แรงฤทธิ์พิศวาส

โดย: พลอยเฟื่อง



ตอนที่ 1 : เล็งเป้าหมาย


ตอนต่อไป

เล็งเป้าหมาย

 

 

 

 

 

ลิ่นของอิซเซ่ มิยาเกะ[1]ที่ลอยมาปะทะจมูก เรียกใบหน้าคร่ำเคร่งให้ละสายตาจากหนังสือนวนิยายแนวไซไฟเล่มโปรดขึ้นมามอง

ภาพใบหน้าสวยสะดุดตา พวงผมสีน้ำตาลเข้มหยักสยาย  ผิวกายขาวผ่องนวลเนียน เจ้าของเรือนร่างโปร่งหากกลับเต็มไปด้วยสัดส่วนโค้งเว้าแสนเร้าใจ จนชวนให้คิดเตลิดไกลไปถึงกิจกรรมใต้สะดือ

“ผู้หญิงอะไรสวยเอ็กซ์เป็นบ้า” ทัศนัยรำพึงรำพันประโยคนั้นออกมาด้วยนัยน์ตาเคลิ้มฝัน จับจ้องมองตามไปจนสุดสายตา แม้ว่าเจ้าหล่อนจะไม่แม้แต่ชำเลืองแลหางตามาทางเขาสักนิดเดียวเลยก็ตามที ด้วยร่างนั้นเดินดิ่งพุ่งตรงราวกับขีปนาวุธไปยังสองหนุ่มสาวที่เขาเห็นนอนจู๋จี๋หยอกเย้ากันมาสักพักอยู่ที่เก้าอี้ชายหาดอีกฝั่งหนึ่งของสระน้ำขนาดใหญ่

“กรี๊ด....แกกล้าทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง”

เสียงหวีดร้องดังนั่นทำเอาเขาสะดุ้งโหยงหลุดจากภวังค์เคลิบเคลิ้ม เมื่อนางฟ้ากลายร่างเป็นนางยักษ์ออกท่าเป็นงิ้วในฉับพลัน

“อะไรกันเม นี่คุณสะกดรอยตามผมมาอย่างนั้นหรือ?” ผู้ชายตัวสูงขาวหน้าตี๋ผุดลุกขึ้นยืนถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดไม่พอใจ

“ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ฉันจะรู้เช่นเห็นชาติแกเหรอไอ้คนสารเลว” ไม่เพียงแค่ด่า เจ้าหล่อนยังคว้าเอาแก้วน้ำส้มบนโต๊ะสาดโครมใส่หน้าฝ่ายชายจนเปียกปอน ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าตบตี

“ทำบ้าอะไรของคุณ” ผู้ชายคนนั้นตะคอกเข้าใส่พร้อมกับยกมือขึ้นปัดป้อง

“อย่านะคะคุณเม...อย่าค่ะ” หญิงสาวที่มากับชายหนุ่มหายตกตะลึงรีบเข้าห้าม เป้าหมายเลยเปลี่ยนจากฝ่ายชายเป็นฝ่ายหญิงแทนในทันที

“อีหน้าด้าน ไม่มีผู้ชายให้ทำผัวแล้วหรือไง ถึงต้องมายุ่งกับแฟนของคนอื่นน่ะ...เผียะ” เสียงด่าทอพร้อมกับฝ่ามือเน้นๆ ฟาดลงไปที่แก้มนวลขาวจนขึ้นรอยแดงเป็นปื้นห้านิ้ว

“ว้าย...คุณแบงค์ช่วยด้วย”

“ช่วยเหรอ? แกคิดว่าใครจะช่วยแกได้ ห๋า!” ไม่ว่าเปล่า นิ้วทั้งห้ากางสยายแล้วจิกขยุ้มผมยาวจนใบหน้าแหงนหงายแล้วตบตามลงไปอีกฉาดใหญ่ ฝ่ายถูกตีรีบยกมือปัดป้องเป็นสามารถ

“โอ้ย...คุณแบงค์ ช่วยด้วย ช่วยแคทด้วย”

“คุณบ้าไปแล้วเหรอเม ปล่อยแคทนะ ปล่อย ไม่อายเขาบ้างหรือยังไง?”

“ทีพวกแกยังไม่อาย แล้วฉันจะอายทำไม?”

เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นผู้หญิงคนเดียวรุมสกรัมทั้งชายและหญิงถึงสองคน ท่าทางกระโจนเข้าใส่เหมือนแม่เสือสาวตะปบเหยื่อนั่นทำให้นึกกลัวใจเจ้าหล่อนชะมัดยาด

“นี่แนะ อีหน้าด้าน ไอ้สารเลว แกสองคนมันช่างเหมาะสมกันเหมือนผีเน่ากับโลงผุ อย่าคิดว่าจะมาสวมเขาให้ง่ายๆ เพราะฉันไม่โง่หรอกนะ” ทั้งด่าทั้งตบตีพัลวัน

“โอ้ย! คุณแบงค์ช่วยด้วย...ช่วยแคทด้วย...”

“คุณมันบ้าไปแล้ว ปล่อยนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้” ฝ่ายชายเอาตัวเข้าห้ามปราม ก่อนจะรวบร่างบางที่กระโดดเหย็งๆ นั่นอุ้มแล้วเหวี่ยงจนกระเด็นตกลงไปในสระน้ำตูมสนั่น น้ำกระจัดกระจาย

“อีบ้าเอ๊ย! สวยเสียเปล่า แต่นิสัยแย่มาก อวดเก่งเอาแต่ใจก็เท่านั้น เจ้าอารมณ์ ชอบข่มคนอื่น ดูถูกคน ชอบใช้กำลัง ใครมันจะทนได้วะ เราสองคนจบกันแค่นี้เถอะ” ฝ่ายชายประกาศลั่นตัดสัมพันธ์ แล้วเข้าโอบประคองหญิงสาวที่มาด้วยกันแต่แรกเดินจากไป

ทิ้งให้คนที่กำลังโผล่พรวดจากผิวน้ำคล้ายจะจมมิจมแหล่นั่นตะเกียกตะกายขึ้นมา และด่าไล่ตามหลังไปเป็นชุด

“อะ...โอ้ย...ช่วย...ช่วย...ด้วย...” เสียงร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมกับศีรษะที่ผลุบๆ โผล่ๆ นั่น ทำให้ทัศนัยที่นั่งมองสถานการณ์อยู่นาน ผุดลุกขึ้นยืนหน้าตื่น

“จมจริง จมเล่นวะนั่น” ถามกับตัวเองอย่างไม่แน่ใจ

กระทั่งเห็นว่าเธอไม่ได้แกล้งแน่ เขาจึงรีบพุ่งหลาวกระโดดลงไปในน้ำ จ้วงแขนยาวๆ เข้าไปล็อกหัวไหล่ทางด้านหลัง แล้วรวบร่างพาว่ายกลับเข้ามาหาขอบสระ

เขาอุ้มหญิงสาวส่งขึ้นไปนั่งที่ข้างสระ ร่างเปียกปอนกระถดถอยไปข้างหลัง กุมมือที่น่องพร้อมกับบีบนวดเคล้นหน้าเหยเก

“เป็นตะคริวเหรอคุณ...เหยียดขาก่อนนะ มาเดี๋ยวผมช่วยนวดให้” พอขึ้นจากน้ำได้ ก็รีบเข้าช่วยปฐมพยาบาล

“อ๊ะ...โอ้ย...เจ็บ...”

“เจ็บเหรอ?” เงยหน้ามอง ใบหน้าเปียกฉ่ำจนเส้นผมลีบลู่ไปตามกรอบหน้าเรียวลูบไข่ หากก็ยังคงความเซ็กซี่ไว้ไม่หยอก ยิ่งดูใกล้ๆ ก็ยิ่งสวย

“เดี๋ยวผมจะค่อยๆ นวดให้ คุณอย่าเกร็ง โอเคนะ” เขาบอก

เจ้าหล่อนผงกหน้าระรัว ได้ยินเสียงสูดน้ำมูกฟืดๆ ตัวสั่นเทาราวลูกนกตกน้ำ ทัศนัยกดลงน้ำหนักมือแผ่วเบากระทั่งปลีน่องเรียวที่เกร็งแข็ง ค่อยๆ หายตึงลง หญิงสาวดึงมือเขาออกแล้วหดขากลับ

“เดินไหวหรือเปล่า?” เขาถามอย่างปรารถนาดี

นัยน์ตาดำขลับจ้องหน้าเขาเขม็ง สีหน้าแววตาไม่ไว้วางใจ

“ไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไรครับ คุณไม่ต้องคิดมากนะ ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก” เขาปลอบใจพร้อมกับยิ้มอย่างเป็นมิตรให้

ใบหน้างามงอหงิกขึ้นมาในทันที มองเขาตาขุ่น พร้อมกับพยายามยันกายจะลุกขึ้น ทัศนัยช่วยเข้าจับแขนพยุงจนหญิงสาวสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

“อย่ามายุ่ง” เจ้าหล่อนปัดมือเขาออกอย่างรังเกียจ พร้อมกับสะบัดหน้าพรืดก่อนจะเดินโขยกเขยกจากไป ทิ้งเขาไว้กับความงงงัน

“อะไรวะ คนอุตส่าห์ช่วย” สบถออกมา พร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ ก้มลงมองเรือนร่างผึ่งผายที่เปียกปอนของตัวเอง

“สงสัยช่วงนี้จะดวงซวยจริงๆ ขนาดทำบุญยังไม่ขึ้นเลย”

บ่นเบาๆ เดินกลับมาที่เตียงนอนริมสระ โทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งไว้ก็ดังขึ้นมา เขารีบคว้ามารับสาย

“ฮัลโล”

“แกอยู่ไหนวะ?”

“แกถามทำไม?” ถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงหวาดระแวง ปลายสายหัวเราะร่วน

“ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้ทัศ ฉันไม่ใช่สปายของใคร”

“ไว้ใจได้เหรอ? ช่วงนี้ฉันยิ่งดวงซวยอยู่”

“อยากโลภเองนี่หว่า จับปลาสองมือก็งี้ มันก็ต้องมีหลุดสักมือ แต่คราวนี้ดันโชคร้าย หลุดไปพร้อมกันสองมือ”

“เออ...ไม่ต้องพูดมาก ถ้าแกโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบล่ะก็ ฉันสบายดี แค่นี้นะ”

“เฮ้ยๆ อย่าเพิ่งสิ จะแจ้งข่าวโว้ย”

“ข่าวอะไรวะ?”

“ก็บ้านพักตากอากาศที่ชะอำของพี่แจงจิตต์ ที่แกสนใจน่ะ ตอนนี้พี่แจงเขาจะขายต่อ แกยังสนใจอยู่ไหม?”

“อื้อ...ก็สนอยู่ แต่ก็ต้องดูราคาด้วย แกก็รู้ว่าช่วงนี้เงินฉันไม่ได้สะพัดคล่องมือเหมือนแต่ก่อนแล้ว” เขารีบออกตัวไว้ก่อน ไอ้อยากได้มันก็อยากได้ แต่ก็ต้องประมาณตนด้วย ตอนนี้เขาไม่ได้ล่ำซำที่จะมีคนหยิบยื่นเงินให้ง่ายๆ ด้วยความเสน่หาที่ละแสนสองแสนอีกแล้ว

“ราคาพี่น้องนะแก พี่แจงจิตต์เขาขายที่สี่ล้าน ห้ามต่อสักคำ นี่ก็ว่าขายขาดทุนแล้ว แค่ที่ดินก็ตั้งงานกว่า ไหนจะตัวบ้าน เลือกใช้แต่วัสดุเกรดเอทั้งนั้น”

“เออๆ ฉันเห็นแล้ว” ก็ไปนอนมาตั้งหลายคืน และก็เพราะชอบใจนั่นแหละถึงได้ถามไถ่อยากซื้อเก็บไว้

“แล้วเป็นไง ราคานี้แกโอเคไหมล่ะ?”

“ฉันขอไปดูบ้านอีกรอบละกัน ไว้ค่อยตัดสินใจ”

“ไอ้ทัศ สี่ล้านนี่ถูกเหมือนได้เปล่า แกเองก็มีเงินเก็บเป็นสิบล้านไม่ใช่หรือ?”

“แกจะมารู้อะไรกับตัวเลขในบัญชีฉัน” แย้งไปอย่างเคืองๆ

“น้อยไปล่ะสิ...แกทนอยู่กับคุณพี่มาตั้งกี่ปี สูบมาได้สิบล้านนี่ถือว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ”

“พอๆ แกไม่ต้องลำเลิก เดี๋ยวฉันจะแวะไปดูบ้าน แกว่างวันไหนนัดมาก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องหลบลูกปืนแล้วเหรอวะ?”

“อยู่ตั้งชะอำคงไม่มีใครตามไปหรอกว่ะ” พูดไปก็อดเสียวสันหลังไม่ได้

“เออ งั้นแกว่างเมื่อไหร่ก็มาละกัน เพราะตอนนี้ฉันอยู่ที่ชะอำนี่แล้ว มาดูบ้านให้พี่แจงนั่นแหละ บทจะขายก็จะขายขึ้นมา ฉันก็นึกถึงแกคนแรก ที่สวยๆ สงบ ติดทะเล แถมทำเลดีอย่างนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ นะแก เหมาะเลยที่แกจะใช้เป็นที่กบดานหนีโจทย์เก่า”

“พูดมากน่าไอ้จักร งั้นเดี๋ยวฉันไปดูวันนี้เลย ตอนเย็นๆ ก็แล้วกัน”

“จะห้อรถมาทันเหรอ?”

“เออ ไปทันก็แล้วกัน สี่โมงเย็นเจอกัน ตามนี้นะเว้ย”

“โอเค สี่โมงเย็น” อีกฝ่ายทวนนัดหมายเวลา ก่อนจะวางสายไป



[1] อิซเซ่ มิยาเกะ : ในที่นี้หมายถึงยี่ห้อน้ำหอมที่คิดค้นขึ้นโดยดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น 


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha