[จบ] แสงใต้เงา [Chance Below Shadow]

โดย: รุ่งอรุโณทัย



ตอนที่ 7 : ‘เด็กในความอุปการะของมารดาเจ้าของประวัติ’


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ไมล์จับจ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก ตอนนี้เขารู้สึกอย่างเดียวคือ โกรธ เหตุผลที่โกรธเขาไม่รู้ รู้แต่ว่าเขาโกรธ โกรธตัวเองและเธอคนนั้น เธอคนที่เหมือนกับน้ำแข็ง น้ำแข็งของเขา สองมือกำแน่นจนของเหลวสีแดงไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไมล์ก็ไม่สนใจ เขาปล่อยให้ทุกอย่างเงียบสงบในห้องน้ำนานหลายนาที จนสายตาเหลือบมองนาฬิกาใกล้เวลามื้อเช้าแล้ว ไมล์ไม่อยากให้ทุกคนสงสัย เลยจัดการตัวเองพร้อมกับแต่งตัวในชุดที่เป็นกึ่งทางการ เชิ้ตขาวแขนยาวกับกางเกงสแล็คสีดำ และเดินลงไปยังห้องอาหารข้างล่าง คุณตาและคุณแม่นั่งรอเขาอยู่แล้ว

“มือ มือไปโดนอะไรมา” ศศิกานต์เอ่ยถามทันที เมื่อไมล์ทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามและยกมือขึ้นหยิบแก้วน้ำดื่ม

“มีดบาดนิดหน่อยครับ” ไมล์เหลือบมองหลังมือตัวเองนิดหนึ่งก่อนตอบ แบบไม่เดือดร้อนและแยแสอะไร

“ไม่หน่อยเลยนะ แม่ว่าไปฉีดยากันบาดทะยักเสียหน่อยเถอะ”

“ครับ” เอกพจน์เหลือบมองหลานชาย บางอย่างในตัวไมล์เปลี่ยนไปมาก แม้จะยังเป็นเรื่องเล็กๆที่ไมล์ยังตามใจมารดาที่เป็นมาโดยตลอดก็ตามที แต่บางอย่างมันขัดๆกับความรู้สึกของเขาตอนนี้แปลกๆ  ไมล์เป็นประเภทดื้อเงียบ ถ้าเงียบนั้นคือไมล์แค่รับฟัง แต่ถ้าไม่รับปากว่าจะทำ นั่นก็คือไม่ทำ

“ไปตามมาได้แล้ว” เอกพจน์เหลียวไปข้างหลัง บอกกับเด็กในบ้านที่เข้าใจดีว่า หมายถึงใคร แต่จันทร์ยังไม่ทันจะได้ขยับ น้ำแข็งก็เดินเข้ามา พร้อมกับในมือถือถาดที่มีข้าวต้มกลิ่นหอมใบเตยลอยนำแตะจมูกคนที่นั่งอยู่ และแน่นอนว่าไมล์อยู่ในสายตาของศศิกานต์ทันที แต่...

ไมล์กลับไม่มีท่าทางให้ศศิกานต์ได้จับอะไรเลย เมื่อเขาแค่ขยับพิงพนักให้จันทร์ที่เข้ามาช่วยน้ำแข็ง ยกชามข้าวต้มวางตรงหน้าไมล์ หลังจากที่วางให้คนอื่นแล้ว 

“น้ำแข็ง นั่งลงได้แล้วจ๊ะ”

! คราวนี้ไมล์มีท่าทางตอบกลับทันที กับคำเรียกขานนั้น ‘น้ำแข็ง’ อย่างงั้นเหรอ ดวงตาฟ้าครามที่ค่อยๆเข้มมากขึ้น มองน้ำแข็งที่นั่งลงตามคำของมารดา ข้างๆมารดาของตนอย่างเป็นกันเอง

“ไมล์ แม่ขอแนะนำ นี่น้ำแข็ง น้ำแข็งนั่นพี่ไมล์ เรียกพี่ไมล์ว่าพี่ไมล์ก็ได้จ๊ะ” น้ำแข็งกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กับรอยยิ้มนิดๆให้กับศศิกานต์ก่อนที่จะหันไปยกมือไหว้ไมล์อย่างเป็นทางการ

“สวัสดีค่ะ” น้ำแข็งที่ถือว่าตัวเองเป็นผู้น้อยที่ต้องรักษามารยาท จึงเป็นฝ่ายนอบน้อมอย่างน่าดูชม ตรงข้ามกับไมล์ที่ถึงแม้จะไม่โผงผางใส่ แต่สายตานั้นก็ไร้ซึ่งมิตรภาพที่ดี และแน่นอนว่าเอกพจน์และศศิกานต์ก็ไม่ได้ตาบอด แต่ทั้งสองก็ไม่เอ่ยกล่าวตำหนิไมล์  ศศิกานต์จึงทำลายบรรยากาศอึมครึมนี้โดย...

“น้ำแข็งทำไมถึงสวมเสื้อยืดละ”

“อ๋อ น้ำแข็งซุ่มซ่าม เสื้อนักศึกษาเลอะนะคะ พี่กันยาเลยจัดการให้อยู่” ศศิกานต์พยักหน้าและบอกให้ทุกคนลงมือทานได้แล้ว 

น้ำแข็งก้มหน้าลงมือกินข้าวต้มกุ้ย แม้เธอจะรู้สึกตลอดเวลาถึงสายตาเย็นๆของคนตรงข้าม  อุ้ย!  เมื่อสองคนที่ใจตรงกัน เอื้อมไปจับช้อนกลางในจานยำไข่ต้มยางมะตูม น้ำแข็งตกใจรีบถดถอยมือตัวเองออกมาทันที และเปลี่ยนไปหยิบขวดซอสแม็กกี้แทน บนโต๊ะยังคงเงียบแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะอยู่ในสายตาของผู้ร่วมโต๊ะ แต่ทุกคนก็เลือกที่จะเงียบ 

น้ำแข็งรู้สึกเหมือนมือเธอจะไหม้ แค่สัมผัสโดนมือของคนตรงข้าม เพียงแค่เสี้ยววินาที แต่ยังกับว่าตอนนี้มือเธอถูกเขาบีบรัดอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลย ทำไมเธอถึงหายใจไม่ค่อยออกนะ

“ไมล์ วันนี้มีโปรแกรมจะไปไหน” เอกพจน์เอ่ยถามหลานชาย

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ ก็คงต้องไปฉีดยาตามความต้องการของคุณแม่ครับ”

“เราไม่คุ้นเส้นทาง ให้สายันต์ขับรถไปให้แล้วกัน”

“คุณแม่ต้องไปไหนไม่ใช่เหรอครับ” ไมล์มองการแต่งตัวของมารดา ก็รู้ทันที เพราะสายันต์เป็นคนขับรถให้กับมารดาของตนแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้สายันต์จะเป็นคนสนิทอีกคนของคุณตาที่ติดตามและขับรถให้ตลอดเวลา

“งั้นน้ำแข็ง นั่งบอกทางพี่ไมล์เขาไปได้มั้ยจ๊ะ เพราะโรงพยาบาลกับมหา’ลัย ก็ทางเดียวกัน” ศศิกานต์ได้โอกาส จึงไม่อาจปล่อยไปได้ และนั่นทำให้   น้ำแข็งถึงกับตัวแข็งทันที เธอยังเงียบและรอให้ไมล์ปฎิเสธ แต่รอ เวลาผ่านไปเกือบนาที ก็ไม่มีเสียงอะไรออกมา 

“ค่ะ” น้ำแข็งจึงมีทางออกเดียว

“อย่างไรแล้วก็ช่วยเป็นธุระจัดการให้พี่เขาด้วยนะ หมอนนท์ไม่อยู่ ในโรงพยาบาลก็ไม่มีใครที่รู้จักพี่ไมล์ ถ้าขืนให้ไปกรอกประวัติ อะไรพวกนี้ มีหวังพี่เขาพาลจะไม่ไปฉีดยาเอาง่ายๆ” ศศิกานต์ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดไป จึงฝากฝังน้ำแข็งเสียดิบดี และศศิกานต์ก็รู้ว่าเธอไม่ผิดหวังแน่นอน

“รุกหนักไปมั้ย” เอกพจน์เอ่ยกับบุตรสาวที่แยกกันออกมาจากห้องอาหารกันตามลำพัง 

“คุณพ่อว่า ไมล์เขาแปลกๆมั้ยคะ ไม่มีท่าทางแปลกใจอะไรเลย อย่างกับว่าสองคนนี้เจอกันแล้ว” ศศิกานต์ไม่ได้ตอบคำถามของบิดา แต่แปลกใจและตามไม่ทันความคิดของบุตรชายตนมากกว่า และเมื่อไมล์ไม่แสดงท่าทางอะไรเลย     ศศิกานต์ก็คิดว่าตนก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมอะไร แม่ลูกกันก็พอจะรู้จักรู้ใจกันบ้างถึงไม่มากนักในตอนนี้ ตอนที่ไมล์เติบโตเป็นผู้ชายสมชายแล้วก็ตาม

“ไมล์ไม่ใช่คนช่างซัก เราต่างก็รู้ดี เมื่อก่อนยังพอคาดเดาได้ แต่ตอนนี้พ่อรู้สึกว่าไมล์เขาเปลี่ยนไป เก็บอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก เอาเถอะ อย่างไรแล้ว ก็ระวังหน่อย ให้เขาสองคนสมัครใจเองอย่าได้ถึงกับไปบังคับกัน และอย่าได้ทำให้ไมล์รู้สึกว่าเราเอาความรู้สึกของเขามาล้อเล่น” เอกพจน์เตือนศศิกานต์ ตามประสาคนที่ผ่านโลกมามาก

น้ำแข็งที่ขอตัวกลับขึ้นมาห้องนอนของตนที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้ แม้เสื้อนักศึกษาจะถูกเปลี่ยนกลับคืนร่างของเธอนานแล้ว แต่น้ำแข็งก็ไม่อยากที่จะรีบลงไปเลยทั้งๆที่มีคนรออยู่ก็ตาม

“น้องยังไม่เเสร็จเหรอ” ศศิกานต์หมายถึงน้ำแข็ง เมื่อเดินมาถึงห้องรับแขกเพื่อที่จะออกไปข้างหน้า แต่เห็นบุตรชายนั่งอ่านหนังสืออะไรสักเล่มอยู่

“ครับ” ไมล์ตอบรับสั้นๆ

“งั้นเดี๋ยวแม่ไปดูให้ก่อนแล้วกัน”

“ไม่ต้องหรอกครับแม่ ผมไม่ได้รีบอะไร” ไมล์วางหนังสือในมือและลุกขึ้นยืนเข้าไปหอมแก้มแม่และกล่าวสวัสดี ศศิกานต์ยอมโอนอ่อนผ่อนตามใจไมล์ และก่อนจะไปศศิกานต์เหมือนมีอะไรอยากเอ่ยอยากถามไมล์ แต่ก็ตัดสินใจที่จะไม่ถาม เพราะมันจะไปกระตุ้นเรื่องน้ำแข็งอีกคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมากเกินไป แม้เธอจะไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบุตรชายไม่มีคำถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธออยากอธิบายว่า เรื่องน้ำแข็งที่อยู่ชั้นสองของบ้าน มันเป็นพรหมลิขิต แต่เอาเถอะ ให้พวกเขาตัดสินใจเองดีกว่า 

น้ำแข็งที่ต้องลงมาจนได้ เธอเดินไปยังห้องรับแขก และเห็นเขานั่งอยู่เพียงลำพัง เขากำลังอ่านหนังสือ น้ำแข็งเกิดความลังเล และเหมือนเธอจะยังไม่ได้ไปลาคุณท่าน นั่นเป็นเหตุผลให้น้ำแข็งได้ต่อเวลาหายใจของตัวเองไปได้อีก       น้ำแข็งที่หันหลังกลับและไปยังระเบียงที่เอกพจน์ต้องไปอยู่ที่นั้น โดยที่มีสายตาเยือกเย็นติดตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว

“ไปได้สักทีนะ” ไมล์เอ่ยเสียงเบาๆ แต่แฝงความประชดประชันไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที น้ำแข็งก็กลับมาปรากฎตัวอีกครั้ง

“ขอโทษค่ะ” น้ำแข็งรู้ตัว แต่เธอไม่ได้สำนึกผิดอะไร แต่เธอก็ยังเอ่ยคำ ขอโทษออกไป

“ถ้าไม่ได้รู้สึกอย่างที่พูด ก็อย่าพูดออกมา เพราะมันเป็นหนึ่งในกลุ่มคำในหลายๆคำที่เป็นคำศักดิ์สิทธิ” น้ำแข็งมองไมล์ เธอไม่เข้าใจความหมาย แต่รู้สึกถึงความไม่พอใจที่ไมล์ส่งมา น้ำแข็งจึงเลือกที่จะเงียบเสียง และยืนอยู่กับที่ รอ เธอรอให้เขาขยับและเธอค่อยเดินตามหลังไปห่างๆแบบเงียบๆแล้วกัน

ไมล์จ้องมองใบหน้างดงามน่ารักแบบที่ชอบนั้นอยู่นาน เขากำลังมองหา เพราะเขาไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ ผู้หญิงตรงหน้าอาจจะไปทำศัลยกรรม แม่อาจจะเป็นเจ้าของความคิดนี้ แต่คิดแบบนั้นไมล์ก็รู้สึกไม่ดีนัก เพราะนั้นเขาก็คิดไม่ดีกับแม่ 

ไมล์ที่ยืนนิ่งจ้องมองใบหน้าหวานละมุนนั้นอยู่นาน แต่ต้องขยับก้าวเท้าเดินออกจากห้องรับแขก ไปยังรถที่ถูกเลือกมาให้เขาแล้ว รถเบนซ์ของแม่ ไมล์ก้าวขึ้นประจำตำแหน่งหลังพวงมาลัย น้ำแข็งที่เดินตามมาอย่างห่างๆ จำต้องเร่งฝีเท้าทันที เมื่อไมล์ที่เข้าไปในรถแล้วเขาสตาร์ทรถทันที น้ำแข็งแม้จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แต่ในใจกลับอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเขาจะไปเลยโดยไม่รอเธอหรือทิ้งเธอไว้ ก็ดีนะ เธอเต็มใจให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น 

ไมล์เคลื่อนรถออกไปทันที เมื่อน้ำแข็งไม่สมหวัง แต่ทันทีที่เข้ามานั่งข้างคนขับเรียบร้อยแล้ว น้ำแข็งก็ล้วงโทรศัพท์ของตนเองออกมา เธอกดอะไรอยู่ไม่นานเสียงแรกที่เกิดขึ้นภายในรถคือเสียงนำทางจากแอฟแมพ [maps]

“หนวกหู” ไมล์คำรามออกมาอย่างไม่พอใจ 

“ขะ...ขอโทษค่ะ” น้ำแข็งรีบปิดทันที “อ๊ะ! อย่าคะ ไม่ต้องขึ้นสะพาน”   น้ำแข็งรีบเอ่ยบอก เมื่อไมล์กำลังขึ้นทางต่างระดับ “มันเลยโรงพยาบาลค่ะ” 

ไมล์ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ทำตามที่น้ำแข็งบอก 

Grrrrr Grrrr น้ำแข็งหันไปมองไมล์ทันที เมื่อเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นมา 

“ตาม สบาย” ไมล์เอ่ยย้ำทีละคำ น้ำแข็งจึงพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณ และกดรับสายโดยเอามือป้องปาก

“นาย”

“พี่สาว เย็นนี้ผมไปรับพี่ที่ มหา’ลัย นะครับ”

“อีกแล้วนะ”

“นะครับ ผมก็อยากดูแลมื้อเย็นให้กับพี่สาวอีกสักมื้อ”

“เจอกันที่เดิมแล้วกัน ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาให้เปลืองค่ารถ”

“ไม่เอาหรอกแบบนั้นพี่สาวก็เอาแต่นั่งรถเมล์ ผมไปหาพี่แล้วเรานั่งแท็กซี่กลับกันนะครับ”  น้ำแข็งแอบชำเลืองมองไมล์ที่ยังเงียบสงบอยู่ แต่ถ้านานกว่านี้ เขาอาจจะไม่พอใจเอาก็ได้ น้ำแข็งจึงตอบตกลงอย่างรวดเร็วและกดวางสาย 

“ถึงแล้วค่ะ เลี้ยวซ้าย” น้ำแข็งรีบร้องบอกไมล์ เมื่อหันมามองด้านหน้า ไมล์ยังเงียบอยู่เช่นเดิม และเลี้ยวเข้าช่องทางเข้าของโรงพยาบาล “จอดตรงนี้ก่อนได้มั้ยคะ เดี๋ยว เอ่อ น้ำ...ดิฉันจะเข้าไปจัดการเรื่องกรอกประวัติ”

“ฉันไม่ใช่คนขับรถของเธอ” ไมล์พูดออกไปและเลยเข้ารับบัตรเข้าสู่อาคารจอดรถ น้ำแข็งชำเลืองมองหน้าด้านข้างของไมล์ เขาสงบนิ่ง นิ่งจนเธอคิดว่าไมล์ไม่อาจแยกแยะระดับคำพูดที่สุภาพแบบที่สุภาพชนทั่วไปเขาใช้กัน

น้ำแข็งยังคงเหมือนเดิม เธอเดินตามหลังไมล์ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินออกจากลานจอดรถ ลิฟท์ที่มาเปิดพอดีเมื่อไมล์เดินมาถึง ไมล์เดินเข้าไปและปล่อยให้ประตูลิฟท์ปิดไม่ใส่ใจน้ำแข็งที่เดินมาถึงพอดี และก็ไม่ทัน 

“อะไรของเขาละเนี่ย” น้ำแข็งร้องเสียงเบาอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กดเรียกลิฟท์ เธอเลือกที่จะเดินลงบันได เพราะเค้าเตอร์กรอกประวัติอยู่ชั้นล่างไปอีกแค่สองชั้น 

ไมล์ยืนรอน้ำแข็งหน้าเค้าเตอร์ ดวงตาเข้มหรี่ลงเมื่อร่างบางในชุดนักศึกษากำลังเดินมาทางนี้ น้ำแข็งไม่สนและไม่ใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไมล์ทำไว้กับเธอ แค่รีบจัดการสิ่งที่ต้องจัดการ และแยกย้าย หัวสมองของเธอคิดแค่นี้

“ผิดแล้ว!” ไมล์ที่ยืนเงียบมาตลอด แต่สายตามองเอกสารที่น้ำแข็งกรอกอยู่ตลอด

“ผิด?”

“ผู้ติดต่อฉุกเฉิน ทำไมต้องเป็นคุณแม่ คุณแม่ท่านอายุมากแล้ว แล้วฉันก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียว เรื่องร้ายๆเรื่องแย่ๆ ฉันไม่อยากให้คุณแม่ต้องรับรู้เป็นคนแรก” น้ำแข็งอ้าปากค้าง เธอไม่เคยคิดแบบนี้ได้เลย ปกติผู้ติดต่อฉุกเฉินก็ต้องเป็นคนใกล้ชิดไม่ใช่เหรอ น้ำแข็งเริ่มสูญเสียจุดยืนของตัวเองเสียดื้อๆ พอเอาคำพูดของเขามาคิด ก็จริง ทำไมเราถึงให้คนที่เรารักและไว้ใจที่สุดเป็นผู้รับเรื่องร้ายๆของเราด้วย 

“แล้วให้ใส่ใครไปดีคะ?” น้ำแข็งเอ่ยถาม

“เธอ” น้ำแข็งเบิกตากว้างมองไมล์ เขาหมายถึงตัวเธอ เข้าใจตรงกันมั้ยเนี่ย แล้วเธอจะกรอกตรงความสัมพันธ์ว่าอย่างไรละ ถ้าเขาให้เธอระบุตัวเองเป็น   ผู้ติดต่อฉุกเฉินในประวัติของเขา

“ค่ะ” น้ำแข็งตอบรับสั้นๆ และคราวนี้เป็นไมล์ที่ต้องเบิกตากว้าง เมื่อน้ำแข็งระบุความสัมพันธ์เขากับเธอว่า ‘เด็กในความอุปการะของมารดาเจ้าของประวัติ’ 

“ช่างกล้า” ไมล์เอ่ยออกมาอย่างไม่เดือดร้อนอะไร และน้ำแข็งก็ไม่สนใจ เธอเอาเอกสารไปยื่นและไปนั่งรอเรียก โดยที่ไม่หันมามองไมล์เลย และเมื่อเจ้าหน้าที่ขานเรียก

“วันนี้เป็นอะไรเหรอคะ?” เจ้าหน้าที่เอ่ยถามซักประวัติตามหน้าที่

“โดนมีดบาดหลังมือค่อนข้างสาหัสเหมือนกัน เลยอยากทำแผลและฉีดยากันบาดทะยักค่ะ” เจ้าหน้าพยักหน้าเข้าใจ จึงก้มลงพิมพ์ทันที และยื่นเอกสารให้กับน้ำแข็งและบอกให้เธอพาคนเจ็บไปยังแผนกER [EMERGENCY ROOM]  น้ำแข็งกล่าวขอบคุณ และเดินออกมาจากที่ไมล์นั่งรออยู่ “นี่ค่ะ คุณเดินไปตามทางเดินนี้ และยื่นเอกสารให้กับพยาบาลหน้าห้องได้เลยค่ะ เสร็จเรื่องแล้ว ขอตัวนะคะ” น้ำแข็งพูดรวดเดียวเบ็ดเสร็จจบบทความสิ่งที่ต้องพูด แต่ไมล์ก็ยังไม่รับเอกสารที่น้ำแข็งยื่นให้

“ฉันฉีดยาแล้วเหรอ เธอถึงจะไปแล้ว” น้ำแข็งนิ่งงัน เขาไม่คิดจะทำอะไรเลยเหรอไง สิ่งที่น้ำแข็งคิดในใจ ในขณะที่ขาก้าวไปตามทางเดินที่พึ่งชี้บอกไมล์ 

“พูดออกมาแต่ละคำ ช่างน่าฟังจนอยากจะเป็นคนหูหนวกเสียให้ได้”     น้ำแข็งบ่นพึมพำกับตัวเอง เมื่อแน่ใจว่าไมล์อยู่ห่างออกไป ไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพร่ำบ่นแน่นอน

“ได้ยิน” ไมล์พูดแทรกขึ้นมา “เธอยังมีหน้ามาบ่นอีกเหรอ ที่ฉันต้องมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะเธอ มีดนั่นอยู่ในมือเธอนะ” น้ำแข็งหันกลับมาทันที เพราะมันมากไปแล้วที่เขาจะเอาความผิดมาโยนให้เธอ 

“ฉันไม่แทงคุณนับว่าดีแค่ไหนแล้ว คุณเป็นผู้ชายประเภทไหน ที่จู่ๆก็วิ่งเข้ามาโอบกอดผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน” น้ำแข็งสาดใส่ในที่สุด หลังจากที่อดทนอดกลั้นมาตลอดเช้านี้ และอีกอย่างเธอไม่ได้ตั้งใจทำให้เขาบาดเจ็บ เพราะตอนนั้นเธอตกใจเสียมากกว่า

ไมล์กัดกรามแน่น สายตากวาดสำรวจใบหน้าของผู้หญิงตรงหน้า ด้วยแววตาจับผิดแฝงความไม่พอใจไว้ “แล้วเธอเอาอะไรคิด ถึงไปทำศัลยกรรมใบหน้าแบบนี้มา” 

น้ำแข็ง อ้าปากค้าง เหวอไปเลย นี้เขาคิดว่าเธอไปทำหน้าแบบที่ตั้งใจให้เหมือนกับคุณน้ำแข็งของเขาอย่างงั้นเหรอ ผู้ชายคนนี้ หลงตัวเองได้ขนาดนี้เลย เหรอ ประสาทเหรอเปล่าฉันเนี่ยนะจะไปทำศัลยกรรม แค่จะกินยังไม่ค่อยจะมี    น้ำแข็งได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าหาญถึงขนาดนั้น และเธอก็เลือกที่จะเงียบเสียงไว้ดีกว่า เพราะพูดไปรันแต่จะไม่จบไม่สิ้น ไปให้ไกลๆเขาจะดีกว่า ไม่งั้นอาจถูกตีความว่าเธออยากใกล้ชิดเขาก็เป็นได้ เพราะถึงขั้นคิดได้ว่าเธอไปทำศัลยกรรมให้เหมือนกับผู้หญิงที่เขารัก


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha