ลดราคา(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 41 : เข้าแทรก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

40


       จ้าวจื่อหานเรียกบุตรสาวบุญธรรมเข้าไปพบ ในจวนที่พำนัก สนทนาอยู่กันสองคน

       หลังจากเกิดเหตุการณ์องค์รัชทายาทจำแลงเป็นอ๋อง ก่อความอำมหิตต่อหน้าให้เห็น จึงใคร่คิดอย่างถี่ถ้วน กลับมาคุยกับจ้าวสุนหาความหมายการกระทำครั้งนั้น

        จื่อถงที่เคยพบเห็น บัดนี้แตกต่างไปจากเดิม หยั่งไม่ถึงไปอีกขั้น เขาคือคนที่หาความสุขใส่ตน เรื่องคนอื่นไม่สนใจจะมาใฝ่รู้แต่ทำถึงขั้นตัดมือคนร้ายที่กล้าบีบคือหมอหญิงคนนั้น มันไม่สามัญแล้ว

       เกิดรักชอบกับจางซีเหยา ก็มิอาจจะให้นางเป็นชายาของอ๋องได้ ต่อให้อยู่ในฐานะองค์ชายรัชทายาทยิ่งแล้วใหญ่ ความรักชอบนั้นมันต้องเชื่อมต่อกันฐานันดรฝ่ายหญิงสาวด้วย ซีเหยาเป็นเด็กกำพร้า สืบหาต้นตอเครือญาติมิได้ อยู่กับจางเชียนหยวนมาแต่เยาว์ บิดามารดาเป็นอย่างไรไม่รู้ทราบ เท่าที่สืบมามีมูลเพียงแค่นี้ มันไม่เหมาะสมกัน

      จินอิ๋งเป็นผู้เพียบพร้อม และเป็นหญิงสาวในการอนุมานของจื่อหานว่าจะเป็นบุตรสาวตระกูลหลิน นางมีแววตาอ่อนโยนเสมอ เรียบร้อยและงดงามทั้งกิริยามารยาท ตระกูลหลินย่อมไม่ทิ้งลูกไม้ไว้ไกลต้น ต้องเป็นจินอิ๋งแน่นอน แต่จักรพรรดิได้ทรงตรัสให้ฟัง ว่าหมอหญิงคนนั้น มีส่วนพิเศษสำหรับจื่อถงแน่นอน ดูเหมือนจ้าวสุนมิได้ใส่ใจต่อชาติตระกูลนาง ยังแย้มสรวลตรัสต่ออีก ว่านางพาท่องทั่วหล้าตามหาวิธีแก้พิษ เล่าว่ามันปลอมเป็นชาย เรื่องนี้จื่อถงน่าจะรู้ดีที่สุด เพราะพวกเขาอยู่ร่วมกันเป็นแรมเดือน มันต้องรู้ไส้รู้พุงกันบ้าง ซีเหยามิใช่คนมีหัวคือทื่อ แต่กลับทำให้จื่อถงผู้มากเล่ห์พ่ายท่ามาแล้ว

       จ้าวจิ่อหานฟังคำจ้าวสุนมา พอเดาใจความได้ ว่าจักรพรรดิองค์นี้ปลื้มปิติสมองหมอหญิงอยู่ ทบทวนดู เรื่องที่เคยถามไถ่บุตรสาวว่ารักหรือชอบพี่ชายนอกสายเลือดคนนี้อย่างจื่อถงหรือ กิริยาหญิงสาวเริ่มแปรเปลี่ยนเอียงอาย เช่นนั้นแล้ว จะรอการใด ในเมื่อจื่อถงมาพำนักที่จวนแห่งนี้นับเดือน น่าจะสร้างความรักใคร่ให้กันบ้าง แม้ว่าใจจื่อถง จะกํ้ากึ่งว่าให้ความสำคัญกับซีเหยา แต่มันยังไม่เต็มร้อย

      จินอิ๋งนั่งรอคำพูดมานานแล้ว แต่กลับไม่ท้วงติงหรือเปิดประเด็น หากนางมีพฤติกรรมอย่างนี้ เป็นศรีภรรยา เป็นพระชายาขององค์รัชทายาทได้ดีแน่นอน

        แม่ทัพเห็นบุตรสาวรอมานานแล้ว ต้องเอ่ยขึ้นสักคำ “เจ้าน่าจะได้ยินการกระทำสุดจะหยั่งถึงของจื่อถงได้”

       นางพยักหน้าเบา “ได้ทราบมาบ้างค่ะ”

       จื่อหานจึงถามตรง ๆ “เจ้ากลัวเขาหรือไม่”

       “ไม่ค่ะ ไม่มีแม้แต่น้อย ลูกไม่เคยแม้แต่คิด ท่านพี่จื่อถงทำไป ต้องมีเหตุผล”  นางตอบอย่างเชื่อมั้น แววตากระจ่างใส

       จ้าวจื่อหานลังเล จะบอกจินอิ๋งตามตรงดีหรือไม่ ด้วยนิสัยเขาไม่มีแม้จะอ้อมค้อม ต้องชั่งใจนางอีกครัั้ง “หากจื่อถงทำ เพราะมีความรักเอ็นดูหมอหญิงคนนั้นล่ะ”

        นางนิ่งงัน ใจจินอิ๋งกระตุกวูบ แม้จะไม่แสดงทางสีหน้า แต่นางรู้สึกใจหาย และตอบไปด้วยน้อมนบ “นั่นคือใจของท่านพี่จื่อถง จินอิ๋งไม่สามารถบังคับได้ แต่ลูก ย่อมไม่เปลี่ยนแปลง หากท่านพี่เปรียบดั่งปุยเมฆ แล้วลูกคือยอดเขา อย่างไร ต้องถึงเมฆ จริงหรือไม่”

      จื่อหานพยักหน้ารับคำมั่นของบุตรสาว จินอิ๋งมั่นคง ไม่ล่องลอยดั่งปุยเมฆ อย่างนี้แล้ว จื่อถงต่อให้เป็นเมฆจะมีเพียงยอดเขาเท่านั้นที่อยู่ถึง

        จินอิ๋งรักชอบจื่อถง อย่างน้อยฐานะจินอิ๋งอยู่ในการดูแลอย่างแม่ทัพ องค์ชายสองของแคว้นสนทยา การรับอุปการะแล้วสอนนางให้เพียบพร้อม มีข้อนี้เป็นฐาน เช่นนั้นต้องหาคำให้แน่ใจ

       “เมื่อสิบปีก่อน พ่อแม่เจ้าตายอย่างไร” ชั่งใจไยต้องรอ รีบถามให้รู้ชัดเสีย

       จินอิ๋งเศร้าสลดลง แล้วรีบปรับสีหน้ากลับคืน แย้มยิ้มผุดผาด “ท่านพ่อและท่านแม่ ถูกจับไปอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่นานนัก ทหารฝ่ายนั้นก็โห่ร้องกัน” นึกแล้ว ในตอนนั้นจินอิ๋งฟังไม่ได้ศัพท์มาก มีแต่เสียงอึงอลไปหมด เวลานี้ควรจะเข้มแข็ง ค้นหาเสียงตนอยู่อึดใจหนึ่ง “จากนั้น ทหารนายหนึ่งบอกว่า เชลยที่เอาออกไปถูกไฟครอกกันหมดแล้ว พวกนั้นข่มขวัญพวกเราที่เหลืออยู่ ว่าให้ว่านอนสอนง่าย  อย่าริอาจโต้แย้ง มิเช่นนั้นพวกเขาจะเผาเราอย่างกลุ่มนั้น” นํ้าเสียงจินอิ๋งเริ่มสั่นขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะมีเสียงพูด แต่ไม่มีใจจะเล่าแล้ว นํ้าตาหยดแหมะลงกระโปรง นางก้มหน้าซ่อนความเสียใจเอาไว้ มิอาจให้บิดาบุญธรรมเห็นว่านางขี้แย

       “ไม่ต้อง ไม่ต้องเล่าแล้ว พ่อไม่ฟังแล้ว” จื่อหานยื่นฝ่ามือหนาลูบศีรษะเบา ๆ จินอิ๋งยกมือปาดนํ้าตา สังเกตว่านางได้พกของสำคัญชิ้นนั้นไว้หรือไม่ จื่อหานอดปากไม่ได้แล้ว “พ่อแม่เจ้าทิ้งหยกอันใดไว้หรือไม่”

       “หยกหรือคะ” นางเงยหน้ามองบิดาผู้ชุบเลี้ยง ทวนคิดคำถาม หยกที่ว่าคืออะไร “ในตอนนั้นช่วงเป็นและตาย ไม่อาจทำอะไรโดยไม่อยู่ในสายตาทหารได้ จึงไม่มีอันใดฝากเอาไว้เลย”

       จื่อหานผิดหวังเล็กน้อย ได้แต่ลูบเรือนผมนางด้วยอ่อนโยน

        ที่มั่นใจได้ ว่านางคือบุตรสาวตระกูลหลิน คือบิดามารดาสิ้นชีพในกองเพลิง ในตอนนี้หลินซือหรู และฮูหยินหลิน ไม่มีบุตรสาวในอ้อมกอด ไม่เห็นนาง ยิ่งต่อความเข้ากันได้เป็นเรื่องราว ‘ใช่นางคือบุตรสาวตระกูลหลินแน่ เพราะที่ตายมีแต่คนในตระกูลหลินทั้งนั้น’



       มองดูท้องฟ้า ยามนี้มือครึ้มสลัวเหมือนถูกเตือนจากผืนนภา ว่าหิมะจะโปรยปราย และเป็นเช่นนั้นจริง สายลมพัดเบาหวิว หอบเอาความเย็นมาเยือน สัมผัสได้ถึงเหมันต์ที่จะสั่นคลอนร่างกายให้ทนมิได้

     “เขาว่า หิมะแรกคือเรื่องวิเศษ หากอธิฐาน เรื่องนั้นจะสมหวัง แต่ข้ายังไม่เชื่อเต็มที่ ขนาดปีที่แล้ว ข้าขอให้วาสนาที่มี ส่งข้าสู่วาสนาที่ดีงามแต่ยังไม่เป็นตามที่คิดเลย” ซีเหยาบอกให้ฟัง นั่งที่ม้าหินอ่อน กอดเตาพกไว้แนบกาย

       ท่ามกลางไอเย็นปกคลุมทั่วพื้นที่ ปรอยละอองหิมะลงมาสู่ร่างชายหนุ่มชุดขาว ที่เฝ้ามองผืนฟ้ากลางสวน ไม่รับรู้อากาศเย็นปานจะแช่แข็ง

       จื่อถงคลี่ยิ้ม หมุนกายกลับมานั่งข้างซีเหยาที่ยังไม่หายดี ต้องให้นางพักอีก แต่เวลาใกล้หมดแล้ว จากนี้ผ่านหนึ่งคืน จะต้องกลับไป ออกจากจวนที่ควรอยู่ ชายผ้าสะบัดพริ้ว หย่อนกายลงข้างม้าหินอ่อน ฝั่งตรงข้าม “เรื่องอธิฐานจะเป็นจริงแน่นอน และเป็นจริงแล้ว” จื่อถงเว้นช่วง เปลี่ยนท่านั่งเป็นเท้าคางชมนาง “วาสนาที่ดีงามคือเป็นพระชายาข้า”

       “ตอนนี้มีแค่เราสองคนที่รู้ เป็นพระชายาเจ้าแล้วอย่างไรเล่า ข้าอยากคืนฐานะตนเอง ที่มิใช่เส้นสายของผู้ใด และเจ้า ยังเป็นองค์รัชทายาทมิได้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น เรื่องวุ่นกว่านี้จะมีตามมา” ขบคิดถึงเรื่องบาดใจ ซีเหยารีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเจ้าไม่อธิฐานหรือ อย่างเช่นขอให้จับคนร้ายได้เร็ว  ๆ จะได้พาท่านผู้นั้นกลับบ้าน”

       “เรื่องนั้นใกล้พร้อมแล้ว ไม่ต้องอธิฐาน” คำตอบนี้ทำเอาซีเหยาเลิกคิ้วสูง จื่อถงจึงกล่าวต่อ “ที่จริงก็อยากขอพร แต่ข้าไม่ขอ เพราะข้าจะต้องทำอยู่แล้ว” บุรุษหนุ่มปัดปุยหิมะออกจากเส้นผมให้ซีเหยา ทะนุถนอมปานนำ้แข็งจะละลายหายไป

      “ถ้าเจ้าจะขอ อยากขออะไร?” หมอหญิงถาม ใคร่รู้เต็มที่

       จื่อถงร้อง “อืม..ม”  ลังเลพักหนึ่ง แล้วให้คำตอบ “เจ้า” บอกแล้วก็ยื่นปลายนิ้วเรียวยาวไล้สันจมูกของนาง ถึงริมฝีปาก คิ้วซีเหยากระตุกเบา คล้ายไม่เข้าใจ เขาจึงบอกต่อในยามที่สงบเงียบ “ตื่นมามีเจ้าในเตียงของข้า ในยามหนาวเหน็บ ไม่ว่าฝน หรือร้อน แต่จะรีบร้อนไม่ได้ หิมะจะละลาย”

       จื่อถงทำนางอํ้าอึ้งไปพักใหญ่ หมอหญิงไม่ตอบอะไร ก่อนจะมีหยกพยัคฆ์ร้อยไหมเนื้อดีมีผูกข้อมือ หมอหญิงรีบท้วงติง “ข้าคืนให้แล้วนี่ ให้ข้าไม่เหมาะนะ”

      “เหมาะแล้ว แต่ข้าต้องเอาไว้กับเจ้า บอกว่าเจ้าเป็นของข้า และเป็นพระชายา”

      “ข้าไม่สนพระชายา ถ้ามีตำแหน่งนี้ เจ้าต้องมีเพิ่ม ข้าเห็นแก่ตัวนะ ฉะนั้นปล่อยข้าไปตามทางข้าสิ”

       “เพ้อฝัน”  จื่ออ๋องยิ้มละมุน แย้มยิ้มงดงามก่อนจะลูบหยกพยัคฆ์เล่น “นี่จะเป็นสิ่งยืนยัน เจ้าไม่ได้โง่นี่ ต้องมีแน่ เรื่องวุ่นวาย”

       “เจ้าคิดไว้แล้วหรือ ทางออก?” ...ถึงจะรู้ทัน แต่บางเรื่องก็ตามไม่ทันนะจื่อถง... แผนของเขามิได้ปรึกษาใครมีแต่เฉลยกลทีหลัง เป็นอย่างนี้นางก็ลำบากสิ

      “มี” เขาตอบมาอย่างมุ่งมั่น “แต่ข้าต้องรอเจ้า แค่เจ้าพยามส่วนของเจ้าพอ ไม่ต้องรีบ แต่ต้องเชื่อใจข้า เมฆมิได้อาศัยแสง มิได้อาศัยแผ่นดิน ต้องมีแค่ลม”

         ซีเหยายิ้มแหย ยิ่งเขาจริงจังแล้วรู้สึกกระดากพิกล นางรีบเบนหน้าหนี “ข้าว่าถังหู่ลู่อร่อยกว่าคำเจ้าเยอะเลย”

       จื่อถงเม้มปากเข้ากันแน่น นี่จะซาบซึ้งกับคำพูดไม่เป็นหรือไร อยากให้ซีเหยาหัดลึกซึ้ง แต่ยิ่งทำยิ่งเหมือนตัวนางจะเลี่ยง “รู้จักขวยเขินต่อคำข้าบ้างสิ เจ้ามันพิศดารคน”

      หมอหญิงร้อง “เฮอะ!” ระหว่างอยู่กันลำพังในสวน นางใช้ปลายนิ้วชี้จิ้มลงหน้าผากจื่อถง ยิ้มย่อง “ต่อให้เจ้าพูดแล้วกลายเป็นนํ้าตาล มันก็ดูเหนอะหนะหูข้าอยู่ดี”

       ชายหนุ่มถอนหายใจ เท้าคางกลอกตามองข้าง มิแลคนไม่รู้จักอายเป็น “ผู้หญิงคนไหนได้ฟังคำจากปากสามีต้องเขินอาย ไม่ก็ยิ้มจนหน้าแดง หรือซึ้งจนนํ้าตาคลอ แต่เจ้า” น่าคับแค้นใจ จื่ออ๋องชี้หน้านางจิ้มหน้าผากคืนบ้าง “หูตึงหรือใจตายด้าน”

       “ข้าแค่คิดว่าหากหลงคารมณ์เจ้าอาจจะอยู่ในหลุมคำนึงลึกกว่านี้ก็ได้”

        ต่อล้อต่อเถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง  ร่างสูงโปร่งเดินผ่านมาบนระเบียงทางเดิน ยืนนิ่งสานมือไพล่หลังดูชมบริเวณสวนให้แน่ใจ หญิงสาวผู้นั้นเคยเห็นที่ลานสอบ ตงเฉินยิ้มแฉ่ง เร่งฝีเท้าเข้าไปหา

       “แม่นาง” ตงเฉินเรียก เมื่อซีเหยาหันหลังกลับมา ตงเฉินเข้าใกล้นางอีก “เจ้าคือหญิงสาวเพียงคนเดียวที่เข้าลานสอบร่วมกับบุรุษอื่นในครั้งก่อน ใช่หรือไม่”

        ชั่งใจไตร่ตรองดู เขาคนนี้คงจะรับหน้าที่เป็นองค์ชายรัชทายาทแน่นอน จะทำตัวว่ารู้ดีว่าเขาไม่ใช่ จะยิ่งเสียการใหญ่ ซีเหยารีบลุกแล้วคุกเข่าลง “ถวายบังคมองค์ชายรัชทายาท”

        เป็นเรื่องที่จื่อถงควรทำด้วยหรือไม่ หากจะให้ตัวจริงก้มศีรษะให้ตัวปลอมก็กะไรอยู่ แต่จื่อถงรีบลุกพรวด มาคุกเข่าประสานมือตามนาง หมอหญิงกระตุกคิ้วแปลกใจ มองจื่อถงพลัน แต่หลังประตูตรงนั้นมีร่างหนึ่งลอบสอดสายตามาจึงเข้าใจ

       “ตามสบาย” ตงเฉินยิ่มย่อง ได้ทีเอาคืนจื่อถง เขาได้คุกเข่าต่อหน้าลูกชายเจ้าเมือง

       “ขอบพระทัย” เมื่อทั้งสองกล่าวพร้อมกัน ตงเฉินรีบยื่นมือไปแตะไหล่ซีเหยาประคองขึ้น

       “เจ้าขาเจ็บอยู่ ถึงใกล้จะไปจากจวนแล้ว แต่ข้ายังไม่ได้คุยกับเจ้าเลย” ตงเฉินฉวยโอกาส จับต้นแขนนางแสร้งประคองกลับมานั่ง

        เมื่อร่างแม่นมฝูหายไปจากจุดนั้น จื่อถงส่งเสียงกระแอมสองทีตักเตือนตงเฉินเป็นนัย ๆ “องค์ชาย ไม่มีราชกิจหรือพะย่ะค่ะ”

        “ถ้ามีข้าว่าคงไม่มานั่งตากหิมะเล่น” ซีเหยาตอบเชิงผลักคำเข้าตัวจื่ออ๋อง ทำให้ตงเฉินยิ้มไม่หุบ

       “เจ้าเป็นองค์ชายหรือ?” จื่อถงตำหนิ “นึกว่าเป็นหมอเสียอีก ตอบแทนได้ดีจริงๆ”

        “ข้าเป็นหมอเจ้าค่ะท่านอ๋อง รักษาได้ทุกโรค” นางบอกพลางใช้นิ้วชี้เข้าตัว เชิดหน้าชูคอ

        “เจ้าเป็นหมอรักษาได้ทุกโรคจริงหรือ ไหนลองรักษาข้าหน่อยได้หรือไม่ ช่วงนี้” ตงเฉินเว้นช่วงทำท่าบิดตัวไปมา แสดงถึงตัวไม่กระปรี้กระเปร่า “นอนไม่หลับ บางทีก็ผวาตื่น จึงอยากให้เจ้าฝังเข็มให้ข้าหน่อย” ตงเฉินกล่าว สนใจตัวนางเป็นอย่างมาก เช่นนี้มีหรือจื่อถงจะรู้ไม่ทัน

       ...ไม่ผวาได้อย่างไร เล่นกินยาพิษไปทุกวันจนเกือบตายเพราะสองพี่น้องอยากประลองปัญญากันเท่านั้น…  นางคิดแทบจะลั่นเสียงขบขันหลุดปาก

       “ได้สิเพคะ” นางตอบรับคำ หยิบห่อเข็มออกมาคลี่วางบนโต๊ะ

       ตงเฉินเคลือบแคลงใจ มองซ้ายแลขวาต่างมีสาวใช้ จึงเอ่ยกับหมอหญิง “สายตาคนเต็มไปหมดเลย ไปด้านในได้หรือไม่ ข้าเห็นว่าไม่เหมาะ”

       “ด้านในยิ่งไม่เหมาะนะองค์ชาย ถอดเสื้อตรงนี้แหละ” อ๋องจื่อมองด้วยสายตาว่างเปล่า นํ้าเสียงมีชั้นเชิงข่มขู่ ...ใครจะให้เข้า อย่าว่าข้าไม่รู้…

       ตงเฉินพยักพเยิดตาม เสียดายอยู่บ้าง จะดันทุรังก็มิได้ คล้ายว่าเหยื่อที่จื่ออ๋องจ้องเล็งเป็นหมอหญิงคนนี้ หากเป็นเช่นนั้นต้องผ่านศพตงเฉินผู้นี้ไปก่อน เพราะดรุณีผู้นี้ เขาเองก็ถูกใจ …ท่านอ๋อง ท่านกีบข้ามิต่างกันเรื่องการหว่านเสน่ห์ แต่ครานี้ข้าไม่ยอมท่านแน่…

       ...สองคนนี้มันน่ารำคาญจริงๆ… ซีเหยานึกบริภาษในใจหยิบเข็มมาทำความสะอาด

       สาวใช้นางหนึ่งเข้ามาในสวน รายงานต่อจื่ออ๋องนอบน้อม “บุตรชายของขุนนางทรวงกลาโหม และบุตรชายเสนาบดีการคลังมาขอพบเจ้าค่ะ”

        “เชิญเข้ามา” จื่อถงอนุญาต เดินไปดักรอพบพวกเขาบนระเบียงด้านบน ปล่อยไว้กับตงเฉินด้านล่าง ตอนนี้มิอาจปล่อยให้คลาดสายตาได้ ไม่แน่ว่าบุตรชายเจ้าเมืองคนนี้มีความต้องการอันใดมากกว่าการลวนลาม

        บุตรชายขุนนางเข้ามาพบปะสังสรรค์ดื่มชาเชิญชวนกัน เสียงแว่วสนทนาที่อยู่ห่างกันเพียงสองจั้ง ไม่อาจจะหลุดคำใดให้ผ่านหูไปได้ นางและตงเฉินได้ยินทุกคำทุกประโยค ถึงจื่ออ๋องบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ และบุตรชายขุนนางทั้งสองมิได้เกรงใจจริงดังว่า ขุดประโยคสนทนาถึงคณิกานางใหม่

        นางจัดการฝังเข็มลงผิวอย่างเบามือ เปิดจุดให้เลือดลมไหลดี ตงเฉินได้ทำแค่นั่งนิ่ง ให้มือนุ่มแตะต้องตัว ครุ่นคิดว่ามือนี้น่าจุมพิตยิ่งนัก หน้าตายิ้มระรื่น “แม่นางหมอ เจ้านวดเป็นหรือไม่ ยามดึกข้าคัดตำราหนัก ปวดหัวไหล่ไปหมด อยากให้แม่นางหมอ ช่วยผ่อนคลาย”

        “เรื่องนี้ข้าก็เป็นอยู่ แต่ให้สาวใช้ทำให้ก็ได้นี่เพคะ”

        จื่อถงฟังบุตรชายขุนนางพูดบ้างไม่ฟังบ้าง มันขัดหูกับคำเชิญนวด! ...องค์ชายรัชทายาทตัวปลอม อยากนวดเดี๋ยวจื่ออ๋องผู้นี้จะนวดให้ เอาให้หนักไปเลย!...

        “ท่านอ๋อง ไปคืนนี้เลยดีหรือไม่ขอรับ” บุตรชายกระทรวงกลาโหมกล่าวชวน

        “ไป? ไปไหน?” หูท่านอ๋องรีบดึงจุดความสนใจมาฟังสองคนข้างๆ ละวางการฟังจากซีเหยา

        “เอ้า ก็หลังจากหอของแม่เล้าซือซือถูกปิด ที่นั่นก็เปิดค้าขายผ้าไปแล้ว แต่มีหอเปิดใหม่ ใหญ่กว่าเดิม ตระการตายิ่งนัก หากกล่าวถึงหญิงคณิกา ก็มีนางหนึ่งนะ สวยหยาดเยิ้มราวบุปผาสวรรค์ ยามบรรเลงพิณช่างไพเราะเสนาะหู แต่นางยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดยลโฉม นี่ท่านอ๋องไม่ไปจับจองนางหน่อยหรือ”

        ซีเหยาขุ่นเคือง ฟังแล้วอยากเอาเข็มเย็บปากชายพวกนี้นัก จึงใช้ตงเฉินเป็นไก่รองบ่อน “เรื่องที่องค์ชายว่าเมื่อครู่ หากให้ข้านวดก็ย่อมได้ หมอรู้จุดเปิดชีพจร คงจะดีกว่าสาวใช้แน่นอน”

       ตงเฉินฉีกยิ้มกว้างยินดีปรีดา หารู้ไม่มีราชสีห์หูผึ่งหน้าดำเล็งมองอยู่ด้านบน “ข้าไม่ไปพวกเจ้าจะไปก็ไปกันเถอะ” จื่อถงตอบ พลางเพ่งเล็งหญิงสาวเบื้องล่างไม่วางตา

        ซีเหยาฝั่งเข็มลงไปอีกจุด แล้วกล่าวกับตงเฉินต่อ หลังจากหยั่งเชิงไปได้คำตอบมา “แต่ข้าเป็นหมอหญิงในวังหลวงแล้ว ต้องดูแลท่านเหลียงต่อจากอาจารย์ คงจะหาโอกาสได้ยาก”

        ลูกชายเสนาบดีไม่อยากให้จื่อถงปฏิเสธ เพราะหลายครั้งจื่ออ๋องต้องนำขบวน ครั้งนี้จะขาดมิได้ “มิได้นะท่านอ๋อง หากท่านไม่ไป ข้าอดได้หญิงงามสิ ไปเถอะนะขอรับ”

        “นั่นสิขอรับ ทุกครั้งท่านอ๋องนำหน้า ครั้งนี้ก็ไปเถอะขอรับ ท่านไปทีไรได้หญิงงามทุกที”

        “ข้าไม่ว่าง หมู่นี้ฮ่องเต้เรียกข้ารับงานอยู่บ่อยๆ” จื่อถงยังคงปฏิเสธหน้าตาย

       “คือว่านะขอรับ” บุตรท่านเสนาบดีขยับเข้าใกล้จื่อถง อธิบายความให้ฟัง เมื่อองค์ชายรัชทายาทอยู่ด้านล่าง หวั่นว่าจะได้ยินใจความ จึงกระซิบ “แม่นางที่เป็นบุปผาสวรรค์คนนั้นนางเป็นคนทางเหนือ ข้าน้อยกับนางสานสัมพันธ์ถึงขั้นรับปากจะหมั้นหมาย แต่พ่อข้าไม่เห็นดีด้วย กันท่าพวกเราออก บอกข้าว่านางจน ไม่เหมาะสมกับข้า แต่เรารักกันมาก ตอนนี้นางถูกขายจากทางบ้านมาเป็นหญิงคณิกา พิสูจน์ว่านางบริสุทธิ์ จึงจะเปิดประมูลซื้อนางเพื่อไปปรนนิบัติ” บุตรชายของต้วนอี้เล่าด้วยสีหน้าหมองคลํ้า ใจไม่ดีต่อเรื่องนี้ “ข้าจึงอยากให้ท่านออกหน้า  ซื้อนางมาขาดตัว แต่ข้ายังไม่มีงาน จึงไม่มีเบี้ย อยากจะขอท่านอ๋องเมตตาข้าน้อย ช่วยเหลือข้าน้อยสักครั้ง”

        “ไม่ใช่เรื่องของข้า” จื่ออ๋องเลิกคิ้วกระพือพัดเฉยเมย ด้านบนเย็นแต่ด้านล่างที่นางอยู่เป็นไฟไปแล้ว

      “หากเป็นคนรักของท่าน ท่านจะต้องอยู่เฉยไม่ได้แน่นอน ได้โปรดคิดถึงข้าน้อยช่วยสักครั้งเถอะขอรับ” บุตรชายเสนาบดีอ้อนวอน

        จื่อถงถอนสายตาจากบุตรขุนนาง แลมองคนฝังเข็มด้านล่างที่พยายามเงียบเงี่ยหูฟังบทพูดคุยด้านบน “เรื่องคนรักของข้าเอาไว้มีวันนั้นค่อยคิด ตอนนี้ไม่คิด”

       พวกเขาทั้งสองคุกเข่าก้มคำนับหลายหน เอ่ยปากขอร้อง  “ช่วยข้าน้อยด้วย” อยู่หลายครั้ง “หากท่านอ๋องช่วยข้า อยากได้อะไรตอบแทนจะข้าน้อย หย่งฉีผู้นี้จะช่วยท่านเต็มที่”

      หูอ๋องจื่อผึ่งพลัน มองหย่งฉีผู้ห่วงหญิงคนรักแทบจะถวายชีวิตให้ มันผู้นี้เป็นบุตรคนเล็กโจวต้วนอี้ เสนาบดีที่มักไม่ถูกกับจื่อถง หากเป็นอย่างนี้ บุตรชายที่ยอมฟังคำบิดา แต่ยังรักหญิงสาวผู้นั้นแต่ไม่สามารถทำอะไรผิดใจใครได้อย่างนี้ จะต้องทำอะไรดีบ้าง ได้เบี้ยหมากเดินอีกตัวความคิดก็แล่นพลัน

     “ได้ข้าจะไปหอคณิกาคืนนี้”

       ข้อสรุปจื่อถงดังลงไป ซีเหยาฉุนกึก! ธรณีถล่มในอก ปานภูเขาไฟประทุไอร้อนอยากจะพ่นลาวาแดงเดือดมาลวกร่างทั้งหมดให้สลาย

       “องค์ชายเพคะ เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะนวดให้ท่าน”

        “จริงหรือ!?” ตงเฉินเบิกบาน ตาเบิกกว้าง ยิ้มไม่หุบ ใจเต้นถี่ จื่ออ๋องไม่อยู่แล้วมืดคํ่าจะเป็นอย่างไรหนอ…

      “ไม่ได้ คืนนี้องค์รัชทายาทต้องไปกับกระหม่อม” จื่อถงสอดปากลงมา

       “แต่คืนนี้องค์ชายต้องรักษาตัวนะ” นางยื่นปากบ้าง เท่าสะเอวกิริยาน่าคุ้นเคย “คนไข้ข้าน้อย ท่านอ๋องจะทรมานวรกายองค์ชายหรือ”

       “จะสิ้นพระชนม์ก็ต้องไปพะย่ะค่ะ” จื่อถงกล่าวเอาจริง กล้าอยู่ลำพังดูสิ ตงเฉินได้ตายแน่นอน

       เมื่อองค์รัชทายาทกำมะลอรับรู้กลิ่นอายน่าสะพรึงจากนํ้าเสียงคนด้านบน จะเลี่ยงก็มิได้ จะอยู่มิได้ จะไปก็ไม่อยาก!..สวรรค์ข้าอยากอยู่กับหมอหญิง…

       ทว่าไม่ไปได้ตายจริงๆ ต้องจำใจ! “มะ..แม่นาง เอาไว้ข้ากลับมาค่อยนวด…”

       บอกไม่ทันจบคำนางก็ห่อเข็มคืนแล้วเดินกลับห้องตนเอง บอกโดยไม่หันหลังมามองสักครั้ง “จะไปก็ไปเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะไปบ้างคนละทางอยู่แล้ว”

      ตงเฉินผงะ รีบหันหน้าขึ้นไปด้านบน แล้วโวยวาย “นางงอนข้าแล้วนะจื่ออ๋อง”

      ...งอนเจ้าบ้าบอสิ งอนข้าต่างหาก...



     


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha