ยอดรักอสูรร้าย

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 5 : ความจริง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 5

ความจริง

 

ณ โรงพยาบาลศิริราช

สามวันถัดมาคนป่วยที่นอนเจ็บก็เริ่มรู้สึกตัว อาการปวดยังคงลามเลียไปทั่วร่าง รู้สึกถึงความเหยียดเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกาย รวมทั้งความอึดอัดที่รัดแน่นไปทั้งตัว กลิ่นอายจางๆ ของหยูกยาที่ใช้ในการรักษายังตลบอบอวลไปทั่วห้อง แสงไฟอ่อนๆ สาดทอส่องประกาย เครื่องยื้อยุดฉุดชีวิตถูกติดตั้งรอบๆ ตัว

รอบด้านของร่างกายช่างไม่คุ้นชินเอาเสียเลย สถานที่คับแคบหายใจไม่ค่อยออก ดูเหมือนไม่ปลอดโปร่งอย่างที่ควรจะเป็น หม่อมหลวงรพีภัทรกะพริบตาปริบๆ เมื่อแสงสว่างในห้องแยงตานิดๆ ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรหนาเตอะที่รัดรึงใบหน้าของตัวเอง ริมฝีปากที่แห้งผากเนื่องจากขาดน้ำนั้นหลุดคำพูดออกมาจนเบาหวิว

นะ...น้ำ...”

เสียงแหบพร่าของคนเจ็บดังขึ้น แต่มันก็ดังมากเพียงพอที่จะให้ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ที่จ้องมองร่างคนเจ็บแทบไม่ได้ละสายตาไปไหนก้าวขายาวๆ เข้ามาประชิดริมขอบเตียง

คุณภัทรฟื้นแล้ว น้ำครับคุณชาย

วาโยรีบถลาเข้ามาหาคนเป็นนาย แล้วรีบรินน้ำใส่แก้วใบเล็กพร้อมกับหยิบหลอดวางใส่ให้ ก่อนจะค่อยๆ ป้อนเจ้านายหนุ่มอย่างพะเน้าพะนอ อดไม่ได้ที่จะห้ามสายตาแห่งความห่วงใยกวาดมองจนทั่วร่าง แม้เวลาจะผ่านมาหลายวันก็ยังรู้สึกว่าความเจ็บปวดยังกระจายไปทั้งตัวของคนเป็นนายไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด และต่อไปนี้อาจจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีเลยก็ว่าได้

คุณภัทร

มารุตรีบก้าวเข้ามาประชิดตัวเจ้านายหนุ่มเช่นกัน ใบหน้าของลูกน้องส่อแววว่าจะสบายใจขึ้นไม่น้อย แต่แล้วก็ต้องสลดลงเมื่อคนเป็นนายลูบไล้ใบหน้าของตัวเองรับรู้ถึงความหนาเตอะที่ห่อหุ้ม

ความรู้สึกบางอย่างวิ่งเข้าจู่โจมจนทำให้คิ้วเรียวเข้มพยายามย่นเข้าหากันอย่างสงสัย

รพีภัทร เทพาธิบดี กวาดสายตาข้างขวามองรอบๆ ด้าน มารุตส่ายหน้าเบาๆ แล้วเบือนหนี ชั่วครู่ถึงได้รีบปรับเตียงนอนให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้นกว่าเดิม เขาเห็นเจ้านายกวาดสายตามองรอบห้องอีกครั้งราวกับไม่แน่ใจกับสภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า รวมทั้งสิ่งผิดแปลกที่เกิดขึ้นกับร่างกาย

ชั่วครู่ต่อมาเห็นเจ้านายหนุ่มหันมามองร่างกายตัวเองแล้วตาเบิกค้างอยู่อย่างนั้น ซึ่งเขารู้ดี คุณภัทรกำลังช็อก

ความขัดเคืองบริเวณข้อแขนถูกมองก่อนเป็นลำดับแรก เห็นปลายเข็มทิ่มแทงเข้าไปในเส้นเลือดอยู่สองจุด ขาที่พยายามจะขยับกลับไม่เขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกบางอย่างประเดประดังเข้ามา ความเจ็บแปลบขัดเคืองไปตามร่างกายนั้นแทบทำให้หัวใจแกร่งกระตุก

มือใหญ่ข้างขวาลูบไล้ใบหน้าของตัวเองซ้ำอีกครั้ง รับรู้ถึงผ้าบางๆ ที่รัดรึง พยายามเอื้อมไปแตะขาของตัวเองแต่ต้องชะงักเมื่อมือของคนสนิทอย่างวาโยมาคว้าไว้ พร้อมกับยิ้มให้กำลังใจ

ขาฉัน...แขนฉัน...และใบหน้าของฉัน...”

เสียงสั่นๆ ของคุณชายแห่งเทพาธิบดีดังขึ้น ดวงตาคู่คมข้างขวาเริ่มแดงก่ำ น้ำร้อนๆ เริ่มเอ่อคลอให้รู้สึกถึงหยาดอุ่นที่พาดผ่านแก้มสากลงมาหล่นลงกระทบกับหมอนคนป่วย มือทั้งสองข้างรับรู้ได้ทันทีว่าสั่นเทาขนาดไหน

ไม่จริง...ไม่จริง ทำไมเป็นแบบนี้!”

เสียงเข้มตะโกนดังลั่นเมื่อมั่นใจกับสภาพร่างกายของตัวเอง แก้วน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ถูกปัดให้หล่นแตก เศษแก้วใสๆ กระจายไปทั่ว นาทีนี้เพียงจะขยับเขายังทำไม่ได้ ขาข้างขวานั้นถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุทางการแพทย์ที่หนาเตอะ ขาข้างซ้ายถูกพันธนาการไว้ไม่แตกต่างกัน ท่อนแขนทั้งซ้ายและขวามีรอยเขียวคล้ำนิดๆ พร้อมรอยแผลเป็นทางยาว และตอนนี้ใบหน้าของเขาก็ถูกห่อหุ้มเสียมิดชิด มีเพียงบริเวณจมูก ปาก และดวงตาข้างขวาเท่านั้นที่เปิดเปลือยให้คนอื่นได้เห็น

ทำไมฉันเป็นแบบนี้ ทำไม!” เสียงตวาดถามดังลั่นมาพร้อมกับเสียงร้องโอดโอยเมื่อแผลได้รับการกระทบกระเทือน กล้ามเนื้อทั้งร่างเริ่มเหยียดเกร็ง ความรวดร้าวที่ไม่เคยชินวิ่งพล่าน

ความสงสัยไม่รู้วิ่งมาจากไหนโหมเข้ามาต้องการคำตอบ สิ่งที่แปรเปลี่ยนชีวิตให้มาพบเจอกับความเลวร้ายแบบนี้มันคืออะไรกันแน่ หม่อมหลวงหนุ่มเฝ้าถามตัวเองก่อนจะหลับตาลงและลืมขึ้นมาใหม่ หวังเหลือเกินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นเพียงความฝัน แต่แล้วมันก็ไม่ใช่...ทุกอย่างมันคือเรื่องจริง

เจ้านายพักก่อนเถอะครับ

น้ำเสียงแห่งความห่วงใยดังขึ้นใกล้ๆ คนเป็นเจ้านายไม่ทำตามหนำซ้ำยังพยายามที่จะลงจากเตียง

คนเจ็บส่ายหน้าไปมา มองท่อนขาของตัวเองด้วยสายตาแห่งความเจ็บปวด มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมชั่วระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่จำไม่ได้ ถึงได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเขาได้ถึงขนาดนี้

บอกฉันหน่อยสิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เค้นถามเสียงลอดไรฟัน ทำเอาวาโยและมารุตมองหน้ากันเลิกลัก ความสงสารเจ้านายวิ่งจู่โจม น้ำตาของลูกน้องแทบไหลริน แต่ทั้งคู่ก็รีบเบือนหน้าหนีภาพนั้น

วาโยค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้แล้วแตะมือเบาๆ กับท่อนแขนล่ำสันข้างซ้ายของหม่อมหลวงหนุ่ม พลางเม้มปากเป็นเส้นตรงก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจำใจ

คุณภัทรประสบอุบัติเหตุครับ

เพียงเท่านั้นความทรงจำก็กลับคืน วีดีโอที่เคยเล่นผ่านหมุนวนย้อนกลับ ราวกับกดปุ่มซ้ำอีกครั้ง ภาพทุกอย่างประเดประดังเข้ามาในมโนสำนึก ให้รับรู้ว่าเวลาที่ผ่านมาชีวิตของรพีภัทร เทพาธิบดีมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด ในรอบยี่สิบเจ็ดปีเต็มก็ว่าได้

สติความนึกคิดค่อยๆ ไหลวนย้อนกลับ ไล่ความทรงจำตั้งแต่งานวันเกิดที่แสนสนุกสนาน บรรยากาศที่เคล้าคลอกลิ่นอายหอมสุข อบอวลไปด้วยรอยยิ้ม ของขวัญนับร้อยๆ ชิ้นที่ถูกหยิบยื่นให้ คำชื่นชมต่างๆ นาๆ ที่ได้ยิน และเขายังจำได้ดีถึงเพลิงพิศวาสของนภาลัยที่ทำให้ร่างกายเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มเพียงใด หลังจากพักผ่อนหายเหนื่อยเพียงเท่านั้น เขาก็คว้ากุญแจแล้วก้าวขึ้นรถและเหยียบคันเร่งออกจากบ้านนั้นอย่างอารมณ์ดี

 

บรรยากาศที่ยังไม่สว่างมากนัก สภาพแวดล้อมนั้นช่างปลอดโปร่งเหลือเกิน เขาชะล่าใจจนเหยียบคันเร่งพุ่งความเร็วทำผิดกฎจราจร  รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียง

โครม! ประสานกันกับรถอีกคันเต็มแรง

            ใบหน้าตื่นตะลึงจึงฉายชัดให้การ์ดทั้งสองคนได้เห็น วาโยและมารุตได้แต่สบมองกัน แน่นอนพวกเขารู้ดีว่าคุณชายภัทรผิดเต็มประตู ตอนนี้ฝ่ายนั้นกำลังเอาเรื่องอย่างที่สุดแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนของเทพาธิบดีหวาดหวั่น

            รพีภัทรค่อยๆ หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า เตียงของคนป่วยถูกปรับให้มีสภาพเดิม ร่างกายที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดนิ่งเงียบ มีแค่เพียงลมหายใจแผ่วๆ ดังเบาๆ เท่านั้นที่บ่งบอกว่าร่างที่นอนซมอยู่บนเตียงนี้ยังไม่ตายไปจากโลกบิดเบี้ยว สตินึกคิดทุกอย่างยังจำได้ดี ไม่ได้มีอาการความจำเสื่อมแต่อย่างใด

ไม่ถึงห้านาทีต่อมาประตูห้องพักฟื้นระดับวีไอพีก็ถูกเปิดเข้ามาโดยนายแพทย์เจ้าของไข้ คนมาใหม่กวาดสายตามองคนเจ็บในการดูแลของตัวเองด้วยความห่วงใย

            “ฟื้นแล้วเหรอนายภัทร หลับไปสามวันสามคืนเลยนะ

            นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถาม คนเจ็บยังนิ่งเงียบ อาการโดยรวมราวกับไม่ตอบสนองใดๆ อีก ตะวันจึงหันไปมองการ์ดทั้งสองนายแล้วเดินเข้าไปไถ่ถามเบาๆ

            “นายภัทรฟื้นแล้วไม่ใช่หรือ

            “ฟื้นแล้วครับ แต่ก็เงียบไปเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

            “อืม...สงสัยจะช็อกอยู่

            สามหนุ่มพยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจ ก่อนนายแพทย์หนุ่มจะเดินเข้ามาหาคนป่วย พร้อมกับตรวจดูอาการโดยรวม นางพยาบาลสาวก็ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีไม่ได้ขาดตกบกพร่อง

            “หลับไปนานแล้วนะ ฟื้นขึ้นมาก็คุยอะไรบ้างสิ เบือนหน้าหนีพี่ทำไมประโยคที่เอ่ยขึ้นไม่ได้ชี้ชัดว่าตัวเองเป็นเจ้าของไข้ซะทีเดียวเพราะถึงอย่างไร รพีภัทรก็ไม่ต่างจากพี่น้องที่รู้จักกัน

            “สวัสดีครับพี่ตะวัน

คนป่วยพึมพำทักทาย นายแพทย์หนุ่มยิ้มแย้มให้ ก่อนจะเริ่มตรวจร่างกายของคนเจ็บโดยละเอียดอีกครั้งและยังได้รับความร่วมมือจากคนเจ็บเป็นอย่างดี ถามอะไรก็ได้รับการตอบสนองดีพอสมควร นาทีนี้การ์ดทั้งสองคนก็นำพาตัวเองไปเป็นยามหน่วยอารักขาที่ดีอยู่บริเวณหน้าห้อง ปล่อยให้นายแพทย์หนุ่มได้ทำหน้าที่อย่างถนัดและเต็มกำลัง

พี่ตะวัน ผมจะเดินได้ไหม

คนเจ็บถามไถ่ด้วยแววตาที่เป็นกังวล

สักสองสามเดือนนายก็จะกลับมาเดินได้ตามปกติ ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล

แล้วใบหน้าของผมเป็นอะไร

หมอหนุ่มรู้ดีว่าคำถามนี้รพีภัทร เทพาธิบดี รู้สึกเช่นไร เพราะดวงตาสีนิลที่สบมองอยู่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น

นายแพทย์หนุ่มรู้สึกว่าคำตอบของตนกำลังจะทำให้คนป่วยต้องร้าวราน ดังนั้นจึงเปิดยิ้มกว้างขวางให้ แล้วบอกออกไปเบาๆ

นายอย่าคิดมาก ไม่มีอะไรหรอก

ใบหน้าของผมคงพังยับเยินและหมดสภาพใช่ไหม

รพีภัทรเอ่ยอย่างปลงๆ ก่อนจะผินหน้าหนีอย่างไม่อยากคุยกับใครอีก หมอหนุ่มอย่างตะวัน ทำได้เพียงตรวจตราอาการอื่นๆ ซึ่งเวลานี้คงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล แต่เรื่องใบหน้าของรพีภัทรคงสร้างเรื่องปวดหัวให้กับทีมแพทย์ศัลยกรรม ไม่น้อย

ชั่วครู่ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาอีกครั้งอย่างแผ่วเบา คุณชายรพีและคุณหญิงเรศมาพร้อมกับของเยี่ยมมากมาย

หลังจากได้รับรายงานว่าลูกชายสุดสวาทฟื้นคืนสติ ผลไม้ของบำรุงร่างกายถูกคนเป็นแม่ตระเตรียมมาพร้อมสรรพ ทั้งสองท่านเข้ามาก็พอดีกับที่คุณหมอหนุ่มตรวจร่างกายของคนเจ็บเสร็จเรียบร้อย

ตะวัน น้องเป็นอย่างไรบ้าง

คุณหญิงเรศรีบเอ่ยถามเสียงสั่น แค่มองเห็นสภาพของบุตรชายที่รักและหวงแหน น้ำตาของคนเป็นแม่ก็ไหลไม่หยด

อาการโดยรวมดีขึ้นมากแล้วครับ พักฟื้นอยู่ที่นี่สักสัปดาห์ก็คงจะกลับไปพักที่บ้านได้

ขอบใจจ้ะ

ไม่เป็นไรครับ ถ้ายังไงผมคงต้องขอตัวก่อน

พอหมอหนุ่มเดินจากคนเป็นพ่อเป็นแม่จึงรีบถลาเข้ามาประชิดตัวลูกรักทันที ดวงตาของคุณหญิงเยาวเรศแดงก่ำ

คุณแม่อย่าร้องไห้ ยิ่งคุณแม่ร้องผมยิ่งสมเพชตัวเอง

รพีภัทรเอ่ยขึ้นอย่างปลงๆ ริมฝีปากกระตุกยิ้มเยาะหยันตัวเอง นั่นทำให้คนเป็นแม่รีบกรีดน้ำตาที่กำลังไหลนองอาบแก้มทิ้ง นางกลั้นสะอื้นก่อนจะลูบไล้ศีรษะของบุตรชายแผ่วเบา ริมฝีปากอวบอิ่มมอบจุมพิตจรดปลายเส้นผมของคนเป็นลูกอย่างแสนรัก

ลูกรักของแม่

ภัทรไม่เป็นไรนะลูก

คุณชายรพีนารถเอ่ยกับบุตรชาย พร้อมกับแตะท่อนแขนของลูกเบาๆ คนเป็นพ่อเบือนหน้าหนี คนเป็นแม่ก็เตรียมปล่อยโฮ มารุตและวาโยยืนนิ่งมองได้แค่ปลายเท้าของตัวเองเท่านั้น

ได้ยินเสียงคนป่วยถอนหายใจเบาๆ ก่อนสายตาที่ยังใช้การได้จะมองทุกคน รับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง สร้างความเจ็บปวดให้กับคนรอบตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

แล้วพี่ภพล่ะครับ

คนเจ็บหันซ้ายหันขวาแลหาคนเป็นพี่ นั่นทำให้สีหน้าของผู้เป็นพ่อเปลี่ยนไป แต่ชั่ววินาทีใบหน้าของท่านก็แต้มยิ้มเพียงนิดก่อนจะเอื้อนเอ่ยบอกเล่า

เดี๋ยวพี่ภพก็มา เห็นว่าจะไปรับหนูรุจี

ผมเจ็บอย่างนี้พี่คงลำบาก

นั่นคือถ้อยคำที่ลูกชายคนเล็กเอื้อนเอ่ย คนเป็นแม่ต้องรีบเบือนหน้าหนีเนื่องจากไม่อยากให้บุตรชายต้องเห็นน้ำตา ถึงแม้รพีภัทรจะร้ายกาจกับคนอื่นๆ ทว่า...กับคนในครอบครัวนั้นลูกชายของนางรักใคร่เหนือสิ่งอื่นใด

ถ้าหากว่าใบหน้าของบุตรชายไม่กลับมาหล่อเหลากระชากใจเช่นเดิน จะมีสตรีคนใดอยากให้หัวใจและใช้ชีวิตเคียงคู่ตุนาหงันบ้าง และนางเชื่อมั่นล้านเปอร์เซ็นต์ว่าคนที่ควงคู่อยู่ในปัจจุบันไม่มีวันจะทนได้

นาทีนี้รพีภัทรยังเจ็บปวดกับร่างกาย คงไม่มีแรงลุกขึ้นมาตวาดฟาดงวงฟาดงาใส่ใครหน้าไหนทั้งนั้น ทว่า...ต่อจากนี้อีกสักสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ ฤทธิ์เดชความร้ายกาจที่คนในบ้านสะพรึงกลัวจะกลับมาโหมกระหน่ำอีกครั้ง

ตอนนี้นางและคนในครอบครัวคงทำได้เพียงอยู่เคียงข้างและให้กำลังใจอย่างสุดกำลัง ไม่ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการทำให้ลูกรักกลับมาเป็นรพีภัทรคนเดิม ทุกคนก็ต้องทำให้ดีที่สุด ดวงตาของคนเป็นแม่กวาดมองทั่วร่างของบุตรชายเงียบๆ อีกครั้ง ก่อนจะปล่อยให้หัวใจร้องไห้ สีหน้าและแววตาของคนเป็นแม่ทำให้น้ำตาใสๆ ของคนเจ็บไหลออกมาจากบริเวณหางตา ใช่ หม่อมหลวงรพีภัทร เทพาธิบดี กำลังร้องไห้ไปพร้อมๆ กับมารดาและคนเป็นพ่อ รวมทั้งการ์ดคนสนิทอีกสองนาย

ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงหยาดน้ำอุ่นๆ ที่รินไหลออกมาจากดวงตาเท่านั้น มือหนาของคนเจ็บกำเข้าหากันด้วยความคับแค้นในอก นี่หรือโชคชะตาของผู้ชายอย่างเขา โชคชะตาที่ฟ้าลิขิตให้ดิ่งลงเหว ทำไมต้องเกิดกับเขาด้วย ความเจ็บปวดในร่างกายเทียบไม่ได้เลยเมื่อต้องเห็นน้ำตาจากแม่บังเกิดเกล้า แม่ที่ห่วงลูกคนนี้จับใจ...

 

            หนึ่งเดือนต่อมา

เพล้ง! เพล้ง!

            เสียงแก้วน้ำแตกกระจายเมื่อโดนปัดลงสู่พื้นกระเบื้องราคาแสนแพง น้ำในแก้วใส หกเลอะเรี่ยราดจนชุ่มพรมสีแดงที่ปูผ่าน รพีภัทร เทพาธิบดี ปัดแก้วน้ำและเครื่องดื่มอีกหลายชนิดทิ้งเป็นรอบที่ห้าของวัน

            นับตั้งแต่ก้าวออกจากโรงพยาบาล คฤหาสน์เทพาธิบดีต้องระส่ำระสายกันถ้วนหน้า คนในบ้านต้องตกอยู่ในสภาวะเครียดไปตามๆ กัน บุตรชายคนรองที่เคยอารมณ์ร้ายและแปรปรวนเหมือนทะเล ตอนนี้กำลังคลั่งราวคลื่นสึนามิที่พร้อมจะถล่มทุกสิ่งที่ขวางหน้าจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี และนาทีนี้ แม่บ้านวัยชรากำลังประสบกับตัวเอง

            “ออกไป! ไปให้พ้น ไสหัวไป!” เสียงชายหนุ่มตวาดดังก้อง

            คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่นั่งพักอยู่บริเวณห้องโถงของบ้านสะดุ้งจนสุดตัว  ตั้งแต่กลับมาพักฟื้นที่บ้านดูทุกอย่างแย่ลงเรื่อยๆ อารมณ์ของบุตรชายนั้นรุนแรงจนคนในบ้านสะพรึงกลัว

            “อะไรอีกล่ะ นมช้อย

เสียงคุณหญิงเยาวเรศไถ่ถามแม่บ้านเก่าแก่ของตระกูลเทพาธิบดีที่วิ่งหน้าตื่นลงมาจากชั้นสองฝั่งปีกขวาของบ้าน และด้านหลังก็มีคนใช้อีกคนที่ก้มหน้าก้มตาก้าวตามประชิดติดกาย ในมือนั้นมีถังขยะใบเล็กที่เต็มไปด้วยเศษแก้วและเศษผ้าที่เปียกชื้น

            “คุณภัทรเธออาละวาดอีกแล้วค่ะ คราวนี้แก้วแตกไปสี่ใบ ถ้วยชามอีกอย่างละสาม ตอนนี้ทุกคนไม่มีใครเข้าหน้าติด แม้แต่วาโยและมารุตคนสนิทยังต้องหอบชีวิตมายืนเป็นหุ่นอยู่บริเวณหน้าห้อง

            “คุณชายคะ

คุณหญิงเรศหันไปร้องเรียกสามี ท่านชายรพีขมวดคิ้วอย่างกลุ้มใจก่อนจะจับจูงเมียรักเดินขึ้นชั้นสองตรงดิ่งไปยังห้องของบุตรชาย

            ก๊อก! ก๊อก!

            เสียงเคาะประตูดังขึ้นบ่งบอกว่ามีคนมาเยือน

ชายภัทร...” ก่อนจะดังตามมาติดๆ ด้วยเสียงร้องถาม

            “ออกไป! ออกไป ฉันไม่อยากพบใครหน้าไหนทั้งนั้น!” เสียงตอบกลับจากด้านในห้องทำให้คุณชายรพีนารถและคุณหญิงเยาวเรศสะดุ้งสุดตัว

ภัทร แม่เองนะลูก

น้ำเสียงอ่อนโยนของคุณหญิงเรศนั้นทำให้คนเจ็บในห้องเงียบกริบ มีแค่เพียงน้ำคำขอโทษแผ่วเครือที่หลุดรอดออกมาให้ได้ยิน ประมุขของบ้านสบประสานสายตากันอย่างเข้าใจ ก่อนจะค่อยๆ ดึงประตูให้เปิดออกกว้างและก้าวเข้าห้องของบุตรชายอย่างแผ่วเบา ทั้งสองท่านกวาดสายตามองรอบๆ ห้องก่อนจะไปหยุดอยู่กับมุมโซฟาคนเป็นลูกนั่งหน้าเศร้า ฝ่ามือใหญ่ถูกยกขึ้นปิดบังใบหน้า ร่างใหญ่ขดตัวเกร็งดูเวทนาเหลือเกิน ร่างกายของรพีภัทรดีขึ้นมากกว่าเมื่อครั้งที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ ตอนนี้ก็รอแค่เวลาถอดมัมมี่ที่พันร่างกายบริเวณท่อนล่างออกเท่านั้น ส่วนใบหน้ายังไม่ยอมให้ใครรักษา ปล่อยให้แผลเป็นลากเป็นทางยาว

            “ภัทร ทำไมมานั่งอยู่ที่มืดๆ ล่ะลูก

            ประโยคห่วงใยดังขึ้นอีกครั้งก่อนคุณหญิงเรศจะเดินเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าบุตรชาย มืออวบอูมแตะใบหน้าของลูกรักก่อนจะเปิดรอยยิ้มให้อย่างปลอบใจ นางรู้ดีว่ารพีภัทรรู้สึกอย่างไรในเวลาที่ต้องทนแบกรับกับสภาพของตัวเอง คนที่เคยมีทุกอย่างแต่ตอนนี้ไร้เพื่อนฝูงเพราะไม่มีใครสักคนได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ว่าประมุขของบ้านห้ามปรามหรอก แต่เพราะเจ้าตัวต่างหากที่ไม่อยากพบเจอใครสักคนเดียว วันๆ เอาแต่จมปลักอยู่กับชีวิตแบบนี้ คงเป็นเพราะไม่อยากเอาใบหน้าที่น่าหวาดหวั่นไปให้คนอื่นเวทนากระมัง

            “ภัทรอยากเจอใครไหมลูก แม่จะโทร. ตามให้

            “แม่ครับ ผมอยากเจอนภาลัย

            จู่ๆ คำตอบของบุตรชายก็ดังขึ้น สิ่งนี้ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่หนักอก ผู้หญิงคนนั้นไม่เคยอยู่ในรายชื่อที่คุณหญิงเยาวเรศจะโทร. หา และอีกอย่างนางก็เลือกที่จะสั่งห้ามโดยเด็ดขาด เพราะคนที่ปล่อยข่าวเรื่องบุตรชายของนางหลก็คือแม่นภาลัย กวินตราคนนี้

            “เดี๋ยวพ่อจัดการให้

คุณชายรพีนารถรีบรับปากบุตรชายก่อนจะประคองให้ลูกรักลุกขึ้นมานั่งพักบนเตียงนุ่มของเจ้าตัวพลางเอ่ยถาม

            “ภัทร จำบ้านริมหาดที่อยู่แถบทะเลอันดามันได้ไหมลูก

บุตรชายแหงนเงยขึ้นมาสบตาท่านก่อนจะส่ายหน้าไปมา ชายหนุ่มคงจำไม่ได้ว่าสมบัติของตระกูลมีอยู่ที่ใดบ้างถึงแม้ว่าจะได้ยินคนเป็นพ่อเอ่ยปากยกให้เมื่อคืนงานฉลองวันเกิดที่ผ่านมาก็เถอะ

            “พ่อถามทำไมหรือครับ

คนเจ็บร้องถาม พร้อมกับคิ้วได้รูปที่เลิกขึ้นสูงอย่างสงสัย

หรือว่าพ่ออยากให้ผมไปอยู่ที่อื่น

เพียงแค่นั้นบุตรชายคนรองของตระกูลก็เลือกที่จะเบือนหน้าหนีให้คนเป็นพ่อ คุณหญิงเยาวเรศพยักหน้าให้กับประมุขของบ้านอย่างให้กำลังใจ เวลานี้จะพูดอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ทำให้อารมณ์น้อยใจของลูกรักพุ่งขึ้นสูงตลอด เพราะฉะนั้นจะพูด จะเอ่ยอะไรก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

            “ไม่ใช่นะลูก พ่อเขาแค่อยากให้ลูกไปอยู่ในที่ที่สบายใจ พักฟื้นร่างกายให้แข็งแรงถ้อยคำปลอบโยนนั้นนุ่มนวล คนเป็นแม่บีบไหลหนาของชายหนุ่มอย่างให้กำลังใจ รอยยิ้มอบอุ่นฉายชัดเต็มใบหน้า

            “ผมขอคิดดูก่อนนะครับ

            เพียงแค่รับปากเสร็จ รพีภัทรก็หลับตาลงอีกครั้งเป็นการยุติการสนทนาทุกเรื่อง ก่อนจะได้รับความอบอุ่นผ่านขมับเมื่อจุมพิตของคนเป็นมารดาจรดลงอย่างแนบแน่น หลังจากนั้นไม่ถึงนาทีเสียงเปิดและปิดประตูอย่างแผ่วเบาก็เป็นสัญญาณว่าท่านทั้งสองคนไม่มีใครอยู่รบกวนเวลาการพักผ่อนของเขาแม้แต่คนเดียวปล่อยให้ชายหนุ่มได้ใช้ความคิดของตัวเองอยู่เพียงลำพัง

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha