ลดราคา(จบ)เล่ห์พยัคฆ์🔞

โดย: ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 48 : จุดชนวน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป




กล่าวขานทั่วทั้งวัง จับก้อนกลุ่มคุยโขมงโฉงเฉง จื่อถงออกตรวจราชการ แต่เคราะห์ร้ายพบพานเข้ากับโจรกลุ่มหนึ่ง ที่น่าประหลาดใจคือเพราะเหตุใดถึงมีโจรในหมู่บ้านเล็กๆนอกเมืองหลวงได้ ทั้งที่ควรจะเป็นถิ่นทุรกันดาร ครานี้อ๋องจื่อถงถูกจ้วงแทง ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากพิษที่พวกมันทาทาบอาวุธไว้  เสียงสนทนาเข้าสู่ตำหนักจ้าวสุนพระองค์ได้รับข่าวเลวร้าย พระอนุชาถูกลอบปลงพระชนม์ มีหรือผู้พี่ทั้งสองจะอยู่ได้สำราญ เร่งออกตำหนักขึ้นเกี้ยวสู่จวนจื่ออ๋องไปดูอาการ

       จ้าวสุนออกจากขบวนเกี้ยว เมื่อถึงที่หมายไม่ทันได้วางลงดี วรกายปลิวเข้าสู่ห้องที่จื่อถงอยู่ไปแล้ว จ้าวจื่อหานมาถึงก่อนไม่ทันไร นั่งข้างเตียงเฝ้าคนไม่มีสติ สายตาประหนึ่งคนหมดหวัง

       บัดนี้เขาไม่รู้สึกตัว ร่างซีดเซียวไร้สีสันของคนมีชีวิต        “จื่อถงเป็นอย่างไร” จ้าวสุนอ้าพระโอษฐ์ถามเมื่อถึงเพียงประตู จากนั้นก็เข้าไปใกล้ มองหน้าจางอี้เทาจะเอาคำตอบ

        “ทูลฝ่าบาท พิษนี้ทำให้เกิดเลือดลมปรวนแปร เมื่อคืนร้อนราวกับไฟ บัดนี้เย็นราวนํ้าแข็ง และกระอักเลือดมาหลายคำ กระหม่อมเกรงว่า” อี้เทาเองก็หน้าเขียวคลํ้า ทุกข์ใจไม่ต่างคนอื่น ไม่กล้าพูดต่อ เพราะคำนั้นใครได้ฟังต่างรู้ความหมาย

       จักรพรรดิแลหาชายาของอ๋องน้อย นางยืนปลายเตียงท่าทีสงบ

        ซีเหยาพูดไม่ออกลั่นวาจาไม่ไป แค่ข่มก้อนนํ้าตาก็ยากแล้ว จึงไม่อาจปริปากว่ากล่าวร่วมวง นางเจ็บใจ เจ็บใจต่อคนที่นางเผลอเรอ คนร้ายพวกนั้นมันหมายหัวจื่อถงไว้แล้ว

        ครึ่งชั่วยามก่อน อาชูเก็บมีดสั้นที่มันใช้เป็นอาวุธมาได้ เขาสืบหาในท้องตลาด ก็พบว่ามีดเล่มนี้ตีขึ้นจากช่างตีเหล็กสามัญผู้หนึ่ง ครั้นพอไปถึง ซึ่งเป็นบ้านหลังเก่าทรุดโทรมหลังหนึ่ง สอบถามคนตีมีด ก็ได้มาแค่ตีแล้วส่งออกสู่พ่อค้าแม่ขายโดยทั่วไป ทุกวันเขาจะมีดสั้นนี้ไม่ตํ่ากว่าวันละสิบเล่ม มีคนมาสั่งก็เป็นลูกค้าเดิมๆ มิมีผู้ใดเป็นหน้าใหม่มาสั่งงาน สืบหาตามท้องตลาด หลายคนีแต่ให้มาคำตอบเดียวกัน คนมาซื้อทั่วไปเอาไปแค่คนละเล่ม ไม่มีมากกว่านั้น

       อาชูให้ผลสรุปว่ามีดพวกนี้เป็นการหาซื้อสะสมไว้ เป็นแผนที่ตระเตรียมมากเป็นที่เรียบร้อย

       กระนั้นยังมีผลต่อคนร้าย ครั้งนี้คือ มีดเล่มนี้ คล้ายคลึงกับมีดของคนที่ใช้ดักจื่อถง เมื่อเขาได้ตามคนร้ายที่จะฆ่าเหลียงติงลี่ ก็ถูกมีดเล่มชนิดนี้หยุดยั้งการไล่ล่า

        ตอนนี้นางยืนไม่พูด แต่สมองขบคิดเร็วรี่ นึกถึงเรื่องราวต่างๆมาประติดประต่อเงียบงัน

       จื่อหานเหลือบมองซีเหยาที่ไร้ความรู้สึก ใจก็นึกเป็นห่วง “ซีเหยา เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม”

       “กับจื่อถงแล้ว ซีเหยายังสบายค่ะ” นางตอบ แต่สายตาไม่บ่งบอกเช่นนั้น

       “เหยาเอ๋อร์” อี้เทาเรียกนางให้ฟัง “เข้มแข็งเอาไว้ให้มากๆ ท่านอ๋องถูกพิษร้ายแรงนัก ป่านนี้ควรจะฟื้นไม่ฟื้น” อาจารย์นางไม่อยากจะเอ่ยคำนี้กับนางเลย มันเหมือนไปซํ้าเติมจิตใจนางในตอนนี้เสียมากกว่า

        “ข้าจะทำ จะทำทุกอย่างให้เขาฟื้น” นางมองตรงไปยังอาจารย์รอง ยิ้มอ่อนฝืนใจ และเต็มไปด้วยความมั่นใจ “ข้าเป็นศิษย์เอกท่านจางเชียนหยวนหมอเทวดาเชียวนะ ข้าจะไม่ยอมให้จื่อถงตายตาไม่หลับหรอก เพราะยังมีคนรอให้เขาไปรับอยู่” นางประคองมือค้อมศีรษะ หาแรงฮึดเมื่อนึกถึงพระมารดาของจื่อถง  “ขอเวลาสองวัน ซีเหยาจะทำให้เขาฟื้นให้ได้ แต่หลังจากที่จื่อถงได้สติแล้ว เขาจะทำงานสำคัญยังมิได้ ซีเหยาขอรบกวนท่านพ่ออย่าง” นางกล่าวกับจื่อหาน

       “ได้” แม่ทัพไม่รีรอจะหาความหมายของนาง เร่งให้คำตอบรับปาก

       จากนั้นซีเหยากล่าวกับจักรพรรดิต่อ “ฝ่าบาท ขอพระองค์โปรดรับฟังคำขอของหม่อมฉันด้วย”

       “ว่ามา”

        สิ่งที่จะขอ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่อี้เทาลำบากใจ แต่อาจารย์ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ศิษย์

        นางออกมาด้านนอก สวมชุดสีชมพูห่อหุ้มผ้าขนสัตว์ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย พร้อมจะเดินกลับไปโรงเรียนแพทย์ที่ปิดตัวไป ครั้งนี้อาชูอารักษ์ขานางแทน อี้เทาออกมาด้านนอก ถามนางให้แน่ใจ

       “เหยาเอ๋อร์ หากท่านอ๋องฟื้นมาแล้ว เขาต้องโกรธเจ้าแน่” เขาบอกศิษย์น้อย “เปลี่ยนใจเถอะมันอันตราย”

       “ไม่ได้ จื่อถงถูกไล่ต้อนมามากพอแล้ว ข้าต้องจุดชนวนให้เขา อีกอย่าง เขาไม่โกรธศิษย์แน่นอน เขาคงโกรธศิษย์ไม่ลง” นางทิ้งรอยยิ้มสุดท้ายเอาไว้ตรงนั้นแล้วเดินจากไป

         เมื่อได้ส่วนประกอบยาแก้พิษสูตรต้องห้ามขึ้นมา จางเชียนหยวนสั่งเอาไว้เมื่อนานมาแล้วยาที่ได้มาล้วนต้องแลกกับของสำคัญ นั่นคือพลังชีวิต  ห้ามกิน ห้ามนอน ห้ามทำธุระส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น ต้องอยู่กับร่างผู้ป่วยตลอดเวลา ทุ่มเทเวลาทั้งหมดต่อเขาตรงหน้า เพราะยาขจัดพิษนี้ต้องใช้การฝังเข็มย้ายจุดไปตลอดเวลาประกอบร่วมนั่นเอง

         ผ่านมาสองวันแล้ว เวลานี้ยามสาย หิมะร่วงโปรยทั่วทั้งเมืองแต่ร่างจื่อถงยังแน่นิ่ง  “จื่อถง ฟื้นสิ หากเจ้าไม่ฟื้น เข็มข้าจะหมดคมแล้วนะ” นางนั่งบนเตียง ย้ายจุดฝังเข็มทั้งวันคืน ใบหน้าซีดเซียวราวคนจะหมดแรงลง ในเมื่อหวังยังมีนี่ จนกว่าจะตายไปพร้อมกันนางจะไม่ตัดใจ

      “บอกให้ตื่น! ไม่ตื่นก็ดีจะไปหากว่างอานเดี๋ยวนี้แหละ อ๋องบ้าองค์ชายเจ้าเล่ห์นี่!” นางหมดแล้วหมดความอดทน ยกกำปั้นทุบอักลงกลางอกอย่างแรง

        “อึก! โอ้ย” เสียงทุ้มตํ่าแว่วตามอากาศแหบพร่าแทบไร้เสียง คิ้วเรียวรูปดาบขมวดย่น ดวงตาสีอำพันหรี่ขึ้นเล็กน้อย “ข้าเจ็บไปทั่วตัวเลย”

       ซีเหยาเม้มปากตะลึง ท่องในใจไว้เชิงปลอบ ...อย่าให้เป็นฝัน อย่าเป็นฝันเลย…  คิดคำนึงอยู่อย่างนั้นนิ่งงันราวกับหุ่นกระบอก “จื่อถง”

      ชายหนุ่มบนเตียงลืมตาเต็มที่ มองนางหน้าเปลี่ยนสีและเบ้ปากเหมือนเด็กหลงทางเพิ่งได้กลับบ้าน “หืม?”

       “โฮ-- เจ้าฟื้นแล้ว” อดจะรํ่าร้องมิได้ นางก็โผกอดคนที่นอนแผ่หราบนเตียงกว้างสุดแรง

       “โอ้ย! อะไรปักเนี่ย” เขาโอดโอยลั่น นางเองก็ลืมตัวว่าแทงเข็มไว้ รีบลุกออกเบิกตาโตแล้วรีบเช็ดนํ้าตา

       “อ้อ โทษทีพอดีข้าลืมว่าฝังเข็มไว้” บอกจบก็ดึงเข็มออกร่าง ไม่คำนึงถึงเวลาดึงจะเจ็บเสียดทานมากน้อยเท่าใด ร่างจื่อถงกระตุกตามแรงดึงออก จะว่าคำใดให้หมอมือหนักคนนี้ดี

        “เจ้าร้องไห้ทำไม ใครทำเจ้า”

       “เจ้าทำข้า”

        “หา!? ข้าหรือ” จื่อถงส่งเสียงดังถามอย่างงงงวย “ทำอะไรเจ้ากันเล่า?”

       ...ตื่นมาก็พูดปาวๆ อย่างนี้ไม่ตายง่ายแน่นอน…  “ทำสิ”

       “ทำอะไร?”

        “เจ้าจะทิ้งข้า ผลักไสข้าหาสามีใหม่” เชิดจมูก ดูงองํ้า

       จื่อถงมองตาโต ไม่ทางเขาไม่คิดเช่นนี้แน่นอน “ละเมอบ้าบอสิ”

        “ละเมอกะผีเจ้าสิ ใช่ๆเจ้าจะเป็นผีอยู่แล้ว หากเจ้าตายไม่ฟื้นอีกวันนี้ข้าคงเป็นหม้าย ถ้ารู้ว่าพูดคำนั้นแล้วฟื้น ข้าพูดนานแล้ว”

       “พูดอะไร”

        นางอึกอัก “นี่เจ้าตื่นมาแล้วไร้สมองรึไรถามอยู่ได้” จากนั้นหญิงสาวก็ได้กอดเขาเต็มแรง อุตส่าห์หาคำเถียงก็เก็บอาการไม่อยู่ “ข้ากลัวจริงๆนะ”

          เขารู้ว่านางกลัว ภายใต้สติไม่สมประดี ยังมีกลิ่นนางอยู่ข้างกาย เท่านี้ก็พอแล้ว เขาจะไม่ตายไม่ยอมตาย  “ขอโทษที่ผลีผลาม” เขาลูบหลังแผ่วเบา หลุบตาลง “อย่าร้องไห้เหยาเอ๋อร์ ข้าจะไม่ไปไหน ข้ารับปาก”

       ซีเหยาพยักหน้าหงึกๆ ปาดนํ้าตาอาบสองแก้ม

       หลายคนดีใจกันใหญ่อยากจะเฉลิมฉลองด้วยซํ้า ติดตรงที่จื่อถงต้องนอนพักผ่อนก่อน

       หญิงสาวนั่งเฝ้าจื่อถงไม่ห่างกายครั้นจื่ออ๋องหลับตาผล็อยหลับ  นางตัดสินใจได้อย่างหนึ่ง ก็ถอดหยกออกห่างกาย ไม่เขียนอะไรลงกระดาษ ได้เพียงแต่หยิบมาห่อไว้แล้วยัดไว้ใต้หมอน นางก้าวออกจวนแต่เช้า เพื่อไปหาจื่อหาน

       ...ทำอย่างนี้ดีแล้ว มิใช่ข้าจะไม่บอกเจ้านะ จื่อถงจากนี้คือของจริง…

       ยามสามของเดือนสิบสองก่อนปีใหม่สองวัน จินอิ๋งลุกขึ้นจากเตียงอย่างแผ่วเบา แลเหลือบมองตงฟางกำลังหลับไม่รู้เรื่องราว ดวงตาหญิงสาวสีดำทอประกาย สะท้อนความเจ็บชํ้านํ้าใจมาสาหัส มิใช่ว่ารังเกียจตงฟาง แต่นางถูกหักหลังจากความรู้สึกต่างหากที่ใสใจ

      เสื้อผ้ารีบผลัดเปลี่ยนเงียบงันไร้เสียง ขบคิดมาหลายวันแล้วว่าจะทำให้จื่อถงเจ็บมากกว่าที่นางเจ็บ จึงย่างเท้าออกจวนขุนนางใหญ่พ่อของสามีเพื่อเข้าวัง นางมิได้บอกใครสักเรื่อง เร่งฝีเท้าไปตำหนักหลัง

        ผ่านประตูวังหลวงไปหนึ่งชั้นยังเหลืออีกชั้น ที่นี่ป้องกันแน่นหนา เป็นสถานที่ที่เรียกว่าสวรรค์บนดิน แดนโอรสสวรรค์กำเนิด นางตั้งมั่นจะลอบเข้าตำหนักไทเฮายามวิกาล จำได้ว่าสั่งให้ช่างทำหยกปลอมไว้ ตอนนี้น่าจะอยู่ในมือไทเฮา หากนางได้ละก็ จะยัดเยียดข้าหาหลอกลวงเบื้องสูงให้ซีเหยาได้ โทษคือ… ประหาร

       ร่างบางอรชรลอบเข้าตำหนัก จินอิ๋งพยายามป่ายปีนข้ามกำแพงตำหนัก ด้านในมิมีผู้ใดคุมเฝ้า เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกได้ดียิ่ง เมื่อเข้ามาถึงภายในแม้เสียงประตูยังไม่มี ในตำหนักมือทึบ มีแสงสลัวจากประทีบแขวนด้านนอกพอส่องให้เห็นเป็นเงา นางเดินลัดเลาะหาตู้ไม้แดง ข้างแท่นบรรทมไทเฮา นางยังบรรทมสนิทมิรู้สึกวรกายว่ามีคนลักลอบเข้ามา

      จินอิ๋งเห็นกล่องสีดำใบหนึ่งใต้แท่นบรรทม จึงสอดมือเข้าไปด้านล่าง พอเปิดกล่อง หยกหมั้นลายมังกรวางอยู่ในหีบห่ออย่างดี ดวงตาสีดำประกายวาว ใจเต้นลิงโลด แทบจะกระโดดโลดเต้น นางหยิบจับขึ้นมาได้ รีบสอดเข้าในเสื้อผ้าตัวเอง พลันจะถอยร่นห่างจากห้องให้เร็ว

       “หยกปลอม” เสียงไทเฮาดังขึ้น ด้านหลังจินอิ๋งกำลังมีอีกร่างเข้ามาใกล้ “หน้าอย่างช่างทำหยกมันหรือจะกล้าหักหลังข้ากล้าทำหยกปลอมมาส่ง ที่แท้ก็เป็นคำสั่งเจ้านี่เอง”

        “ไทเฮาทรงทราบได้อย่างไรเพคะ”  จินอิ๋งยืนตัวเกร็ง เมื่อกริชเล่มหนึ่งจี้ที่เอว

       “ทำอย่างกับข้าไม่รู้ อย่าลืม ว่าข้าเป็นใคร จู่เกอ” นางเรียกทหารองครักษ์ดังก้อง ไม่นานจู่เกอก็เข้ามา “เอามันไปขังในห้องลับ แล้วค่อยไต่สวน”

         สิ่งที่หญิงสาวขอจื่อหานคือปล่อยข่าวซีเหยาให้ตัวนางเสียหาย นี่คือสิ่งที่นางขอแม่ทัพรวมถึงอาชูต่อหน้าจักรพรรดิ  ทั้งสองตะลึงใจ ไยนางถึงยอมให้ตนเองกลายเป็นที่เสื่อมเสีย

        อาชูกล้ำกลืนฝืนใจให้ร้ายนาง นินทากับเพื่อนมิตรสหายในวัง เพื่อทำการปล่อยข่าว โจทก์ขานก็เนืองๆไม่ละลด นินทาว่านางแค่สนใจในเงินทอง แต่หาปรนนิบัติสามีไม่ ทั้งที่นางเองเป็นหมอมีฝีมือกลับเรียกจางอี้เทาไปรักษาแทน ส่วนนางทำคือนั่งจิบชาในสวน คัดเลือกเฟ้นหาเสื้อผ้าสีสวยสวมใส่ ส่วนจื่อถงถูกพิษเป็นตายมิได้ไยดี

       เริ่มแพร่สะพัดออกไปด้านนอกวังลือกันไม่เว้นว่าง บ้างก็ด่าทอนางหาว่าเป็นหญิงชั่ว

         ซีเหยาเริ่มออกจากจวนบ่อยครั้งเพื่อไปบ้านร้างหลังหนึ่ง เข้าเช้าออกเย็น และไม่กลับจวนอีกต่อไป เป็นเวลาสามวันแล้ว

       ด้านจื่อถง อี้เทาขอร้องให้เขาอย่าออกห้อง อ้างถึงเรื่องต้องตามหาคนร้ายมาลงโทษ และต้องพักรักษาตัวไปพร้อมกัน

       อี้เทาใช้วิธีเคี่ยวยาผสมกับสมุนไพรบางตัว ดื่มเข้าไปแล้วจะทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน มันก็เป็นเช่นนั้น หลังจากจื่อถงดื่มไปไม่ถึงสองเค่อก็ง่วงหนัก ทานไม่ไหวต้องทิ้งตัวพัก กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้งเกือบมืดคํ่า

       ผ่านมาสามวันไม่เห็นหน้าซีเหยา นางไปไหนไยถึงไม่มาป้อนยา สูตรยาที่เขาดื่มมันรสอ่อนดื่มง่าย ต่างจากรสชาติที่นางปรุงให้ดื่ม ส่วนมากรสจะดูพิลึกกึกกือ ไม่เหม็นไปก็กินยาก หรือขมคอกลิ่นน่าสะพรึง สังเกตว่านี่มิใช่ยาที่นางต้ม แต่เป็นของอี้เทาจริง

        ไม่พบเห็นใจไม่ดียิ่งนัก บรรยากาศรอบข้างอึมครึมไม่สู้ดี ถึงเงียบเป็นปกติ คลับคล้ายคลับคลาว่ามันต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นโดยที่เขาไม่รู้อย่างแน่นอน ครั้นคิดจะออกจากห้อง เพื่อหาชายาตน กลับไม่มีแรงดีพอ ร่างกายมีอาการง่วงงุ่นตลอดเวลา จื่อถงในชุดสีขาวบางประคองตัวไม่อยู่  เซซวนไปข้างโต๊ะ พยายามเกาะยึดเหนี่ยวไม่ไหวประกอบกับฝืนสติมิให้ดับวูบ รับทราบว่าตัวเองไม่อาจทานได้ สายตาก็แข็งกร้าว สาดประกายวาวอำมหิตมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับลงไปอีก

        ผ่านจากตลาดสู่ตรอก เข้าสู่ชุมชน แม่นมฝูตามติดนางไปตามทาง สู่บ้านหลังหนึ่ง บ้านร้างหลังใหญ่ มิมีผู้ใดเข้าไป เพราะอยู่ในความดูแลของราชสำนักกรมอาญา และเป็นคำสั่งของจ้าวมู่มีมาแต่นานเนิ่น

       ฉีฝูลับๆล่อๆที่มุมกำแพงไกลออกไป ชมดูซีเหยาไขโซ่และก้าวเข้าไปด้านใน

      แม่นมฝูย่องเข้าไปใกล้ประตู หูแนบบานไม้เก่ามีรอยถลอกตามกาลเวลา ฟังไปไม่ได้ยินเสียง ใจหนึ่งอยากรู้ยิ่ง ว่านางมาทำอะไรในบ้านหลังนี้ พอแหงนหน้ามองป้ายที่เคยเขียนด้วยสีทอง มันลางเลือนจนจะอ่านไม่ออก กระนั้นนางยังพยายามอ่าน เมื่อแม่ฝูอยู่กับไทเฮามาเป็นสามสิบปี ต้องอ่านออกเขียนได้บ้าง

        ปากขยับคั้นเอาตัวหนังสือที่สลักวาดหาย ที่สุดแล้วก็อ่านได้ความหมาย ‘หลิน’ แม่นมฝูอ้าปากค้าง รีบก้าวถอยออกจากบ้านตระกูลใหญ่ วิ่งหอบฮักออกไป นางต้องทูลไทเฮาให้ทราบ

        ร่างอ้วนท้วมวัยห้าสิบเดินเร่งฝีเท้าเข้าวัง นางเหนื่อยหอบประกอบกับตื่นตะลึง ยามทหารเดินผ่านต้องรีบเก็บอาการทำทีสงบนิ่ง แล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินต่อไป

          “ไทเฮา ไทเฮาเพคะ ใช่แล้ว นางใช่”

       “ฝูฉี สำเนียกตัวเองด้วย เกินไปแล้ว” ไทเฮาตำหนิที่นางไม่สงบเสงี่ยม ขณะที่นางกำนัลกำลังนวดแก้ปวดเมื่อยให้พระองค์ ไทเฮากวักหัตถ์เรียกฝูฉีเข้ากระซิบ นางบอกไทเฮาตามสั่ง อึดใจนั้นรีบสั่งนางกำนัลออกไปให้หมด

       จากนั้นก็ตรัสว่า “เรื่องจื่อถงข้าไม่ไว้ใจนาง”

       “แต่เรื่องมันส่อแววเหลือเกินนะเพคะ ครั้งก่อนนางเปิดบันทึกอ่าน คงจะเจ็บแค้นให้ราชนิกุลมิใช่น้อย การที่นางไม่ดูแลจื่ออ๋อง ไม่ได้หมายความว่านางเป็นคนละทิ้งอ๋องไว้หรือเพคะ”

       ไทเฮาลุกจากที่ประทับ ดำเนินเชื่องช้ายังหน้าต่างริมนํ้า พลางตรัสเตือนแม่นม “อย่าวางใจนางเชียวจนกว่าจะแน่ใจว่านางเป็นคนตระกูลหลินด้วยตาของเจ้าเอง แล้วข้าจะเชื่อเจ้าทีหลัง”

       แม่นมเหยียดยิ้มย่อง มั่นใจแน่นอน “ไปเห็นมาแล้วเพคะ” เมื่อนางกล่าว ไทเฮาหันวรกายมาทอดพระเนตรคนสนิทอย่างใคร่รู้ แม่นมฝูเว้นช่วงให้ไทเฮาตื่นพระทัย จากนั้นรีบเท้าความเมื่อครู่ต่อ “หม่อมฉันตามนางตั้งแต่นางออกจากจวน นางไปตำหนักแม่ทัพจื่อหานไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็กลับออกมา หน้าแดงหน้าดำนํ้าตาเอ่อ ดูนางเศร้าสลด เรื่องนี้หม่อมฉันคาดว่านางต้องถูกท่านจื่อหานตำหนิมาอย่างรุนแรงแน่นอน

       จากนั้นนางก็ออกไปยังตลาด วันนี้เห็นชัดคาสองตาว่านางเข้าไปบ้านร้างหลังหนึ่ง”

        “บ้านร้าง?” ไทเฮาเลิกพระขนงสูง พระพักตร์ผุดผาด พระเนตรเบิกโต

       แม่นมฝูเองไม่ต่างกัน ตอบคำพยักหน้า “ตระกูลหลินเพคะ”

       กลับสู่สภาวะปกติ วางพระทัยยังไม่ลง หากเป็นอย่างแม่นมฝูว่า การที่ซีเหยาจะทำกับจื่อถงมีเพียงกลับมาหาพระองค์ ทว่ายังมิชัดแจ้งดี อะไรกันที่คอยเตือนพระทัยให้ทรงกังวล “ฝูฉี นางไม่ได้โง่” ไทเฮานึกได้ “เมื่อครานั้นวางบันทึกไว้ วางหมากให้นางอยากสอดรู้ และเป็นไปตามนั้น แต่เจ้าลองคิดให้ดี บันทึกนั้นมีปกเป็นผ้ากำมะหยี่ชนิดอ่อน ดังนั้นหากได้จับต้อง มันต้องเกิดรอยนิ้วมือ แต่ที่เราลอบดูไกลๆ นางใช้ปิ่นสอดเปิด เพียงปลายปิ่นนั้นมันจึงไม่เกิดรอย วิธีการกระทำนางครั้งนั้นทำให้ข้าเป็นกังวล นางฉลาดไม่น้อย”

       “เพียงแค่บันทึกนะเพคะ หากเป็นหม่อมฉันคงทำไม่ต่างกัน” แม่นมฝูออกความเห็น อยากได้ซีเหยาคนนี้มาช่วยงานเสียมากกว่า

       “ไม่ ไม่เพียงเท่านั้น สีหน้านางต่างหากที่อันตราย ไร้ความรู้สึกดั่งคนไม่คิดต่อ หรือเรียกง่ายๆว่าเก็บอาการตนเองได้ชะงัก” ครั้นนึกได้แล้วพระองค์ก็มีวิธีกำราบนาง “ออกคำสั่งถึงจักรพรรดิ ให้แต่งตั้งนางเป็นหมอหญิงดูแลข้า ข้าจะเอานางมาไว้ในสายตา ดูซิ นางจะเล่นลูกไม้อะไรได้”

       จักรพรรดิทรงหมากรุกกับจื่อหาน เมื่อจื่อถงได้รับอันตรายแล้วจึงส่งตงเฉินเข้าเก็บซ่อนตัว จนกว่าจะถึงวันงานชมบุปผาแรกแย้ม

        เสียงวางหมากค่อยๆผ่านไปท่ามกลางความเงียบงัน ในพระอุระของจ้าวสุนและจ้าวจื่อหานต่างตระหนักในเรื่องเดียวกัน ทว่ามิมีผู้ใดคุยเรื่องนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันสุดแต่จะทนแล้ว จ้าวสุนทอดเนตรชมจ้าวจื่อหานอย่างสงสัย สีหน้าอย่างนั้นต้องมีวิตกบ้าง

       “ท่านพี่ ทราบหรือไม่ว่านางกำลังทำอะไร” จ้าวสุนเปิดประเด็น

       “ตอนนี้นั้นยังเดาใจนางไม่ออก ตอนกลางวันนางแวะไปหาที่จวน สิ่งที่นางขอคือตรวจสอบในสิ่งที่จื่อถงทำค้างไว้ เพราะมันไม่มีอะไรชอบมาพากล จากนั้นนางก็บอกว่าจะไม่กลับเข้ทจวนอีกจนกว่าจะจัดการทุกอย่างลงได้ทั้งหมด”

      “ช่างเป็นสตรีที่กล้าได้กล้าเสีย ยอมแม้กระทั่งให้คนกล่าวเสียๆหายๆ ยังขอข้ามิให้ยับยั้งการกระทำจื่อถงในภายหน้าอีก โลกีย์หาได้ที่ไหน” จ้าวสุนส่ายพระพักตร์ ขมวดขนง

        “มี” จื่อหานยิ้มเล็กน้อย “ก็นางนั่นไงฝ่าบาท นางเป็นคนง่ายๆอยู่ง่ายกินง่าย ทำอะไรสบายไม่มีขนบธรรมเนียมสำหรับนาง ที่ซีเหยาทำในตอนนี้ไม่รู้ว่าสร้างข่าวเสียไปเพื่อสิ่งใด หากนับว่าจื่อถงถูกเผยว่าเป็นอนุชาของเรา นางก็เป็นพระชายา เรื่องนี้ข้องใจอยู่อย่าง ว่านางรู้หรือไม่ว่าจื่อถงเป็นอ๋องเพียงมายา” จบประโยคก็เดินหมากดักทางจ้าวสุน

       “นั่นสิ แต่ข้าคิดว่านางรู้ เพราะไม่งั้นคงไม่เดินออกมาล่อเสือในที่สว่างหรอก” จ้าวสุนตรัส

       “ไม่กลัวตายเสียจริง” จื่อหานนึกแล้วก็หนักใจ “นางบอกกับอี้เทาไว้ ว่านางจะจุดชนวน ไปเอาความกล้ามาจากไหน”

       “สมกับเป็นเด็กที่หนีพ้นจากสงครามเมื่อสิบปีก่อนได้” จ้าวสุนตรัสแย้มสรวล

        ฟังแล้วถึงกับตะลึง เมื่อครู่จักรพรรดิว่ามาไม่ผิดใช่หรือไม่ “เดี๋ยวนะฝ่าบาท เมื่อครู่นี้บอกว่านาง….?”

       “เข้าใจไม่ผิด” จ้าวสุนละพระเนตรขึ้นจากกระดาน ขึ้นมากล่าวจริงจัง “หมอจางบอกข้าว่านางเป็นคนช่วยชีวิตเขา จากเหตุการณ์เป็นลมคราก่อนนั้นที่ชายแดน เห็นว่าเป็นผู้หญิง อีกทั้งไร้ญาติขาดมิตรจึงพามาเรียนแพทย์”

        จ้าวสุนทิ้งปริศนาให้จื่อหานได้ตรึกตรอง กระนั้นยังข้องใจมิลด เขาละหมากจากกระดาน ยกมือลูบคางครุ่นคิด “จริงหรือ? หากนางมาจากชายแดน เวลานั้นจื่อถงบอกว่ามอบหยกหมั้นลายพยัคฆ์ให้เด็กคนนั้นไป แต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนออกคำสั่งให้แต่งงานกับจินอิ๋ง จื่อถงกลับปฏิเสธ บอกให้หาบุตรสาวตระกูลหลินที่มอบหยกไปให้พบ จากนั้นจื่อถงก็ตั้งซีเหยาขึ้นเป็นชายาแทน แต่จินอิ๋งเองก็มีหยกนี่” สับสนไปกันใหญ่ ไหนจริงไหนเท็จไม่รู้แจ้ง จื่อหานใคร่รู้หนักสองคิ้วขมวดมุ่น

       จ้าวสุนยกนํ้าชาแก้กระหาย ตรัสต่ออย่างปลอดโปร่ง “เพราะจื่อถงเองก็รู้กระมัง ตอนนี้เรื่องนี้ยังคลุมเครือ แต่ข้าคิดว่ายังไงสองคนนี้ต้องรู้ภูมิฐานกันมา แต่ถ้าเป็นหลินซีเหยา นางทำตอนนี้คงรู้ดีว่าตัวเองกำลังเดินสู่ความตาย” พระเนตรหรี่ลงคมกริบดุจใบมีด แต่พระอุระกลับร้อนรน จะปกป้องนางแทนจื่อถงอย่างไรดี

       จื่อหานยิ้มเชิงไม่ยิ้ม กล่าวต่อว่า “เข้าใจแล้ว จุดชนวนครั้งนี้มิใช่สร้างปัญหาขึ้นใหม่ แต่รื้อปัญหาเก่าทั้งหมด และจุดที่ตัวจื่อถง”

       “นั่นแหละอันตราย ถ้าจื่อถงโกรธละก็ แย่แน่” นึกถึงครั้งก่อนตกพระทัยไม่หาย

       ตระกูลหลิน

ข่าวจากอาจารย์อี้เทาเข้าหูนาง ว่าจินอิ๋งหายออกจากจวนไปสามวันก่อน ป่านนี้ไม่กลับ จดหมายไม่ทิ้งไว้ อันใดไม่ทิ้งไว้ เสื้อผ้ายังอยู่ครบไม่หอบไปสักผืน

        ช่วงที่ซีเหยากำลังไตร่ตรองถึงนางที่หายไป หวังหยางสือมาเรียกนางให้เข้าวังมีคำสั่งจากไทเฮาให้ไปเป็นหมอส่วนพระองค์

       “ซีเหยา อย่างนี้ข้าว่าท่าไม่ดีแล้วนะ วันก่อนข้าเห็นแม่นมฝูตามเจ้ามาถึงกำแพงด้านโน้น ไม่แน่ว่าพวกนางรู้แล้วว่าเจ้าเป็นคุณหนูตระกูลหลิน” หยางสือหวาดหวั่นว่านางจะเป็นอะไรไป รีบตักเตือนให้รู้ตัวคงไม่เสียหาย

       “ข้ากำลังต้องการอย่างนั้น เพราะเริ่มจากต้วนอี้ที่เข้าออกตำหนักนั้นเป็นว่าเล่น ขอบคุณศิษย์พี่ที่สืบข่าวให้” ช่วยเหลือครั้งนี้ช่างซาบซึ้ง มือเล็กทาบบนไหล่กว้างมที่กำลังหวั่นใจ นางตบลงแรงๆดึงจิตตกของหยางสือให้ฟื้นตื่น “อย่าคิดมากน่า หากพวกนางหวังผลกับข้าล่ะก็ หลินซีเหยาจะมีแต่ตลบหลังความรู้สึกพวกนางเอง” ซีเหยาหยิบจดหมายหนึ่งฉบับส่งให้หยางสือ “ให้ท่านอ๋องด้วย”

         ซีเหยาประนบน้อมค้อมกายลง ถวายพระพรไทเฮา พระองค์แย้มสรวลส่งให้แล้วเดินไปจับตัวนาง รับสั่งให้ลุกขึ้น พลางบอกให้นางนั่งเก้าอี้ข้างๆที่ประทับ “เจ้าอยู่กับข้า ต่อไปอย่ามากพิธีเลยนะ”

       “ขอบพระทัยไทเฮาเพคะ”

       “ที่ทำอย่างนี้เจ้าคงไม่คิดว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นสายข้าใช่หรือไม่” นางเลิกพระขนง เอียงพระพักตร์ถาม

      “มิบังอาจ เรื่องนี้เป็นพระกรุณาเพคะ” หมอหญิงคลี่ยิ้มสบายส่งต่อ

       “ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้าไม่กลับจวนจื่อถง ไม่ดูแลสามีตอนป่วย ข้าจึงอยากถาม ก่อนหน้านี้พวกเจ้าผิดใจอันใดกันหรือ”

        …อยากหาสาเหตุหรือ ว่าด้วยบันทึกที่ท่านวางแผนไว้หรือไม่ไทเฮา เอาล่ะเมื่อนี่คือสิ่งที่ท่านปรารถนาเสนอมา ข้าจะสนอง…

       ชายหนุ่มหลับบนเตียงเป็นประจำตามเวลา ยาที่จัดให้ออกฤทธิ์กล่อมประสาทให้ง่วงงุ่น แต่สำหรับจื่อถงใช้ได้เพียงชั่วคราว เมื่อจางอี้เทาเฝ้าเขาขณะดื่มยาแต่ละชาม พอให้หลัง ชายหนุ่มรีบล้วงคอสำรอกยาออกมาจนหมดไส้

        ตอนนี้เข้าวันที่หกแล้ว ไม่เห็นซีเหยาแม้แต่เงา ถามอาชูก็อึกอัก ออกแรงต่อยก็ไม่ได้อันใดขึ้นมา นอกจากจะเปลืองแรงแล้ว ยังเปลืองความรู้สึก

       ในคืนนั้นจื่อถงแสร้งหลับบนเตียงอย่างเคย อาชูเข้ามาแล้ววางจดหมายจากหยางสือลงบนโต๊ะ ร่างจื่อถงผุดลุกนั่ง คว้าผ้าแพรสีขาวหมุนควงสะบัดรวบร่างบ่าวน้อยเป็นบ๊ะจ่าง และกระชากออก ร่างบ่าวน้อยหมุนลิ่วปลิวติดผนัง ยังไม่ตั้งตัวหันมาตั้งรับ จื่อถงยกแขนทาบคอด้านหลังเอาไว้ ล็อกไว้ได้ชะงัก  “บอกมา ซีเหยาไปไหนเกิดอะไรขึ้น ถึงได้กล้าวางยานอนหลับข้า”

       “ทะ..ท่านอ๋อง บนโต๊ะ” อาชูตอบแทบไม่ออก เล่นกดร่างราวกับจะสลักเข้าแผ่นฝาผนังถึงเพียงนี้ จะเอาทางใดมาขัดขืน นี้ขนาดวางยานอนหลับมาหลายวัน แรงยังเยอะ

      จื่อถงไม่รีรอ รีบเปิดกระดาษอ่าน พลันดวงตาเขาก็ดูหม่นหมองไป นิ่งเงียบ ลมหายใจราวกับหยุดลงชั่ววูบ

       ขอลาออกจากการเป็นชายาท่านอ๋อง ข้าทำได้หรือไม่ ข้าไม่อยากเป็นชายา

      สีหน้าเขาชะงักไปครู่หนึ่ง ถ้อยคำอย่างนี้นางพูดบ่อย แต่ครั้งนี้จื่อถงถึงกับคิดไม่ออก อาชูชำเลืองมองข้อความนี้ ผงะไปอึดใหญ่

*“*นางไม่อยากเป็นชายา” ชายหนุ่มพึมพำแก่บ่าวน้อย อาลัยกับสิ่งสุดท้ายที่นางทิ้งไว้ ใช้ปลายนิ้วลูบลงบนแผ่นกระดาษเรียบ รอยหลายรอยไม่สมดุลย์บนตัวหนังสือ หางตาเขากระตุก พลางลูบลงกระดาษอีกรอบ “อาชู บดถ่านไม้ให้เป็นผงมาให้ข้า”

        บ่าวน้อยเอียงคอฉงน “มีอะไรหรือขอรับ”

       จื่อถงยกกระดาษขึ้นสูง ส่องมันไปยังแสงสว่าง แล้วบอกบ่าวน้อย “นางเขียนบางอย่างด้วยเทียนขาวไว้ เร็วสิ!”

       อาชูรีบเอาผงถ่านจากก้นครัวมาเร็วรี่ เขาโปรยมันลงแผ่นกระดาษ ถูเพียงเล็กน้อยก็บังเกิดตัวหนังสือปรากฏ

      “ข้ารู้ว่าจื่อถงไม่ได้โง่เขลา ถึงหาตัวหนังสือข้าพบ ไปจวนท่านเหลียง โรงศพนั้นว่างเปล่า สุสานไร้ศพ เหลียงติงลี่เก็บตัวในใต้เตียง ที่นั่นมีห้องลับ กุญแจไขปัญหาที่ข้าทำอยู่ที่เขา ความจริงทุกอย่างอยู่ที่ปากเขา ฉะนั้นที่เหลือตอนนี้ จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ข้าทิ้งไว้ให้เจ้า เพื่อมารดาของเจ้า”

       นัยน์ตาจื่อถงสั่นไหวยิ่งกว่าแผ่นดินสะเทือน นางกำลังผลีผลามยิ่งกว่าเขา

      “ท่านอ๋อง?” อาชูเรียกสติจื่อถงครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะอ้าปากบอกบ่าวน้อยได้ยากแค้น

      “นางกำลังไปตาย อาชู ไปจวนท่านเหลียงอารักษ์ขาหมอหลวงคนนั้นให้ดี ข้าจะหานาง ถ้านางเป็นอะไรไป ข้าจะเผามันทั้งเป็น!”  


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"“จื่อถง! จับตรงไหนของเจ้าเอามือออกนะ โอ้ยเล่นบ้าอะไร ตรงนั้นอย่า ปล่อยข้า กล้าอีกอย่าหาว่าไม่เตือน” แลเห็นว่านางโกรธจัด ยามมองเห็นสีทาปากตนเองติดบนปากจื่อถงแล้วน่าอายนัก นางพยายามใช้หลังมือเช็ดปากตัวเอง ลบล้างรอยจูบเมื่อครู่ให้ออก แต่กลับถูกจูบใหม่ ใช้มือกระทำการอุกอาจ"

ปกฉัตร-ซูอวี้ไป๋-書玉白


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha