[จบ] แสงใต้เงา [Chance Below Shadow]

โดย: รุ่งอรุโณทัย



ตอนที่ 8 : ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

น้ำแข็ง อ้าปากค้าง เหวอไปเลย นี้เขาคิดว่าเธอไปทำหน้าแบบที่ตั้งใจให้เหมือนกับคุณน้ำแข็งของเขาอย่างงั้นเหรอ ผู้ชายคนนี้ หลงตัวเองได้ขนาดนี้เลย เหรอ ประสาทเหรอเปล่า ฉันเนี่ยนะจะไปทำศัลยกรรม แค่จะกินยังไม่ค่อยจะมี    น้ำแข็งได้แต่คิดในใจไม่กล้าหาญถึงขนาดที่จะเอ่ยออกไป และเธอก็เลือกที่จะเงียบเสียงไว้ดีกว่า เพราะพูดไปรันแต่จะไม่จบไม่สิ้น ไปให้ไกลๆเขาจะดีกว่า ไม่งั้นอาจถูกตีความว่าเธออยากใกล้ชิดเขาก็เป็นได้ เพราะถึงขั้นคิดได้ว่าเธอไปทำศัลยกรรมให้เหมือนกับผู้หญิงที่เขารัก

“ถึงแล้วค่ะ ดิฉันกลัวเข็ม รอข้างนอกนะคะ” น้ำแข็งปดคำโต เธอหาข้ออ้างที่ไม่ต้องเข้าไปในด้านในเพื่อที่จะต้องไปอยู่ใกล้ๆกับเขา

ไมล์แค่มองด้วยสายเหยียดหยันก่อนจะเดินเข้าไป ท่าทางแบบนั้นไปหลอกเด็กเถอะ แม้ไมล์จะมองออกว่าเป็นข้ออ้างแต่เขาก็ไม่ขัด เพราะเขาก็ไม่ได้อยากให้น้ำแข็งต้องเข้าไป ตามติดตัวเขาเหมือนกัน

[กินข้าวเที่ยวกันมั้ย] น้ำแข็งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เห็นข้อความที่พิมส่งมาทิ้งไว้ น้ำแข็งจึงตอบกลับไปว่า [ตกลง] เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ไมล์ก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน

“เรียบร้อยแล้วนะคะ” น้ำแข็งยิ้มออกมา เมื่อไมล์พยักหน้า “งั้น สวัสดีค่ะ” น้ำแข็งยกมือไหว้พร้อมกล่าวลา 

“ฉันอนุญาตให้เธอไปแล้วเหรอ” เสียงราบเรียบที่ไม่เดือดร้อนดังตามมา น้ำแข็งหยุดฝีเท้าและหันกลับมา

“ก็เรื่องของคุณสิค่ะ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาของดิฉันเสร็จแล้วค่ะ”  น้ำแข็งพูดแค่นั้นหันกลับเร่งฝีเท้าเพื่อให้ห่างจากไมล์มากที่สุดในทันที

ไมล์ไม่ยื้อหยุดน้ำแข็ง ได้แต่มองตามด้วยสายตาเยือกเย็น และช่วงเวลาที่เหลือของวันนี้ไมล์ไม่มีอะไรที่ต้องทำสำหรับการกลับมาเมืองไทยอย่างถาวรในวันที่สาม แม้เรื่องของผู้หญิงที่ชื่อน้ำแข็งจะรบกวนจิตใจเขาไม่น้อยก็ตามทีเถอะ แต่เอาเถอะเขาก็จะใจเย็นๆ รอดูว่าเธอคนนั้น น้ำแข็ง กรกต เธอเข้ามาใกล้ชิดกับคนในครอบครัวของเขาเพื่อจุดประสงค์อะไร 

ทางด้านน้ำแข็งที่สามารถขึ้นรถเมล์ได้แล้ว ก็รู้สึกโล่งใจหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น เธอไม่ชอบความรู้สึกของตัวเองยามที่ต้องอยู่ใกล้ๆกับบุตรชายของผู้มีพระคุณเลย เอาเถอะคงไม่จำเป็นต้องเจอกันบ่อยนักมั้ง


ในเช้าวันรุ่งขึ้นของวันที่สี่ ไมล์ออกมายืนที่ระเบียงห้องเหมือนเมื่อวานนี้ แต่วันนี้เขากลับไม่เห็นอะไรเลยนอกจากสวนที่ไร้สิ่งมีชีวิต ไมล์มุ่นคิ้วอย่างไม่ชอบใจ ทำไมเขาจะต้องออกมามองหายายผู้หญิงคนนั้นด้วย เมื่อคิดได้ดังนั้น ไมล์จึงหันหลังกลับเข้าห้องนอนหยิบชุดวอร์มสำหรับออกกำลังกายมาเปลี่ยน เช้านี้ไมล์อยากจะวิ่งออกกำลังกาย และในขณะที่ไมล์วิ่งรอบบ้านไปแล้วสองสามรอบ คนที่เขามองหาเมื่อเช้า กำลังเดินมาตามทางจากประตูใหญ่เข้ามายังตัวบ้าน ไมล์แค่เห็นว่าเป็นเธอแค่นั้นและเขาก็วิ่งต่อเพื่อเพิ่มรอบในการวิ่งต่อไป 

“คุณพ่อค่ะ ลูกพอจะมีหวังบ้างมั้ยคะเนี่ย” ศศิกานต์ที่มองมาจากชั้นสอง เห็นทั้งไมล์และน้ำแข็ง เมื่อทั้งสอง ต่างคนต่างอยู่ ต่างดำเนินชีวิตของตนต่อไปแบบไม่มีทีท่าว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์กัน ทำให้ศศิกานต์รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก

“จะรีบด่วนตัดสินไปทำไม สองคนนี้ยังมีเวลาอีกเยอะ เคยได้ยินมั้ย ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน  ไมล์ไม่ใช่คนโง่ และน้ำแข็งก็เป็นเด็กดี เมื่อทั้งสองได้รู้จักกันมากขึ้นทุกอย่างก็จะดีเอง” เอกพจน์ให้กำลังใจบุตรสาว

เมื่อถึงเวลามื้อเช้า ทั้งสี่ก็ประจำที่เรียบร้อย น้ำแข็งก็ตั้งหน้าตั้งตากินไม่พูดไม่จา ไมล์เองก็ไม่ต่างไปจากน้ำแข็งที่เขาก็กินเงียบๆเช่นกัน

“เออ ไมล์ ถ้าวันนี้ลูกไม่มีที่ไหนต้องไป ไปฟังเพชรพระอุมาด้วยกันกับคุณตามั้ย” 

ฮืมม!!!  น้ำแข็งสำลักทันที เมื่อสิ้นเสียงของศศิกานต์

“เพชรพระอุมา ฟัง คืออะไรเหรอครับ” 

“น้ำแข็งจะอ่านหนังสือให้คุณตาฟังเป็นประจำ ตอนนี้คุณตาติดเรื่องนี้มาก ตอนสมัยที่เรี่ยวแรงมีมากมายก็ไม่มีเวลาอ่าน พอมีเวลาอ่าน ดวงตาก็ไม่เอื้ออำนวยเลย” ศศิกานต์อธิบายให้บุตรชายฟัง พร้อมๆกับชำเลืองมองอาการของ    น้ำแข็งที่เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก

“ก็ได้ครับ” ไมล์เงียบอยู่นานก่อนตอบออกไป น้ำแข็งหน้าร้อนวูบทันที ในขณะที่ศศิกานต์ยิ้มอย่างพอใจ

“ของหวานเป็นอะไร?” เอกพจน์เอ่ยถามน้ำแข็งหลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว

“บัวลอยไข่หวานค่ะ” ไมล์เงยหน้าขึ้นมองน้ำแข็งอย่างใคร่รู้และสนใจในทันที

“อ๋อ ป้าของน้ำแข็ง ทำขนมส่งขายตามร้านเบอเกอรี่ร้านกาแฟ ไมล์ก็เคยกินแล้วนิ” ไมล์พยักหน้าเข้าใจในทันที “ไหนๆก็พร้อมหน้าพร้อมตา และทั้งสองก็เจอกันแล้วนะ ไมล์ทันทีที่ลูกเริ่มที่จะเข้าไปทำงานที่บริษัทของเรา น้ำแข็งจะเข้าไปเป็นผู้ช่วยเลขาฯให้กับลูกนะ”

ไมล์มุ่นคิ้วมองแม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และสลับไปมองน้ำแข็งที่นั่งข้างๆ โดยที่เธอยังสวมชุดนักศึกษาอยู่ ไมล์ไม่เข้าใจ “แล้วคนโปรดของคุณแม่ ไม่ต้องเรียนหนังสือเหรอครับ”

“เทอมสุดท้าย น้ำแข็งฝึกงานจร้า แม่ถึงให้เข้าไปฝึกงานที่บริษัทเราไง และถ้าได้ฝึกกับไมล์ จะเป็นโอกาสที่ดีให้กับน้องเขามากๆ” 

“นี่เธอ...” ไมล์เริ่มหงุดหงิด เพราะตั้งแต่เริ่มกินมื้อเช้าจนเข้าสู่ช่วงของหวานและกาแฟ เขายังไม่ได้ยินเสียงน้ำแข็งเลย แต่แล้วเมื่อวาจาไม่เสนาะหูเล็ดรอดออกมาจากปากของไมล์ ไม่เพียงเข้าหูน้ำแข็งที่เธอไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อเข้าหูผู้ใหญ่อีกสองคน ศศิกานต์จึงทนไม่ได้ที่จะต้องเอ็ดลูกชายตน

“น้องมีชื่อนะ!” 

“เออ...คุณแม่ไม่คิดจะถามน้ำแข็งเขาสักคำเหรอครับว่าอยากจะมาฝึกงานเป็นผู้ช่วยเลขาฯ มั้ย” ศศิกานต์มองใบหน้าลูกชาย และหันไปมองน้ำแข็ง

“พี่เขาอยากรู้ว่า น้ำแข็งสมัครใจและเต็มใจที่จะไปทำงานกับเขามั้ย”   ศศิกานต์แปลงภาษาของไมล์ให้สละสลวยน่าฟังมากขึ้น

“ค่ะ เต็มใจค่ะ” เสียงที่เอ่ยออกไปด้วยแววตาและใบหน้าที่ยิ้มแย้ม อย่างผู้ที่ได้รับการสั่งสอนมาในเรื่องความกตัญญู แต่ภายในใจ ‘คุณป้าให้หนูไปทำงานเป็นแม่บ้านหรือเด็กเดินเอกสารก็ได้นะคะ หนูจะเต็มใจอย่างไม่คิดอะไรในใจเลยค่ะ’ 

“คุณไมล์ค่ะ มีคนมาขอพบค่ะ เขาแจ้งว่า เป็นคนนำรถมาส่งให้คุณไมล์ค่ะ” จันทร์ที่พึ่งเดินเข้ามาเอ่ยแจ้งไมล์ในทันที

“รถของลูกมาแล้วเหรอ คุณพ่อ น้ำแข็ง พวกเราออกไปดูกันดีกว่าค่ะ”   ศศิกานต์เดินเข้าไปช่วยพยุงเอกพจน์ ซึ่งไมล์ก็ไม่ได้ขัดหรือคัดค้านอะไร ปอร์เช่ คาเยนน์ [Porsche Cayenne] สีดำ จอดรออยู่หน้าประตู ไมล์เดินเข้าไปตรวจสอบรถและเอกสารด้วยตัวเองอยู่สักพัก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ก็ขอลากลับ 

ศศิกานต์สบตากับเอกพจน์ อย่างโล่งใจ เธอไม่ได้รังเกียจหรือตั้งแง่กับรถที่ราคาน้อยกว่ารถที่ไมล์เลือก แต่เธออยากให้ลูกชายเพียงคนเดียวมีสิ่งที่ดีที่สุดแบบที่เหมาะสมกับเขาก็เท่านั้น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha