อาญาร้ายเทพบุตรมาร by หงสรถ [วางแผงแล้วที่ 7-11]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 14 : อาญาร้ายเทพบุตรมาร ตอนที่ 7---(2)---


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“ฉันไม่ใช่หมาบ้าอย่ามาเรียกแบบนี้นะ” คนถูกเรียกว่าหมาบ้าแวดเข้าใส่ด้วยสายตาขุ่นขวาง

       “ทำไมจะไม่ใช่” เพราะเมื่อคืนเธอกลับมาในสภาพลูกหมาตกน้ำคร่ำ เหม็นหึ่งออกขนาดนั้น เขาเรียกหมาบ้าน่ะถูกแล้ว คิดแล้วปากหยักก็ขยับยิ้มยียวนส่งให้หมาบ้าเพศเมียที่น่ารักน่าใคร่

       “ถ้างั้นคุณอยากจะเรียกฉันว่าอะไรก็เรียกไปเลย ตามสบาย!” มธุราบอกเสียงห้วนๆ เพื่อจะได้จบการสนทนาลงเสีย เพราะป่วยการที่เธอจะไปต่อปากต่อคำกับคนอย่างเขา ที่ทุกวันนี้เธอยังสงสัยอยู่เลยว่าเขาจับเธอมาเพื่ออะไร เพราะหลังจากเขายัดเหยียดให้เธอเป็นผู้หญิงแพศยาแล้วก็เอาแต่ขังเธอไว้เหมือนเดิม แล้วป่านนี้ทั้งมารดาทั้งพี่ชายคงจะเป็นห่วงเธอแย่แล้ว

       ลองเสี่ยงขอติดต่อกลับไปหาคนที่บ้านจะได้ไหมนะ หญิงสาวครุ่นคิดในใจพร้อมกับเหลือบตามองคนหน้าโหดเพื่อดูท่าที

       “คุณ! ฉันขออะไรสักอย่างสิ” มธุราเอ่ยเรียกด้วยเสียงห้วนเช่นเดิม ทั้งที่เธอก็พยายามจะทำใช้น้ำเสียงให้ดีกว่านี้แล้วแต่ก็ทำไมได้ เพราะยังนึกโมโหที่เขามาเรียกเธอว่ายัยหมาบ้าไม่หาย

       “จะขอร้องคนอื่นทั้งทีทำเสียงแบบนี้เหรอ” ปากหยักเหยียดยิ้มอย่างเป็นต่อ ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวนั่งลงกับเก้าอี้ตัวเดิม พลางล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดโทรหาเลขาหนุ่ม พูดไม่กี่คำก็กดวางสาย ขณะที่มธุราก็กำลังนับหนึ่งถึงสิบเพื่อทำให้ตัวเองใจเย็นลง เพราะถ้าขืนเธอพูดห้วนๆ อยู่แบบนี้คงจะหมดหวังเรื่องติดต่อกลับไปหาคนที่บ้านแน่

       “ฉันมีเรื่องจะขอร้องคุณค่ะ” มธุราปรับโทนเสียงให้หวานที่สุด และนั่นก็ทำให้คนที่นั่งหันหลังเพื่อรอให้เลขามาเอาเอกสารหันมามองแล้วยิ้มนิดๆ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเสียงเคาะประตูดังขึ้นขึ้นมาเสียก่อน เคลย์ริกลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมหยิบเอาแฟ้มเอกสารมาส่งให้เลขาที่หน้าประตู ก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิมแต่คราวนี้เขานั่งหันมามองคนบนเตียงตาไม่กะพริบจนคนถูกมองผิวหน้าร้อนผ่าว

       “มีอะไรก็ว่ามาสิ ผมรอฟังอยู่” ถามกลับด้วยท้วงท่าสบายๆ ผิดกับอีกคนที่รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวกับสายตาคู่นั่นโดยไม่รู้สาเหตุ

“ฉันอยากติดต่อกลับไปหาคนที่บ้านของฉันคะ แค่ครั้งเดียวก็ได้ ฉันสัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องที่คุณจับตัวฉันมาแน่นอน” มธุราออกตัวไว้ก่อน เพราะกลัวคนหน้าโหดไม่อนุญาต

       “แล้วทำไมผมจะต้องอนุญาตด้วย” เคลย์ริกตอบกลับด้วยสีหน้ายียวน คนตัวเล็กอยากร้องกรี๊ดใส่เหลือเกินแต่ก็ทำได้แค่คิด เพราะถ้าขืนไปกรี๊ดใส่มีหวังเธอโดนเขาหักคอแน่

       “ก็คุณเป็นคนจับฉันมาขังไว้ หลายวันแล้วด้วย ทางบ้านฉันก็ต้องเป็นห่วงสิ เพราะฉันให้คำสัญญากับแม่กับพี่ชายเอาไว้ว่าจะโทรไปหาพวกเขาทุกวัน” แต่นี่เธอไม่ได้โทรกลับไปเลย ป่านนี้ทั้งมารดาทั้งพี่ชายคงจะบ่นเธอไปหลายสิบยกแล้ว

       “เธอแน่ใจว่าคนที่รออยู่ที่เป็นพี่ชายจริงๆ” ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างจับผิด 

       “แน่ใจสิ แล้วคุณรู้ไหมว่าพี่ชายฉันน่ะหวงฉันมากๆ เลยด้วย ขนาดฉันโตจนอายุจะยี่สิบห้าแล้ว พี่ชายฉันยังไม่ยอมให้ฉันมีแฟนเลย” ไม่รู้เพราะอะไรทำให้เธอพูดออกไปแบบนั้น

       “พี่น้องท้องติดกันหรือเปล่าถึงได้หวงขนาดนั้น” เคลย์ริกเอ่ยทีเล่นทีจริง แต่ใจจริงก็แอบลุ้นเหมือนกันว่าจะได้รับคำตอบแบบไหนออกมาจากริมฝีปากสวยคู่นั่น

       “ความคิดคุณนี่ทุเรศที่สุด”

       “สมัยนี้อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะพวกไร้ศีลธรรม” เคลย์ริกใช้สายตาจดจ้องดวงหน้าหวานทันทีหลังจากพูดจบ ขณะที่มธุราก็หน้าชา เพราะเธอรู้ว่าเขาจงใจพูดแดกดันว่าเธอเป็นพวกไร้ศีลธรรม แต่เธอขอนั่งยันนอนยันเลยว่าไม่เคยทำตัวไร้ศีลธรรม

       “ตกลงคุณจะให้ฉันติดต่อกลับไปหาบ้านได้หรือเปล่าคะ” คนไม่อยากต่อปากต่อคำให้ยืดยาววกเข้าเรื่องติดต่อกลับบ้านเกิดอีกครั้ง

       “ทนฟังเรื่องไร้ศีลธรรมไม่ได้หรือไง ถึงได้วกกลับมาพูดเรื่องเดิม” ปากหยักร้ายแค่นยิ้มใส่คนตัวเล็ก ที่กำลังพยายามข่มอารมณ์โกรธของตนเองเอาไว้อย่างเต็มที่

       “ฉันเป็นคนมีศีลธรรมพอ แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของคุณละกัน ฉันเบื่อจะอธิบายแล้ว แล้วตกลงว่าคุณจะให้โทรศัพท์ฉันได้หรือเปล่า” คนอยากได้โทรศัพท์แบมือออกไปพร้อมส่งสายตาปริบๆ ไปอ้อนวอนคนตัวโต ที่วันนี้เธอรู้สึกว่าเขาจะดูกวนประสาทกว่าทุกวัน

       “ผมจะให้ติดต่อแน่ๆ แต่ก่อนจะให้ติดต่อผมมีอะไรจะถาม” น้ำเสียงดูเป็นงานเป็นการ ทำเอาคนตัวเล็กชักเริ่มหวาดระแวง แต่เพราะอยากติดต่อกลับไปหาคนที่บ้านเธอจึงสลัดไล่ความรู้สึกนี้ออกไปก่อน

       “คุณถามมาเลย ฉันตอบได้หมดแหละ แต่เฉพาะเรื่องที่ฉันรู้นะ” น้ำเสียงกระตือรือร้นอยากบอกเต็มแก่   

       “พี่ชายเธอชื่ออะไร ทำงานอาชีพอะไร” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบทว่าแววตาที่ส่งมาคาดคั้นนั้นทำให้คนถูกถามลอบกลืนน้ำลาย จากระแวงตอนนี้กลายเป็นกลัว เพราะถ้าอีกคนรู้ว่าพี่ชายเธอชื่ออะไร ทำงานที่ไหน แล้วไปบุกจับมาอีกคน แล้วใครจะอยู่ดูแลมารดา

        เอาไงดีล่ะ มธุราเริ่มคิดหนักกับคำถามของคนหน้าโหด

       “ตอบ!” เสียงของเคลย์ริกเริ่มเข้มขึ้น                          

       “โอ๊ย! อย่าดุนักสิ” บอกเสียงกระเง้ากระงอด

       “ก็แล้วเธอชักช้าทำไมล่ะ หรือไอ้ที่บอกว่าเป็นพี่ชายนี่เธอโกหก แต่แท้จริงแล้วเป็นสามีอีกคนของเธอ” เคลย์ริกทำหน้าเหี้ยมเสียงเหี้ยมใส่คนตัวเล็กที่ตอนนี้คิ้วเรียวสวยกำลังขมวดยุ่ง

       “ความคิดทุเรศอีกแล้วนะคุณ” มธุราถอนหายใจเฮือกกับการคิดเองเออเองของอีกฝ่าย

       “ก็เธอเห็นอึกอักไม่ยอมตอบซะที หรือที่อึกอักเพราะกำลังคิดอยู่ว่าตกลงไอ้คนที่ตัวเองเรียกว่าพี่ชายเต็มปากเต็มคำเป็นสามีคนที่เท่าไหร่กันแน่ จะได้หาเรื่องมาโกหกได้เนียนๆ” ปากหยักกดยิ้มเยาะหยัน ที่มธุราเห็นแล้วก็อยากจะเอามีดสับปากเขาทิ้งนัก ทั้งที่เขาเป็นคนเองเออเองทั้งนั้น

“พี่ชายฉันชื่อธารางกูร ศิริโชคธนา ทำงานอยู่ที่ธนาคาร อ๋อ! วันนี้เป็นวันเกิดพี่ชายฉันด้วย สรุปแล้วพี่ชายฉันอายุยี่สิบเก้าเต็มวันนี้พอดิบพอดีเลย พอใจหรือยังค่ะ” มธุราตอบเสียงกระแทกกระทั้น พร้อมกับตวัดตามองคนมองคนชอบคิดไปเองด้วยสายตาขุ่นคลัก

“จำวันเกิดกันได้แม่นซะด้วย” เคลย์ริกรู้สึกอิจฉาเบาๆ เมื่อแม่ตัวแสบจำวันเกิดของผู้ชายคนนั้นได้

“ก็ต้องจำได้สิ เขาเป็นพี่ชายคนเดียวของฉันนี่”

“คำพูดของเธอเชื่อได้ไหมเนี่ย” ชายหนุ่มหรี่ตามองคนตัวเล็ก

“โอ๊ย! คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อฉันก็ไม่สนใจแล้ว เพราะไอ้ที่ฉันพูดๆ ไปทั้งหมดเนี่ย มันคือเรื่องจริง ไม่มีการตกแต่งอะไรทั้งนั้นแหละ ส่วนคุณ เอาโทรศัพท์มาให้ฉันเลย ฉันจะโทรกลับบ้าน” มือเล็กยื่นไปขอกับคนหน้าโหดอีกครั้ง พยักหน้ารัวๆ เร่งเร้าให้เขาส่งโทรศัพท์มาให้เธอซะโดยดี

“เวลาที่บ้านเธอตอนนี้ คงดึกแล้ว”

“อย่ากลับคำนะคุณ แล้วไม่ว่าจะดึกหรือเช้า พี่ชายของฉันก็ต้องรับโทรศัพท์จากฉันแน่นอน” มธุราเริ่มหน้าตึง เมื่อเขาจะไม่ยอมให้โทรศัพท์ ขณะที่เคลย์ริกก็กระแทกลมหายใจก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา ตอนแรกเขาก็กะจะยื่นให้เธอเลยแต่เปลี่ยนใจให้เธอบอกเบอร์ของพี่ชายแทน มธุราบอกเสียงดังฟังชัด แล้วก็รอเวลาจะได้คุยกับพี่ชาย จนกระทั่งปลายทางกดรับสายแล้วเคลย์ริกจึงยื่นโทรศัพท์ให้คนตัวเล็กพร้อมกำชับว่าถ้าพูดเรื่องถูกลักพาตัวมาละก็ เธอจะไม่มีวันได้กลับไปเห็นหน้าคนในครอบครัวอีกเลย

“เข้าใจหรือเปล่า” เสียงทุ้มห้าวย้ำเมื่อคนตัวเล็กใช้การพยักหน้าแทนคำพูด

“ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องมาขู่กันบ่อยๆ หรอก แค่นี้ฉันก็กลัวจนหัวหดแล้ว” จบประโยคเธอก็ได้โทรศัพท์มาและสิ่งแรกที่ได้ยินจากพี่ชายคือเสียงบ่นแล้วก็บ่นๆ จนหูเธอแทบชา ก่อนจะตกใจกับประโยคต่อมาของพี่ชายที่บอกว่าเธอแอบมีแฟนแล้วทำไมไม่บอกที่บ้าน แถมผู้ชายคนนั้นก็นิสัยไม่ดีด้วย เพราะพี่ชายของเธอพึ่งคุยกับแฟนของเธอไปเมื่อวาน

“แอนนี่เนี่ยนะมีแฟน” มธุราถามกลับเสียงดัง ทั้งตกใจทั้งแปลกใจระคนกัน

“ทำไมทำเสียงตกใจขนาดนี้ เพราะคิดจะปิดพี่กับแม่ต่อล่ะสิ เราเตรียมตัวไว้เลย กลับมาเมื่อไหร่โดนดีแน่” คนเป็นหวงน้องเดือดดาลจนอยากจะตีก้นน้องสาวหากเจ้าตัวอยู่ใกล้มือ เพราะเขาก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่าให้ไปทำงานอย่างเดียว สักปีสองปีก่อน แล้วค่อยมีแฟน แต่นี่น้องสาวเขาไปไม่ถึงเดือนก็มีแฟนซะแล้ว ซ้ำไอ้หมอนั่นยังอยู่กับน้องสาวของเขาอีกด้วย

“ก็...” มธุราอ้ำอึ้งไป ก่อนจะเงยหน้ามองคนที่นั่งประกบเธออยู่ด้วยสีหน้าเป็นเครื่องหมายคำถาม ส่วนเคลย์ริกก็ไหวไหล่กลับมาแค่นั้น ส่วนคนที่ยังไม่รู้ตัวว่าไปมีแฟนตอนไหนก็พอจะเดาได้ว่าคนที่พี่ชายคุยด้วยคงจะเป็นอีตาหน้าโหดคนนี้แน่นอน หน็อย...จับเธอมาโดยไม่รู้ความผิดแล้วยังจะมีหน้ามาแอบอ้างเป็นแฟน จนเธอโดนพี่ชายบ่นจนหูชาอีก งานนี้เห็นทีเธอจะต้องเคลียร์กันให้รู้เรื่องซะแล้ว เพราะถ้าจะให้เป็นแฟนกับอีตาโหด เธอขออยู่เป็นโสดจนตายยังจะดีเสียกว่า!

“แอนนี่!ธารางกูรเอ่ยเรียกเสียงเข้มเมื่อน้องสาวไม่ยอมพูดต่อ

“เอาไว้รอให้แอนนี่สะดวกคุยมากกว่านี้ก่อนละกันนะ แล้วแอนนี่จะเล่าให้ฟัง ว่าแต่คุณแม่สบายดีใช่ไหมพี่มาร์ช” มธุรารีบเอ่ยถามถึงมารดาเมื่อคนหน้าโหดส่งซิกว่าใกล้หมดเวลาที่เธอจะได้คุยกับคนทางบ้านแล้ว

“คุณแม่สบายดี แต่ก็เป็นห่วงเรามาก เรานี่ก็เหลือเกินนะ หายเงียบไปเลย คราวหน้าคราวหลังอย่าทำตัวเงียบหายแบบนี้อีกนะ” ธรางกรูยังไม่เลิกทำเสียงดุ

“แอนนี่ขอโทษนะคะพี่มาร์ช แต่แอนนี่ให้สัญญาเลยว่าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว แต่พี่มาร์ชก็ต้องสัญญากับแอนนี่ด้วยว่าพี่มาร์ชจะดูแลคุณแม่ให้ดี อย่าให้ท่านทำงานหนักเกินไป แล้วถ้าเป็นไปได้แอนนี่ก็อยากให้พี่มาร์ชลาออกจากงานแล้วเข้าไปช่วยงานคุณแม่ที่โรงเรียนของเรา” น้ำเสียงเศร้าสร้อยลงจนธารางกูรนึกสงสัย แต่พอถามน้องสาวก็ให้เหตุผลว่าคิดถึงบ้านเสียงเลยเปลี่ยน ทั้งที่ความจริงแล้วเธออยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนนี้เธอถูกใครก็ไม่รู้จับมาขัง แต่เพราะกลัวจะสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่ชายและมารดา เธอจงเลือกที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคนหน้าโหด ซึ่งเธอก็หวังว่าชีวิตของตัวเองคงจะรอดปลอดภัยจนกว่าจะถูกปล่อยตัวกลับไปพบหน้าคนในครอบครัว

“พี่ก็บอกเราแล้วว่าหางานทำที่บ้านเราก็ได้ ว่าแต่เราจะเปลี่ยนใจไหมล่ะ เพราะพี่เองก็อยากจะให้แอนนี่กลับมาอยู่ใกล้ๆ คุณแม่เหมือนกัน แล้วพี่ก็อยากจะปรึกษาเราเรื่อง...” ทีแรกก็ว่าจะบอกน้องสาวให้ได้รับรู้เลยไปเลย แล้วจะได้ช่วยกลับมาช่วยกันคิดแก้ปัญหาเรื่องที่มารดาแบกรับไว้ แต่พอคิดไปคิดมาเขาก็ควรจะแก้ปัญหานี่ด้วยตัวเองไปก่อนในฐานะผู้ชายคนเดียวของบ้าน

“ที่บ้านเกิดปัญหาอะไรเหรอคะพี่มาร์ช” มธุราหันไปขอร้องคนหน้าโหดเพื่อให้เธอได้คุยต่ออีกสักนิด เพราะฟังจากน้ำเสียงของพี่ชายแล้ว เธอก็อดเป็นห่วงไม่ได้ หรือว่าครอบครัวของเธอกำลังมีปัญหาอะไร แล้วคนที่สร้างปัญหาให้ก็คือผู้ชายที่นั่งจ้องหน้าเธออยู่นี่

นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันนะ

“ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพี่ขอตัวไปดูคุณแม่ก่อนนะ ส่วนเราก็ดูแลตัวเองดีๆ แล้วก็ใช้เงินประหยัดหน่อยละกัน” ธารางกูรกดวางสายทันที่พูดจบ เพราะรู้จักนิสัยน้องสาวดีว่าต้องซักไซ้จนกว่าจะรู้เรื่อง

 “เดี๋ยวสิพี่มาร์ช พี่ตอบแอนนี่มาก่อนว่าที่บ้านเกิดปัญหาอะไรหรือเปล่า พี่มาร์ช! พี่มาร์ช!” เสียงร้องเรียกของเธอไม่เป็นผล เพราะปลายทางกดวางไปแล้ว เธอจึงทำได้แค่ยื่นโทรศัพท์คืนให้คนหน้าโหดที่ทำหน้าได้เรียบนิ่งเสียจนเธอเดาไม่ออกเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แล้วเรื่องที่พี่ชายจะบอกมันเกี่ยวข้องกับเขาหรือไม่

“มองผมตาเป็นมันขนาดนี้ จะเอาอะไรอีกล่ะ” ถามด้วยเสียงกรุ้มกริ่ม พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้

“ฉันจ้องเฉยๆ นะ ไม่ได้จ้องตาเป็นมันซะหน่อย กรุณาอย่ามากล่าวหา” หญิงสาวเอ่ยแย้งเสียงแข็ง พลางยกมือดันหน้าหล่อเหลาออกห่าง แต่ห่างได้เพียงครู่เดียวเขาก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกและคราวนี้ก็ใกล้มากกว่าเดิมเสียด้วย เพราะจมูกของเขาชนเข้ากับแก้มของเธอ



++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อาญาร้ายเทพบุตรมาร วางแผงแล้วนะคะ ที่ 7-11 ฝากอุดหนุนด้วยน๋าาาาา

หรือสั่งซื้อผ่านเวปไซต์สำนักพิมพ์ที่นี่เลย >>>>www.romantic-publishing.com

ในภาพอาจจะมี 1 คน, ข้อความ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha