ยอดรักอสูรร้าย

โดย: Janya,ณิชาดา



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 11 : ปฏิบัติการ "เชิงรุก"


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

บทที่ 11

ปฏิบัติการ เชิงรุก

 

            สามวันผ่านมานี้เจ้าของบ้านริมทะเลไม่ได้แสดงตัวเลวร้ายเลยสักนิด ชายหนุ่มดูใจดีและยิ้มง่ายมากขึ้น บรรยากาศในบ้านก็เลยชวนอบอุ่นและอำนวยทุกอย่างให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บวกกับกลิ่นอายทะเลที่กระจายล้อมรอบให้ความรู้สึกเย็นสบาย การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้านายหนุ่มทำให้บอดี้การ์ดคนสนิทยิ้มปลื้มไปด้วย

            เมื่อเห็นเจ้านายยืนอยู่เพียงลำพัง วาโยและมารุตก็รีบก้าวขายาวๆ เข้าไปหา

            “ดูเจ้านายอารมณ์ดีขึ้นนะครับเสียงทุ้มของวาโยดังขึ้น หม่อมหลวงรพีภัทร เทพาธิบดี กระตุกยิ้มก่อนจะเอี้ยวตาหันกลับมาสบตาคนสนิททั้งสองคน มารุตตัวเย็นวาบเมื่อปะทะสายตาดุคม

            “พวกนายสองคนคิดอย่างนั้นคำถามราบเรียบดังขึ้น สองหนุ่มพยักหน้า อะไรทำให้นายทั้งคู่มีความคิดแบบนี้

มือทั้งสองข้างซุกเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แววตาคู่คมมองไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า การ์ดหนุ่มสองคนมองหน้ากันเลิกลักแล้วย่นคิ้วอย่างสงสัย

เจ้านายคงไม่ได้หมายความว่า...” เสียงหนุ่มร้องถามแทบจะพร้อมเพรียงกัน

            “เคยได้ยินรึเปล่า...อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อยากกินของดีต้องมีชั้นเชิง

            คำพูดของเจ้านายหนุ่มไม่ได้ให้ความกระจ่างเลยสักนิด ทว่า...รอยยิ้มที่เห็นอยู่ในเวลานี้ทำให้คนที่สนิทสนมและร่วมงานกันมาหลายปีเกิดอาการชาและหนาวเหน็บไปทั่วร่าง

            “หึๆ อย่ามองอะไรแค่ภายนอก

            ทิ้งท้ายการสนทนาไว้แค่นั้น ร่างสูงก็ก้าวตรงไปยังหาดทรายสีขาวข้างหน้า รองเท้าถูกถอดทิ้งไว้ปล่อยให้เม็ดทรายได้เกาะติดเท้าเปล่าเปลือย ขากางเกงถูกพับจนครึ่งแข้ง ก่อนจะย่ำเดินไปเรื่อยๆ บางเวลาคลื่นทะเลก็ซัดซ่าเข้าหาฝั่งลบร่องรอยที่ชายหนุ่มทิ้งไว้บนผืนทราย

            เมื่อเดินมาเกือบสองร้อยเมตรสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างเล็กของเด็กชายเล่นน้ำตูมๆ อยู่คนเดียว วิ่งลงทะเลเสร็จเจ้าตัวก็วิ่งขึ้นฝั่ง ร่างนั้นเปียกชื้นไปทั้งตัว ชายหนุ่มก้าวตรงเข้าไปหา พอดีกับหนุ่มน้อยเตรียมถอยห่างด้วยใบหน้าและดวงตาที่เศร้าสร้อย

            “เชนทร์รพีภัทรส่งเสียงร้องเรียก คนฟังยืนตัวแข็งก่อนจะหันมายกมือไหว้ แล้วก้าวเท้าเล็กๆ มาเผชิญหน้าอย่างจำใจ แต่ดูท่าทางอาการโดยรวม คล้ายไม่อยากอยู่ใกล้ชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อยนิด

สวัสดีครับคุณท่านหนุ่มน้อยก้มหน้าลงมองแค่ทรายสีขาวที่เหยียบย่ำ ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ

            “นั่งคุยกันก่อนสิเอ่ยแค่นั้นร่างสูงก็ย่อตัวลงนั่งแหมะลงบนผืนทราย คนตัวเล็กนั่งลงข้างๆ ทำไมฮึ หน้าฉันแทบไม่อยากมอง คงโกรธสินะที่โดนห้ามไม่ให้พบกับพี่รักของเธอ

            เด็กน้อยสั่นศีรษะเล็กๆ เป็นการปฏิเสธ

เปล่าครับ ผมไม่กล้าโกรธท่าน

            “ทำไมไม่เรียกฉันว่าพี่ภัทร เหมือนที่เรียกพี่รักบ้างล่ะดวงตารีเล็กเบิกโตนิดๆ แล้วส่ายหน้าเป็นพัลวัน ราวกับว่าถ้าเรียกไปแล้วอาจจะไม่มีโอกาสได้อยู่ที่นี่อีกอย่างนั้นแหละ อาการของเด็กชายตรงหน้าเหมือนจะทำให้รพีภัทรรู้สึกว่าตัวเองเป็นยิ่งกว่าซาตานร้ายหรือไม่ก็พวกนักก่อการร้าย

ไม่ได้ครับ คุณท่านคือผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตผม ให้ผมได้อยู่ที่นี่

            “นั่นทำให้เธอกลัวฉัน รวมทั้งหวาดกลัวใบหน้าของฉันด้วยอย่างนั้นรึไงน้ำเสียงของชายหนุ่มค่อนขอดอยู่ในที เด็กเชนทร์รีบสั่นหัวจนคอแทบหลุด

            “เปล่าครับ แต่ผมกลัวท่านจะไล่ผมออกจากที่นี่ ผมไม่มีใคร ไม่มีที่ไปแววตาแดงก่ำเริ่มปรากฏให้เห็น ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งลงกับผืนทราย มือเล็กปัดป้ายน้ำตาทิ้ง นิ้วป้อมๆ ขีดเขี่ยไปบนเม็ดทรายสีขาว ให้เป็นรูปร่างและถ้อยคำต่างๆ

            “ฉันนี่โชคร้ายจัง มีแต่คนกลัวเสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองจะมีใครสักคนไหมที่ไม่กลัวฉัน

            เชนทร์เลิกคิ้วที่มีเพียงเล็กน้อยนั้นสูงขึ้นก่อนจะเอ่ย ผมไปเล่นน้ำก่อนนะครับ

บอกแค่นั้นก็วิ่งกรูลงทะเล ดำผุดดำว่ายอย่างคุ้นชิน ปล่อยให้ใครบางคนมองตามไปอย่างอิจฉา มาอยู่ทะเลเป็นแรมเดือนเขายังไม่เคยลงไปเล่นน้ำในทะเลเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือแท้จริงแล้ว...ไม่ปล่อยให้ตัวเองได้มีความสุขเลยต่างหาก

            รพีภัทรค่อยๆ เอนตัวแนบแผ่นหลังให้สนิทกับผืนทราย ดวงตาคมจ้องมองท้องฟ้าและปุยเมฆที่เคลื่อนขยับไปเรื่อยๆ บนนั้นมีสีฟ้าและสีขาวสลับกันดูเย็นสบายตา เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากโลกภายนอกที่รายล้อมด้วยบรรยากาศคุ้นเคย ก้าวเข้าไปสู่ดินแดนที่หนาวเหน็บและเดียวดาย แต่ชายหนุ่มก็เฝ้าบอกกับตัวเองอยู่เสมอ ว่าโลกใบนั้นช่างงดงามอย่างประหลาด

            เด็กชายเชนทร์เดินขึ้นฝั่งเมื่อเล่นน้ำหลายรอบจนเหนื่อยหอบ ใบหน้าเล็กๆ นั้นก้มลงมองหนุ่มเจ้าของบ้านรวมทั้งเจ้าชีวิต ศีรษะทุยเล็กโคลงเคลงไปมา

            “เวลาคุณท่านหลับ ดูผ่อนคลายดีนะฮะ ว่าแล้วก็อมยิ้ม  “ผมจะนอนเป็นเพื่อน จนกว่าท่านจะตื่นนะฮะ

            เสียงเล็กเจื้อยแจ้วเบาๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ ทิ้งระยะห่างเพียงวาเดียวเท่านั้น ระดับศีรษะเล็กอยู่ไม่เกินช่วงอกของชายหนุ่ม

ผมอยากโชคดีอย่างคุณท่านบ้างจัง...”

            หนุ่มน้อยพึมพำเบาๆ พร้อมกับดวงตาเริ่มปิดสนิทลง แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก อาการหนาวเย็นกายเด็กเชนทร์ทนได้มาหลายปี แต่อาการหนาวเหน็บของจิตใจเพราะขาดความอบอุ่นจากบุพการีนั้นมันช่างทรมานกับหัวใจของหนุ่มน้อยตัวเล็กๆ คนนี้เหลือเกิน

            เปลือกตาของคนตัวสูงเปิดกว้างขึ้นเมื่อเสียงเล็กๆ นั้นเงียบไป รพีภัทรดันกายลุกขึ้นนั่ง รอยยิ้มเยาะหยันตัวเองปรากฏบนใบหน้า

แต่ฉันอยากเป็นนายนะ...เชนทร์

            เสียงทุ้มดังแค่นั้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นจับจ้องใบหน้าของเด็กน้อยวัยเก้าขวบที่หลงเข้ามาอาศัยปีกแห่งเทพาธิบดีตั้งแต่ยังแบเบาะ ได้ข่าวว่าช่วงนั้นเด็กคนนี้ยังเดินไม่ได้ด้วยซ้ำไป ป้าอิ่มละมุนกับป้าอุ่นละไมร้องไห้สงสารจนน้ำทะเลแทบจะท่วมบ้าน ด้วยความสงสาร คุณแม่ถึงให้ชุบเลี้ยงและดูแลเป็นอย่างดี

            ...ถึงแม้จะไม่ได้เสี้ยวของลูกหลานจริงๆ แต่เด็กเชนทร์ก็อยู่อย่างมีความสุข

            ปล่อยให้ตัวเองหลุดไปอยู่ในโลกของเด็กวัยเก้าขวบนับสิบนาทีเต็ม ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนแล้วย่อตัวลงใกล้ๆ ร่างเล็กๆ เกลี่ยเส้นผมที่ไม่เป็นทรงให้ก่อนจะเอ่ยปลุก

เชนทร์ตื่นเถอะ

            ดวงตารีเล็กเริ่มขยับและลืมขึ้นมองเต็มสองตา ร่างเล็กดีดเด้งลุกขึ้นยืน ขอโทษฮะ เอ่อ...ขอโทษครับเสียงตะกุกตะกักเอ่ยขอโทษขอโพย รพีภัทรส่ายหน้าเบาๆ

            “กลับบ้านไปอาบน้ำได้แล้ว กินข้าวให้เรียบร้อยล่ะ

            “ครับ

            คนตัวเล็กรับปากแล้วหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ ปล่อยให้สายตาคู่คมจ้องมองไปจนลับสายตา เมื่อเบนทิศทางของดวงตาไป ไม่ไกลนักก็พบกับใครบางคนที่กำลังก้มหน้ามองหาอะไรบางอย่าง ขายาวๆ ก้าวตรงเข้าไปหา รอยยิ้มแห่งชัยชนะเริ่มปรากฏให้เห็นอยู่รำไร...แต่ใครกันหนอที่จะคว้ามันมาครอบครอง

 

            ทรายเม็ดเล็กเนียนละเอียดสีขาวขุ่นสลับน้ำตาลครองหลายร้อยตารางพื้นที่ ไม่ไกลนักมีต้นมะพร้าวที่สูงลิบลิ่วพร้อมกับพวงลูกระย้าลงมามากกว่าสิบ ก้านมะพร้าวโดนลมพัดเอนไหวเบาๆ มีนกทะเลโผบินโฉบไปมา บนหาดทรายสีขาว ร่างเล็กๆ กำลังก้มๆ เงยๆ คล้ายมองหาอะไรบางอย่าง

            ร่างสูงใหญ่นำพาขายาวๆ ก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ กำลังมองอะไรอยู่เสียงที่ดังขึ้นทำให้ใบหน้าเล็กแหงนเงยขึ้นมองแล้วก้มลงไปใหม่ ก่อนจะพึมพำบอกกล่าว

ฉันกำลังหากำไลข้อมือสีขาว เอ่อ...มันน่าจะร่วงแถวนี้ค่ะ

            ชายหนุ่มทำเสียงตอบรับในลำคอ ดูท่าคงสำคัญกับเธอนะ

            “ค่ะ สำคัญมากที่สุดประกายตาของคนฟังเคืองขุ่นขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ อยากโพล่งถามออกไปใจแทบขาดว่าสิ่งนั้นสำคัญมากมายขนาดไหน ใครเป็นคนให้มา ถ้าหากเป็นคนรักของเธอแล้วล่ะก็ เชื่อมือได้เลยว่ารพีภัทรคนนี้มีของตอบแทนให้หมอนั่นอย่างสาสม

ถ้าสำคัญมากเดี๋ยวฉันช่วยหาชายหนุ่มเค้นเสียงบอกออกไป ในขณะที่บุษบาเอาแต่ก้มหน้ามองหาสิ่งของสำคัญ ไม่ได้ใส่ใจในน้ำเสียงของอีกคน

            “ขอบคุณค่ะ

บอกขอบคุณออกไปแค่นั้นก็หันมาก้มมองหาสิ่งของที่ต้องการ รพีภัทรถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนสายตาคู่คมจะไปปะทะกับอะไรบางอย่าง เอื้อมหยิบขึ้นมาแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรีบร้อน

            “เธอทำหล่นที่อื่นรึเปล่าเมื่อเวลาผ่านไปราวสิบนาที ชายหนุ่มก็ร้องถามขึ้นเบาๆ หญิงสาวทำหน้าย่นยู่แล้วสั่นศีรษะไปมา

เอ่อ...ฉันก็ไม่มั่นใจหรอกค่ะ ว่าทำหายที่ไหน แต่คิดว่าน่าจะเป็นแถวนี้

            “อย่างนั้นเหรอ

            “ค่ะบุษบาตอบรับเบาๆ แล้วก้มมองบนหาดทรายที่รอบตัวอยู่ทุกทิศทุกทาง แสงแดดเริ่มจ้าขึ้น เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดพราย แก้มนวลนั้นเริ่มแดงเพราะรับลมทะเลและแสงแดด

            ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา มือหนาคว้าแขนเรียวบางแล้วฉุดรั้งให้หญิงสาวยืนขึ้นตรงหน้า ก่อนจะล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กในกระเป๋าค่อยๆ บรรจงซับเหงื่อให้อย่างแผ่วเบา ในขณะบุษบายังอยู่ในอาการตกตะลึงในความอ่อนโยนนั้น พลอยทำให้ร่างระหงตกใจจนลืมปัดป้อง ปล่อยให้ความนุ่มนวลแผ่วเบาของชายหนุ่มพาดผ่านไปตามผิวหน้าอย่างลืมตัว

            ชั่วครู่อึดใจหญิงสาวก็เอี้ยวตัวหนี แต่โดนคว้ามือเรียวงามแล้วบีบเบาๆ

            “เศษทรายกระเด็นโดนหน้าเธอเสียงทุ้มว่า

            “เอ่อ...ฉันเช็ดเองก็ได้ค่ะดวงตากลมโตช้อนมองแล้วหลุบต่ำลง

ฉันทำให้

สิ้นเสียงนั้นรพีภัทรก็เป่าเศษทรายเปื้อนแก้มนวลด้วยลมร้อนๆ ที่พวยพุ่งออกมาจากปากหยัก นิ้วเรียวเกลี่ยให้อย่างผะแผ่วเบา จ้องหน้าของหญิงสาวอย่างไม่คิดที่จะละไปไหน

            บุษบาหน้าแดงระเรื่อ ยิ่งใบหน้าคมๆ โน้มลงมาหาหัวใจดวงเล็กๆ ก็เกิดอาการสั่นไหวอย่างประหลาด

            “เอ่อ...ฉันคงไม่ได้ทำกำไลหล่นแถวนี้ ขอตัวนะคะ

ก่อนลมหายใจร้อนๆ ของชายหนุ่มจะรินรดปลายจมูก ใบหน้าเรียวงามก็เอียงหนีแล้วพึมพำบอกกล่าว ก่อนจะหมุนกายเดินลิ่วๆ ออกห่าง ปล่อยให้ใครบางคนมองตามอย่างแสนเสียดาย

            ร่างสูงค่อยๆ เดินตามแผ่นหลังบอบบางไปเรื่อยๆ ล้วงหยิบอะไรบางอย่างในกระเป๋าขึ้นมาจ้องมองแล้วค่อยๆ ปัดเศษทรายเปรอะเปื้อนให้ร่วงหล่น แล้วยกขึ้นจ้องมองก่อนจะเหยียดยิ้ม หลังจากนั้นขายาวๆ ก็เดินหน้ามุ่งตรงไปหาร่างเล็กที่ก้าวลิ่วๆ เดินกลับเข้าบ้าน ดวงตาคมๆ นั้นแวววาวด้วยประกายอะไรบางอย่าง ทั้งเจ้าเล่ห์และแสนเอาแต่ใจในคราเดียวกัน หม่อมหลวงรพีภัทรแสนเย่อหยิ่งและร้ายกาจกำลังจะวาดลวดลายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้...ทว่าลูกน้องหนุ่มอย่างวาโยก็วิ่งกระหืดกระหอบมาขวางทางไว้ซะก่อน

            “คุณชายโทรศัพท์จากคุณหญิงครับมือถือเครื่องจิ๋วสุดไฮเทคถูกยื่นมาตรงหน้า ชายหนุ่มจ้องมองนิดๆ ก่อนจะคว้ามาแนบใบหูเพื่อฟังการสนทนาจากต้นสาย

            “สวัสดีครับคุณแม่ร้องทักออกไปด้วยน้ำเสียงยินดี

            “ภัทรเป็นอย่างไรบ้างลูก แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน

ชายหนุ่มอมยิ้มอย่างมีความสุข ตั้งแต่เล็กจนโตน้ำเสียงแห่งความห่วงใยและเอาใจใส่แบบนี้เขามักได้ยินอย่างสม่ำเสมอ ช่วงเวลานี้สิ่งที่จับจ้องสายตาถูกปล่อยวางชั่วคราว แต่ดวงตาคู่คมยังเมียงมองไปยังบานประตูปิดสนิท ทันทีที่ร่างเล็กๆ นั้นก้าวเข้าไป

            “ผมสบายดี คุณแม่และคุณพ่อไม่เป็นไรใช่ไหมครับ

            คุณหญิงเยาวเรศกรีดน้ำตาทิ้ง แม่กับพ่อสบายดี แต่แม่ห่วงลูกเหลือเกินเสียงสะอึกสะอื้นแว่วมาตามสาย ได้ยินเสียงคุณชายรพีแทรกเข้ามาว่าห่วงใยไม่แพ้กัน

            สองสามีภรรยาแห่งบ้านเทพาธิบดีสลับสับเปลี่ยนเสียงแทรกซ้อนเข้ามาให้ปลายสายได้รับรู้ พลอยทำให้คนหอบความเจ็บปวดมารักษาถึงเมืองไกลเสมือนมีน้ำทิพย์ชโลมใจให้ใบหน้านั้นแต้มยิ้ม

            “อีกไม่นานแม่จะไปอยู่เป็นเพื่อนลูก แม่จะไปดูแลลูกด้วยตัวเอง...”

            “อย่าลำบากเลยครับ ผมไม่เป็นไรจริงๆ

เสียงทุ้มแทรกขึ้นก่อนที่คนเป็นแม่จะเอ่ยจบประโยค แต่ถึงอย่างไรคุณหญิงเยาวเรศก็ยืนยันจะมาดูแลบุตรชายของตัวเองสักครั้งแม้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี รพีภัทรทำได้เพียงตอบรับเบาๆ ถึงแม้เวลานี้อยากเอ่ยขัดและดื้อรั้นอย่างที่ตัวเองต้องการ...แต่เมื่อฟังน้ำเสียงที่อ่อนโยนของคนเป็นแม่แล้ว ก็ทำได้แค่ยอมรับไปโดยปริยาย

            ชายหนุ่มใช้เวลาพูดคุยโทรศัพท์อยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง ทราบข่าวมากมายจากปากของคนเป็นแม่ ในเรื่องราวต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งคู่ขาคนล่าสุดที่มีส่วนทำให้ร่างกายของตัวเองต้องตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้

            ...ลึกๆ ข้างในก้นบึ้งของหัวใจแล้ว รพีภัทรกำลังขอบคุณผู้หญิงคนนั้นอย่างเงียบๆ

            โทรศัพท์เครื่องเล็กถูกยื่นคืนให้กับการ์ดหนุ่มก่อนจะเอ่ยสั่ง ส่งคนของเราตามสืบเรื่องของนภาลัยให้ฉันด้วยนะ

วาโยเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะตอบรับ ได้ครับ

            ดวงตาของลูกน้องได้แต่มองตามแผ่นหลังของเจ้านายหนุ่มด้วยความสงสัย ทำไมจู่ๆ ถึงมีคำสั่งให้สืบเรื่องราวของคู่ขาคนนั้น นางร้ายหน้าหวานแห่งวงการมายา ทั้งที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นไปด้วยจุดประสงค์อะไร คุณชายก็ไม่น่าจะกลับไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงแบบนั้นอีก

            “ทำหน้าแบกโลกอีกแล้ววาโย นายเป็นอะไรวะเสียงมารุตแว่วเข้ามา คนถูกถามส่ายหน้าแต่คิ้วเข้มๆ ยังขมวดย่นเข้าหากัน

เปล่าหรอก ไม่เป็นไร แค่ไม่เข้าใจอะไรบางอย่างก็เท่านั้น

            มารุตยักไหล่นิดๆ ก่อนจะเอ่ยชวนกันไปทำหน้าที่อย่างเคย จะว่าไปแล้วตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ สองบอดี้การ์ดหนุ่มดูจะสบายตัวและสบายหูขึ้นเยอะ อย่างน้อยก็แค่ได้รับคำสั่งชั่วครั้งชั่วคราวจากเจ้านายทุกคน โดยไม่ต้องแบกชะตากรรมชีวิตหนักหน่วงมากนัก

 

            ร่างระหงของบุษบากำลังเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง หัวใจยังคงเต้นแรงอย่างต่อเนื่อง ใบหน้านวลเนียนแดงระเรื่ออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวมาเข้ามาใกล้ ดวงตากลมๆ ทอประกายระยิบระยับ แต่ความรู้สึกบางอย่างเริ่มสับสนอย่างหนัก

            ไม่ถึงห้านาทีร่างระหงก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อประตูห้องถูกเคาะเบาๆ ก่อนจะมีร่างสูงใหญ่เปิดประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะเช่นเคย บุษบาทำหน้าย่น ภวังค์ความคิดทุกอย่างจางหาย หญิงสาวเก็บความรู้สึกบางอย่างซ่อนเร้นอย่างมิดชิดเมื่อก้าวมาเผชิญหน้า

            “คุณ มีอะไรรึเปล่าคะ

รพีภัทรเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะก้าวขายาวๆ ไปนั่งแหมะบนเตียงนุ่ม ถือวิสาสะอย่างเคย

ก็เช้านี้เธอยังไม่ได้ทำหน้าที่พยาบาลฉัน อย่าลืมสิเสียงทุ้มเน้นย้ำ

            หญิงสาวพยักหน้าอย่างจำได้ก่อนจะคว้าหลอดยาสีขาวบนโต๊ะเล็กใกล้ๆ เตียงนอนขึ้นมา ลงมือแต้มยารักษาแผลบนใบหน้าของชายหนุ่มอย่างที่เคยทำ อาการหน้าร้อนก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

            เมื่อทำหน้าที่เสร็จร่างระหงก็ถอยห่าง ทว่า...กลับถูกคว้าเอวคอดกิ่วไว้แน่นก่อนจะยกขึ้นนั่งบนตักแกร่งอย่างว่องไว คนถูกคุกคามทำตาโตแล้วดิ้นขลุกขลักให้หลุดพ้น แต่ยิ่งดิ้นรนออกห่าง ก็คล้ายจะแนบสนิทแทบไร้ช่องว่าง วงแขนที่รวบเอวเล็กนั้นไม่คลายลงเลยแม่แต่น้อยนิด

            “ปล่อยนะ!” เธอสั่ง และก็เป็นไปดังคาด คำตอบก็คืออาการส่ายหน้า

ฉันมีเรื่องจะคุยด้วยวงแขนล่ำสันยังรัดรึงเอวบางไว้แน่น แม้อีกฝ่ายจะแสดงอาการต่อต้านและพยศอย่างไม่ยินยอม

ก็ปล่อยก่อนสิเสียงเล็กแหวออกมา

            “คุยอย่างนี้แหละจะได้รู้เรื่อง

            “ไม่! นี่คุณปล่อยฉันนะ

บุษบายังดิ้นไปมาให้หลุดพ้นจากอ้อมแขนและเก้าอี้ที่แสนนุ่มนิ่ม ใครหลายๆ คนอาจจะอยากกระโจนและนั่งจมปลักอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ แต่สำหรับบุษบาเธออยากหลุดพ้นใจแทบขาด มือเล็กพยายามแกะพันธนาการที่รัดแน่นให้หลุดออก แต่ก็เหมือนยิ่งขัดขืนยิ่งแนบชิดมากกว่าเดิม

            ชั่วครู่รพีภัทรก็พลิกกายให้เจ้าของร่างเล็กไปนอนแอ้งแม้งอยู่กลางเตียง ก่อนจะทาบทับกายแกร่งตามลงมาติดๆ มือทั้งสองกดลงไปในที่นอนเพื่อพยุงตัวและกักกันไม่ให้คนใต้ร่างได้ขยับเขยื้อนหนี

            มือเรียวดันอกกระด้างให้ออกห่างแต่ก็เหมือนผลักหินผาที่แข็งแกร่งเพราะอีกฝ่ายไม่คิดจะขยับเขยื้อนออกไปไหน คุยกันก่อนสิเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นในขณะแววตากำลังทอประกายวาบหวาม

            “ก็ลุกสิ จะคุยอย่างนี้ได้ยังไงกันเล่า

            “ทำไมล่ะ เธอขยะแขยงใบหน้าของฉันรึไงเสียงเข้มๆ ดังขึ้น ปากอิ่มเม้มเข้าหากัน ก่อนจะทอดถอนหายใจ

มันไม่ใช่หรอก แต่เราจะคุยกันยังไงก็คุณ...เอ่อ...คุณอยู่แบบนี้

            “ได้สิ ฉันคุยได้ เธอแค่ฟังและตอบคำถามก็พอใบหน้าเล็กๆ เอนเอียงหนีแต่ก็ถูกเชยปลายคางให้หันกลับมาจ้องมอง ไม่มีใครสอนหรือไง ผู้ฟังที่ดีต้องมองหน้าผู้พูด

            “ก็...ก็ฉันนิ้วเรียวหนาแตะปากอวบอิ่มแล้วเกลี่ยอยู่อย่างนั้น ทำให้คนใต้ร่างหยุดดิ้นและยอมสงบได้อย่างง่ายดาย ดวงตากลมๆ เสมองไปยังทิศทางอื่น ไม่สบสายตากับชายหนุ่มที่วางอำนาจบาตรใหญ่อยู่บนร่างกายของตัวเอง

ฉันถามให้ตอบไม่ใช่เถียงและคัดค้าน

            ปัดปลายนิ้วของชายหนุ่มให้ออกห่าง ก่อนจะยอมรับฟังแต่โดยดี การใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวทำให้คุณหนูที่อ่อนต่อโลกประจานความอายด้วยอาการหน้าแดงๆ สายตาของคนที่สบมองมีแววพึงพอใจ เสี้ยววินาทีหนึ่งเผลอลอบยิ้ม แต่ก็รีบตีสีหน้าเรียบเฉย เมื่ออีกฝ่ายมองมา

            “กำไลที่เธอตามหานั้น ใครให้มาแววตาของบุษบาเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมบอกออกไป

กำไลนั่นเป็นของคุณแม่ฉันค่ะ เป็นของแทนใจจากท่าน...” เสียงแผ่วๆ ที่บอกเล่าเริ่มสะอึกสะอื้น ดวงตาคู่งามแดงก่ำ น้ำร้อนๆ เอ่อคลอปริ่มจะไหลหยด

            รพีภัทรเกลี่ยเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา ความดีใจวิ่งจู่โจมได้อย่างไม่ยาก ดีหน่อยที่เป็นของแทนใจจากแม่ ถ้าเป็นจากคนอื่นล่ะก็ รับรอง เขาจะทำลายมันไม่ให้หลงเหลือชิ้นดี ถ้าฉันหาเจอ เธอจะมีรางวัลให้ฉันรึเปล่า

            “เอ่อ...ฉันไม่มีรางวัลอะไรให้คุณหรอกค่ะ คุณก็รู้ว่าทำไมฉันถึงมาที่นี่จบประโยคใบหน้าหวานก็เอียงหนีแล้วถอนหายใจเบาๆ ชายหนุ่มผละร่างกายตัวเองออกห่างจากร่างเล็ก ก่อนจะฉุดรั้งให้หญิงสาวลุกขึ้นนั่ง

            “ไม่เห็นต้องร้อง อยู่กับฉันมันไม่ลำบากหรอก

            “แต่ฉัน...ฉันอยากเจอคุณพ่อนะคะปากอิ่มเม้มสนิทหลังจากที่โพล่งเถียงออกไป

รพีภัทรเบือนหน้าหนีชั่วครู่ก็กระตุกยิ้ม ถ้าทำตัวดีๆ ฉันจะให้เธอคุยโทรศัพท์กับพ่อของเธอดวงตาของบุษบาเบิกโตอย่างยินดี มือบางยกขึ้นจับแขนล่ำสันของชายหนุ่มแล้วเขย่าเบาๆ ความรู้สึกดีใจเอ่อล้น

            “ฉันจะทำตัวดีๆ ค่ะ ขอเพียงให้ฉันได้คุยกับท่านบ้างเสียงหวานรับปาก ใบหน้านั้นเปื้อนรอยยิ้ม ก่อนมือเล็กจะร่วงผล็อยลงข้างตัวเมื่อรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

            รพีภัทรยิ้มขำก่อนจะขยับกายก้าวลงจากเตียงกว้าง ขายาวๆ เดินตรงไปยังหน้าต่างบานใหญ่ ดวงตาคู่คมกวาดมองภาพตรงหน้า แม้ทุกอย่างจะคุ้นชินสายตา แต่มีอีกเสียงโต้แย้งในหัวใจ บอกว่าภาพเบื้องหน้านี้งดงามในรอบเดือน และจะงดงามมากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหากใครบางคนอยู่ที่นี่ตลอดไป

ฉันมีอะไรบางอย่างจะให้เธอเสียงทุ้มดังขึ้นลอยๆ ก่อนจะร้องสั่ง เดินมาใกล้ๆ สิ” 

เจ้าของร่างเล็กๆ ค่อยๆ ก้าวลงจากเตียงตรงไปหา ความสงสัยปนอยากรู้ประเดประดังเข้ามา

อะไรหรือคะ

            “หลับตาแล้วก็ยื่นมือมา

บุษบาทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ชั่วอึดใจความเย็นก็ถูกรัดรึงบริเวณข้อมือเนียน ดวงตากลมๆ ลืมขึ้นมามองแล้วยิ้มพรายเมื่อเห็นกำไลข้อมือที่กำลังตามหาถูกสวมกลับเข้าที่เดิม คำขอบคุณแผ่วเบาหลุดออกมาให้ได้ยิน ประโยคนั้นแฝงไปด้วยความซาบซึ้งอยู่ในที ไม่นานนักก็รู้สึกถึงความอบอุ่นจากคนเป็นแม่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ขอบตางามเอ่อคลอด้วยน้ำใสๆ อย่างห้ามไม่อยู่

            ครู่เดียวร่างระหงก็ถูกดึงรั้งให้ชิดใกล้ร่างของชายหนุ่ม ท้ายทอยเล็กถูกล็อกให้แหงนเงย ก่อนใบหน้าคมๆ จะโน้มลงมาใกล้แล้วทาบทับจูบลงไปกับเรียวปากระริก บุษบาดวงตาเบิกค้างอย่างตกใจ ยืนตัวแข็งทื่อเมื่อความร้อนชื้นลากผ่านเรียวปากอวบอิ่มและส่งเข้าไปตักตวงความหอมหวานในโพลงปากนุ่ม

            มือเล็กกำสาบเสื้อของชายหนุ่มไว้แน่น พยายามดันอกแกร่งให้ออกห่างแต่ก็ไร้สิ้นเรี่ยวแรง กลีบปากอิ่มยังโดนรุกรานและขบเม้มผะแผ่วเบา ความร้อนไม่คุ้นชินวิ่งผ่านกรูเข้าหาไม่หยุดหย่อน รู้สึกราวกับดอกไม้งามที่โดนแมลงภู่ดอมดม กลิ่นน้ำหวานคละเคล้าให้รู้สึกราวกับล่องลอยในปุยเมฆนุ่ม

            ความอุ่นซ่านลากไล้จนมือเล็กที่ต้านทานนั้นเริ่มไต่ขึ้นสูงก่อนจะเปลี่ยนเป็นคล้องคอชายหนุ่ม รพีภัทรส่งลิ้นร้อนๆ ดูดดึงลิ้นเล็กๆ และเกี่ยวกระหวัดรัดรึงระรัวเร็วอย่างอ่อนหวานและนุ่มนวล ความร้อนพวยพุ่งจากร่างของทั้งคู่ ยิ่งเสียงเล็กๆ ครวญครางแผ่วๆ ให้ได้ยินคนบดจูบยิ่งฮึกเหิม

            กลีบปากอวบอิ่มถูกบดคลึงคลุกเคล้า ฟ้อนเฟ้นผะแผ่วเบา ระเรื่อยเพิ่มระดับเป็นรุนแรงและเรียกร้องมากขึ้น มือที่ตรึงท้ายทอยเล็กเริ่มร่วงหล่น เลื่อนไปลูบแผ่นหลังบอบบางอย่างเรียกร้อง ความต้องการวิ่งพล่าน ขายาวๆ แทรกกลางช่วงขาเรียวเล็ก สะโพกผายถูไถหน้าท้องนุ่มอย่างเร่าร้อน

            บุษบากำลังล่องลอยอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน รายล้อมไปด้วยกลุ่มดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่นรวยรินช่างละมุนละไม ภมรหนุ่มรุกล้ำดื่มชิมความหวานหอมพร้อมเฝ้าเติมเต็มความอุ่นร้อนให้ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย...

            


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่อุดหนุนผลงานค่ะ "

Janya,ณิชาดา


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha