ยอดรักพัสกาญ (ซีรีส์ ยอดรักยอดดวงใจ)

โดย: อติญา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : บทลงโทษ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                    วันนี้เป็นวันแรกที่กัญญาณัฐได้ออกมานอกบ้านหลังจากเกิดเรื่องซึ่งเธอมีนัดให้ปากคำในคดีของตัวเองและต้องเป็นพยานในคดียาเสพติดของอดีตคู่หมั้น ซึ่งทางครอบครัวฝ่ายนั้นเคยติดต่อขอมาเจรจาสองสามครั้งแต่บิดาของเธอปฏิเสธไปด้วยความสุภาพเพราะถึงยังไงแล้วก็ยังต้องพึ่งพากันในทางธุรกิจ แต่ถึงจะเสียคู่ค้าและอำนาจหนุนหลังคนสำคัญไปคุณกิตติภพก็จะยอมเพราะเขารู้แล้วว่าเงินทองไม่ได้ทำให้ครอบครัวมีความสุขขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว

                    ใจพ่อที่หวุดหวิดจะเสียลูกสาวอันเป็นที่รักไปครั้งหนึ่งไม่มีทางจะยอมให้อะไรมาแตะต้องลูกได้อีกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

                    ภายในห้องประชุมของโรงพักที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูงเพราะได้ผู้หมวดพัสกาญคอยอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวกัลยาสกุลที่วันนี้เดินทางกันมาอย่างพร้อมหน้าทั้งบิดา มารดา รวมถึงคุณย่าก็มาให้กำลังใจหลานสาว บรรยากาศในการให้ปากคำถึงแม้จะไม่กดดันแต่ก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดเมื่อกัญญาณัฐต้องเล่าซ้ำถึงเหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำที่สุดในชีวิต

                    “สารวัตรคะพักก่อนดีกว่าค่ะดูท่าน้องจะเริ่มเครียดแล้วนะคะ” ตลอดการให้ปากคำมีคุณหมอปนิตาคอยมาสังเกตและดูแลอาการของเด็กสาวตามคำขอของผู้หมวดที่ยังคงติดคดีพัวพันไม่สามารถมาอยู่ดูแลได้ ตอนนี้ทั้งคุณหมอและผู้หมวดก็ต่างคุ้นเคยกับครอบครัวกัลยาสกุลเป็นอย่างดีเพราะทั้งคู่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนกันอยู่บ่อยๆ

                    “ถ้าอย่างนั้นคุณหมอพาน้องออกไปพักก่อนก็ได้ครับเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันต่อ” สารวัตรที่สละเวลามาช่วยสอบปากคำด้วยตัวเองพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสุภาพ ตำรวจทุกนายในสถานีตำรวจแห่งนี้ต่างก็รู้ดีถึงคดีของเด็กสาวและต่างก็เห็นใจในความโชคร้ายของเธอ

                    “ถ้าอย่างนั้นขอเวลาสักสามสิบนาทีนะคะ ยาหยีไปหาขนมทานกันชวนคุณย่าไปด้วยนะ” คุณหมอปนิตายิ้มบางๆ ตามประสาคุณหมออารมณ์ดี

                    “ค่ะ” สองเพื่อนซี้ต่างวัยเดินมาหาคุณย่าที่รออยู่อีกฝั่งหนึ่งของห้องส่วนคุณพ่อกับคุณแม่ท่านขอตัวไปทำธุระกันนิดหน่อย

“คุณย่าคะเราออกไปหาขนมทานกันที่ร้านกาแฟข้างหน้านะคะ คุณสารวัตรให้หนูพักก่อน” เด็กสาวเดินยิ้มไปหาผู้เป็นย่าแล้วรีบรายงานสถานการณ์ทันที

                    “หนูโอเคหรือเปล่าลูก?” คุณหญิงลออถามด้วยความเป็นห่วงเพราะแม้หลานสาวจะยิ้มแต่สีหน้าของเธอนั้นดูไม่ค่อยดีสักเท่าไรเลย

                    “หนูยังไหวค่ะแต่ก็เครียดนิดๆ ไปหาขนมเค้กทานกันเถอะค่ะ” เพื่อความสบายใจของหลานสาวคุณหญิงลออและคุณหมอปนิตาจึงเดินออกมาข้างนอกโรงพักที่ฝั่งตรงข้ามมีร้านกาแฟสดเล็กๆ เปิดบริการอยู่

                    ครึ่งชั่วโมงแห่งความสุขที่มีแต่เสียงหัวเราะเพราะพี่หมอใจดีเล่าเรื่องสมัยไปเรียนเมืองนอกให้ฟังหลายอย่างซึ่งตัวของกัญญาณัฐเองก็ศึกษาข้อมูลไว้เพื่อไปศึกษาต่อพอดี แต่อาจจะเรียนจบช้ากว่าเพื่อนๆ เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปเริ่มต้นเรียนใหม่ทั้งหมดหรือเปล่า

                    “ยาหยีพร้อมหรือยังคะ” เมื่อใกล้ครบกำหนดเวลาคุณหมอก็ถามความพร้อมของเด็กสาวก่อนเป็นอันดับแรก

                    “พร้อมแล้วค่ะ” เด็กสาวที่ดูผ่อนคลายกว่าในตอนแรกยิ้มกว้าง จริงๆ แล้วเธอค่อนข้างกดดันและกลัวที่จะต้องเล่าถึงเรื่องราวในวันนั้นแต่โชคยังดีที่มีพี่หมอคอยพูดให้เธอผ่อนคลาย

                    “ถ้ามันเครียดยาหยีจะขอพักก็ได้นะไม่ต้องฝืน”

                    “ค่ะพี่หมอ” เด็กสาวรับคำก่อนที่สุภาพสตรีทั้งสามจะเดินข้ามถนนกลับมาที่สถานีตำรวจอีกครั้งหนึ่ง


                    ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องผู้มาใหม่ทั้งสามก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศของความตึงเครียดที่กระจายไปทั่วห้อง ผู้หมวดพัสกาญที่เดินทางมาถึงตอนไหนไม่รู้กำลังหารืออยู่กับสารวัตรโดยที่สีหน้าของนายตำรวจทั้งสองออกจะหน้าดำคร่ำเครียดอย่างเห็นได้ชัด

                    “มีอะไรกันหรือเปล่าลูกพ่อเขื่อน” คุณหญิงลออเอ่ยปากถามนายตำรวจหนุ่มที่คุ้นกันด้วยความเป็นห่วง

                    “มีเรื่องเกิดกับนายศิระครับคุณย่า คือเมื่อคืนนายศิระถูกผู้ต้องหาด้วยกันรุมทำร้ายตอนนี้อยู่โรงพยาบาลอาการสาหัสครับโอกาสรอดแทบไม่มี” ทุกคนในที่นี้ดูจะตกอกตกใจกับสิ่งที่ได้ยินแม้กระทั่งกัญญาณัฐที่เคยทั้งโกรธทั้งเกลียดศิระก็ยังอดที่จะใจหายไม่ได้เลย

                    “ทำไมพี่ศิระถึงถูกทำร้ายได้คะ พี่หมวดพอจะบอกยาหยีได้ไหม?”

                    “รู้สึกว่าจะไปขัดแข้งขัดขาคนในนั้นเข้าครับ อันที่จริงผู้คุมเองก็บอกว่าสองฝ่ายฮึ่มๆ ใส่กันมาหลายวันแล้วจนเมื่อคืนก็เกิดเรื่องเข้าจนได้” ผู้กองพัสกาญตอบเลี่ยงๆ เพราะไม่อยากพูดรายละเอียดทั้งหมดเพราะกลัวเธอจะตกใจ

                    “ถ้ายาหยีให้ปากคำเสร็จแล้วขอไปเยี่ยมพี่ศิระได้ไหมคะพี่หมวดเขื่อน คุณย่า” พอได้ยินว่าศิระแทบไม่มีโอกาสรอดเธอก็ใจหายอยากไปเยี่ยมเขาเพื่อบอกว่าเธออโหสิกรรมให้ไม่อยากให้มีเรื่องอะไรติดค้างกัน

                    “ย่าว่ามันจะไม่เป็นผลดีกับตัวหนูนะลูก” คุณหญิงลออท้วงขึ้นมาเบาๆ

                    “อย่างน้อยหนูควรไปบอกพี่ศิระว่าหนูอโหสิกรรมให้ค่ะเราจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกัน เขาผิดจริงถ้ารักษาตัวหายก็ต้องรับโทษแต่ถ้าไม่หายอย่างน้อยหนูก็ยังมีโอกาสได้บอกเขาว่าเราไม่มีเรื่องติดค้างให้เคืองแค้นกัน” หญิงสาวอธิบายสิ่งที่ใจคิดออกไป เธอรู้สึกตามที่ตัวเองพูดออกมาทุกอย่าง

                    “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่พาไปเองครับ แล้วคุณหมอนิดจะไปด้วยกันหรือเปล่า” ผู้หมวดพัสกาญหันไปถามคุณหมอคนสวยที่ก่อนหน้านี้มีโอกาสร่วมงานกันหลายครั้งจนตอนนี้เขาและเธอกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปแล้ว

                    “ไปเป็นเพื่อนน้องก็ดีค่ะ”

                    “ถ้าอย่างนั้นผมว่าหมวดพาทุกคนไปตอนนี้ก่อนเลยได้ครับเรื่องให้ปากคำผมว่าเราได้ทุกอย่างมาครบถ้วนแล้ว เดี๋ยวผมจะประสานงานกับแพทย์ที่ทำการรักษาคุณกัญญาณัฐอีกครั้งเพื่อเอาผลการรักษาประกอบในสำนวนคดีแค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ” สารวัตรเจ้าของท้องที่ที่ลงมาดูคดีด้วยตัวเองพูดในทำนองอนุญาตให้เด็กสาวไปเยี่ยมผู้ต้องหาเพราะอาการของนายศิระนั้นแย่มากตอนนี้ที่ยังอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น

                    คดีของนายศิระอาจจะจบสิ้นที่ผู้ต้องหาเสียชีวิต แต่คดีใหม่ที่ต้องสางคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังตายระหว่างฝากขังเพื่อรอดำเนินคดีนี่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่งานนี้ผู้หมวดหนุ่มรุ่นน้องเขาคงจะต้องรอรับศึกหนักอีกแล้วแน่ๆ

                    “ขอบคุณค่ะสารวัตร ไปกันได้เลยค่ะพี่หมวด” เด็กสาวหันมาบอกผู้หมวดพัสกาญด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเรียบนิ่งแต่เขาที่รู้จักเธอมาสักระยะหนึ่งรู้ว่าเธอกำลังกลัว ที่ทำเฉยเพราะกำลังข่มความรู้สึกของตัวเองอยู่ต่างหาก

                    “เชิญคุณย่ากับคุณหมอเลยครับรถผมจอดอยู่ด้านหน้า” ผู้หมวดเดินไปเปิดประตูแล้วผายมือให้สุภาพสตรีเดินออกไปก่อน แต่ในจังหวะที่กัญญาณัฐกำลังจะเดินผ่านประตูไปเขากลับฉวยข้อมือเธอไว้เบาๆ

                    “ไม่ต้องกลัวนะครับ” เพียงคำพูดสั้นๆ ก็ทำให้หัวใจดวงน้อยอุ่นไปทั่วอก เด็กสาวพยักหน้าช้าๆ แล้วยิ้มบางๆ ให้เขา ถึงเธอจะกลัวแต่ก็เชื่อว่ายังมีผู้หมวดคนนี้ที่จะคอยเป็นกำลังใจให้เธอ

                    “ยาหยีหนูอย่าลืมโทรบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วยนะลูกว่าเราจะไปโรงพยาบาลกัน” เมื่อเดินออกมาถึงหน้าสถานีตำรวจคุณหญิงลออก็กำชับเรื่องสำคัญกับหลานสาว ที่นางให้ยาหยีบอกพ่อแม่ด้วยตัวเองเพราะขืนตัวนางบอกไปลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ต้องบอกให้ห้ามเอาไว้แน่ๆ

                    “ไปโทรในรถก็ได้ครับ นิดคุณจะไปรถผมหรือขับตามไปดี” เขาหันไปถามคุณหมอสาวเพื่อนของตัวเอง

                    “นิดขับตามไปดีกว่าเขื่อนจะได้ไม่ต้องมาส่งตอนกลับ ยังไงเจอกันที่โรงพยาบาลนะคะยาหยี คุณย่า” คุณหมอสาวเดินตัวปลิวไปขึ้นรถส่วนกัญญาณัฐและคุณหญิงลออก็ขึ้นรถญี่ปุ่นคันงามของผู้หมวดพัสกาญโดยมีจุดหมายเป็นโรงพยาบาลที่ศิระเข้ารับการรักษาอยู่


                    “สวัสดีค่ะคุณแม่ คุณพ่อยังอยู่กับคุณแม่ไหมคะ? ยาหยีมีเรื่องจะบอก” เมื่อขึ้นรถคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยเด็กสาวก็หยิบเครื่องมือสื่อสารอันบางขึ้นมาต่อสายหามารดาในทันที

                    “อยู่จ้ะแม่กับพ่อกำลังจะกลับไปรับหนูกับคุณย่าแล้วลูก ว่าแต่โทรมามีอะไรหรือเปล่า?” ปลายสายถามกลับด้วยความกังวลใจนิดหน่อย

                    “หนูกับคุณย่ากำลังจะไปโรงพยาบาลค่ะ ไปเยี่ยมพี่ศิระหนูอยากไปอโหสิกรรมให้เขาเพราะพี่หมวดเขื่อนบอกว่าพี่ศิระถูกทำร้าย... อาจจะไม่รอดคุณแม่ให้ยาหยีไปนะคะอย่างน้อยหนูจะได้ไม่มีอะไรติดค้างกับเขา” เมื่อได้ยินลูกสาวพูดออกมาแบบนั้นคนเป็นแม่ก็ไม่อยากทักท้วงอะไรแม้ในใจจะไม่อยากให้ลูกไปเลยก็ตาม

                    “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวแม่กับพ่อตามไปนะลูกแล้วเจอกันค่ะ”

                    “แม่เขาว่ายังไงบ้างลูก” เมื่อหลานสาววางสายหญิงสูงวัยที่นั่งอยู่ตรงเบาะหลังก็เอ่ยปากถาม

                    “คุณแม่กับคุณพ่อจะตามไปที่โรงพยาบาลค่ะคุณย่า” กัญญาณัฐตอบไปตามตรง ตอนนี้ใจเธอร้อนอยากจะไปให้ถึงโรงพยาบาลไวๆ เพราะกลัวเหลือกันว่าจนเจ็บจะไม่อยู่รอเธอ


                    ที่หน้าห้องไอซียูมีนายตำรวจหลายนายนั่งอยู่เพื่อรักษาความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้กับผู้ต้องหา กัญญาณัฐมองเห็นพ่อแม่ของศิระอยู่แถวนั้นด้วยก็เริ่มจะทำตัวไม่ค่อยจะถูก

                    “ไม่ต้องกลัวนะครับ” แรงบีบเบาๆ ที่มือเล็กบอกให้รู้ว่าผู้หมวดพัสกาญคอยจับตามองดูเธอตลอด ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองทำใจได้แล้วแต่พอมาถึงตอนนี้มันก็กลับรู้สึกกลัวๆ ขึ้นมาอีกจนได้

                    “ย่าขอไปรอพ่อกับแม่เราแถวๆ นี้นะลูก ฝากคุณหมอกับพ่อหมวดดูน้องให้ย่าทีก็แล้วกัน” หญิงชราปลีกตัวออกไปเมื่อเห็นพ่อแม่ของศิระเดินตรงมายังทิศทางที่หลานสาวนางยืนอยู่ นางไม่อยากเจอหน้าคนพวกนี้เพราะพวกมันมีส่วนในการทำลายชีวิตที่สดใสของหลานสาวสุดที่รักคนเดียวของนาง

                    “สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า ยาหยีมาเยี่ยมพี่ศิระค่ะ” เด็กสาวยกมือไหว้และทักทายตามมารยาท เพราะไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าเธอเป็นเด็กที่ไม่มีใครอบรมสั่งสอน

                    “พี่เขาอยู่ในนั้น... ยาหยีป้าอยากขอโทษแทนพี่เขานะลูก”

                    “ยาหยีโชคร้ายเองค่ะคุณป้ายังไงขอตัวเข้าไปเยี่ยมพี่ศิระก่อนนะคะ พี่หมวดคะพายาหยีไปที” เด็กสาวตัดบทเพราะไม่อยากฟังคำพูดที่จอมปลอม ตอนนี้กลับมาบอกขอโทษเธอทั้งที่เมื่อวันก่อนยังส่งคนมาขู่คุณพ่อคุณแม่อยู่เลย


                    ร่างคนเจ็บที่อยู่นอนบนเตียงเรียกได้ว่าสะบักสะบอมแทบไม่เหลือเค้าความหล่อของหนุ่มไฮโซรูปงามในอดีตเลยแม้แต่น้อย กัญญาณัฐเพิ่งรู้ความจริงว่าศิระทั้งถูกซ้อมและถูกทารุณทางเพศอย่างวิตถารในคุก ซึ่งลำพังบาดแผลจากการทำร้ายร่างกายไม่ได้รุนแรงมากแต่บาดแผลจากการที่ฉีกขาดและติดเชื้อของทวารหนักนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของศิระแย่

                    และคืนเกิดเหตุเขาเพิ่งโดนทำร้ายและทารุณอย่างหนักร่างกายที่สะสมความบอบช้ำอ่อนแอเอาไว้มากจึงเริ่มจะทนพิษบาดแผลเอาไว้ไม่ไหว เลือดมากมายไหลออกจากช่องทางที่บอบช้ำมีทั้งเลือดเสียที่เหนียวข้นและเหม็นเน่าคาวคลุ้งและเลือดใหม่จากบาดแผลที่ยังสดๆ เป็นลิ่มแดงๆ ที่บ่งบอกว่าศิระต้องถูกล่วงละเมิดมาเป็นเวลานานพอสมควร

                    “พี่ศิระคะ... ยาหยีมาเยี่ยม” มือเล็กเอื้อมไปแตะบนมือคนป่วยที่ค่อนข้างขาวซีดส่งผลให้ดวงตาปรือปรอยของศิระลืมขึ้นมามองหน้าเธอโดยอัตโนมัติ

                    “ยะ หยี พี่ ขอ... โทษ” ศิระเค้นเสียงผ่านลำคอออกมาอย่างยากลำบาก กว่าหนึ่งเดือนที่ทรมานทำให้เขารู้ว่ายาหยีเป็นทุกข์และเจ็บปวดแต่ไหน เขาโดนขาใหญ่รับน้องตั้งแต่วันแรกที่ถูกนำตัวไปฝากขังพวกมันข่มขู่เอาชีวิตถ้าเขาเปิดปากฟ้องผู้คุมเลยจำเป็นต้องยอมให้พวกมันหาความสุขจากร่างกายของเขาโดยไม่มีทางเลือก

                    มันคงเป็นกรรม... ศิระคิดได้เพียงเท่านั้นเพราะสิ่งที่เขาทำกับยาหยีและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายคนมันย้อนกลับเข้ามาหาตัวเองแบบเต็มๆ

                    “ยาหยีมาอโหสิกรรมให้พี่... หยีไม่โกรธไม่อยากให้เรามีอะไรติดค้างกันและมีอีกอย่างที่พี่ควรจะต้องรู้... หยีท้องแต่ลูกไม่อยู่แล้วเพราะเด็กไม่แข็งแรง” เด็กสาวพูดออกมาทั้งน้ำตาและคนไข้ที่นอนบนเตียงก็มีสภาพไม่ต่างจากเธอ

                    “หยี... รัก” คำพูดสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจของศิระจะขาดห้วง เขารู้ตัวว่าเลวแต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยโกหกคือเขารักยาหยีจริงๆ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับกำลังใจและแรงสนับสนุนนะคะ"

อติญา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha