YES or NO (*จบแล้วจ้า)

โดย: Venus909/ดาอัน



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 4 : มันดีนะ 3


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป



EP.3

Gun’s Part

1 สัปดาห์ผ่านไป

                ตั้งแต่วันนั้นผมยกเลิกทุกงานที่ติดต่อไว้ เหตุผลที่แจ้งให้พี่ๆ นักข่าวทราบคือผมไม่สบาย แท้จริงแล้วผมก็เป็นแค่คนป่วย #ป่วยที่หัวใจ เก็บตัวเงียบคนเดียวรักษาร่องรอยบนร่างกายจนเริ่มจางหายไป แต่ในใจยังจำได้ดีทุกสัมผัส ผมยืนแต่งตัวอยู่หน้ากระจก ส่งยิ้มให้เงาสะท้อนตรงหน้า พร่ำบอกตัวเองว่า...มันจะผ่านไป

                เรื่องร้ายที่ได้เจอไม่มีใครรู้ มีแค่ผมกับเค้าคนนั้น ไม่ใช่สิ!! อาจจะเป็นแค่ผมคนเดียว เพราะไอ้โจรบ้ากามนั้น อาจจะไม่เคยจำด้วยซ้ำว่านอนกับใครบ้าง

                ...ถ้าเราไม่รักตัวเองแล้วใครจะรักเรา

 

                แต่งหล่อเพื่อก้าวออกไปเป็นคนใหม่ อยู่กับครอบครัวใหม่ ต้นสังกัดเล็กๆ ตัดใจขายตัวผมให้บริษัทยักษ์ใหญ่ XYZ รายได้จากการฉีกสัญญาของผม จ่ายเงินเดือนให้พนักงานได้ทั้งปีเลย ผมก็ดีใจกับทุกคนด้วย เพราะถ้าไม่มีพี่ๆ ก็ไม่มีผมในทุกวันนี้

                คำว่าซุปตาร์ที่ทุกคนเรียกผม คุณจะรู้บ้างไหม? ว่าผมแบกรับอะไรไว้บ้าง ขาก้าวข้ามม่านผืนใหญ่ แสงไฟสปอต์ไลค์สาดมาที่ผม เสียงรัวแฟลชกกระหน่ำจนผมจับคำพูดของพิธีกรไม่ได้ งานวันนี้เป็นทางการมากเพราะมีการแถลงการณ์ผลประกอบการประจำปีร่วมด้วย  มี CEO ของบริษัท เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ นักแสดงดังในค่ายมากันพร้อมหน้า ทันทีที่ปลายปากกาสิ้นสุดลงความเป็นอิสระของผมก็หายไปด้วย

                "ขอเชิญคุณ คีตะ CEO คนใหม่ของบริษัท XYZ ขึ้นกล่าวปิดงานค่ะ"

                หนุ่มร่างสูง หุ่นสมส่วนยังกับนายแบบ สวมใส่เสื้อผ้าตัดเย็บง่ายๆ แต่ดูแพง รองทรงยาวถูกหวีเสยเปิดโครงหน้าเรียวยิ่งดูภูมิฐาน แว่นกรอบบางรับกับจมูกโด่งคมสัน ทำให้หน้าที่สวยอยู่แล้วยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นอีก ผมมองตามทุกย่างก้าวของCEOคนหล่อ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวสิ ทุกคนมองเป็นตาเดียวราวกับถูกมนต์สะกด

                "เรียกผมว่าคีตะ ก็ได้นะครับ" (ยิ้ม)!!!

                "จะได้รู้สึกเป็นกันเองดี" (ยิ้ม)!!!

                "รู้สึกดีใจมาก ที่การได้พบกันครั้งแรกของเราผมได้ขึ้นมาพูดถึงเรื่องของกำไร เรื่องของผลตอบรับที่ดีของบริษัท ผมเชื่อว่ามันจะดียิ่งๆ ขึ้นไปเพราะเราได้คุณกันต์มาร่วมงานด้วย" !!!

                "ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการนะครับ"  !!!

                (ความรู้สึกผม !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!)

                ความคุ้นเคยวิ่งทั่วร่างปลุกทุกสัมผัสที่ผมพยายามลืมไปแล้ว น้ำเสียงแบบนี้ผมยังจำมันได้ดี ประโยคที่ส่งมาถึงผมความหมายที่ทุกคนได้ยิน คือ

                "ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการนะครับ" แต่สำหรับผม สายตา ท่าทาง และคำพูดเหมือนสื่อสารบางอย่างมาถึงผม

 

                 "พูดอย่างนี้ขอเชิญคุณกันต์บนเวที กล่าวความในใจสักเล็กน้อยคะ" เสียงพิธีกรบนเวทีเชิญผมขึ้นไปแสดงความยินดีบนเวที แต่ในสมองผมกลับไม่ได้ยินมัน

                "คุณกันต์คะ"

                "กันต์  กันต์มัวแต่เหม่ออะไรอยู่" พี่เจนนี่ช่วยเรียกอีกคน จนผมที่เอาแต่คิดสับสนเรื่องเดิมดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน

                "ห๊ะ ว่าไงนะพี่" พี่เจนนี่ดันตัวผมขึ้นเวที ระยะห่างจากที่ผมอยู่ไปถึงเวที ผมเดินไปด้วยอาการสั่นประหม่า

                สายตาทุกคู่ที่มองผม ยังไม่รู้สึกอึดอัดเท่าสายตาคู่เดียวของ CEO คนหล่อ เค้าจ้องทุกการเคลื่อนไหว ระยะทางที่ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมองเห็นหน้าเค้าได้ชัดเจน การถ่ายรูปหมู่คือเรื่องปกติของดาราหน้ากล้องอย่างผม แต่วันนี้มันรู้สึกขัดเขิน มือของ CEO หนุ่มโอบหลังกอดคอ ทุกจังหวะที่พี่นักข่าวรัวชัตเตอร์พาใจผมสั่นตาม คนข้างกายคงจับความรู้สึกผมได้ ปลายนิ้วที่แค่วางไว้เฉยๆ เริ่มกดน้ำหนักลงมา ฝ่ามือสัมผัสกระชับขึ้น รูปจากกล้องของทุกคนตอนนี้คงจะได้ภาพที่มีผมอยู่ในวงแขนของ CEO อย่างแน่นอน ยืนฉีกยิ้มให้ทุกกล้องอยู่นานกว่าจะได้มุมสวยครบทุกกล้องจนผมเริ่มล้า

                "กันต์ วันนี้เธอเป็นอะไร ดูแปลกๆ"

                "เหนื่อยนิดหน่อยพี่"

                "แล้วจะไปทานข้าวกับคุณคีตะไหวไหมเนี่ย"

                "อะไรนะพี่!!"

"ตกใจอะไรแค่กินข้าวกับลูกค้าเอง"

                "ผมม..ไม่ไปได้ไหม"

                "ไม่ได้จ๊ะ อดทนหน่อย"

                "ถ้าพี่ไปกินแทนได้นะ ไปเองแล้วคนอะไรหล่อรวยใหญ่ อืม..อยากได้!!"

                "แล้วพี่ไม่ไปด้วยกันเหรอ"

                "เค้าไม่ได้ชวน เค้าจะไปกับกันต์สองคน"

                "อ้าว!!ไม่เอาง่ะ"

                "อย่างอแงซิ เค้าจะคุยธุระกับเธอ"

                แล้วผมจะพูดอะไรได้ล่ะครับ คนหนึ่งก็ผู้จัดการส่วนตัว อีกคนก็ CEO ของบริษัท ลีมูซีนหรูจอดรออยู่หน้าตึกพร้อมคนที่ผมไม่กล้าสู้สายตาสักเท่าไร มันก็ควรดีใจหรอกนะที่มีสุภาพบุรุษหล่อยังกับเจ้าชายมาเปิดประตูให้ ถ้าผมไม่เหลือบไปเห็นยิ้มแสยะที่มุมปากนั้น

                ผมพยายามนับหนึ่งถึงร้อยในใจ เวลาที่มันต้องการสมาธิผมมักจะทำอย่างนี้เสมอ ไม่รู้ว่าผมต้องใช้สมาธิสู้กับอะไรนะ แต่การอยู่ใกล้กันขนาดนี้ผมรู้สึกไม่เป็นตัวเอง

                ลีมูซีนคันงามมีม่านกั้นระหว่างพลขับกับห้องผู้โดยสาร น่าแปลกที่นั่งว่างเยอะแยะ แต่คุณCEOเลือกมานั่งติดผม ติดขนาดที่แขนชนแขนเลยก็ว่าได้ ถ้าผมจะรีบดึงแขนออกจะน่าเกียจไหมคือใจผมเต้นแรงมาก ระยะมันใกล้เกินไป

                ...ผมระแวง

 

                "อยู่กับผมอึดอัดหรอ" เสียงกระซิบแหบต่ำ ปลุกผมจากความมีสติให้ยิ่งสับสนมากขึ้นอีก เค้าจงใจเบียดจนผมดิ้นหนีไปไหนไม่ได้เลย

                "ห๊ะ !! อะไรนะครับ" ตอบกลับเสียงเรียบ พยายามไม่มองตาอีกฝ่าย

                "ผมไม่ใช่โจรลักพาตัวนะคุณ ไม่เห็นต้องเกร็งขนาดนั้นเลย" อีกฝ่ายพูดหยอกล้อ แอบวางมือลงหน้าขาผมแกล้งยั่วให้ผมสั่นเทา

                ประโยคนี้เสียดแทงใจผมมาก ทำไมนะ? คำอื่นมีร้อยล้านประโยคดันเลือกเปรียบกับโจรลักพาตัวนะ

                "เราจะไปทานข้าวที่ไหนกันครับ"

                "แถวนี้แหล่ะ ถึงแล้วก็รู้เอง"

 

                ผมรู้สึกว่าคนบนเวทีกับคนตรงหน้าตอนนี้ ยังกับคนละคนแววตาของผู้นำคู่นั้นหายไปไหน เหลือเพียงแววตาแทะโลม (ใช่!! แทะโลม ผมมองไม่ผิดหรอกสายตาที่จ้องราวกับจะกลืนกินผมเข้าไป)

                "ดีเลยครับ พรุ่งนี้ผมรับงานเช้าไว้ ไม่อยากกลับดึก" ผมเริ่มแสดงความคิดเห็น เพื่อให้อีกฝ่ายเกรงใจไม่รั้งตัวผมไว้นาน

                "ไม่ดึกหรอก" (ผมจะให้คุณกลับเช้าตังหากละ) น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ตอบกลับทันที

                ไฟที่สว่างไสวแบบในเมืองเริ่มหายไป ความมืดเข้าปกคลุมตลอดทาง ผมแอบมองช่องผ้าม่านเริ่มไม่เห็นบ้านคนแล้ว เหมือนเรามุ่งหน้าออกชานเมืองเข้าหมู่บ้านที่ไหนสักแห่ง ระยะเวลาเกือบชั่วโมงบนรถ เราไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไม่มีคำว่างานหรือ ธุระ มีแต่สายตาที่จ้องมาที่ผม สายตาทิ่มแทงกดผมให้ตัวเล็กลงๆ จนรถจอด

                "เก็บรถได้เลยนะครับ วันนี้ผมไม่ได้ไปไหนแล้ว" เสียงคุณ CEO บอกพลขับให้เก็บรถ ผมมองงงที่นี่ที่ไหน? แล้วจะไม่ส่งผมกลับหรอ?

                "ให้รอไปส่งเพื่อนคุณคีย์ไหมครับ" พลขับคนเดิมยังถามต่อ เพราะงานของเค้ายังไม่เสร็จ

                "เออ.. เดี๋ยวผมให้พี่เจนนี่มารับก็ได้ครับ" ด้วยความเกรงใจ ผมรีบออกตัวว่าผมกลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง

                "ไม่เป็นไร คืนนี้คุณกันต์ค้างที่นี่" ห๊ะ!! นี่เค้าพูดอะไรออกมา เจอกันวันแรกจะให้ค้างนี่เลยหรอ แหม่!! จะเคลมเด็กในสังกัดหรือไง

                คนร่างสูงพูดจบก็เดินนำไป ผมมัวแต่อึ้งกว่าจะรู้สึกตัวก็ถูกทิ้งหลายช่วงตัวแล้ว รีบก้าวยาวๆ ตามไปบอกว่าผมกลับเองได้ ผมไม่สะดวกค้าง ผมมีงานเช้า ผม.. บลา บลา ๆ คุณ CEO ก็ไม่สนใจจะหันมาฟัง

                กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามผ่านประตูเข้ามาในบ้าน เจอแม่บ้านวัยเกษียณคนหนึ่งรอต้อนรับอยู่ คุณ CEO เดินเข้าไปกอดออดอ้อนราวกับตัวเองเป็นเด็กน้อย เสียงผมที่แผดแว๊ดๆ ตลอดทางหยุดลงกะทันหัน ใบหน้าปรับไปฉาบไว้ด้วยรอยยิ้ม ใครที่ได้เห็นภาพแบบผมต้องยิ้มทุกคนละครับ รอยยิ้มของ CEO หนุ่ม มีเสน่ห์ชวนหลงใหลจริงๆ เลย

                "กลับมากันเหนื่อยๆ จะอาบน้ำก่อนหรือให้ตั้งโต๊ะเลยดีคะคุณหนู" เสียงหญิงชราคนที่คุณคีตะเรียกว่าคุณนมเอ่ยถาม

"ผมหิวมากเลยครับ ขอกินก่อนได้ไหม อาหารที่โรงแรมไม่ถูกปากเลย"

                "งั้นคุณหนู พาเพื่อนไปล้างมือนั่งพักก่อนนะคะ นมเตรียมโต๊ะให้แป๊บเดียวคะ" ผมรู้สึกดีมันกลบล้างความอึดอัดตอนแรกจนหมด

                รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นแบ่งปันมาทางผมด้วย ผมรู้สึกดีตั้งแต่แรกเจอเลยก็ว่าได้ ชีวิตผมไม่ค่อยอบอุ่นเท่าไรหรอก ทำงานตั้งแต่ยังเด็กชีวิตเจอแรด กระทิง ช้าง บ่าง ชะนี ไม่ได้ศิวิไลอย่างที่ใครคิด กว่าจะได้เป็นซุปตาร์ผมผ่านคนมาเยอะมาก ใครดีใครจริงใจ มองปร๊าดเดียวก็รู้หมด ผมนิ่งค้างนานจนผิดสังเกต หรือว่าตาผมกำลังฉ่ำวาวไปด้วยน้ำใส รู้สึกตัวอีกทีก็คุณ CEO มาโอบไหล่ผมไว้แล้วพาเดินไปอีกห้องนึ่ง

                ร่างกายเหมือนล่องลอยในอ้อมกอดอุ่น ตามวงแขนนั้นมาเรื่อยๆ ทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวใหญ่ ปลายนิ้วอีกคนกดน้ำหนักเหมือนจะดึงความรู้สึกผมกลับมา ใครจะรู้ว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมปลอบใจตัวเองมาตลอด แต่ยังไม่เข้มแข็งขึ้นเลย ตอนนี้ผมไม่เหลือแรงแสดงอะไรอีกแล้ว ทิ้งตัวบนโซฟาเงยหน้าเชิดคอให้สูงไว้ ให้น้ำที่เอ่ออยู่ไหลย้อนกลับไป ใครไม่เป็นแบบผมไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกสับสนตอนนี้ ปลายนิ้วที่โอบบนไหล่ยังคงค้างนิ่งอยู่อย่างนั้น เค้าทิ้งร่างกับโซฟาตามผม แต่มือนี้ไม่ปล่อยผมนานหลายนาทีแล้ว

                "ถ้ามันอึดอัดมาก ก็ร้องออกมาเถอะ" 

                คุณCEO พูดโดยไม่หันมองผม เค้าเอามือออกจากหลังคอ ไปแกะเนคไทที่ตัวเองออก ผมแอบเห็นเนคไทเส้นเดิมตอนนี้ถูกมัดอยู่ที่ตาของ CEO ราวกับว่าเค้าจะไม่มอง ให้ผมทำอะไรตามใจได้เลย

                น่าทึ่งที่คนเพิ่งเจอกันจะทำอะไรคล้ายใครบางคนได้มากขนาดนี้ ผมเห็นเค้าในสภาพนั้นผมปล่อยโฮอย่างลืมอาย ผมอาจจะมองไม่เห็นด้วยตาว่าผมถูกกระทำอะไรไว้บ้าง แต่ความรู้สึกผมสับสน ทั้งต่อต้าน ทั้งสมยอม ทั้งเจ็บปวด ทั้งมีความสุข เวลาที่เก็บกดอะไรมากๆ แล้วไม่ได้ระบายออกมา มันจะติดเป็นปมในใจเราไปตลอด

                มือเงอะงะของคนข้างกายแม้จะมองไม่เห็น แต่เค้ายังพยายามจะควานหามือผม ผมยื่นมือไปให้เค้าจับอย่างเต็มใจ ฝ่ามือที่ใหญ่กว่าบีบมือผมไว้ เหมือนอยากให้กำลังใจ ผมพยายามจะบีบตอบแต่ไม่เหลือแรงจะกระดิกอะไรเลยตอนนี้

                เวลาครึ่งชั่วโมงที่ผมร้องไห้ ผมระบายหลายอย่างออกมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องครอบครัว หรือเรื่องผมเอง คำพูดของคนสับสนจับใจความอะไรไม่ได้หรอก สำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันเค้าคงเอาไปประติดประต่อเรื่องราวอะไรไม่ได้ ผมหยุดคร่ำครวญมือข้างที่ว่างปาดน้ำตาตัวเองจนมันเรียบร้อยดีแล้ว ผมเอื้อมมือไปแกะผ้ามัดตาให้คุณCEO สุดหล่อและใจดี

                "ขอโทษนะครับที่เจอกันครั้งแรกผมก็ทำแบบนี้เลย" ผมเริ่มรู้สึกดีกับคุณ CEOมากขึ้น แม้ว่าเค้าจะมีแววตาเย้ยหยันนิดๆ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น ผมรู้สึกได้ว่าอยู่ใกล้เค้าผมจะปลอดภัย

                "อืม ผมเต็มใจ" เสียงเรียบตอบกลับ แต่มือยังบีบคลึงมือผมไม่ยอมห่าง

                "แล้วคุณรู้ได้ไงว่าผมไม่สบายใจอยู่" ผมพยายามชวนคุย ปรับอารมณ์ให้ร่าเริงเพราะเค้าเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย

                "ผมรู้จักคุณ มากกว่าคุณรู้จักตัวเองอีกนะ คุณซุปตาร์" เสียงอ่อนโยนตอบกลับ เรายิ้มให้กันครั้งแรกหลังจากที่อึดอัดใส่กันมาสักพัก ผมชินกับคำพูดเอาใจประมาณนี้ดี จึงไม่ได้วูบไหวหรือใจเต้นแรงอะไร ยิ่งท่าทีเจ้าเล่ห์แบบนี้ด้วยผมยิ่งรู้สึกว่าเค้า

                ...แกล้งหยอดไปแบบนั้น

 ผมจ้องตาอีกฝ่าย ตั้งใจค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย ตอนนี้ลืมเรื่องไอ้โจรนั้นไปวูบหนึ่ง สมองคิดวนแต่คำว่า

                คุณคีตะเพิ่งเจอผม จะรู้จักผมดีได้อย่างไง” 

                "ผมมันคนช่างสังเกต ไปเหอะหิวแล้ว ถามเยอะนะเราอะ" เวลาที่ร่างสูงเดินกอดคอผม ตัวผมดูเล็กลงไปทันที ทั้งที่ความสูงของผมก็มาตรฐานชายไทย 175 แต่คุณCEO สูงสัก180 ได้ มื้อนี้อิ่มอร่อยมาก อาหารทุกอย่างถูกปากไปหมดหรือจะเป็นเพราะคุยกับคนที่ถูกใจหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่ะ"

Venus909/ดาอัน


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha