อาญาร้ายเทพบุตรมาร by หงสรถ [วางแผงแล้วที่ 7-11]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 2 : อาญาร้ายเทพบุตรมาร ตอนที่ 1---(2)---


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

        “ออกรถ!” เสียงห้าวห้วนดังขึ้นนั่นทำให้คนที่ถูกจับยัดเข้ามาในรถ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งแล้วหันมาจ้องมองคนในรถ ที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย

        คนพวกนี้เป็นใคร แล้วมาจับเธอทำไม ถามดีไหม มธุราชั่งใจอยู่นานว่าควรเอ่ยปากถามดีหรือไม่ ใจก็ตุ้มๆ ต่อมๆ หวาดกลัวไปสารพัด กลัวว่าถามไปแล้วจะทำให้ตัวเองต้องมีภัยเร็วขึ้น

        “คุณ...คุณเป็นใคร” เอ่ยถามออกไปในที่สุดแล้วรีบขยับเบียดกับประตูรถที่ป้องกันภัยให้เธอไม่ได้เลย

        “เธอไม่จำเป็นต้องรู้จักฉัน!” เจ้าของเสียงห้าวห้วนกระตุกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจกับท่าทางหวาดกลัวของหญิงสาว ขณะที่คนถูกลักพาตัวก็นั่งหน้าซีดตัวสั่น ยิ่งรถแล่นเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้น

******

        แสงไฟที่สาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาภายในห้องพัก ทำให้คนที่นอนขดคู้อยู่บนเตียงขนาดคิงไซด์ ยกมือขึ้นป้องตา ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาทีนิดเพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่าง กระทั่งชินกับลำแสงที่สาดส่องเข้ามาแล้วก็สอดส่ายสายตามองรอบๆ ห้องที่ไม่คุ้นเอาเสียเลย

        ที่ไหนล่ะเนี่ย ได้แต่พึมพำถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาแต่ก็ไม่ได้คำตอบ ก่อนจะขยับย้ายตัวเองลงจากเตียง เดินไปเปิดม่าน มองผ่านกระจกหน้าต่างลงไปเบื้องล่าง

        นี่มันโรงแรมที่เรากับพี่ลียามากินอาหารกันนี่น่า อะไรกันเนี่ย?’ มธุราจัดการปิดม่านแล้วเดินมาที่ประตู จัดการผลักเต็มแรงเปิดไม่ออก

        ปัง! ปัง!

        “นี่! มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง เปิดประตูให้ฉันหน่อยสิ เฮ้! มีใครอยู่ไหม เปิดประตูให้ฉันที” มธุราทั้งทุบประตูทั้งส่งเสียงเรียกอยู่นานร่วมสิบกว่านาทีแต่สิ่งได้รับกลับมาคือความเงียบกริบ สองเท้าเล็กๆ จึงเดินย้อนกลับมาที่หน้าต่าง พยายามหาข้าวของมาทุบกระจกบานใหญ่แต่ก็หาอะไรมาทุบไม่ได้เลยนอกจากสองมือตัวเอง ที่ทุบลงไปคงจะได้เลือดกลับมา

        ไอ้หน้าโหด แกเป็นใครกัน แล้วมาจับฉันขังข้อหาอะไรเนี่ย โอ๊ย! นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย เมื่อทำอะไรกระจกไม่ได้คนถูกลักพาตัวจึงเปลี่ยนมาเดินวนรอบห้องและถามตัวเองด้วยประโยคเดิมๆ อยู่อย่างนั้น เพราะตั้งแต่มาเหยียบลาสเวกัส เธอก็ไม่เคยไปมีเรื่องมีราวกับใครเลย แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้โดนคนแปลกหน้าจับตัวมากักขัง

          กระเป๋า!’ คิดได้ดังนั้นก็รีบมองหากระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดที่พี่ชายซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดทันที ทว่าหาจนทั่วห้องแล้วก็ไม่พบจึงเลิกหาแล้วกลับมานั่งจมปุกอยู่บนเตียง คิดถึงมารดา คิดถึงพี่ชาย ก่อนจะเอาแต่โทษตัวเองที่ดื้อรั้นจะมาให้ได้ ทั้งที่คนในครอบครัวก็ห้ามแล้วว่าไม่ต้องดั้นด้นมาหางานทำไกลถึงอเมริกา แต่เป็นเพราะเธออยากหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อจะได้เอาเงินมาลงทุนทำธุรกิจที่ตัวเองชอบนั่นก็คือสปา แต่ความฝันกลับพังทลายลงเพราะใครไอ้หน้าโหดคนเดียว

        คุณแม่ขา พี่มาร์ชขา มาช่วยแอนนี่หน่อยสิค่ะ แอนนี่อยากกลับบ้านเพราะหมดหนทางจะช่วยเหลือตัวเองแล้วมธุราจึงทำได้แค่พึมพำถึงคนในครอบครัวด้วยสภาพน้ำตาคลอเบ้า

          แก๊ก!

        เสียงที่ดังมาจากหน้าห้องทำให้คนนั่งเศร้ารีบลุกขึ้นยืน แล้วกระโดดไปยืนแอบอยู่ตรงหน้าต่าง ก่อนจะดึงผ้าม่านออกมาบังตัวเอาไว้ ตากลมโตจดจ้องไปที่ประตูพร้อมๆ กับหัวใจที่แทบจะหยุดเต้น เพราะเธอเดาไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะโผล่เข้ามา แล้วจะมาดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆ มันคงจะมาร้ายเสียมากกว่า

        “อาหารเช้าของคุณครับ” หนุ่มร่างยักษ์แต่หน้าไม่โหดเท่าคนที่จับเธอยัดใส่รถเอ่ยแค่นั้นก็เข็นรถใส่อาหารมาจอดสนิทอยู่ใกล้เตียงแล้วก็เดินออกไป ขณะที่สาวไทยที่ยืนหลบใต้ผ้าม่านก็ครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรจะเอ่ยปากหนุ่มร่างยักษ์ดีไม่ ว่าจับเธอมาด้วยข้อหาอะไร

        “นี่! อย่าเพิ่งไป” มธุราตัดสินใจเรียกอีกฝ่ายไว้ก่อนที่ประตูจะปิดสนิท

        “มีอะไรครับคุณผู้หญิง” หนุ่มร่างยักษ์หันมาถามด้วยเสียงสุภาพ

        “พวกแก...เออ...พวกคุณเป็นใครกัน แล้วจับฉันมาทำไม ฉัน...ฉันไปทำผิดอะไรผิดงั้นเหรอ” มธุราเอ่ยถามด้วยใบหน้าใสซื่อ เพราะไม่รู้จริงๆ ว่าไปขัดแข้งขัดขาใครตอนไหนถึงได้โดนลักพาตัว ก่อนจะรีบถอยกลับไปหลบอยู่ใต้ผ้าม่านเช่นเดิม เมื่อหนุ่มร่างยักษ์เดินตรงมาที่เธอ

        “นี่! หยุดอยู่ตรงนั่นแหละ แล้วตอบฉันมาว่าจับฉันมาด้วยข้อหาอะไร” เธอออกคำสั่งทั้งที่กำลังกลัวภัยจะมาถึงตัวจนมือไม้สั่น

        “ผมไม่ทราบครับ ผมแค่ทำตามหน้าที่” ตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

        “เอ้า!” คนอยากรู้ความผิดอ้าปากค้างไปหลายวินาที

        “คุณผู้หญิงหมดเรื่องจะถามแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้น...ผมขอตัวนะครับ” มุมปากขยับเหมือนจะยิ้มก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง

        “ยังไม่หมด!” มธุราย้อนใส่เสียงเขียว นี่ถ้าหากเธอมีศิลปะการต่อสู้สักนิดนะ จะกระโดดเตะก้านคอหมอสักที แล้วก็บีบคอหมอนี่เคล้นหาความจริงว่าจับเธอมาทำไม!

        “ถ้างั้นคุณผู้หญิงก็ถามผมมาได้เลยครับ ถ้าผมรู้ ผมตอบได้แน่นอนครับ” 

        “ฉันอยากรู้ว่าไอ้หน้าโหดคนนั้นนั่นน่ะ จับฉันมาทำไม”

        “ถ้าเป็นเรื่องนี้ผมตอบไม่ได้ครับ เพราะผมมีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่งของเจ้านายครับคุณผู้หญิง” หนุ่มร่างยักษ์โค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเปิดประตูออกไป แต่ก็ทันได้ยินเสียงของเชลยสาวดังตามหลัง

        “ไอ้บ้า! บ้าเหมือนไอ้หน้าโหดคนนั่นล่ะสินะ เฮ้ย! แล้วจะทำไงดีล่ะ ติดต่อใครก็ไม่ได้ หนีออกไปก็ยังไม่ได้อีก แอนนี่นะแอนนี่ ทำไมแกถึงได้ซวยแบบนี้นะ” มธุราบ่นเสียงดังเพื่อระบายความอัดอั้น ก่อนจะเดินไปทุบหน้าต่างจนมือแดงถึงได้หยุด จึงถอยกลับมาทิ้งตัวนั่งบนเตียง ตาก็หันไปมองอาหารที่อยู่ตรงหน้า

        ฝันไปเถอะว่าฉันจะกินอาหารของพวกแก

        จ๊อก!

        “ท้องบ้า จะร้องทำไมเนี่ย ฉันไม่ได้อยากจะกินอาหารพวกนี้ซะหน่อย”  ปากบอกไม่อยากกินแต่เพราะน้ำย่อยในกระเพาะร้องหาอาหารไม่หยุด สุดท้ายเธอก็จัดการอาหารที่หนุ่มร่างยักษ์นำมาให้จนเกลี้ยง ก่อนจะนั่งตีพุงรอไอ้หน้าโหดอยู่บนเตียง เพราะเธอทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอ

          ไอ้หน้าโหด ถ้าฉันเจอแกนะ ฉันจะเอาจานข้าวฟาดหัวแกให้เบะเลยเชียว คอยดูเถอะ!’ สาวไทยแรงเท่ามดคิดอย่างมาดหมาย สายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวจ้องไปที่ประตู มือก็ถือจานข้าวไว้รอเพื่อประทุษร้ายศัตรู ทว่าทันที่มีเสียงกุกกักๆ หน้าประตูเธอกลับทิ้งจานข้าวแล้วโดดไปหลบอยู่ใต้ผ้าม่านเสียอย่างนั้น

        “เข้ามาทำไม”

        “ผมเอาเสื้อผ้ามาให้ครับ คุณผู้หญิง” หนุ่มร่างยักษ์เดินถือเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งมาวางไว้บนเตียงตามคำสั่งของเจ้านายหนุ่ม ที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่เชลยสาวไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน เลยโทรหาลูกน้องให้นำเสื้อผ้าของเขามาให้เปลี่ยน ก่อนที่แม่เชลยสาวจะเหม็นเน่าไปทั้งตัว เพราะใส่แต่ชุดเดิม

        “เสื้อใคร” มธุราเอ่ยถามอย่างสงสัย

        “ของเจ้านายครับ ท่านสั่งให้ใส่ไปก่อนครับ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีเสื้อผ้าผู้หญิงมาให้คุณเปลี่ยน แล้วเจ้านายก็สั่งให้คุณใส่เสื้อผ้าเหล่านั้นรอท่านทุกคืนด้วยครับ” จีโอรายงานตามคำสั่งของเจ้านายไม่มีขาดตกแม้แต่คำเดียว

        “รอทุกคืน! หมายความว่าไง” มธุราถามกลับตาโต

        “ผมไม่ทราบครับ”

        “โอ๊ย! ไม่ทราบอีกแล้ว ตกลงวันๆ หนึ่งคุณรู้อะไรบางเนี่ย” คนตัวเล็กชักโมโหที่ถามอะไรไปอีกฝ่ายก็ไม่ทราบๆ เพียงอย่างเดียว

        “หมดหน้าที่ผมแล้ว ผมขอตัวครับ” พูดจบก็เดินออกไป กระทั่งประตูปิดสนิท มธุราจึงเดินกลับมานั่งบนเตียงแล้วก็จ้องเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งตาไม่กะพริบ ก่อนจะจับมันโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี เพราะต่อให้เสื้อผ้าเหม็นจนแมลงวันบินมาตอมก็ยังดีกว่าใส่เสื้อผ้าของไอ้หน้าโหด!

******

          กรุงเทพฯ ประเทศไทย

        “อ๋อง เอากระเป๋าฉันขึ้นไปเก็บ แล้วก็ถือดีๆ ล่ะ ถ้ามีรอยขึ้นมาฉันจะตัดเงินเดือน” สั่งสาวใช้จบแล้ว มนลียาแล้วหันไปรับน้ำส้มคั้นจากสาวใช้อีกคน แต่ยังไม่ทันได้ยกดื่มก็หันไปเห็นมารดาเดินลงมาจากชั้นบนเสียก่อน

        “เครื่องเพชรจัดเต็มขนาดนี้จะออกไปไหนคะคุณหญิง”

        “มาเรียกคุณยงคุณหญิงอะไรกัน ฉันเป็นคุณนายต่างหากย่ะ แล้วนี่ทำไมคราวนี้กลับมาเร็วล่ะ” คุณมณีศรมองค้อนลูกสาวตาคว่ำ ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัยเพราะก่อนจะไปต่างประเทศ ลูกสาวบอกว่าอาจจะอยู่ลาสเวกัสสักเดือน แต่นี่ไปยังทันครบสัปดาห์ก็บินกลับมาแล้ว

        “เบื่อ” ไม่ใช่แค่พูดแต่สีหน้ายังแสดงออกชัดด้วยว่าเบื่อ และสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เธอเบื่อจนตัดสินใจบินกลับก่อนกำหนดนั่นก็เพราะแฟนหนุ่มไม่ว่างจะพาไปเที่ยว ทั้งที่เธอวางแผนการไปครั้งนี้เสียดิบเสียดีว่าจะให้แฟนหนุ่มอายุคราวพ่อพาไปเที่ยวพักผ่อนเป็นเกาะส่วนตัวของตระกูลแม็คแคลตัน

        “นี่ฉันหูฟาดหูเพี้ยนหรือเปล่าเนี่ย ที่ได้ยินแกพูดว่าเบื่อออกมา” คนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะกระแหนะกระแหนลูกสาวคนสวย

        “แม่นี่ก็ เลิกกระแหนะกระแหนฉันสักครั้งได้ไหมเนี่ย เดี๋ยวฉันก็ไปแล้วไปลับซะหรอก” สีหน้าเริ่มไม่พอใจ

        “ยัยลียา! แกอย่าได้พูดคำพวกนี้ออกมาอีกนะ มันไม่ดี” คุณมณีศรเอ็ดเสียงเข้ม

        “กลัวไม่มีคนหาเงินใช้หรือไงคะคุณแม่”

        “ก็แน่อยู่แล้วแหละ กว่าฉันจะเลี้ยงแกกับเจ้าไอซ์โตมาเสียเงินเสียทองไปตั้งเท่าไหร่ พอแกสองคนโตๆ กันแล้วก็หาเงินให้ฉันบ้างไม่ได้หรือไง”

        “พูดเหมือนกับว่าทุกวันนี้ฉันไม่ได้ให้เงินแม่เลย”

        “ไม่ต้องมาทำหน้าทำเสียงโกรธฉันเลย ว่าแต่กลับมาคราวนี้ จะอยู่กี่วันล่ะ แต่แม่ว่าแกน่าจะหางานที่บ้านเรานะยัยลียา แกจะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา สามีเพื่อนแม่มีบริษัทใหญ่โตกันหลายคน เดี๋ยวแม่จะลองถามมาให้ แกอยากทำตำแหน่งไหนล่ะ เลขาดีไหม เพื่อนแม่มีลูกชายโสดอยู่หลายคนเชียวนะ ดีไม่ดี ถ้าแกได้ไปเป็นเลขา สักวันอาจจะได้เลื่อนไปเป็นเมียเจ้าของบริษัทก็ได้นะ”

        “ก็ฉันไม่ชอบทำงานออฟฟิศ แม่ก็รู้นี้” มนลียาตอบกลับด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะเธอโดนมารดาพูดเรื่องพวกนี้จนนับครั้งไม่ถ้วน แล้วเธอก็บอกไปแล้วด้วยว่าไม่มีวันไปเป็นพนักงานออฟฟิศแน่ แล้วไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหนเธอก็ไม่สน

        “ย่ะฉันรู้ดี แต่ฉันขอถามแกหน่อยว่าแกบินไปต่างประเทศบ่อยๆ แกไปทำงานอะไรกันแน่” เพราะสงสัยมานานแล้วว่าบุตรสาวไปทำงานทำการอะไร ถึงได้เงินมาทีไม่ใช่น้อยๆ เลย ดูอย่างเมื่อต้นปี ลูกสาวก็หอบเอาเงินสิบกว่าล้านไปไถ่ถอนบ้านคืนมาได้ จนทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวของตนได้เชิดหน้าชูตาในสังคมต่อไป

        “ก็งานเดินแบบถ่ายแบบไงค่ะ” ตอบเสียงสะบัดเล็กน้อย

        “แกแน่ใจเหรอ” สีหน้าคนเป็นแม่ดูไม่เชื่อคำพูดของบุตรสาวสักนิด

        “ถ้าคุณแม่ไม่เชื่อก็ตามใจคุณแม่แล้วกันค่ะ ลียาเบื่อจะพูดแล้ว!” มนลียาทำหน้าบูดบึ้งเหมือนเช่นทุกครั้งที่ถูกมารดาถามถึงเรื่องงาน เพื่อให้มารดาเลิกเซ้าซี้ ที่ทุกวันนี้เธอก็เบื่อเต็มทนแล้วที่ต้องมาโดนถามเรื่องนี้

        “แกนี่จริงๆ เลย ทำไมจะต้องโกรธทุกครั้งที่ฉันถามเรื่องงานของแกด้วยล่ะ” คุณมณีศรส่ายหน้าไปมา จะว่าระอาก็ไม่เชิงแต่มันออกจะหงุดหงิดเสียมากกว่าที่พอถามทีไรบุตรสาวก็ดูจะไม่พอใจตนทุกครั้ง

        “ก็มันเรื่องส่วนตัวของลียา คุณแม่อย่ามาก้าวก่ายให้มากนักได้ไหมค่ะ”  มนลียาปรับโทนเสียงและสีหน้าลงเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าทำกิริยาไม่น่ารักต่อผู้ให้กำเนิด

        “ฉันไม่ถามแกแล้วก็ได้ แม่ลูกเทวดา” เป็นอีกครั้งที่ผู้เป็นแม่มองค้อนบุตรสาว ก่อนที่ท่านจะหันไปมองลูกชายที่ส่งเสียงเข้ามาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

        “คุยอะไรกันอยู่ครับคุณแม่ พี่ลียา” นัฐครินทร์มองมารดาสลับกับพี่สาวด้วยความสงสัย เพราะดูจากสีหน้าของคนทั้งสองแล้ว เหมือนจะมีเรื่องไม่พอใจกันอยู่

        “แกไม่ต้องมายุ่ง ตาไอซ์” พูดจบมนลียาก็สะบัดหน้าเดินขึ้นห้องนอน โดยที่คนเป็นแม่และน้องชายมองตามจนลับตาไป นัฐครินทร์จึงได้หันมาถามมารดา “อย่าบอกนะครับว่าคุณแม่ไปถามเรื่องงานกับพี่ลียาอีกแล้ว”

        “ก็จะเรื่องอะไรซะอีกล่ะ ในเมื่อพี่แกทำตัวน่าสงสัย”

        “แล้วคุณแม่สงสัยอะไรล่ะครับ”

        “ทำมาเป็นถามแม่ แกก็รู้อยู่เต็มอกว่าพี่แกมีลับลมคมนัย เรื่องที่บินไปต่างประเทศบ่อยๆ”

        “คุณแม่คิดมากแล้วครับ แต่คราวนี้พี่ลียากลับมาเร็วไปหน่อย น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน” แต่เขาก็ไม่คิดจะไปซักถามอะไรพี่สาว เพราะรู้ดีว่าพี่สาวไม่ชอบให้ใครไปยุ่งเรื่องส่วนตัว ซึ่งเขาก็ได้แต่เตือนมารดาว่าอย่าไปยุ่งเลย

        “ก็นั่นนะสิ แล้วแกยังจะมาว่าแม่คิดมากอยู่อีกเหรอ ว่าแต่เราจะออกไปไหนหรือเปล่า ถ้าไม่มีธุระที่ไหนก็ไปส่งแม่ที่สมาคมได้ไหม วันนี้แม่สั่งให้คนขับรถเอารถไปเข้าศูนย์ตรวจเช็คสภาพตั้งแต่เช้าแล้ว” คุณมณีศรยิ้มเล็กน้อย เพราะไม่อยากให้ลูกชายรู้จุดประสงค์ของตน

        “ไปส่งได้ครับ แต่ผมไม่เข้าไปข้างในนะครับคุณแม่” คนเป็นลูกชายดักคออย่างรู้ทัน นั่นก็เพราะมารดาคงจะพาเขาเข้าไปแนะนำกับลูกสาวของเพื่อนๆ ท่าน

        “แกนี่ก็รู้ทันแม่อยู่เรื่อยเลยนะ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่แม่จะจับคู่ให้เราได้สักทีล่ะ คราวหน้าคราวหลังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้บ้างนะตาไอซ์” คนเป็นแม่มองค้อนก่อนจะเดินนำลูกชายออกไปขึ้นรถ ขณะที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินตามไปประคองมารดาขึ้นรถแล้วไปส่งท่านยังที่หมาย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha