คนกำลังจะตายแต่กลับไม่คิดช่วยเหลือ

“ฉันขอร้องคุณช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันยินดีทำงานใช้เงินคืนให้ ไม่ว่าอะไรก็ยอมทำทั้งแค่คุณรับปากว่าจะช่วยเท่านั้น!”น้ำตาเริ่มเอ่อคลอ

“เธอจำไม่ได้เหรอ วันนั้นเธอทำอะไรไว้กับฉันบ้าง ไหนบอกว่าต่อให้ตายจะไม่มาเหยียบอีก กลืนน้ำลายตัวเองแล้วหรือไงกัน!

“ใช่! ฉันจำต้องกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อชีวิตของพ่อ!”ตอกกลับทันควัน

เซย์เหลือบมองหากปากเก่งแบบนี้ คนอย่างเขาไม่อยากลดตัวลงไปช่วยเหลือ ในเมื่อหยิ่งทะนงนัก เชิญเชิดหน้าให้สบายไปเลย อุตส่าห์เริ่มใจอ่อนแต่ยังตีฝีปากไม่ลดละ ในเมื่ออยากเอาชนะจะลองเล่นด้วยสักตั้งดูสิว่าใครจะได้ธงไปครอง

“ถ้าอย่างนั้นก็จำได้ใช่ไหมว่าฉันจะยอมช่วยโดยมีข้อแม้คืออะไร!”ยิ้มเยาะออกมา

คนฟังชะงักเรื่องราววันนั้นทุกคำพูด การกระทำกำลังย้อนกลับมา ข้อแม้เดียวเท่านั้นที่ทำให้เขายอมช่วย เธอจำได้ดีกว่าคืออะไร แต่นี่มันไม่ใช่

“ฉันยอมทำทุกอย่างแต่ไม่ใช่เรื่องแบบนั้น!

“งั้นเหรอ แต่ฉันต้องการให้เธอทำเรื่องแบบนั้นเรื่องเดียว ส่วนเรื่องอื่นตัดไปได้เลยเพราะฉันไม่ต้องการมัน!”ยิ้มเย้ย ดวงตาเรียวคมวาววับอย่างผู้ชนะ

“นี่คุณ!”ไอรินทร์ลุกยืนหัวเสียอย่างที่สุด

“ถ้าทำไม่ได้ก็ไสหัวไปเลย น่ารำคาญ!”เริ่มหงุดหงิด

ร่างบางยืนสั่นเทาข่มน้ำตาตัวเองไว้ไม่ให้เขาเห็น หยาบคาย ใจดำ ไม่มีมโนธรรมในสำนึก ได้... ในเมื่อต้องการเช่นนั้นเธอจะยอมขายศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อพ่อสักครั้ง แค่นี้คงไม่ตายหรอก ถือว่าให้ทานก็แล้วกัน

“ได้... ฉันยอมตกลง”

เซย์ยิ้มเยาะแล้วลุกยืน เดินไปยังตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าเช็ดตัวโยนใส่ร่างบาง ไอรินทร์หยิบขึ้นมาจ้องมองสีหน้ามึนงง

“นี่มันหมายความว่าอะไร!”ถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ไปอาบน้ำถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วนุ่งผ้าผืนนั้นมาผืนเดียว”กอดอกสั่ง ยิ้มสะใจ “ฉันไม่อยากดมกลิ่นสาปผู้หญิงไม่ได้อาบน้ำเข้าใจไหม!

กัดฟันข่มความอายเดินเข้าห้องน้ำในตัวห้องนอน ยืนมองร่างกายเปลือยเปล่าในกระจก คิดแล้วน่าละอายเธอจะทนได้ยังไงกัน หยาดน้ำตาเริ่ม่ไหลรินออกมา ท่องไว้ในใจเพื่อพ่อ

ร่างสูงเอนกายบนเตียงกว้างสุดท้ายความหยิ่งก็ไม่ได้ช่วยอะไร คิดจะเอาชนะคนอย่างเขายังเร็วไปร้อยปี พลิกกายไปมาเกือบครึ่งชั่วโมงเธอยังไม่ออกจากห้องน้ำ

“นี่... ถ้าชักช้าไปกว่านี้ฉันจะยกเลิกข้อตกลงเดี๋ยวนี้เลย ออกมาซะอย่าให้รำคาญ!”ตะโกนลั่นด้วยความหงุดหงิด

ร่างบางสะดุ้งค่อยๆ เปิดประตูก้าวออกมา ผ้าขนหนูเลยเข่าแค่คืบจนเห็นเรียวขาขาวเนียน เซย์เหลือบมองแสร้งทำเหมือนไม่สนใจ ไอรินทร์ยืนตัวงอด้วยความอับอายยกมือกอดตัวเองไว้แน่น

“ยืนทำซากอะไร ขึ้นมาบนเตียงสิ!”สั่งเสียงเข้ม

“คือฉัน...”เสียงสั่น น้ำตาเริ่มคลอ

“จะเอายังไงแน่!

ข่มความกลัวย่างก้าวอย่างระแวดระวังถึงข้างเตียง อับอายเสียจนทำอะไรไม่ถูก ร่างกายสั่นสะท้านไปหมด

“ขึ้นมาสิ หรือจะให้อุ้ม หืม!”เซย์ลุกนั่งชันเขาข้างหนึ่งขึ้นมา

กระชับผ้าเช็ดตัวไว้แน่นคลานขึ้นบนเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วนั่งพับเพียบเรียบร้อย มือข้างหนึ่งเอื้อมคว้าผ้าห่มมาปิดไว้แต่อีกฝ่ายกลับดึงกลับไม่ให้ทำได้ดั่งใจ ไอรินทร์ก้มหน้ากัดฟันด้วยความอาย

เซย์จ้องมองเรือนร่างตั้งแต่ช่วงลำคอ ผ่านเนินอกและเรียวขาโผล่พ้นผ้าเช็ดตัว อาการร้อนวูบวาบแล่นพล่านทั่วร่าง เลือดสูบฉีดฉับพลัน ไม่คิดว่าร่างบอบบางจะสร้างความต้องการได้อย่างประหลาด

“นั่งทำอะไรตรงนั้นเข้ามาใกล้ๆ!”สั่งอีกครั้ง

ริมฝีปากบางสั่นระริก จำต้องทำตามคำสั่งด้วยการขยับเข้าใกล้ แต่มันยังคงห่างแทบจะช่วงแขน

“เข้ามาอีก!

“คะ...แค่นี้ก็พอแล้ว”บอกเสียงสั่น

“นี่แม่คุณ! ถ้าใกล้มากกว่านี้ไม่ได้คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว อีกสักพักเราก็ต้องเนื้อแนบเนื้อแทบจะกลืนกันเลยทีเดียว!

ผู้ชายคนนี้พูดเรื่องน่าละอายได้หน้าตาเฉย คงช่ำชองมากสินะ

“ขยับเข้ามาไอรินทร์ อย่าให้ฉันหมดอารมณ์แล้วเธอจะไม่ได้อะไรเลย!”เสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ดวงตาเรียวสวยช้อนมอง

ทำถึงขนาดนี้แล้วจะให้เสียเปล่าไม่ได้ ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้จนห่างกันเพียงแค่คืบ ไอรินทร์ก้มหน้าหลุบตามองพื้นใจเต้นไม่เป็นส่ำ กลิ่นกายสาวหอมละมุนแตะจมูกเซย์มองเรือนผมที่อยู่ห่างใบหน้าเพียงแค่ก้ม

“จูบฉัน!”คำสั่งมาอีกครั้ง

คนถูกสั่งกัดริมฝีปากแน่นขยับกายใช้มือสองข้างจับใบหน้าท่าทางเก้ๆ กังๆ ไม่คุ้นชิน เธอควรทำยังไงให้เขาพึงพอใจ ตัดใจโน้มใบหน้าเข้าใกล้แนบริมฝีปากแล้วหยุดนิ่งพยายามทำตามละครที่เคยดู แต่มันกลับไม่ได้เรื่องอะไรเลยเมื่อเขาเอาแต่นิ่งเฉย

ก่อนเอวบางจะถูกโอบกระชับริมฝีปากถูกกดจูบ ตามด้วยเรียวลิ้นกระหวัดผ่านไรฟันจนต้องเปิดปากยอมรับ ในหัวสมองเธอกำลังมึนงงสับสน ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรด้วยซ้ำ

“จูบมันต้องเป็นแบบนี้!”เขาบอกยามถอนริมฝีปาก

มือสองข้างยกผลักดันแผงอกไว้หอบหายใจไม่หยุด เซย์จ้องมองนึกเอ็นดูขึ้นมา

“ต่อเลยแล้วกัน เดี๋ยวเย็นนี้ฉันต้องไปงานเลี้ยงที่บ้านอีก!”โน้มใบหน้าลงมา

“ดะ...เดี๋ยวก่อนค่ะ!”ร้องบอก

“ทำไม!

“คือฉัน...”กระชับผ้าเช็ดตัวไว้มั่น เมื่อมันเริ่มหมิ่นเหม่

“ถ้าเธอเรื่องมากอีกครั้งฉันจะยกเลิกทั้งหมด!” จ้องมองแววตาเขียวขุ่น เพราะไม่สบอารมณ์ ไอรินทร์สงบปากสงบคำทันที “นอนลง!

แววตาไหวระริกจ้องมองเขาเหมือนต้องการจะร้องขอ แต่เธอรู้ดีว่าไม่มีทางค่อยๆ เอนกายนอนลงตามคำสั่งกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กายแกร่งทาบทับลงมา มือกระชับผ้าเช็ดตัวไว้มั่นไม่ยอมปล่อย

“เอามือออกไอรินทร์!”สั่งอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนคนใต้ร่างจะไม่ยอมทำตาม

อยากจะร้องขอความเห็นใจ แต่กับผู้ชายคนนี้คงไม่มีทางได้ ปล่อยมือออกตามคำสั่ง เซย์จับปมผ้าเช็ดตัวแล้วกระชากออกจากเรือนร่างเปลือยเปล่าปรากฏต่อสายตา มือสองข้างยกขึ้นปิดพลิกกายนอนตะแคงหน้าแดงซ่านขึ้นมาทันที

“อย่ามองนะอย่ามอง!”บอกเสียงสั่น

“ไม่มองแล้วจะทำได้ยังไง”เสียงอ่อนลง “หันกลับมาไอรินทร์”ลมหายใจเริ่มติดขัด คนตัวเล็กสั่นศีรษะไม่ยอมทำตาม

จับไหล่พลิกกายคนใต้ร่างให้กลับมาหาก้มลงจุมพิตอย่างไม่ทันตั้งตัว มือบางยกผลักสุดแรงแต่ไม่เป็นผล ลมหายใจเริ่มถูกกลืนหายรสจูบสร้างความรัญจวนให้อย่างประหลาด เธอไม่เคยพานพบกับความแนบชิดสนิทใกล้ถึงเพียงนี้ ริมฝีปากเริ่มเลื่อนไล้ไปทุกสัดส่วน

เลือดในกายหนุ่มร้อนฉ่า แม้แปลกใจเหตุใดหญิงสาวไม่สันทัดหรือแสร้งไร้เดียงสาเท่านั้น แต่เรือนร่างงดงามราวรูปสลักทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะปรนเปรอให้เธอมีความสุข ไม่ว่าจะแกล้งแสดงหรือเป็นจริงไอรินทร์ช่างงดงามจนหญิงที่เคยเชยชมไม่มีใครเทียบ ทรวงอกพอดีมือเอวคอดกิ่วผิวขาวเนียนลออยามลูบไล้นุ่มมือทุกสัดส่วน

ร่างบางขยับตามแรงปรารถนาในหัวสมองเบาโหวง เหมือนร่างกายจะไม่ฟังเสียงเธอ เสียงหวานครางแผ่วอย่างไม่ได้ตั้งใจ ใบหน้าร้อนผ่าวเพราะเลือดสูบฉีด นี่เธอกำลังเป็นอะไรเหตุใดจึงตอบสนองต่อเขาเหมือนกับผู้หญิงเหล่านั้น น่ารังเกียจเหลือเกินแต่มิอาจหักใจกดดันตนเองให้หยุดลงได้ นิ้วเรียวสอดเข้าเรือนผมยามเขาหยอกล้อกับทรวงอกริมฝีปากเม้มแน่นเพื่อลดทอนความรู้สึกที่มี ดวงตาฉ่ำปรือด้วยแรงเสน่หา

“พอเถอะได้โปรด...”เธอรู้สึกจะขาดใจเสียให้ได้

“คุณไม่พอหรอกไอรินทร์ผมรู้ ตอนนี้คุณกำลังต้องการผมเหมือนกัน...”เสียงแหบพร่าตอบกลับ

สะบัดผ้าเช็ดตัวออกจากสะโพกสอบ เรือนกายแทรกผ่านเรียวขาสองข้าง ไอรินทร์ชะงักรู้สึกถึงตัวตนของอีกฝ่ายร่างบางพยายามขยับหนี มือหนาจับจะโพกมนไว้แน่นไม่ให้ทำตามอย่างใจคิดเมื่อเห็นว่าคนใต้ร่างพร้อมเลยกดกายแกร่งลงสู่เบื้องล่าง

“ฉันเจ็บ ปล่อย!”ร้องบอกทั้งน้ำตา

ร่างบางขยับกายหนียกมือผลักดันดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากความปวดร้าวเหมือนร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง หยาดน้ำตาไหลรินไม่ขาด มันน่าละอายเธอไม่ต่างจากผู้หญิงขายตัวเพื่อเงิน

เซย์หยุดการเคลื่อนไหวดวงตาเรียวคมเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนแปลกใจ จ้องมองใบหน้าแสนหวาน กำลังอาบน้ำตา กัดฟันแน่นเพื่ออดทนรอ เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังต่อเนื่อง

“ไอรินทร์อย่าทำแบบนี้ มันสายไปแล้ว อยู่นิ่งๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ”พยายามปลอบ เขาถอยไม่ได้แล้ว

ชายหนุ่มขยับสะโพกจากแผ่วเบาจนเริ่มเร่งแรงมากขึ้น แม้ความเจ็บจะมากแต่กลับรู้สึกบางอย่างแทรกเข้ามา ไอรินทร์กรีดร้องร่างกายสั่นสะท้านไปหมด จนอีกฝ่ายหยุดการเคลื่อนไหวซุกซบใบหน้าลงแล้วพลิกกายนอนตะแคงข้างกัน เสียงหายใจทั้งคู่ยังคงดังต่อเนื่องและเงียบหายไป ห้องทั้งห้องมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศ

“อย่าลืมที่สัญญากับฉัน!”บอกอีกฝ่ายทันทีที่ข้อตกลงจบลง ยกมือปาดน้ำตาที่กำลังรินไหลออก

เซย์พลิกกายหันมองขณะร่างบางพยายามรั้งผ้าห่มคลุมกายเพื่อปกปิดเรือนร่างตนเอง

“ฉันไม่ลืมหรอกไอรินทร์ คนอย่างฉันพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว” เหลือบมองเนินอกเป็นรอยแดงจากริมฝีปากตนเอง แล้วนึกกระหยิ่มในใจ “ว่าแต่เธอ... ไม่เคยทำไมไม่บอก”

“ทำไมฉันต้องบอก!”ขยับกายออกห่าง พยายามมองหาผ้าเช็ดตัวผืนนั้น

“ถ้าบอกฉันจะได้ถนอมเธอมากกว่านี้ไง”

“ไม่จำเป็น!

ยกท่อนแขนเท้าคางตนเองแล้วมองใบหน้าของหญิงสาวไม่วางตา ไอรินทร์รีบพลิกกายหนี ทั้งโกรธ ทั้งเกลียดผู้ชายเห็นแก่ตัว

“นี่เธอไม่เคยมีแฟนเลยหรือไง ปกติครั้งแรกน่ะ ผู้หญิงมักให้กับแฟนที่เป็นรักแรก”อมยิ้มเล็กๆ รู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก

“ฉันมี แต่ไม่จำเป็นต้องมีอะไรกันไม่ใช่หรือไง!”ต้องการอะไรถึงพูดเรื่องพรรค์นั้นอยู่ได้

“แล้วไม่เสียดายเหรอที่ฉันได้เธอเป็นคนแรก”

ร่างบางชะงักพยายามกลั้นน้ำตาอย่างที่สุด หันขวับจ้องมองผู้ชายใจร้าย สะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้นง้างฝ่ามือตีลงบนลำตัวของเขาทันที

เพียะ! เพียะ!

“โอ้ย! แล้วมาตีฉันทำไมเนี่ย!”จับข้อมือสองข้างไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“คุณมันทุเรศ!

“จะมาว่ากันไม่ได้หรอก ของฟรีมันไม่มีในโลกหรอกนะ”ชายหนุ่มบอก

“ฉันจะกลับบ้านปล่อยได้แล้ว!

ยอมปล่อยข้อมือบาง ไอรินทร์ลุกนั่งกระชับผ้าห่มแน่น หยิบผ้าเช็ดตัวที่ถูกเขากระชากแล้วโยนไว้ข้างเตียงมาพันกายค่อยๆ ก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังห้องน้ำ หยดเลือดบนที่นอนแตะตาเซย์ก้มมองถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่นึกว่าสาวมั่นอย่างเธอจะยังคงบริสุทธิ์ ไม่นึกเลยว่าจะเจอแจ็คพ็อตเอาตอนนี้

ร่างบางยืนมองตัวเองในกระจกตามเนื้อตัวรอยแดงเป็นจ้ำเต็มไปหมด เตือนตัวเองให้เข้มแข็ง แม้จะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม แค่ครั้งเดียวเท่านั้นแล้วทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงฝันร้าย ชำระร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าเดินออกมาจากห้องน้ำหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย เซย์ลุกจากที่นอนหยิบผ้าเช็ดตัวพันกายแล้วตรงดิ่งมาหา

“จะรีบไปไหน!

“จะกลับไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาล”ตอบเสียงขุ่น

“เดี๋ยววันนี้ฉันให้คนไปจัดการเรื่องค่ารักษาให้ก็แล้วกันไม่ต้องห่วง”น้ำเสียงอ่อนลง

“ขอบคุณ!”หันหลังกระแทกส้นเท้า แต่กลับต้องหยุดชะงักกับอาการเสียดแทง ปวดหน่วง เซย์อมยิ้มกับท่าทางของเธอเลยเดินตามไปเปิดประตูให้

“เดินทางดีๆ ล่ะ อยากมาหาสามีเมื่อไหร่ก็มาได้เลยนะ ยินดีต้อนรับเสมอ”พูดจบก้มลงหอมแก้มนวล ไอรินทร์ชะงักตาโตจับพวงแก้มจ้องมองสีหน้าเอาเรื่อง

“อย่ามาทำรุ่มร่ามกับฉันอีกนะ แค่ครั้งเดียวมันจบลงไปแล้ว!”กระแทกประตูปิด แล้วจ้ำก้าวออกมากัดริมฝีปากจนเป็นห่อเลือด พยายามท่องไว้คำว่าอดทนเพื่อพ่อ

เซย์โยนตัวลงบนโซฟายิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา อยากจะรั้งไว้แล้วโอบกอดต่อ แต่เหมือนว่าคนอย่างไอรินทร์นั้นคงไม่ยอมทำตาม หากอยากได้เธอมาเป็นผู้หญิงข้างกายเรื่องเงินคงใช้ไม่ได้ มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ คือเรื่องพ่อของเธอนั้นเอง และแล้วหนทางสว่างก็เปิดออก วิธีที่จะทำให้ไอรินทร์ยอมเป็นของเขาอย่างไม่มีข้อแม้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"เรื่องสุดท้ายในซีรีย์ยอดดวงใจเทพบุตรอัลเล็นโซ่"

Vanalak29


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha