ลดราคา(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 34 : หมากป่วย


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

         34

        


        อีกในไม่กี่วันจะถึงคราสอบรอบใหม่ ตำราหนาเตอะวางซ้อนกันทับถมอย่างไม่เป็นระเบียบ กระดาษหลายใบถูกขยำจนป่นปี้ เลอะเทอะเต็มห้อง เวลาอันน้อยนิดกระชั้นชิดเข้ามาทุกที ปลายนิ้วอันนุ่มนวลเคยสนเข็ม  บัดนี้จับพู่กันมั่นคง ตวัดดูอ่อนช้อยและดีขึ้นบ้าง อีกสี่สิบห้าวัน การสอบรอบนี้จะคัดหมอเข้าวังหลวง หนึ่งปีคัดสองรอบ คนเคยสอบแต่ไม่ติดมีโอกาสติด และหากไม่ติด ก็จะได้แสดงถึงการเป็นหมออย่างเต็มภาคภูมิ

      จากเคยคัดเลือกหนก่อน ถูกแยกย้ายไปตามเมืองต่างๆ ผ่านและไม่ผ่านไม่สำคัญ จะอยู่ในวังได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ฝีมือ

      ตำราแพทย์อ่านผ่านตานับหลายสิบรอบ เร่งจำให้ขึ้นใจฝังใส่สมอง

        จางอี้เทาส่งตำราสำคัญให้อ่าน

       จื่อถงกลับเข้าวังแล้วเพื่อหยิบกฏของวังหลวงในส่วนของสตรีมาให้อ่าน แต่บอกว่าเช่นนั้นป่านนี้ยังไม่กลับมา

        หวังหยางสือใช้เวลาว่างช่วงที่นางกำลังดื่มกินให้ฟังเพื่อมิให้รบกวนสมาธิยามเคร่งเรื่องสอบ เท้าความมาว่าเหล่าเพื่อนพ้องที่ไป ถูกแยกย้ายออกหลายส่วน บางคนไปตำหนักใน ตำหนักนอก แต่ยังมิมีใครขึ้นขั้นขุนนางขั้นเก้าแม้แต่คนเดียว ถึงตัวหวังหยางสือยังเป็นได้เพียงลูกมือหมอหลวงขั้นแปด จำเป็นต้องบ่มเพาะความรู้ให้แน่นหนา

        จ้าวจื่อถงส่งหนังสือผ่านอาชูมาเล่มหนึ่ง เป็นฝึกข้อปฏิบัติควรกระทำและมิควรกระทำมาให้อ่าน ข้อห้ามหลายข้อ ล้วนแต่เป็นนิสัยนางทั้งนั้น ฝ่ามือเรียวยกลูบหน้าผากในห้องลำพัง อ่านกฏบังคับข้อห้ามที่ล้วนแต่จะดัดนิสัยนางทั้งสิ้น

       “ห้ามกินของที่จะทำให้ผายลม อันนี้ไม่นับ ข้าไม่ทำอยู่แล้ว แต่.. ห้ามก่นด่า ห้ามพูดคำไม่เป็นสริมงคล อย่างเช่น ตาย ฆ่า ห้ามนอนหงาย ถือว่ามิเคราพเทพเจ้า เวลาโมโห ห้ามด่า ถือว่าเป็นเชื้อสายสนทยา จึงต้องควบคุมคำไม่ดีงาม ตำหนิได้ ห้ามตบหน้า เพราะการตบหน้าถือว่าไม่ให้เกียรติ นับว่าชนชั้นสูงมิควรกระทำ” นางแหงนหน้าแลเพดาน นึกลอยออกไปถึงวังหลวง ห้ามตบตีย่อมดีแต่ ตบมิได้ “ต่อยได้ใช่ไหม?”

     กลับสู่ภวังค์ครุ่นคิดหนักหน่วง ซีเหยาคลึงขมับแก้ปวดหัว ยากที่สุดคือปาก สิ่งที่ห้ามพูดทั้งการนอนมันเป็นนิสัยตั้งต้นของนางเชียวนะ จะปรับเปลี่ยนตอนนี้จะทันหรือ แล้วยิ่งเวลานอน หากเผลอนอนหงายท้องล่ะ ใครมันจะควบคุมการนอนตนเองได้ขนาดนั้น ครุ่นคิดไม่ตก เดินวกวนในห้องมันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เหมือนถูกดัดนิสัยอย่างนั้นเลย แต่ซีเหยาเป็นคนรั้น พบข้อห้ามอย่างนั้นไม่อาจทำได้หมด คำหนึ่งผุดมาในหัว บุตรสาวกรมอาญา หากบิดามารดาไม่ตายจาก นางคงถูกขัดเกลาให้ทำกิริยาอย่างนั้นได้จริงๆ

        “เปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยนได้ แต่เปลี่ยนนิสัยมันยาก”  บ่นงึมงำลำพัง นั่งเท้าคางทอดมองหนังสือข้อห้าม ตัวอย่างแค่ส่วนหนึ่ง เหมือนกับยกหินภูเขามาให้แบก

       “ยากอย่างไรก็ต้องทำมิให้เสียชื่อบิดาเจ้า” เสียงอี้เทาแทรกเข้ามาในความคิด พอดีได้โอกาสออกวัง มาเคี่ยวกรำนางจนกว่าจะถึงวันสอบ รับฟังคำบ่นกระปอดกระแปดเป็นต้องเตือน

       ซีเหยารีบลุกขึ้น ประคองมือคาราวะอาจารย์ แต่อี้เทาส่ายหน้า วางมือบนบ่าแล้วเตือนอีก “การกระทำครั้งนี้ก็ด้วยจะลุกต้องช้าๆ เจ้าแก่นแก้ว แต่ต้องแก่นอย่างงดงามบ้าง บุตรเจ้ากรมอาญา จะต้องสง่า ท่านอาคงจะสอนแต่วิชาแพทย์ลืมสอนกิริยา ผิดที่ข้าควรให้เจ้าเป็นหญิงตั้งแต่มาที่นี่” อี้เทาบ่นให้ มันคนนี้ต้องสอนใหม่ สอนให้ดีในสี่สิบห้าวัน

         “ลุกช้าจะทันกินหรืออาจารย์”  ครั้นอี้เทามองขึงดุ ซีเหยาหงอยลงทันใด ถูกดุมาตลอด แต่มิอาจเถียงกลับเหมือนจางเชียนหยวน กล่าวถึงรายนั้นทำตัวอย่างกับเด็ก



        หมอหลวงเดินกึ่งวิ่ง เข้าออกจวนจื่อถงไม่เว้นว่าง จนหลับตาเดินยังมาถูก ในเมื่อองค์ชายหกประชวร ถูกพิษซํ้าแล้วซํ้าเล่า แพทย์หลวงบอกมีพิษปะปนในอาหารนํ้าดื่ม มันมาเจือจางแต่ร้ายแรง กินดื่มพิษชนิดนี้เข้าไปบ่อยอาการยิ่งไม่ดี

      คนรับตำแหน่งองค์ชายกำมะลอเหมือนถูกสวรรค์แกล้ง จะว่าสวรรค์ก็ไม่ถูก ต้องเป็นจื่อถงคนนี้ต่างหาก ให้มาแอบอ้างว่าเป็นองค์ชาย ยอมก็เกือบตาย ไม่ยอมก็จะตาย ผู้เดินหมากเลิศลํ้าอย่างตงเฉิน ต้องมารับเคราะห์แทนจ้าวจื่อถงซํ้าแล้วซํ้าเล่า

        ปากคลํ้าดำแห้งผากแตกเป็นรอยระแหง ใบหน้ากลับเหลืองซีด ยกมือแต่ละทีสั่นจนทั่วตัว มันยกมือจับแขนจื่อถง ด้วยสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจ “ได้โปรดเถิดองค์ชายหก ท่านปล่อยข้ากลับบ้านด้วย ให้ข้ากลับ ตอนที่ข้ายังมีชีวิต”

        “กลับไม่ได้ อยู่ก็ตาย ไปก็ตาย จะอยู่ที่นี่ หรือจะไปแล้วตาย” จื่อถงบอกมันอย่างเฉื่อยชา กลายเป็นคนไม่รู้ถูกรู้ผิดต่อผู้อื่น แต่แท้จริงแล้วจิตใจกำลังบ่มเพาะความเคียดแค้นไว้ก้อนใหญ่ รอเวลามันจะเผยตัวเท่านั้น แต่เรื่องอาหารการกิน จับตัวไม่ได้ไล่ไม่ทัน หาคนผิดลำบากยิ่ง แล้วหากยังใช้อาหารในวังอยู่ มีแต่จะเป็นเถ้ากระดูก แต่มันเจือปนในอาหารแน่หรือ สิ่งหนึ่งเป็นคำถามผุดมาในสมอง กินอยู่ใช่ว่าอาชูจะไม่กินสิ่งเหลือจากตงเฉินแต่อาชูไฉนไยมิได้มาป่วยไข้ตามกัน  นึกแผนป้องกันก็หันไปหาอาชูที่ยืนอยู่ข้างกาย “เจี้ยนฮั่วรับคำสั่ง”

       “ขอรับ” อาชูรีบกระตือรือร้นรับคำอย่างมุ่งมั่น

       “อาหารที่ห้องเครื่องส่งมา ยังหาตัวคนผิดไม่ได้ ลงทัณฑ์ไปก็ไม่ดีกับคนบริสุทธิ์ แต่มันจะใจดีไปก็ไม่ได้การ ต่อไป ห้องเครื่องส่งอาหารมาให้รับไว้ ทำตัวปกติ แล้วต่อไปนี้เจ้าเป็นคนป้อนมัน ข้าว่า พิษที่ได้ไม่ใช่อยู่ในอาหารและนํ้า”

       “ที่ใดเล่าขอรับ.. หรือจะอยู่ในภาชนะ อย่างนั้นไตร่สวนที่..”

        “ไม่ใช่..” อาชูคาดเดาไม่จบคำจื่อถงเอ่ยดักก่อน ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งวางลงบนหลังมือตงเฉิน อ๋องจื่อจับมือมันยกขึ้นมาโดยมีผ้าปกปิด “มือมันสั่นแล้วบอกหมอว่าชา ถึงจะบอกว่าพิษน่าจะอยู่ในอาหารแต่มันไม่ใช่ อาการนี้ซีเหยารู้ดี แต่ไปกวนการอ่านหนังสือตอนนี้ไม่ได้ เราต้องจัดการด้วยตัวเอง เสียแต่หอตำราดูจะเอิกเริกด้วยสิ” แววตาเฉียบคมเอ่ยไม่ละสายตาจากมือตงเฉิน มันอ่อนแรงและเพลีย หายใจลำบากยิ่ง การอนุมานของอ๋องน้อยดูเฉียบคม ในอกอาชูครุ่นคิดขึ้นว่า หากเทียบกับเทียนเกา อ๋องจื่อผู้นี้เหนือกว่าเป็นไหนๆ แต่ไฉนใจมันถึงตื่นเต้นทุกครั้งที่นายมันเป็นการเป็นงาน หรือเพราะมันไม่เคยเห็นมาก่อน ..ท่านอ๋องไม่เกเรแล้ว...

       “ทุกอย่างที่จะเข้าปากตงเฉิน เจ้าต้องรับผิดชอบส่งเข้าปากมันเอง ตอนนี้ข้าจะไปเฮฮาที่หอคณิกาหน่อย เจ้าดูแลมันด้วยนะ”

      สั่งจบประโยคทิ้งท้ายถึงจุดหมาย แล้วก็ละหลังไป ทิ้งทั้งสองไว้เป็นการชั่วคราว

       “คนหนึ่งจะตายท่านยังจะเที่ยวกับหญิงหรือขอรับ” อาชูตำหนิเข้าให้

      แต่จื่อถงหยุดฟังแต่หาใส่ใจไม่ กลับยิ้มตอบอย่างปลอดโปร่ง “เขาป่วย แต่ข้าสบายดี ไยต้องไปป่วยตาม จริงหรือไม่ เฮ้อ..” จื่อถงสะบัดพักเป่าลมส่ายหน้าช้าๆ “ชีวิตคนหนอช่างแสนสั้น ข้าจะหาสนุกใส่ตัวแล้วกัน จะอย่างไรก็ช่างพวกเจ้า ในเมื่อมีหมอหลวง ข้าเองมิใช่หมอ เป็นอ๋องผู้เกรียงไกรในการสำเริงรมย์เท่านั้น”

      ให้หลังเดินจากไปจริง อาชูนํ้าตาเจียนจะเล็ดร่วง ..ให้ข้าน้อยชมท่านสมใจสักครั้งเถอะขอรับ...

       จื่อถงเดินมาตามถนน ครุ่นคิดมาเรื่อย พลาดแต่แรกที่ละวางเกินไปจึงเกิดเหตุพลาดเช่นนี้ แต่ที่แน่ๆรู้ดีแล้วว่าคนร้ายในสิบสามปีก่อนยังอยู่  และยังสบายดี

       คิดเรื่อยเปื่อยจนรอบด้านแล้ว ใช้เวลามาถึงโรงเรียนแพทย์ไม่นาน หวังหยางสือเป็นผู้มาเปิดประตูให้ ตะลึงใจอยู่ไม่น้อยท่านอ๋องหอบผ้ากลับจวนได้เจ็ดวันไม่ได้แวะเวียนกลับมา นึกว่าจะเข็ดหลาบกับยาอาเหยามันแล้ว ถึงจะพำนักอยู่ที่นี่ตั้งหนึ่งเดือน ดื่มยาทุกวัน แม้แต่มันยังผะอืดผะอมตาม แต่ยังเคี่ยวเข็ญให้อาเหยาเขียนหนังสือให้สวย วันนี้มาขออ่านตำราแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพร ทั้งพิษและแก้พิษ เรื่องยาจื่อถงไม่ได้ห่วงอันใด เพราะหมอหลวงก็จัดยาให้ แต่อาการพิษนี้มันสามารถได้รับทางร่างกายประเภทไหนบ้าง

        เดินมาห้องชั้นล่าง ด้านในกว้างขวาง หยางสือจัดการจุดตะเกียงให้และแนะนำถึงชั้นหนังสือ มันถูกจัดไว้เป็นหมวดหมู่ หมอหยางชี้บอกท่านอ๋อง “ชั้นริมหน้าต่างเป็นตำราชนิดเกี่ยวกับวิธีสมานแผลและโรคในอวัยวะภายใน ส่วนริมผนังใน บอกถึงสมุนไพรทั้งพิษและแก้พิษตามที่ท่านอยากทราบ”

       “ขอบใจเจ้า ไปพักเถอะ ข้าอยากอยู่เงียบๆ” หยางสือค้อมกายเล็กน้อยเชิงพยักหน้ารับ แล้วล่าถอยออกไป

       เดินมาถึงชั้นสองก็บ่นในใจ งงงวยกับจื่ออ๋อง   ...มิได้ถามหาอาเหยาแต่อย่างใด กลับอยากรู้เรื่องตำราแพทย์ ก็เข้าใจส่วนหนึ่งว่าท่านอ๋องคงมิอยากรบกวน  เพราะอาเหยาจะสอบ แต่คนที่มีข่าวไม่ดีมีหรือจะหาประโยชน์ทำ...

       “ใครมายามดึกดื่น” ซีเหยาท้วงถาม ก่อนหน้านี้นางได้ยินเสียงเคาะที่ประตูใหญ่

       หวังหยางสือปรี่เขาหา วางกายลงนั่งตรงข้ามโต๊ะที่เต็มพะเนินไปด้วยหนังสือ ทั้งกฏในวัง ชายหนุ่มเบิกตาโตระคนประหลาดใจ กล่าวด้วยความคิดของตนเองว่า “ท่านอ๋องมา เห็นบอกว่าขออ่านตำราสมุนไพร แต่แปลกนะ ปกติที่อยู่ที่นี่เห็นแต่ท่านอ๋องก่อกวนเจ้า มาคราวนี้ไม่ถามถึงและสนแต่หนังสือตำรา ข้าว่า เขาเกลียดเจ้าแน่ ๆ นอน”

       ซีเหยาเหยียดยิ้ม มองลงหนังสือ ในหัวอกสงสัยถึงตำราที่เขาหาอ่านมากกว่าคิดว่าจื่อถงจะมาเกลียด คิดแล้วก็ละวางเฉย ทำเมินต่อคำกล่าวหาของคนคาดเดา “จะเกลียดหรือจะชอบแล้วแต่เขา ดึกแล้ว ข้าจะอ่านหนังสือ ไปนอนเถอะ”

       “นั่นก็อยากอยู่เงียบ ๆ แล้วก็ไล่ข้ามานอน เจ้าก็เป็นไปอีกคน เข้าใจอยู่หรอกว่ากำลังจะสอบเข้าวัง สนใจข้าบ้างสิ น้อยใจเป็นนะ โดนแต่คนไล่ เห็นข้าน่ารำคาญหรือไร”  หยางสือเบ้ปากทำงอน คิ้วขมวดยกน้อยๆดูหงอยเหงา

       คนตรงข้ามอ้าปากค้าง พี่ชายมันคนนี้พูดมากจริงๆด้วย เคยพบจื่อถงผู้ก่อกวน แต่ไม่พูดมากอย่างหยางสือ แต่กระนั้นซีเหยาก็นับว่าเป็นพี่ชายคนหนึ่ง “โถ่ๆ ท่านพี่ชายของข้าน้อย งอนเหมือนเด็กเลย ข้าเพียงอยากให้ท่านพักผ่อน พรุ่งนี้ต้องรวมตัวกันกับหมอหลวงท่านอื่นประชุมถึงเรื่องสำคัญมิใช่หรือ ควรจะเข้านอนให้หัวปลอดโปร่ง มิใช่หรือ”          

     “เออ นอนก็ได้”


      ...เรื่องสำคัญที่หยางสือว่ามา หรือเกี่ยวกับจื่อถงที่มาหาตำราในวันนี้ ในวังก็มีสำนักหมอหลวงอยู่ ที่มาที่นี่ เพราะไม่อยากให้ใครรู้ด้วยหรือไม่…  ซีเหยาเก็บตำราที่ทับซ้อนให้เข้าที่ หาถึงตำราสมุนไพรอีกเล่มที่น่าจะติดมือมาด้วย จัดเข้าที่ดีแล้วมาพบว่าติดมือมาจริง นางรีบลงไปด้านล่างให้เบาเท้าที่สุด

       สอดส่องเข้าในห้องหนังสือ ก็พบบุรุษรูปงามนั่งอยู่

       ...ไม่ใช่เวลามาเชยชม…

      ละทิ้งความหลงใหลชั่ววูบแล้วเข้าไปหา และวางตำราสมุนไพรเล่มหนึ่งให้ “พอดีศิษย์พี่เล่าให้ฟังว่าท่านมาหาตำราสมุนไพร คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะมีการประชุมหมอหลวงในวันพรุ่งนี้”

       “ชู่---” จื่อถงจรดนิ้วชี้ประทับริมฝีปากตนเอง สายตาไม่วางใจมองทอดออกไปหน้าประตู จากนั้นเดินลิ่วไปปิดและลงกลอนอย่างสนิท จื่อถงกลับมานั่งที่เดิมข้างซีเหยา เล่าให้อย่างเบา “พอดีหมากข้าป่วย มีพิษที่เข้าทางเข้าทางผิวหนังแล้วมีอาการเหมือนโดนพิษทางการกินหรือไม่”

     ครุ่นนึกอยู่อึดหนึ่ง หวนนึกภาพตำราสมุนไพร เปรียบเทียบถึงบางสิ่งที่อ้างอิงด้วยอักษรมิได้ “มีหลายชนิด แต่ผลมันออกมาคล้ายกันไม่ใช่ทั้งหมด เจ้าสงสัยเท่านั้นหรือ”

      “มากกว่าเท่านั้น  ตีความได้หลายมุม มีคนวางยาองค์ชายหก” ซีเหยารีบจับแขนจื่อถงมาแล้วจับชีพจร ทว่าอ๋องน้อยผลักหน้าผากซีเหยาหยอกเย้า “ไม่ใช่ข้า องค์-ชาย-หก มิใช่องค์รัชทายาทอย่างข้า เขามีอาการตัวอ่อนเพลีย ปากมีสีดำคลํ้าออกม่วง มือมีรอยแห้งกร้านและมีสีเขียวประหลาด หรือพิษที่เขาได้จะได้มาจากการสัมผัสจากที่ไหนสักแห่งแล้วรับพิษมา”

       ซีเหยาเงียบฟังไม่นาน ตำราเล่มหนึ่งอยู่แถบชั้นกลางของชั้นวางนำมาเปิดออก ปลายนิ้วเรียวชี้ลงให้จื่อถงดู “มันเป็นพิษก็ใช่ ขึ้นว่าเรื่องพิษนี้ จะเข้าทางไหนก็อันตราย พิษถูกแบ่งเป็นสามประเภท กิน ผิวหนัง และลมหายใจผลที่ออกมาไม่เหมือนกัน มีไม่กี่ชนิดที่คล้ายกัน แต่กินไป ไม่ว่าจะเป็นประเถทไหนถึงชีวิตได้ แต่ที่เจ้าเล่ามาคือ มือที่แห้งกร้าน พิษนี้เป็นชนิดกิน แล้วผ่านด้วยฝ่ามือสู่ปาก ถ้าเป็นพิษทางผิวหนังโดยตรงจากเปื่อยดำไม่เขียวคล้ายห้อเลือด ไม่ก็ซีดไปเลยคล้ายเลือดไม่เดิน ถูกแล้วจื่อถง ฝ่ามือองค์ชายผู้นั้น ต้องไปโดนอะไรมา และถึงจะล้างมือใช่ว่าพิษจะออกหมด ดูจากฝ่ามือที่เล่ามาคือการสั่งสมมานานนับเดือน และต้องจับมันทุกวัน แล้วอะไรคือสิ่งที่เขาจับทุกวัน เพียงคนเดียวด้วยนะ”

        “ต้องกลับไปถามก่อน” ได้บทสรุปของพิษที่เหลือก็สืบความหา หากเป็นพิษที่เข้าทางปาก มันคงมิใช่ทางห้องเครื่องแล้ว เพราะหลังจากการกิน อาชูก็จะกินต่อ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่า หากหาสิ่งที่หยิบจับทุกวันได้จะจำกัดวงคนร้ายได้แคบลงและพบเร็วขึ้น

       “ใช้ความคิดทีไรหิวข้าวทุกที” ซีเหยาลูบท้องตนเองแผ่ว ทำท่าเหมือนหิว

      “ดึกขนาดนี้ยังกิน กำลังเข้าวังจะมากินดึกๆไม่ได้นะ” จื่อถงลอบยิ้มแล้วอาสาไปหยิบของกินในครัวให้ แต่พอถึงตู้เก็บอาหารกลับมีแต่ของแห้ง จะเหลืออยู่ก็มีแต่ถังหูลู่ หยิบขึ้นมองมันประหลาดใจเอาโข

      ถังหูลู่หลุดหายจากมือ ไปอยู่ที่ปากซีเหยาเป็นที่เรียบร้อย รีบเคี้ยวหยุบหยับแก้มป่องไปทั้งสองข้าง ตากลมโตคล้ายพึงพอใจต่ออาหารชิ้นนี้มากล้น จื่อถงขมวดคิ้วมุ่น มองนางกินไม่หยุดปาก แต่นี้มันดึกแล้ว ยังเป็นของหวานอีก มันจะดีหรือ “โดนโบยไม่ก็ทำโทษอย่างแน่นอน”

      มิใช่คำขู่ ถึงจะตักเตือนไปหลายหนใช่ว่าจะทำไม่ได้ นางเองก็รู้และศึกษามาอย่างดีแล้วว่าข้อห้ามคืออะไร แต่..  “อาจารย์ก็ห้ามเจ้าก็ว่า ข้ารู้ว่าในวังห้ามอะไรมากมาย ก่อนข้าจะเข้าไป จะไว้อาลัยกับของกินไม่ได้หรือ” ถึงจะใกล้เคียงกับบ่นให้เตือนก็ไม่เชิง มันยังจะโหยหาของกินอยู่ดี “ข้าไม่รู้ว่าวันไหนจะอดหรือจะได้กินนี่นา”

     “รู้แล้วๆ อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิ”  มือเรียวยาวสะอาดสะอ้านลูบไล้ผ่านเส้นผมนางอย่างถนอม ยิ่งดูสลดหดใจลงยิ่งน่าสงสารใหญ่ เข้าใจดีว่าเคยอด จึงยอมนางสักครา

      “ใครร้อง แค่เสียใจจะไม่ได้กินถังหูลู่ หาได้แต่ในตลาดนอกวังนี่นา”  ซีเหยาเคี้ยวแก้มโต พลันยกนิ้วชี้ไปทางประตูใหญ่ “หมดธุระแล้วกลับไปเลย เดี๋ยวองค์ชายกำมะลอเจ้าจะตายเอา”

       นึกได้อารมณ์จื่อถงแปรเปลี่ยนไปง่ายดาย ครั้นกลับมาทบทวนมันก็จริงอย่างนางว่า ขืนปล่อยเอาไว้ไม่เร่งสืบหามีแต่จะให้คนตายโดยสูญเปล่า  ขบคิดก็แลมายังซีเหยา จากนั้นปลายนิ้วเรียวยาวที่สัมผัมอยู่เส้นผมสีดำเงา มันรวบเกล้าครึ่งหนึ่งผูกผ้าขาวราวบุรุษ

      จื่อถงค่อยไล้ลูบลงอย่างเชื่องช้าจนถึงปลาย “จากนี้จนเข้าวังจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว เอาไว้เข้าวัง ได้ทุกอย่างสมใจเจ้าคืนยศให้บิดาแล้ว ข้าจะทูลกับจักรพรรดิเรื่องแต่งเจ้า อยู่ที่ป่าคราวก่อนเราเร่งรัดเกินไป ลืมนึกว่าเจ้ายังไม่พร้อม ถึงสำหรับข้าไม่เคยจะสนใจเรื่องอย่างนั้นก็ตาม”

      นางกระทำอย่างบุรุษ เหยียดยิ้มเลิดคิ้วสูงตบบ่าสองสามทีเชิงปลอบใจ “ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ได้แต่งกับผีที่ไหน ผีองค์ชายหกเชียวนะยังเป็นถึงองค์รัชทายาท ข้าต้องอยู่ให้เท่าเจ้า”

       รอยยิ้มยกขึ้น กล่าวกระแทกว่า “คำพูดเจ้ามันเสมอข้าแล้วกระมัง”

       อำลาจบ  อ๋องจื่อก็มาหยุดที่ประตูทางออก ผ่านไปบนถนนอันเงียบสงัด มีแสงตะเกียงจุดตามหน้าบ้านร้านค้า ทว่าเงาตะคุ่มซุ่มอยู่ห่างออกไป ดูอย่างไรก็มีคนตาม บุรุษหนุ่มย้อนกลับเข้าด้าน กลับไปหาคนที่ยังเอาแต่กิน

       “เลิกกินแล้วช่วยข้า เปิดประตูทางหลังให้ทีมีคนตามมาตั้งแต่จวนแน่”

       “ประตู?” นางนึกได้ว่าหนีไปคราวก่อนทางการสั่ง “ปิดตายไปแล้ว” ซีเหยาชี้ไปบนชั้นสอง “ปีนหน้าต่างแล้วออกไปสิวรยุทธ์ก็มีนี่”

       “ไม่เอา ขืนพลาดตกคอหักตายทำอย่างไร แล้วขืนไม่ตายแต่เสียโฉมเล่า” ตามนิสัย อ๋องจื่อควักพัดพกมาคลี่สะบัดอย่างองอาจร้อนอกร้อนใจยิ่ง

          แต่นางนึกหมั้นไส้นัก ท่าทีผยองนี่มันก็แก้มิได้ใช่หรือไม่ “สู้กับโจรจนพ่ายต่อฝีมือขนาดนั้น จะเสียก็เสียไปสิห่วงอะไรกับรูปโฉม”

      “เกิดข้าไม่งามแล้วเจ้าต้องหาสามีใหม่สิ ใครจะให้เป็นอย่างนั้น ข้าไม่ยอมโดนทิ้งเป็นแน่” ยิ่งนึกยิ่งขุ่นใจ กระพือพัดรัวเป็นการใหญ่

      “ไม่ทิ้งหรอกน่า ถ้าจะมาห่วงแต่เรื่องอย่างนั้นข้าจะแต่งกับเจ้าไปทำไม ข้าไม่ได้รักใครเพราะหน้าตาเสียหน่อย”

       อึงมี่ทั้งคนพูดและคนฟัง ซีเหยาตะหงิดใจนางพูดอะไรไปหรือไม่ ครั้นแลลงขนม ก็ล้วนประหลาดใจ มันใส่ยาอะไรไว้นางถึงกล้าเอ่ยสิ่งที่นึกไม่ถึงอย่างนี้

      อ๋องจื่อยิ้มระรื่นดูชื่นบานกว่าเก่า พลางอ้าแขนกว้างจะเข้ากอดคนปากหวานได้ดึงมากอดสมใจความซนต่อสตรี เริ่มรุกเข้ากาย มือไม้พัลวัน “ไม่อยากแล้ว”

       “เวลาเป็นงานก็เป็นให้ถึงที่สุดสิ อีกอย่าง อายคนนอนอยู่ด้านบนบ้าง ข้าจะแต่งหญิงไปส่งเจ้า ที่เหลือหาทางจับตัวคนสะกดรอยเอา” จะหันหลังขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า ชายผ้ามีคนรั้ง ไม่พอสัพยอกได้น่าโมโห “ข้าเปลี่ยนให้”

      “ไม่ต้อง”


       รออยู่ครู่ซีเหยาก็ลงมา ชุดสีขาวผ้าโปร่งคลุมทับด้านนอก ยาวกรอมระพื้น จำได้ในวันที่ซีเหยาปีนหลังคาจวน คงจะเป็นการไปสะดุดชายกระโปรงตนเองเข้า ถึงได้ทำมันเป็นรูใหญ่แต่คืนนี้เวลานางสวมสีขาวอย่างเขา มันช่วยให้สายตา “มองอะไร”  นางถามโดยไม่มองหน้า

       “สวย”

      ได้ยินคำเยินยออย่างไม่เคยได้ยิน นางขวยเขินจวนจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ยกมือผลักหน้าจื่อถงเบาๆไปหนหนึ่ง พลันก้าวถึงประตูใหญ่ก่อนแล้วเปิดส่ง “เดินทางระวังด้วยนะเจ้าค่ะท่านอ๋องดึกแล้วข้าน้อยเป็นห่วง ว่างๆแวะมาอีกนะเจ้าคะ บอกผ่านอาเหยามันก็ได้”

       หวานหูและขัดใจ ตกลงนางจะกล่าวส่งด้วยความจริงหรือแสร้งทำ จื่อถงยื่นมือจับแก้ม ประคองหน้าให้เชิด รับจุมพิตประทับอย่างนุ่มนวล ...รสชาติถังหูลู่หวานถึงเพียงนี้ จะผละได้หรือ…  ความอุ่นสอดเข้าลํ้าภายใน หารสชาติถังหูลู่ที่ติดอยู่ปลายลิ้นซีเหยา ในอกจื่ออ๋องคิดหนักขึ้นจำใจรีบดึงตัวเองออก พยายามดึงตัวเองออกจากปากอันหอมหวานของนาง เมื่อครู่นี้นางมีแว่วเสียงของหญิงสาวที่อ่อนน้อม ฟังแล้วปวดใจพิกล “เจ้า แกล้งพูดหรือพูดจริง”

      “จริงส่วนแรก ไม่จริงส่วนหลัง ไปเถอะ เอาไว้พบกันที่วังหลวง”

      หลงเหลือแต่รอยยิ้ม แต่มันกลับเติมเต็มไม่ลดไปหลายวัน จากนี้จะเริ่มเสาะหาความจริง ก่อนที่นางจะเข้าวังต้องขจัดคนอันตรายไปให้สิ้น จะเป็นคนเดียวกันกับคนลอบสังหารเขาและพระมารดาหรือไม่ ครานี้จะได้รู้กัน เดินห่างจากโรงเรียนแพทย์ไป มันที่แอบซุ่มก็ก้าวตามจื่อถงทันที

     







      

       


       

         


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha