ยอดรักอสูรร้าย

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 6 : ผิดที่ผิดทางผิดตัว


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 6

ผิดที่ผิดทางผิดตัว

 

             สองสัปดาห์ต่อมา ณ บ้านริมทะเลรพีภัทร

            เย็นวันนี้ลมทะเลกรรโชกแรงเหลือเกิน พายุพัดโหมกระหน่ำซัดซ่า ชั่วเวลาที่พระพายพัดผ่านอย่างบ้าคลั่งนั้นพระพิรุณก็โชยสาดซ่าลงมาจากฟากฟ้าอย่างรุนแรงไม่ได้น้อยหน้ากันเลยสักนิด คนในบ้านริมทะเลวิ่งวุ่นอลหม่าน รีบปิดประตูหน้าต่างของบ้านเพื่อปกป้องรักษาข้าวของในบ้านให้รอดพ้นจากความบ้าคลั่งของฤดูเมืองใต้

            “ว้าย! ตายแล้ว นายมั่นรีบๆ ปิดประตูหน้าต่างสิ เดี๋ยวทุกอย่างก็เปียกฝนหมดเสียงแม่บ้านนามอุ่นละไมดังขึ้น นิ้วอวบๆ ชี้กราดไปตามประตูช่องโน้นช่องนี้ คนรับคำสั่งอย่างนายมั่นวิ่งจนตาเหลือกตาลาน

เร็วๆ เข้าสิยังได้ยินแว่วๆ เน้นย้ำอีกครั้ง ร่างท้วมเดินไปวนมาคล้ายหนูติดจั่น

            “นายคงเก็บรถรึยังนางยังตะโกนไถ่ถามอีกคนที่วิ่งอยู่บริเวณลานบ้าน เสื้อผ้าในชุดคนเมืองใต้เปียกลู่แนบกาย คนถูกเรียกรีบวิ่งลนลานกันยกใหญ่

            “ตายแล้ว อะไรกันนี่คำบ่นพึมพำมาพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างหนักของแฝดผู้พี่

            “ว่ายังไงล่ะอุ่นละไม ทางนี้เรียบร้อยแล้วรึยัง

ใบหน้าอวบอูมของคนร่างท้วมเดินเข้ามาถามไถ่ สายตากวาดมองรอบๆ บ้านริมทะเลรพีภัทรอย่างสำรวจตรวจตรา คนเป็นน้องสาวฝาแฝดเงยหน้าขึ้นมามองแล้วยืนยันหนักแน่น

            “เรียบร้อยแล้วพี่อิ่ม

            ชั่วครู่ต่อมาสองป้าฝาแฝดมองนายมั่นกับนายคงที่มานั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่กับพื้นเรือนด้วยอาการส่ายหน้าไปมา นายมั่นเหงื่อแตกเต็มตัว ส่วนนายคงเปียกลู่หมดสภาพเพราะวิ่งฝ่าฝนออกไปดูความเรียบร้อยทั้งหมด

            บ้านริมทะเลรพีภัทรมีคนอาศัยอยู่ด้วยกันห้าคน คือป้าอิ่มละมุน ป้าอุ่นละไม นายมั่น นายคง และเด็กชายเชนทร์หนุ่มน้อยหลงทางที่ทุกคนในบ้านชุบเลี้ยงเอาไว้ตามคำสั่งของประมุขแห่งเทพาธิบดี เวลานี้ก็อายุราวเก้าขวบกว่า ทว่า...ตอนนี้เพิ่มมาอีกสามคน นั่นคือเจ้าของบ้านอย่างหม่อมหลวงรพีภัทร เทพาธิบดี และบอดี้การ์ดอีกสองหนุ่มวาโยและมารุต แต่ทั้งหมดก็ยังไม่ได้หมายรวมถึงการ์ดที่คุ้มกันอยู่รอบๆ บ้าน นับสิบนาย

            “ปีกตะวันตกล่ะ แม่อุ่นเรียบร้อยรึยังคนถูกเรียกถาม เบนสายตาไปมองหน้าสองหนุ่มเลิกลัก

            “เอ่อ...” นายมั่นและนายคงมองหน้ากันแล้วอ้ำอึ้งไปมา

            “อย่าบอกนะว่ายังไม่ได้ไปดู

            “ยังจ้ะ

สองหนุ่มตอบรับพร้อมเพรียงกัน สองป้าก็เลยต้องยกมือทาบอก ทำท่าทางคล้ายคนจะเป็นลม มีหวังงานนี้โดนคุณภัทรอาละวาดอีกแน่ๆ ใบหน้าทั้งสี่คนซีดแล้วซีดอีก ก็พอดีกับได้ยินเสียงหนึ่งหนุ่มแทรกเข้ามา

            “ไม่ต้องห่วงกันหรอกครับ ปีกตะวันตกเรียบร้อยแล้ววาโยร้องบอกพร้อมรอยยิ้มใบหน้าของทุกคนค่อยๆ กลับมามีสีเลือดอีกครั้ง นึกว่างานนี้ไอ้มั่นจะตายซะแล้ว

            “เอ่อ...ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ

เสียงนายคงเสริมขึ้นอีกแรง หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นมีหวังคุณภัทรได้ลุกขึ้นมาโวยวายขึ้นอีกครั้งเป็นแน่ ท่าทางพายุจะหนักเอาการ แต่ถ้าหากคุณรพีภัทรเอาเรื่องขึ้นมา ต่อให้พายุเมืองใต้ก็ต้องยอมสยบพ่ายแพ้ราบคาบ

 

            หนึ่งเดือนเต็มแล้วที่บ้านริมทะเลรพีภัทร มีเจ้าของที่แท้จริงกลับมาหลบความวุ่นวายของเมืองกรุงมุ่งปลีกวิเวกที่เมืองปักษ์ใต้ของจังหวัดกระบี่

            ตัวบ้านทอดยาวลงมาสู่ชายหาดสีขาวสะอาดตา อาณาบริเวณรอบด้านล้วนห้ามคนภายนอกเข้าออก เป็นที่พักพิงที่แสนสงบของคนเจ็บร้าวทั้งร่างกายและจิตใจ

            ดินแดนที่งดงามและเป็นที่ต้องห้าม...

            เสียงพายุยังโหมกระหน่ำไม่ลืมวันเวลา ควบกาลถึงค่อนคืนยังรุนแรงบ้าคลั่ง เกลียวคลื่นลอนใหญ่ซัดซ่าเข้าหาฝั่ง ดีเหลือเกินไม่มีสัญญาณเตือนภัยว่าจะร้ายแรงเหมือนคราวที่เกิดสึนามิพัดพาถล่มเหมือนปีก่อนๆ

            ทุกคนในบ้านยังไม่ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ต่างเฝ้ามองความเป็นไปของภัยธรรมชาติ เพราะเป็นบ้านที่ตั้งเด่นอย่างโดดเดี่ยว ไร้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง คนในบ้านก็เลยต้องพิถีพิถันดูแลกันอย่างเคร่งครัด หนำซ้ำทุกอย่างที่ประกอบเป็นบ้านริมทะเลหลังนี้ ค่าของมันมากมายมหาศาล

            แต่ดีหน่อยมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองคอยลาดตระเวนไปมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยอยู่รอบนอก อำนาจเงินสามารถสั่งการได้ทุกอย่าง และมีการ์ดหน้าเข้มอีกหลายนายที่กระจายอยู่รอบๆ ไม่ให้อันตรายใดๆ เข้ามากร้ำกรายคนในบ้านได้ นี่แหละหนาคนดัง คนรวยผู้มีทรัพย์สมบัติและกิจการมากมาย สามารถเนรมิตได้ทุกประการอย่างที่ใจปรารถนา

            ด้านปีกตะวันตกนั้นอึมครึมและมืดมิดไร้แสงสว่าง เจ้าของห้องเอนตัวอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว หน้าต่างบานเล็กเปิดกว้างรับพระพายและพระพิรุณให้สาดซ่าเข้ามา โดยไม่คิดที่จะป้องกันใดๆ แม้แต่น้อย หม่อมหลวงรพีภัทร ได้แต่มองแสงแปลบปลาบของสายฟ้า และรับรู้ความบ้าดีเดือดของพายุเมืองใต้

            เขามองทุกอย่างผ่านม่านตาบางๆ ที่ไร้ซึ่งแสงสว่างที่จะส่งผลให้ดวงตาเปล่งประกายมานับสองเดือนเต็ม สองเดือนที่ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลง

            ขาทั้งสองข้างเริ่มใช้งานได้ ชายหนุ่มเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ล้มเอง ลุกเอง และสุดท้ายเดินได้เอง มีเพียงอาการขัดของกล้ามเนื้อนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น แขนทั้งสองข้างหายเป็นปกติไร้รอยฟกช้ำดำเขียว เนื้อตัวกลับมาเนียนนุ่มเหมือนเดิม

            แต่...ใบหน้าที่เคยหล่อเหลานั้น...ไม่หลงเหลืออีกแล้ว

            รพีภัทรสวมใส่หมวกที่ปิดหน้าด้านซ้าย ไม่ให้ใครมองเห็นความน่าเกลียดของมัน บาดแผลพาดผ่านจากปลายจมูกจนถึงข้างแก้มสากระคาย ลึกเป็นทางยาว ตอนนี้มีสะเก็ดแผลที่เริ่มแห้ง

            ใบหน้าที่เคยลูบไล้ครั้งใดเนียนนุ่มละมุนมือ ทว่า...ตั้งแต่วันนั้น เมื่อแตะไล้ก็พบแต่ความระคายเคือง ดวงตาคู่คมแดงก่ำทุกครั้งที่สัมผัสกับมัน เพราะมีหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้สตรีที่เคยลุ่มหลงถึงได้เหยียดยิ้มอย่างดูแคลน

            ว้าย! เอาหน้าไปไกลๆ น้ำฟ้าเลยนะคะ น้ำฟ้ากลัว

            “คุณไม่รักผมเหรอน้ำฟ้า ทั้งที่ผมคิดว่าคุณรักผม

            “โอ๊ย! รักเริกอะไรกัน น้ำฟ้าทนไม่ได้หรอกนะคะ ที่จะควงคู่คุณไปไหนมาไหน น้ำฟ้าเป็นดารา ยังสาวยังสวย คุณไปผ่าตัดเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนเถอะ

            “ผมคิดว่าคุณรักผมที่เป็นตัวผม

            “ใช่ค่ะ น้ำฟ้ารักคุณ หลงใหลคุณ แต่ไม่ใช่เวลานี้ ดูคุณสิ ขาก็จะพิการเดินไม่ได้ หน้าตาก็ยังน่าเกลียดขนาดนี้ โอ๊ย! น้ำฟ้าทำใจไม่ได้หรอกค่ะ

            “น้ำฟ้าขอตัวนะคะ ลาขาดกันเลยค่ะ

            ริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้ม ไม่ใช่แค่สายตาของนางร้ายในจอแก้วคนนั้นหรอกที่มองเขาด้วยความขยะแขยง แม้แต่คนในบ้านเทพาธิบดีที่เคยมองเขาด้วยสายตาชื่นชมมันก็แปรเปลี่ยนไป

            เป็นอะไรที่ไม่เหมือนเดิมเลยแม้แต่น้อยนิด...

 

            เสียงครืนๆ ของสายฝนยามรุ่งสางยังพัดพาลงมาไม่หยุดหย่อน คนในบ้านริมทะเลเพิ่งจะได้หลับนอนกันเมื่อเวลาเกือบตีสามของค่ำคืน เช้าวันนี้ก็ต้องมาสู้รบกับภารกิจประจำวัน ป้าอิ่มละมุน กับป้าอุ่นละไม เข้าครัวตระเตรียมอาหารเช้าให้เจ้าของบ้าน ส่วนหนุ่มๆ คนอื่นๆ กระจายกำลังสำรวจความเสียหาย

            “เฮ้ย! ไอ้มั่น ข้าว่านะคงไม่มีอะไรหรอกกระมังเสียงนายคงร้องบอก

            “แกก็ดูให้ดีๆ หน่อยสิไอ้คง เผื่อมีต้นไม้กิ่งไหนหัก ลมแรงซะขนาดนั้น เดี๋ยวคุณชายลุกขึ้นมาเดินเล่น จะได้ไม่โดนตวาด ท่านด่าทีข้าอยากป่วยสักเจ็ดวันแปดคืน

            “เออน่า...ดูๆ ไปก็แล้วกัน

            สองหนุ่มวัยฉกรรจ์เดินสำรวจรอบๆ บ้านริมทะเลที่กินพื้นที่นับห้าไร่อย่างขะมักเขม้น แม้จะมีเสียงบ่นพึมพำดังขึ้นบ้างแต่ทุกอย่างก็เรียบร้อยผ่านดวงตาคมๆ ของสองหนุ่มเมืองปักษ์ใต้ จนกระทั่งเสียงหนึ่งอุทานดังลั่น

            “เฮ้ย! อะไรนั่น

นายมั่นชี้นิ้วกราดไปยังชายฝั่งทะเล

            ภาพที่นายมั่นและนายคงเห็นอยู่ในเวลานี้ก็คือร่างของใครสักคนนอนเกยตื้น ใบหน้านั้นแนบกับผืนทรายในสภาพเนื้อตัวเปียกชื้น รวมทั้งลมหายใจร้อนๆ ที่บ่งบอกว่าเจ้าของร่างนั้นยังไม่ตายนั่นหมายรวมไปถึงการต้องรอรับคำพิพากษาจากคุณชายเจ้าของดินแดนต้องห้าม

           

            “คุณเป็นใคร

            ทันทีที่พยายามลืมตาขึ้น ก็ได้ยินเสียงถามอย่างเอาเรื่อง

            "บอกมาว่าคุณเป็นใคร"

            คนพลัดถิ่นพยายามปรือตาสบมองคนตั้งคำถาม แต่ก็เห็นแค่เพียงแผ่นหลังเท่านั้น มองรอบๆ กายมีหนุ่มหน้าเข้มยืนคุมเชิงอยู่สองนาย ฝั่งซ้ายมือมีหนุ่มหล่อหน้าตาดีอีกสอง แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยอาการดุกร้าว

            คืนที่ผ่านมาลมพัดคลื่นทะเลตีกระหน่ำใส่เรือบรรทุกสินค้าอย่างรุนแรง พ่อค้าเดินเรือผู้ควบตำแหน่งกัปตันอย่างท่านเจิดศักดิ์จึงออกมาคุมเข้ม แต่โชคร้ายที่พายุนั่นโหมซัดใส่ตัวเรือไม่หยุดหย่อน จนเรือล่มอยู่กลางทะเล โชคดีเหลือเกินที่ร่างของเขาถูกพัดเข้าสู่ชายฝั่ง ในขณะที่นับห้าชีวิตต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอด จนป่านนี้ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นยังไงบ้าง เป็นตายร้ายดีอย่างไร

            “คุณเป็นใครเสียงห้วนเข้มถามซ้ำอีกครั้ง รพีภัทรกวาดมองคนวัยชราตรงหน้าอย่างใช้ความคิด

            “เอ่อ...ผมเป็นกัปตันเรือขนสินค้าให้กับชาวต่างชาติ พอดีเมื่อคืนเรือแตกเพราะพายุพัดพา...”

            “ใครจะเชื่อคุณ

ยังไม่ทันจบประโยค คนนั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาว ก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะหันมาจ้องมองจำเลยที่ลูกน้องคุมตัวเอาไว้

            เมื่อแลเห็นใบหน้าของชายหนุ่มรุ่นลูกแววตาของกัปตันเรืออย่างเจิดศักดิ์ เอกอัษรากร เบิกโตนิดๆ

คิดจะเข้ามาทำอะไรที่นี่ริมฝีปากได้รูปเหยียดออก

            “เรือแตก เรือล่ม หรือพลาดเพราะพายุ ผมไม่สนใจ สนอยู่เรื่องเดียว คุณบุกรุกที่นี่!”

            ใบหน้าคมดุกร้าวขึ้น คนโดนข้อกล่าวหาส่ายหน้าไปมา ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ และก็ไม่รู้ด้วยว่าลมทะเลจะพัดมาเกยหาดอยู่ที่นี่

            “อ้อ...จะบอกว่าโชคชะตาพัดพามาอย่างนั้นสิ

            “อาจจะเป็นกรรมก็ได้

หนุ่มใหญ่พึมพำในใจ พลางจ้องมองหนุ่มรุ่นลูกอย่างใช้ความคิด คิดหาหนทางออกให้กับตัวเอง กวาดสายตามองรอบๆ กายก็เห็นแต่ใบหน้าถมึงทึงทั้งนั้น

            “บทลงโทษของผู้บุกรุกคืออะไรวาโย

เสียงเข้มหันไปถามลูกน้องคนสนิท คนถูกเรียกก้าวตรงมาหา พร้อมรายงานฉะฉาน

คนบุกรุกต้องถูกลงโทษ มาทางไหนเชิญกลับทางนั้น เมื่อมาทางทะเล ก็ต้องกลับทางทะเล

            จำเลยแก่ส่ายหน้าไปมาอย่างตื่นตระหนก เพราะดวงตาของชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ล้อเล่นเลยสักนิด ดูท่าทางจะเอาจริงเอาจังจนน่าหวาดหวั่น

            “อย่า...อย่าทำอย่างนั้น นึกซะว่าสงสารคนแก่ๆ อย่างฉันเถอะ

            “อ้อ! ไม่อยากลงทะเลแต่อยากตายที่หาดทรายนี่ริมฝีปากได้รูปกระตุกยิ้ม พร้อมแกว่งมีดขนาดกลางในมือไปมา

            “บ้านริมทะเลรพีภัทร ห้ามบุคคลภายนอกย่างกรายเข้ามา ไม่ว่าจะน่านน้ำหรือผืนทราย

            “ฉันไม่รู้จริงๆเสียงแหบพร่าวิงวอน คนฟังส่ายหน้า

            “ก็บอกแล้วว่าไม่สน บทลงโทษมีไว้สำหรับคนที่ฝ่าฝืนไม่ว่าจะด้วยเจตนาหรือพลาดพลั้งเจ้าของพื้นที่เว้นระยะชั่วครู่ก็เอ่ยต่อ

            “อ้อ! บางทีโทษอาจได้รับการลดหย่อน ถ้าหากมีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

            คนนั่งฟังบนผืนทรายเริ่มมีรอยยิ้มกระจ่างบนใบหน้า ได้สิ ฉันมีหลักฐานว่าโดนทะเลพัดเข้ามาในฝั่งนี้จริงๆ เรือในทะเลไงที่แตกพ่ายพังยับ กับคนสนิทที่ล่องเรืออีกลำอยู่ไม่ไกล

            “แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์รับฟัง!” น้ำเสียงนั่นหยุดทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจของอีกหนึ่งชีวิต

            หนุ่มใหญ่มองได้แค่ร่องรอยบนหาดทรายที่ตัวเองโดนจับล็อกตัวให้ลุกขึ้นเดินไปข้างหน้า สายตาปะทะแค่ปลายเท้าที่ขยับก้าวเดินไปตามแรงฉุดรั้ง โดยไม่สามารถวิงวอนใดๆ ได้อีก

            นี่หรือสวรรค์ พ่ออย่างเขาคงไม่มีวาสนาได้พบบุตรสาวอันเป็นที่รักอีกแล้ว

            แม้สักครั้ง...ก็คงไม่มี

 

            ห้องมืดทึบด้านทิศใต้ของบ้านริมทะเลคือสถานที่จองจำชั่วคราว แต่มันคงไม่เลวร้ายเหมือนคุก เป็นแค่ห้องที่ถูกล็อกด้วยกุญแจขนาดใหญ่เท่านั้น และรอบด้านยังเต็มไปด้วยกรงเหล็กที่เสริมเกราะอย่างแน่นหนา

            ร่างสูงใหญ่ของนายเจิดศักดิ์ ทรุดลงกับฟูกเล็กๆ อย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่คิดฝันว่าออกทะเลส่งสินค้าคราวนี้จะพบเจอกับอะไรที่เลวร้าย มีพายุพัดกระหน่ำยังไม่พอ ยังพัดพาให้มาเจอกับหนุ่มรุ่นลูกผู้แปลกประหลาดและดุดัน แววตานั้นไม่เป็นมิตรกับใครสักคนเดียว...

            บุษบา...ลีลาวดี...ลูกรัก ชาตินี้พ่อคงไร้สิ้นวาสนาจะกอดลูกอีกครั้ง...

 

            ณ บ้านเอกอักษรากร

            คุณหนูคนเล็กของบ้านยังนั่งจับเจ่าอยู่กับซุ้มกลิ่นแก้ว ด้วยความรักและความคิดถึงที่ถ่ายทอดไปยังบุพการีทั้งสองท่าน เสียงเจ้านกตัวเล็กในกรงยังเจื้อยแจ้วไม่หยุด เพราะถูกยกกรงมาร่วมพูดคุยด้วย และไม่นานมือเล็กก็เปิดประตูกรงกว้าง ให้เจ้าตัวน้อยได้โผบิน ซึ่งเจ้านนทรีก็ไม่เคยไปไหนไกล บินวนอยู่รอบๆ บ้านเท่านั้น บางครามันก็มักจะโฉบบินมาแหย่เธอเล่นเป็นครั้งคราว

            “รักจ๋า...รักจ๋า...”

เจ้านนทรีเรียกขาน 

นนทรีจ๋า...รักคิดถึงคุณพ่อ ป่านนี้คุณพ่อยังไม่ส่งข่าวมาอีกเลย โปสการ์ดก็ไม่มี จดหมายก็ไม่มา โทรศัพท์ก็เงียบหาย

            น้ำเสียงอ่อนนุ่มทอดตามอารมณ์ที่นึกคิด นกตัวเล็กทำท่ารับรู้และก็ส่งเสียงพูดคุยอยู่เรื่อยๆ จวบจนกินเวลาอยู่นานโข ร่างเล็กๆ ของเด็กสาววัยสิบห้าก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหา

            “คุณหนูบุษบาขา...”

            พอมาถึงก็ยืนหอบแฮกๆ ด้วยอาการหน้าแดงตัวแดง

            “มีอะไรเหรอจำปา ทำไมต้องวิ่งหน้าตื่นขนาดนี้จ้ะบุษบาส่ายหน้าไปมาพลางบ่นให้เบาๆ เด็กน้อยเงยหน้าสบมองก่อนจะส่งยิ้มแหยๆ อย่างขอไปที

            “มีคนมาหา บอกว่าชื่อคุณสาครค่ะ

            ‘สาครชื่อที่แว่วเข้ามาในโสตประสาททำให้คุณหนูแห่งเรือนเอกอักษรากรยิ้มแป้นเต็มใบหน้า ก่อนเจ้าตัวจะวิ่งกลับไปเข้าไปยังตัวบ้าน หัวใจดวงเล็กๆ เต้นรัวกระหน่ำอย่างยินดี ลืมแม้กระทั่งเจ้านกแก้วที่เจื้อยแจ้ว

            “อ่ะ คุณหนูวิ่งไปแล้ว ลืมเจ้าด้วย นนทรี

            เสียงเล็กๆ เอ่ยไล่หลัง พร้อมกับร่างเล็กที่วิ่งตามไปติดๆ ปล่อยให้เจ้านกแก้วบินตามหลัง

เด็กจำปาทำหน้าเบ้ให้เจ้านนทรีที่บินตัดหน้าไป แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มยินดีไม่น้อยเมื่อเห็นแววตาประกายวาววับจากคุณหนู

            อาสาครคือคนสนิทของคุณพ่อเจิดศักดิ์ ถ้าหากมีข่าวอะไรคืบหน้าอาสาครคนนี้ก็จะมาบอกกล่าวและส่งข่าวอย่างสม่ำเสมอ

            เมื่อมาถึงตัวบ้านก็ได้เห็นผู้ชายผมหยิกหยักศกยืนเอามือไพล่หลังและมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ที่เต็มไปด้วยกลุ่มไม้ดอกนานาพันธุ์ ช่างเป็นภาพที่ชินตาเหลือเกิน แม้ไม่ได้พบกันบ่อยครั้งแต่เธอก็จำบุคลิกของคุณอาหนุ่มได้เป็นอย่างดี

            “สวัสดีค่ะคุณอา

            หนุ่มใหญ่เอี้ยวตัวมามองแล้วรับไหว้หญิงสาวรุ่นลูก แต่ใบหน้านั้นมีแต่ร่องรอยแห่งความกังวลใจ มือข้างหนึ่งยังรงกุมกระดาษสีขาวไว้แน่น

            “สวัสดีหนูรัก สบายดีนะลูก

สบายดีค่ะ คุณอาเดินทางมาไกลคงเหนื่อยมาก มีใครยกน้ำมารับรองหรือยังคะเจ้าของบ้านเอ่ยถามพร้อมเมียงมองรอบๆ กาย

            “ดื่มน้ำฝนลอยดอกมะลิของพุดซ้อนแล้วล่ะ

            บุษบายิ้มกระจ่างเต็มใบหน้า คุณพ่อล่ะคะ เอ่อ...ท่านไม่มาด้วยเหรอ

คำถามของคุณหนูของบ้านทำให้ใบหน้าของนายสาครซีดหนักมากกว่าเดิม มือสั่นๆ นั้นคลี่กระดาษเอสี่แล้วกวาดสายตามอง

            จดหมายฉบับนี้ทำให้เขาต้องเดินทางจากเมืองใต้ขึ้นมาสู่เมืองกรุง หวังจะเข้าช่วยผู้เป็นเจ้านายที่พ่วงตำแหน่งคนที่เคารพรัก แต่ลองมาทุกหนทางก็ไม่สามารถช่วยเหลือออกมาจากที่นั่นได้ จนต้องแบกหน้ามาเล่าความจริงและหาหนทางกับลูกๆ ของท่าน

            “มีอะไรหรือคะคุณอา

หนูรักเอ่ยถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป หนุ่มใหญ่เม้มปากแน่นแล้วยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ ลายมือที่เป็นเอกลักษณ์ของคนเป็นพ่อ ถูกดวงตากลมๆ กวาดอ่าน เมื่ออ่านได้เพียงครึ่งหน้าร่างเล็กๆ ก็ทรุดลงกับพื้น

            “คุณหนูขา...”

นมมะลิที่เดินผ่านมาเห็นรีบกระวีกระวาดเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นน้ำตาของคุณหนูบุษบาหัวอกของคนเป็นห่วงเป็นใยแทบขาดรอนๆ

            “คุณสาคร นี่มันเกิดอะไรขึ้น

คนถูกถามเมินหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วก็หมุนกายหันหลังให้ เพราะในใจลึกๆ ไม่กล้าสู้หน้าคนในบ้านเอกอักษรากร จะว่าไปแล้วตัวเองก็บกพร่องต่อหน้าที่ไม่น้อย ที่ปล่อยให้คนเป็นเสมือนพี่ชายเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายแบบนี้ โล

คุณท่านถูกจับตัวไปนับสัปดาห์แล้ว ฉันพยายามยืนยันความบริสุทธิ์ของท่าน แต่อีกฝ่ายก็ไม่รับฟัง พยายามใช้กฎหมายก็เงียบหายเพราะฝ่ายนั้นร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติและมีอิทธิพลกว้างขวางคนเล่ายังไม่คลายกังวล

            “รักจะช่วยคุณพ่อให้ได้ รักต้องช่วยคุณพ่อให้ได้ค่ะ

            “คุณหนูขา...เราจะทำอย่างไรดี

            นมมะลิโอดครวญพร้อมเช็ดน้ำตาที่ไหลนองทิ้ง

            “คุณอารู้ไหมคะ ว่าคุณพ่อโดนจับอยู่ที่ไหน แล้วทำไมคนพวกนั้นถึงจับคุณพ่อ

            “ฝ่ายนั้นบอกว่าท่านบุกรุกเข้าพื้นที่ส่วนตัว

            “อะไรกัน ก็คุณพ่อถูกพายุพัดพาเข้าไป มันเป็นอุบัติเหตุ ทำไมคนพวกนั้นต้องมองในแง่ร้าย คิดว่าคุณพ่อจะเป็นขโมยขโจรหรือยังไงถึงได้ควบคุมตัวท่าน นี่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยหรือคะ

            นายสาครส่ายหน้าแล้วก็ทอดถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก

            “พวกเขาไม่ฟังอะไรเลย แม้อาจะเข้าไปช่วยยืนยันแต่ก็ไร้ประโยชน์

            เสียงถอนหายใจอย่างหนักดังขึ้นอีกระลอก ใบหน้านั้นเคร่งขรึม มือข้างซ้ายถูกยกขึ้นมาแล้วบีบขมับของตัวเองเบาๆ พอๆ กับคุณหนูคนเล็กของบ้านที่กอดแม่นม

            “ทำอะไรกัน ยัยรัก

ลีลาวดีถามน้องสาวที่นั่งร้องห่มร้องไห้ คนถูกถามเงยหน้ามองพี่สาวทั้งน้ำตาก่อนจะโผเข้าไปกอด

พี่ลิลลี่ คุณพ่อถูกจับตัวไปค่ะ เราต้องช่วยคุณพ่อนะคะ

            “ฮะ! อะไรนะ คุณพ่อถูกจับตัวไป ใครจับ

            “คนป่าเมืองเถื่อน...จับตัวคุณพ่อไปค่ะ เขาใส่ความหาว่าคุณพ่อบุกรุกเขตหวงห้าม...และไม่ยอมปล่อยตัวคุณพ่อ...เราต้องช่วยคุณพ่อนะคะรักจะไปเมืองใต้...พี่ลิลลี่ไปด้วยกันนะคะ

            ลีลาวดีถอนหายใจแล้วดันร่างของน้องสาวออกจากอ้อมกอดเบาๆ พี่ไปไม่ได้หรอกรัก พี่ต้องทำงาน งานในกรมราชการน่ะจะไปไกลๆ ได้ที่ไหน เรื่องนี้รักคงต้องจัดการเอง พี่จะอยู่ทางนี้ดูแลทุกอย่างให้ ยังไงพี่ฝากคุณพ่อด้วยนะรัก พาท่านกลับมาให้ได้ เอาไว้พี่จะหาทางช่วยอยู่ทางนี้อีกแรง

            “พี่...ลิลลี่...” บุษบาร้องออกมาคล้ายไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน

            “พี่เหนื่อยแล้ว ทำงานมาทั้งวัน ขอไปพักก่อนนะ

            น้องสาวได้แต่ยืนตัวสั่นเทาเมื่อเห็นพี่สาวเดินตรงไปยังเรือนลีลาวดีของเจ้าตัว บุษบาหันกลับมามองหน้าอาหนุ่มแล้วพยักหน้า

รักจะไปช่วยคุณพ่อเองค่ะ รักต้องทำให้ได้

            เธอเอ่ยแค่นั้นก็หุนหันเข้าห้องรีบเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า โดยมีคนวัยชราอย่างนมมะลิ รวมทั้งป้าพุดซ้อนและหนูจำปาคอยช่วยหยิบจับโน่นนี่ไม่ได้ขาด

            เย็นวันนี้สาวเมืองกรุงแห่งเอกอัษรากรต้องเดินทางข้ามจังหวัดลงสู่เมืองใต้ของประเทศไทย ต้องจากบ้านที่พักพิงอาศัยมาหลายสิบปีเป็นครั้งแรก และก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะได้กลับมาที่บ้านอันอบอุ่นหลังนี้อีกครั้ง การเดินทางกินเวลาไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว กว่าบุษบาและนายสาครจะมาหยุดอยู่ตรงประตูรั้วอัลลอยด์สูงเกือบสามเมตร กำแพงยาวสุดลูกหูลูกตา มองเข้าไปด้านในก็งดงามจับตาเลยทีเดียว แต่สถานที่สวยงามนั้นกลับมีเจ้าของที่โหดร้ายเหลือเกิน

            


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha