ลดราคา(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 16 : จูบอันร้อนแรง(จื่อถงผู้ร้อนแรง)


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

16

    คืนจันทราราตรีเคลื่อน ความเป็นหญิงจะลางเลือน ข้าไม่ยอมแน่ ไม่ยอมให้ใครเห็นเจ้าในสภาพนี้

กองไฟก่อสุมกลางลานแตกดังเปรี๊ยะๆ เหล่ากองโจรร้องเพลงขับขานกระหนํ่าลั่นกองในมือเป็นจังหวะ ทั้งเต้นทั้งโห่ร้องกันสนุกสนาน ผ่านไปไม่นานใจเข่อซินร้อนรุ่มประหนึ่งไฟสุมในอก อยากเสร็จพิธีแล้วปรี่ตัวเข้าหอ ไม่อยากรั้งรออันใดอีก จื่อถงสวมชุดแต่งงานสีแดงฉาน คลุมหน้าด้วยผ้าลายปักงดงามที่ค้นเจอในโกดังเก็บสมบัติ รอยปักลายอย่างวิจิตรบรรจง งามชดช้อยจนผู้คนอิจฉา ผู้ใดเห็นก็บอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘เหมาะสมกับคนใส่’

    แต่จ้าวจื่อถงหาดีใจไม่ หากเป็นอ๋องคนอื่นควรโอดครวญในใจไปแล้ว ว่าน่าจะแต่งตามที่จักรพรรดิชี้แนะให้ สำหรับจื่อถงแล้วไม่นึกเสียดายเหล่าสตรีนางใดด้วยซํ้า เขารออันใดอยู่กัน

    ร่างเพรียวบางอรชรเดินออกมาจากด้านใน สู่พิธีมงคล ผ้าคลุมหน้าหนาทึบ มองไม่เห็นภายนอกได้ เขาได้ยินเสียงของหญิงสาวอีกนางจากทางด้านหลัง เดาได้ว่านางคือ ‘หรงผิง’ เช่นนั้นพิธีคงจะมีสองคู่เข้าร่วม ฟังเสียงดูแล้ว อาเหยาคงจะยืนที่ด้านหลังที่จื่อถงยืน  ก่อนจะทำการคาราวะตามทำนองคลองธรรม พ่อครัวยื่นชาคนละจอกให้แก่คู่บ่าวสาว

    ซีเหยาค่อยเป่าเอาไอร้อนออก แต่คิ้วน้อยขมวดแน่น จมูกต้องกับกลิ่นบางอย่างในถ้วยชา  ...ไม่ใช่ถ้วยข้า ยาปลุกกำหนัดอยู่ที่ชามใคร ไม่ได้อยู่ที่ข้า  หรือว่า!?....

    ซีเหยาเบิกตาโต แหงนหน้าหาจื่อถง คนที่ซดดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่ง มืออันว่องไวปัดถ้วยชาหล่นพื้น ห้ามมิให้จื่อถงได้กลืนลงท้อง แต่เสียดายนัก ไม่ทัน

    “ไอ้หนุ่มนี่! ไม่อยากเป็นเขยข้าแล้วหรือ ถึงกล้ามายุ่มย่ามกับว่าที่ภรรยาข้า!”   เข่อซินขุ่นเคืองหนัก คว้ากระบองข้าง ๆ มาถือข่มขู่

    “พี่เข่อ อย่าแตะต้องว่าที่สามีข้านะ!”   หรงผิงหยิบดาบไปจ่อคอคนเป็นพี่  จนนัยน์ตาเข่อซินเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

    จื่อถงลอบดึงซีเหยามายืนข้าง หลบการประลองพี่น้อง

    ...เหลือเวลาอีกไม่มาก จะถ่วงไว้คงจะดี…   ระหว่างจื่อถงคิด หนุ่มน้อยคนหนึ่งเอ่ยดัก   “พวกท่านจะตีกัน ให้ถูกใจคนที่จับมาหรือ!?”

    จื่ออ๋องกระตุกมุมปาก คิดว่าเด็กหนุ่มนั่นมันฉลาดดี พลันเอนตัวกระซิบหาอาเหยา  “พี่ชายขับเกวียนคนนั้น อีกไม่นานจะหนีรอดเองได้ เจ้าเห็นทิศเหนือหรือไม่ อาชาตัวนั้น”

    “ขึ้นม้าไม่เป็น”  อาเหยาบอกเบา

    “เจ้าเนี่ยนอกจากเป็นหมออย่างอื่นไม่ได้เรื่อง ข้าดึงเอง จบปัญหา”  

    จื่อถงเหลียวเข้าห้องที่ตนออกมาเมื่อครู่  มันตั้งหันหน้าทางประตูมาทางทิศเหนือพอดี รูปการณ์สายลมคืนนี้จะพัดเข้าประตูนั้นอย่างแน่นอน

    “เรามาเข้าพิธีกันต่อเถอะ”   เข่อซินดึงจื่อถงมายืนข้าง มันใช้แรงดึงออกมามาก ทำให้ตัวบางร่างสูงของจื่อถงเซ ...อยากจะกระทืบฝ่าเท้าลงหน้าอก อัดมันให้จมดินเสีย หากไม่ติดที่อยู่ร่างนี้คงจัดการมันอย่างง่าย แต่เอาเถอะ คนอย่างอ๋องจื่อถงใช้สมองกับสองมือ แค่โจรกระจอกใช้แรงไปวันๆมีหรือจะทันอ๋องน้อยผู้นี้  ขนาดจักรพรรดิเองยังเอาไม่อยู่ นับประสาอะไรกับของแค่นี้…

    จื่อถงปวดเนื้อปวดตัวเป็นพิเศษ ผ้ารัดเอวเริ่มคับแน่น ยืนบิดไปบิดมาคลายอาการเมื่อยล้าที่พิกล คิ้วคมงามขมวดใต้ผ้าคลุม ดูพิกลใจร่างตนนัก

     ซีเหยามองดูจื่อด้วยสายตาเงียบกริบ นึกคิดในหัวแล้ว มือจื่อถงที่เรียวเล็ก เริ่มยาวเล็กน้อย ไม่สิ  นางแหงนหน้ามองฟ้า หรือว่า บุรุษเพศ!

    ทรวงอกนุ่มนิ่มฟูฟ่องเริ่มแบนราบ ...เจ้าตัวจะรู้หรือไม่ คืนนี้เขาโชคดีหรือโชคร้ายกันหนอ... นับจากเวลานี้จะคืนร่างเป็นชายเพียงสามชั่วยามเท่านั้น และจะเป็นอยู่เดือนละครั้ง และหากครบสามเมื่อไหร่ หายาแก้ได้ก็ช่วยไม่ได้ จ้าวจื่อถงจะเหลือแค่ชื่อ

    “คำนับหนึ่งกราบไหว้ฟ้าดิน”  เสียงผู้ใหญ่ยืนอีกฟากฝั่งเอ่ยบอก เมื่อได้ฤกษ์งามยามดี

    ซีเหยาไม่คำนับ จื่อถงยืนนิ่ง แต่ตัวหญิงสาวสูงโปร่งกลับปลิวไปด้านหลังจากแรงดึงของซีเหยา โชคเข้าข้างลมหอบหนึ่งพัดมาตามต้องการ เปลวเทียนในห้องเหลือแค่ไม่มาก มันพัดจนประกายไฟเอนเอียงลงสู่ผิวโต๊ะ จุกชนวนผงสีขาวยาวเป็นทางลามไปนอกหน้าต่าง แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่มันถูกโรยผงดินปืนเอาไว้ ลุกลามรวดเร็วไปทั่วทุกแห่ง ซีเหยาที่ดึงจื่อถงออกถึงกับเบิกตา เหล่ากองโจรแตกตื่น วิ่งวุ่นหานํ้ามาดับ ผ้าแดงผืนงามปักลายชดช้อยถูกเริกขึ้น เผยแววตาบุรุษประกายวูบวาบราวคลื่นนํ้ากระทบแสงอาทิตย์ เหยียดยิ้มให้กับคํ่าคืนที่ร้อนระอุ เข่อซินอึ้งมี่ไปไม่ถูก พอหันมาอีกที จื่อเอ๋อร์ของมันก็ดึงแขนอาเหยาไปที่ม้าแล้ว เห็นแต่ด้านหลังเท่านั้น

    เข่อซินอ่านได้แล้วว่าเป็นแผน คิดจะจับตัวการเอาไว้ปล่อยให้ลูกน้องดับไฟ  หรงผิงตามมาติด ๆ จะประชิดตัวหาอาเหยาได้แล้ว ...ข้าไม่ยอมให้จับอีกแน่…   ซีเหยาใช้อีกมือที่ว่างล้วงเข้าอกเสื้อตนเอง ควักผ้าห่อผงพริกไทยมากระพือสาดใส่

    “ฮัดเช้ย!  ฮัดเช้ย!”   หรงผิงกับเข่อซินชะงักวิ่ง จามหลายสิบหนอย่างทรมาน

   จื่อถงคว้าม้าถึง กระโดดปีนป่ายคล่องแคล่ว ผ้าคลุมหน้าหลุดปลิวว่อนลงพื้น เผยโครงหน้าบุรุษอันน่าหลงใหล จมูกโด่งคม คิ้วเรียวโค้งเข้มปานดาบ ฉับพลันซีเหยาถูกดึงมานั่งด้านหน้า เขารีบพานางควบม้าออกจากรังโจร

   ถูกตามไม่มีสิ้นสุด สมุนตัวกระจ้อยควบม้าตามไม่ยอมปล่อย เวลาคํ่ามืดอย่างนี้ จับยังยากแล้ว ทะยานม้าไปทางป่ายังยากกว่า จะหาเส้นทางคนผ่านยังไม่มี จะอย่างไรก็เถอะ ต้องหลุดพ้นเจ้าพวกนี้เสียก่อน นึกถึงประกายไฟที่ลุกโหมกระหนํ่าเผาบ้านเรือนเมื่อช่วงที่ผ่านมา ซีเหยาอดสงสัยมิได้ มีคนช่วยหรือไร หรือจะเป็นคนขับเกวียนผู้นั้น ไม่เข้าใจ ว่าเขาจะหนีได้อย่างไร นึกแล้วมันหงุดหงิด คิดการใดอยู่หนอจื่ออ๋อง   “ทำไมไฟถึงลุกฮืออย่างนั้นล่ะ”   

   “มาถามตอนหนีเนี่ยนะ”

   “ท่านตอบข้ามาสิ”   ..นี่จ้าวจื่อถื่อไม่สังเกตเสียงตนเองหรือไร?...  

    “แผนลวงข้าเอง ส่วนพี่ชายที่ร่วมชะตาหายไปตั้งแต่งานช่วงคํ่าแล้ว ข้าช่วยเขาเอง และให้แต่งตัวแฝงพวกมันก่อน ก่อนที่ข้าจะจัดการเผาบ้านพวกมัน เลิกถามได้แล้ว”

    “ไม่ได้ ผงดินปืนเอาไปโรยตอนไหน?”

    “ข้าใส่ไว้ในห่อผ้าเจาะรู และยัดไว้ในผ้ารัดเอวเข่อซิน หัวหน้ามันต้องตรวจตราลูกน้อง ข้าแค่เชื่อมต่อส่วนที่เหลือให้มันมอดไหม้เท่านั้นเอง”  ฝีเท้าจากกีบม้าดังตามมาไม่หยุดหย่อน มันตะโกนบอกให้หยุดอยู่เป็นระยะ ฟังแล้วน่ารำคาญนัก

    อ๋องน้อยมองเห็นจุดหนึ่งจากซีเหยา นึกหาวิธีหยุดพวกมันได้แล้ว เหลือแต่จะมีโชคเหลืออยู่บ้างหรือเปล่าเท่านั้น  “พริกไทยเจ้าเหลือหรือไม่?” จื่อถงถามเร่งจะเอา

    “มีเหลืออยู่ห่อหนึ่ง พอดีว่า..”

    “ไม่ต้องสาธยายยุ่งยากเอาออกมา”   จื่อถงดักคอ ชะลอม้าลง

    ...ทีตัวเองพูดได้เป็นยาวเหยียด ทีข้าแล้วไม่อยากฟัง เฮอะ! อ๋องหนออ๋อง…

    ด้านหลังจะทะยานมาใกล้แล้ว จื่อถงเร่งเร้าให้ซีเหยารีบลงมือ  “ควักมาเร็วสิ”

     “กำลังน่า..อย่าเร่งได้ไหมเล่า!”      

   มือนางล้วงเข้าในเสื้อ ควานหาตำแหน่งห่อพริกไทย อืดอาดยืดยาดไม่ทันใจจื่ออ๋องนัก เห็นล้วง ๆ ยุกยิกชักช้าน่าหงุดหงิด

    “ช้าจริงมาล้วงเอง”

    “เฮ้ย!  เดี๋ยวล้วงเข้ามาทำไมเล่าเอามือออกไปนะอ๋องบ้า!”

    “อยู่นิ่ง ๆ น่า”

    “จับตรงไหนของเจ้าเนี่ย!”

    “ไขมันที่อกเจ้าเนี่ยเยอะนะ เป็นชายหัดดูแลตัวเองบ้าง”  จื่อถงควักได้ผงพริกไทยแล้ว พลันสะบัดพรึ่บ! ใส่พวกมันที่ปรี่มาถึงพอดี

     ซีเหยาเหลือใจนักมาหาว่าไขมัน ...ไขมันกะผีเจ้าสิ…

    ไอฝุ่นแสบจ้าเข้าจมูก ทั้งแสบทั้งคันจนจามทั้งคนทั้งม้า โจรกระจ้อยสูดผงพริกเข้าจัง ๆ ตามต่อไม่ไหว จื่อถงสะบัดแซ่สั่งม้าวิ่งออกจากตรงนั้นทันที

     หนีมาได้ไกลโข คงจะตามมาไม่ทันแล้ว ลมเย็นพัดเอื่อย ร่างกายทำไมถึงร้อนนัก คางจื่อถงเกยไหล่นางที่นั่งเบื้องหน้า หายใจกระหืดกระหอบ ราวกับวิ่งแทนม้ามาก็ไม่ปาน ในหัวมึนตึง ยิ่งกว่าเมาสุรามาหลายไห ร่างร้อนระอุราวไฟรน แผดเผากายอยากปลดเปลื้อง

    จื่อถงประคองสติมั่น เหยาะย่างลงจากหลังม้าลงมากองกับพื้น ยังมิวายสั่งให้ซีเหยารีบผูกม้า นางทำตามและย้อนมาดูบุรุษหนุ่ม ย่อยองลงมองคิดหาหนทางช่วย จับชีพจรที่สั่นสะท้านผิดปกติ

    ...แย่แล้ว ยากำหนัดที่ดื่มออกฤทธิ์แล้ว ต้องหาผ้าชุปนํ้า ยาชนิดนี้กำเริบแล้วจะจำความบ้าบิ่นไม่ได้ตามหลัง…    

    “ร้อน…”   เสียงทุ้มตํ่าแหบพร่าขยับริมฝีปากอย่างลำบาก ดวงตาเยิ้มคล้ายคนอยากปลดปล่อย

    พื้นที่กว้างขวางอย่างนี้จะหาแหล่งนํ้าจากไหนมาช่วย นางคิดแล้วจะลุกหาบริเวณนํ้าดังว่า กระนั้นร่างนางกลับถูกรั้ง ฝ่ามือเรียวยาวคว้าไหล่มั่น ยึดมิให้ได้เขยื้อนตัว จื่อถงบอกต่อ  “ช่วยข้าก่อน”

   จากนั้นนางหันย้อนมองจื่ออ๋อง ภายใต้แสงจัทร์สาดส่องต้องใบหน้าบุรุษ คิ้วเรียวรูปดาบขมวดแน่น มีร่องรอยของอาการทรมานหนัก จมูกโด่งราวกับช่างศิลป์สรรค์สร้างปฏิมากรรมชายผู้นี้อย่างละเมียดละไมละเอียดอ่อน ซีเหยาแตะหน้าผากจื่อถงด้วยฝ่ามืออันเย็นเฉียบ หวังจะบรรเทาผ่อนคลายให้ดีขึ้น     “จื่อถง ข้าจะช่วย เจ้าอดทนก่อน ให้ข้าหานํ้า..!”

    ซีเหยาวูบไปชั่วครู่ บัดนี้เห็นแค่ท้องฟ้ามืดมิดเติมเต็มดวงดาวนับพัน ชายหนุ่มอยู่ถัดลงมาจากนภาผืนนั้น จ้องมองนางอย่างเสน่หา

   “จื่อ…!?”  ไม่ทันได้อ้าปากบอกหมด นางถูกเขาครอบงำไปเสียแล้ว ริมฝีปากอันงดงามประทับทาบดูดดื่มกับริมฝีปากของนาง เขาดูดกินราวขนมหวานอย่างเผ็ดร้อน กายบนทับนาบไร้เรี่ยวแรงต้าน ไอร้อนจากตัวประทุไฟปรารถนามาเต็มเปี่ยม ซีเหยาแทบจะดิ้นไม่เป็น ร่างกายหนักอึ้ง สรรพสิ่งอื้ออึงไม่รับรู้อันใดนอกจากรสชาติของริมฝีปากอันรัญจวน

    ครั้นมือซุกซนไร้สติจะกระตุกผ้ารัดเอว ดวงตากลมดำนางเบิกกว้าง ได้รับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมจะล่วงลํ้า

   “จื่อถงไม่ได้นะ ไม่ใช่อย่างนี้”   นางบอกรีบยกเข่าสะกัด

   จมูกคมผ่านลงคอนาง เพิ่งจะรู้ว่านวลเนียนถึงเพียงนี้ จื่อถงขบดึงไปหนึ่งหน จนเกิดรอยแดง ประหนึ่งเห็นเป็นผลไม้เชื่อม  “เหตุใดเจ้าถึงหอมเพียงนี้”  

    ไม่ทันได้ปราม ลิ้นร้อนกวาดขึ้นรุกล้ำโพรงปากซีเหยาอย่างดุเดือด      

     นํ้าค้างหยดหยาด กลิ้งเป็นก้อนจากใบไม้ เหมือนว่ารับนํ้าหนักแรงดึงจากพื้นดินไม่ไหว แผ่กิ่งใบได้งดงามสุดท้ายก็อ่อนโอนจากแรงฉุดรั้งของละอองนํ้าที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน

    เวลาล่วงเลยเคลื่อนมายามสาม อากาศหนาวเหน็บแผ่ขยายเป็นวงกว้าง แก้มนางเย็นเฉียบดุจสายนํ้าเย็น มีลมหายใจอุ่น ๆ รินรดราวกับว่ากำลังถูกประคบประหงมจากจมูกโด่งสัน สองฝ่ามือที่ควรเป็นอิสระมีแรงมหาศาลกว่ากดทาบแนบกับพื้นหญ้า

     สายลมพัดโชยมาเป็นระลอก ประหนึ่งจะดับไฟในใจให้ดับวูบลงให้จงได้ ทว่าไม่อาจเป็นอย่างนั้น แรงฮึกเหิมยังคงเดิม นับว่าจะรุนแรงขี้นด้วยซํ้า ยิ่งได้รับไอร้อนจากกายคนข้างบน ใจยิ่งสะท้านแทบควบคุมไม่อยู่ ใบหน้าขาวราวไข่ปอกทั้งคู่อยู่ใต้แสงจันทร์ แต่ไม่สามารถมองเห็นดวงตาภายใต้ความมืดมิดของจื่อถงได้ มีแต่กลิ่นกายอันหอมหวนของทั้งคู่เจือจางไปกับสายลมอ่อน เส้นผมราวเส้นไหมนุ่มนิ่มแผ่สยายลงมาข้างแก้มนาง เขาดูงดงามเหลือเกิน ท่านอ๋องแห่งวังหลวงผู้นี้ หามีสิ่งใดใบหน้าและโครงสร้างร่างกายมีที่ติไม่ กลับน่าหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปทุกอริยาบถ ลมหายใจ ริมฝีปาก และลิ้นอุ่นที่บดคลึงหาขนมในปากของนาง ชีพจรซีเหยาสั่นไหวไม่เป็นจังหวะ คล้ายจะควบคุมจิตใจไม่อยู่เสียแล้ว ร่องรอยจากการจุมพิตอันร้อนแรงที่เอาริมฝีปากนางบวมเจ่อเล็กน้อยถูกปลดปล่อยให้มีช่วงหายใจ บัดนี้คอขาวระหงอยู่ในความสนใจของบุรุษเพศ ปากพรํ่าบอกคนภายใต้การครอบงำว่าหอมนัก ใจอ่อนโอนตามลมปากทอดกายแน่นิ่งลง

   เปลี่ยนจากกอบกุมยึดรั้งข้อมือขยับลงมาหาเอวนางสอดมือเข้าโอบรั้งไว้แนบชิดร่างกายแนบแน่น ครั้นจะถกสายรัดเอวออกจากกาย ใจนางที่เลื่อนลอยคล้อยตามรับรู้ถึงตนเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ ปรารถนาก็มี แต่ไม่อาจใช้ยามนี้

    “จื่อถง อย่างนี้ข้าก็แย่สิ”   คล้อยตามแล้วไย ปล่อยให้เลยเถิดแล้วจะเป็นอย่างไร นางมิใช่คนใจง่ายจะมาทอดกายให้กับคนไม่มีสติสัมปชัญญะหรอกนะ

   เข็มน้อยอยู่ในผ้าคาดเอว นางมีมือที่เป็นอิสระแล้ว รีบหยิบเข็มมาหนึ่งเล่ม ทิ่มลงจุดสำคัญ จุดนี้เล่นงานถึงสลบไสล จื่อถงประคองจิตไม่ได้ พ่ายท่าแก่นางอีกรอบ ทิ้งตัวทับนางตาหลับสนิท

    ซีเหยาพลิกตัวเขาออกผุดตัวเองลุกนั่งแล้วรีบ ตะเกียกตะกายตัวออกปากก็พรํ่าบ่น  “โอ้ยตาย ๆ ๆ ๆ อย่างนี้ตายแน่ ๆ”  ตั้งตัวได้ก็มองย้อนดูคนสลบเหมือดตัวสูงโปร่งแผ่หลาที่พื้นหญ้า ราวกับนกพิราบจากฟากฟ้าที่กลายร่างมาเป็นจ้าวจื่อถง งดงามราวกับวิหคสีขาว แต่ยังอดบ่นต่อมิได้ “เป็นผู้หญิงยังมาดึงแต่ผ้าข้า กลับคืนเป็นชายข้าจะไม่ล่อนจ้อนเรอะ เกือบล่อนจ้อนจริง ๆ ด้วยสิ”

    เหลืออดเหลือทนแต่ทำอะไรได้มากกว่านี้ นอกจากเดินไปเดินมาสงบอารมณ์ขุ่นเคือง พลันชี้นิ้วให้คนที่หลับไม่รู้เรื่องราว  “ควรช่วยเจ้าไหมเนี่ย”

    ครึ่งชั่วยามผ่าน ผ้าเปียกชื้นซับลงหน้าผาก ถึงจะหลับได้แต่อารมณ์ยังอยู่ ฤทธิ์ยากำหนัดของโจรป่ารุนแรงนัก เล่นเอาท่านอ๋องน้อยเหงื่อผุด สีหน้าคล้ายกำลังทรมาน แต่นางไม่ตามใจจื่อถงเด็ดขาด

   มือนุ่มละมุนละเมียดละไมซับเหงื่อที่กายให้อย่างไม่วอกแวก แลดูสงบนิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เมื่อใช้เวลานานเอาการกว่าจะจื่ออ๋องจะมีลมหายใจที่สงบลงได้ก็ผ่านไปถึงไก่โห่ จากนั้นก็เผลอหลับนั่งสัปหงกอยู่ข้างกายเขา

    แสงอาทิตย์แยงตา ปลุกจิตที่พร่า้เลือนให้ฟื้นขึ้น ร่างกลับสู่ดรุณีเพรียวบางสูงโปร่งยันกายนั่ง ยกมือบังแสงแดดรำไร ร่างกายเย็นเฉียบ ครั้นจะกอดอกกลับมีอาภรณ์อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ดี ทั้งหลุดรุ่ยและไม่ได้คาดเอว

  จื่อถงคับแค้นใจนักหมอเถื่อน ยื่นนิ้วเรียวไปปัดที่หน้าผากคนนั่งหลับจนหงายท้อง  

   “ทำอะไรของเจ้าเนี่ย!”  ซีเหยาดีดตัวกลับมากุมหน้าผากถลึงตาถาม

      จื่อถงยิ้มเย็นดวงตาแข็งกร้าว  “ข้าต่างหากที่ต้องถาม ว่าเจ้าทำอะไรข้า”   จื่อถงบีบปลายคางซีเหยาจนปากยู่ พลางกระเถิบหน้าเข้าใกล้  “เมื่อคืนเจ้าทำอะไรข้า!?”

    ...คำถามนั้นข้าต้องถามนะจื่ออ๋อง โอ้ยตาย ๆ แสดงว่าเมื่อคืนที่กลับร่างเป็นชายเพราะพระจันทร์เต็มดวงคงไม่รู้เรื่องราวกระมัง?...    หมอเหยายกมือจับข้อมือจื่อถง พลางลูบมาอย่างผะแผ่ว  ชวนจั๊กจี้จนขนลุกซู่จนต้องรีบชักมือออก หมอเหยายิ้มกริ่ม ยกนิ้วชี้ตัวเองมาจิ้มกัน  “จื่อเอ๋อร์--”

  “อย่าเรียกอย่างนั้นคลื่นไส้”  จื่อถงขมวดคิ้วแน่นชักสีหน้า

   แต่ซีเหยาหาได้กลัวไม่ เบิกตาโตกล่าวสัพยอก  “แค่คืนเดียวก็ทำให้เจ้าท้องได้แล้วหรือนี่ อ้า หมออย่างข้ามีนํ้ายานัก”   ซีเหยายิ้มระรื่น ลูบคางตัวเองพึงพอใจ

    จื่อถงเบิกตากว้าง กระชากคอเสื้ออาเหยามาเผชิญหน้า ใจเต้นไม่ถูกจังหวะ อยากจะกระเด็นออกมาเต้นให้ตายที่นอกอก   “เมื่อคืนเจ้าทำอะไร!”

    “โธ่ จื่อเอ๋อร์ ข้าควรถามเจ้า ว่าเมื่อคืนเจ้าจะทำอะไร”   ว่าแล้วก็ชี้นิ้วที่ปากตัวเอง  “เจ้าจูบข้าจนปากบวมเลยนะ แล้วก็ยังอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ จะให้ข้าบอกหรือฮูหยินข้า”   หมอเหยาเอ่ยทีเล่นทีจริง  โอบแขนเอี้ยวคอคนตรงหน้าไว้

    “ซีเหยา…”  จื่อถงเว้นช่วงดวงตางามหรี่ลงยิ้มกระหยิ่มยิ้มย่อง   “เจ้าหน้าแดงเชียวนะ”   ครั้นจื่อถงเริ่มแปลกใจ ก็ปล่อยมือจากคอเสื้อหมอเหยาลงมาที่ผ้ารัดเอวหมอจอมก่อกวนจิตใจ “มาลองดูอีกรอบ อธิบายว่าเมื่อคืนเป็นอย่างไรตอนนี้อีกคราดีกว่า”  กล่าวจบก็กระตุกอีกรอบ มีหลุดฉับพลัน หมอเหยาตกใจผลักจื่อถงถอยร่นไปหลายก้าว แล้วรีบหันหน้าหนีห่อปมผ้า  

   แค่นเสียงเข้มว่า “เป็นผู้หญิงกระตุกผ้าผู้ชายบ่อย ๆ อย่างนี้ไม่ดีนะจื่อเอ๋อร์ หัดอายเสียบ้าง”

    “จะไปได้หรือยัง ข้าเบื่อสภาพนี้เต็มทน เอาไว้กลับเป็นอ๋องแล้วจะแก้ผ้าหมออย่างเจ้ารอบเมือง อย่างนั้นคงสนุกไม่น้อย”

   นางหันกลับมาชี้หน้า  “กล้าหรือ!?”

   “ไม่กล้าคงไม่พูด”   จื่อถงยื่นมือลงมา ในใจคิดอีกอย่าง แววตาขี้เล่นเปลี่ยน  คล้ายมีหลุมลึกลับบางอย่างซุกซ่อนในแววตาที่ชวนลองอยากให้ค้นหา

    ...ทำไมข้าขนลุกนะ…   ซีเหยาคว้ามือนั้นแล้วขึ้นมาอยู่บนหลังม้าอย่างง่ายดาย

     จุดหมายปลายทางที่ว่าคือชายแดน ใช้เวลาเดินทางนานกว่าจะถึง ด้วยการนี้มีม้าพอย่นระยะเวลาให้สั้นลง หนึ่งชั่วยามขี่ม้าวิ่งมาได้แปดสิบลี้ ระหว่างปล่อยให้อาชาตัวเก่งได้พัก สองคนก็กินข้าวบ้าง หมอเหยานั่งบนเก้าอี้ ทอดกายเอนลงโต๊ะเบื้องหน้า “โอ้ย เมื่อยเหลือเกิน ขอข้าวสามชามมิเช่นนั้นข้าจะตาย..”  นางบอกเสียงอ้อยอิ่งเอื่อย ๆ เสมือนคนหมดแรงไปแล้ว

    “กินขนาดนี้ หมูชัด ๆ”  

    “เชิญเจ้าว่าไปเถอะข้าไม่สน”

    เสี่ยวเอ้อร์วางชามข้าวลงสามชาม ไม่ทันได้มองให้ชัดหมอเหยาก็คีบข้าวเข้าปากอย่างว่องไว เวลาเช่นนี้ไม่รีบกินใหเอิ่มมีหิวตามหลังแน่

   หมดไปสองชามเท่านั้น สุรเสียงจากด้านหลังถือกระดาษแผ่นใหญ่มากาง พลางป่าวประกาศดังก้อง

    “นี่คือรูปหน้าคนที่ทางการประกาศตามหา มีชื่อว่าอาเหยา ใครพบเห็นแจ้งทางการด่วน”

    พรึ่บ!  เสี่ยวเอ้อร์ชี้มือมาที่โต๊ะตัวหนึ่ง ความซวยพุ่งมาถึงที่ จื่อถงรีบคว้ามือนางวิ่งไปที่ม้ามันที

    “อย่าหนีนะ!”   ทหารนายหนึ่งร้องขึ้น

    “ถ้าไม่หนีไม่มาถึงนี่หรอก” จื่อถงกล่าวยียวนก่อนควบม้าหนี มือปราบวิ่งวุ่นตามตัว ควบม้าพร้อมอาวุธในมือนับสิบนาย

   “ข้ายังกินข้าวไม่อื่ม”  ซีเหยาบ่น

    “ไปกินในคุกไหมล่ะ”  จื่อถงประชดขณะทะยานม้าไม่ลืมหูลืมตา

    “ไปพร้อมเจ้าสิ…”

    “ดูดอากาศกินไปพลาง ๆ ก่อนสิ”

    “ตัวบ้าอะไรกินอากาศได้”

    “พูดมากกอดให้แน่น ๆ”   จื่อถงบอกคนอยู่ด้านหลัง

    “ข้าอยู่ด้านหลังแล้วเวียนหัวนี่”  ซีเหยาท้วง

    “อยู่ด้านหน้าเกะกะ”

    ซีเหยาได้แค่ร้องเฮอะในใจ วิงเวียนจนจะขาดใจ ซุกหน้าเข้าแผ่นหลังจื่อถง  ความเร็วชะลอลงและหยุดชะงักไป ซีเหยาเงยหน้าขึ้นมองด้านหน้าว่ามีอันใดแปลก รอบข้างพวกเขากลับมีทหารและมือปราบประจำเมืองเล็งเกาทัณฑ์ตรงมายังพวกเขา ต่างพากันขี่ม้าล้อมตัวปิดกันหนทางมิให้ออก  

    “แม่นาง ส่งตัวหมอเหยาคืนมาแล้วเราจะปล่อยเจ้า”  มือปราบประจำเมืองกล่าว

    “ข้าทำอะไรผิดเนี่ย”  เหนื่อยทั้งกายทั้งใจ นางซุกหน้าลงแผ่นหลังจื่อถง

    “เจ้าไม่ผิด มันแค่สงสัย แล้วก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ นั่นแหละเทียนเกากับเจวี้ยนจวี๋ล่ะ ไม่อ่อนข้อให้หนึ่งครั้งก็จะคั้นให้ตาย”  จื่อถงบอกนางแล้วสนใจมือปราบแทน “ถ้าข้าไม่ส่งให้ นับว่ามีความผิดหรือ?”

    มือปราบตอบนํ้าเสียงเข้ม  “ใช่”

    “เช่นนั้น อยากจับก็เข้ามาจับสิ”  จื่ออ๋องกล่าวยิ้มเบา

   ...อ้าวเฮ้ย!  ไหนจะมาทิ้งข้าอีกเล่า!....   จื่ออ๋อง คำไหนเชื่อได้คำไหนควรเชื่อกัน บอกว่าหมอเหยาไม่ผิดแล้วจะให้พวกมันเอาตัวไปหรือ ควรเชื่ออันใด ในเมื่อมีแผนก็ไม่บอก ครั้งก่อนมือถูกพิษจึงไม่ดึงกัน ทำอย่างกันจะทิ้งกันอย่างไรอย่างนั้น แต่สุดท้ายเมื่ออยู่รังโจรกลับไม่ละทิ้งหมอเหยาไว้ ไม่เข้าใจ ความคิดช่างวกวนนัก  เมื่อคิดไม่ตก จื่อถงกล่าวปลอดโปร่งสั้น ๆ  “ทหารน้อยกับแม่ทัพ มันต่างกันอยู่แล้ว”

จากนี้ไรท์มิจะเพิ่มจำนวนหน้าให้ได้10หน้าเพื่อจะได้อ่านอิ่มกันนะคะ แต่...  ต่อหนึ่งตอนอาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นไป3-4วัน 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha