ไฟรักแรงปรารถนา

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 10 : การสอบสวน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

ขณะเดียวกัน กรกฤตกำลังเดินออกจากสนามบินพอดี หลังจากที่ส่งสาวสวยที่เขาควงมาประมาณสองสามวันขึ้นเครื่องไป เขาเกิดคิดถึงเพื่อนสาวก็รีบโทรหา

"ฮัลโหลจิวทำอะไรอยู่ ออกค่ายสนุกไหม" กรทักด้วยความอารมณ์ดี

"ก็ดีนะ" แต่คนตอบกลับเสียงเศร้าซึม

"เป็นไรรึเปล่าเสียงเหนื่อยๆ เอ... หรือหักโหมมากไป ฮ่าๆๆ..." ชายหนุ่มไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเธอคงจะเหนื่อยจริงๆ จึงแอบแหย่ให้หญิงสาวร่าเริงบ้าง

"บ้าเหรอ...กรนี่ แล้วนี่อยู่ไหนนะเสียงดังเชียว" เธออดขำในความขี้เล่นของเพื่อนชายไม่ได้

"อยู่สนามบินนะ มาส่ง...เออ..ลูกค้าา" กรกฤตลากคำว่าลูกค้ายาวๆ อย่าง

มีความหมาย

"ส่งลูกค้าหรือส่งสาวขึ้นเครื่องกันแน่" จรัสรวีรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร

"แหม...รู้ใจจริงๆ...แล้วพ่อกระดูกอ่อนของจิวล่ะ" ชายหนุ่มสวนกลับ

"ไม่อยู่นะ ไปธุระ" น้ำเสียงเธอกลับมาหมองหม่น เมื่อคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

"ก็เลยถือโอกาสนอนพักเอาแรงล่ะซิ" กรยังคงแหย่เธอไม่เลิก

"กรทะลึ่ง" แต่ก็ทำให้เธอหัวเราะออกมาได้ทุกที

"แล้วยาที่ให้นะ กินอยู่รึเปล่า" กรเป็นห่วงกลัวเพื่อนสาวจะท้อง จึงหมั่นเตือนเธออยู่เสมอ

"กินอยู่" หญิงสาวตอบน้ำเสียงแผ่ว

"ดีแล้ว...เอ๊ะ....ว๊าววว" ชายหนุ่มตอบอย่างอารมณ์ดี กวาดสายตามองไปรอบๆ ตามนิสัย ก็หันไปเห็นสาวสวยที่ดูสะดุดตา เพียงเห็นแค่ด้านข้างเขาก็หลงใหลเธอยิ่งนัก เธอดูสวยสง่าราวกับนางฟ้าลงมาเกิดก็ว่าได้

กรกฤตที่ปกติแล้วจะไม่ค่อยชมผู้หญิงคนไหนว่าสวย ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชื่น

ชมเธอคนนั้น แต่ดูเหมือนเธอกำลังควงคู่กับใครสักคนเป็นใครสักคนที่เขาดูคุ้นตา และเมื่อเห็นชัดๆ ชายหนุ่มก็โมโหสุดขีดแทบอยากจะเข้าไปต่อยหน้าให้หายแค้น

"อะไรกร..." หญิงสาวแปลกใจที่อยู่กรก็หยุดพูด

"จิว แค่นี้ก่อนนะ" ชายหนุ่มขอวางสาย ยังไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขาเจอใคร กรเดินสาวเท้าก้าวเข้าไปหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วดึงคอเสื้อของชายหนุ่มที่เขาหมายตาเอาไว้ด้วยความโกรธ

"เด็กเลว แกนอกใจจิว" เมื่อพาทิศหันมายังไม่ทันตั้งตัว กรก็ใส่หมัดเข้าไปที่ใบหน้าอันหล่อเหลาอย่างเต็มแรง โดยที่ชายหนุ่มไม่ทันระวังตัว เขาล้มลงไปที่พื้นแล้วลุกขึ้นมามองคนที่ต่อยเขาก็เข้าใจว่ากรคงเข้าใจผิด เลยไม่คิดจะสวนกลับให้เป็นเรื่องใหญ่

// กรี๊ด.... //

"อะไรกันนะ" เพียงพิศกรีดร้องด้วยความตกใจ ที่อยู่ๆ น้องชายก็ถูกใครก็ไม่รู้เข้ามาทำร้าย

"ไม่รู้อะไรอย่าพูดมากดีกว่า" พาทิศยกมือขึ้นปาดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปากอย่างช้าๆ กรเห็นเซไม่สวนกลับก็นึกเอะใจ แต่ก็ยังไม่ลดละ

"เธอก็เหมือนกัน หน้าตาก็ดี ทำไมต้องแย่งแฟนชาวบ้าน..ห๊า..." กรกฤตหันไปต่อว่าอากิที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"เอ๊ะ...แฟน เออ..." เพียงพิศก็มึนงงที่กรพูดใส่เธอแบบนั้น เธอมองดูกรด้วยความประหลาดใจ แล้วหันไปมองดูน้องชายตัวเองว่าไปมีเรื่องกับคนคนนี้ได้ยังไงกัน

"มาทำเป็นตีหน้าซื่อ" กรเห็นหญิงสาวสีหน้ามึนงงก็ยิ่งโกรธ หน้าตาก็สวยดี แต่นิสัยแย่

"กร...ผมไม่มีอารมณ์มาทะเลาะด้วยตอนนี้ นายอยากเข้าใจอะไรก็เชิญ ขอตัว ไปเถอะอากิ" พาทิศไม่อยากที่จะต่อล้อต่อเถียงหรืออธิบายให้กรเข้าใจในตอนนี้ หันไปคว้ามือพี่สาวแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

"เซ ทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ ว่าเราเป็นพี่น้องกัน" อากิไม่เข้าใจว่าเซเครียดอะไรนั้นหนา ถึงไม่มีอารมณ์ที่จะบอกความจริง

"ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันมีเรื่องอื่นให้เครียดมากกว่าเรื่องไร้สาระแบบนี้" เซพูดเรียบๆ ผลักอากิขึ้นรถ แล้วขับออกไปทันที

กรกฤตยืนนิ่งอยู่กับที่ภายในใจร้อนรุ่มเหมือนดังไฟร้น กับภาพที่ได้เห็น

พลันนึกไปถึงเพื่อนสาวที่กำลังถูกเด็กหนุ่มหลอกเป็นเครื่องมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรหาเธอในทันที

"ว่าไงกร" หญิงสาวรับโทรศัพท์น้ำเสียงงัวเงีย เหมือนใกล้จะหลับ

"ไอ้เด็กนั่นมันบอกว่าไปไหน" เขาพูดเสียงกระชากใส่เธอ แววตายังคงจับจ้องไปที่ทางออกที่เซและอากิเดินไปเมื่อกี้ เหมือนกำลังจินตนาการว่าทั้งสองคนยังยืนอยู่ตรงหน้า

"ไปทำธุระนะ" เธอตอบเรียบๆ ยังมึนงงกับน้ำเสียงของอีกฝ่าย

"บอกรึเปล่าว่าธุระอะไร" คนรายงานถามย้ำในสมองนึกคำพูดที่จะบอกความจริงให้หญิงสาวสะเทือนใจน้อยที่สุด

"เปล่า....มีอะไรเหรอกร" หญิงสาวเริ่มแปลกใจที่น้ำเสียงกรเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่โทรมา

"แล้วรู้ไหมว่ามันออกมารับสาวสวยที่สนามบิน ฉันเจอมัน ควงแขนกันเชียวล่ะ" กรพูดห้วนๆ ด้วยความหงุดหงิด

หญิงสาวนิ่งพูดไม่ออก แทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เธอเพิ่งได้ยิน

"จิว..." กรเรียกย้ำเมื่อเห็นเพื่อนสาวนิ่งไม่พูดตอบ

"ว่าไง" หญิงสาวพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด ไม่ให้กรสงสัย

"ไม่โกรธเหรอจิว" กรเห็นน้ำเสียงเพื่อนสาวยังดูเฉยอยู่ก็แปลกใจ

"กร..ขอโทษนะจิวปวดหัวนะ" เธอรีบตัดบท เพราะตอนนี้เธอมีเรื่องเครียดมากมายเหลือเกิน

"จิว....เป็นอะไรรึเปล่า" กรเริ่มเป็นห่วงเพื่อนสาว เมื่อเห็นเธอดูไม่ยินดียินร้ายกับเรื่องที่เขาบอกไป

"ไม่หรอก จิวแค่เพิ่งกลับมาจากค่ายนะเลยเหนื่อย"

"เหรอ งั้นไว้ค่อยคุยกันก็แล้วกันนะ" กรจึงจำใจวางสายเมื่อเห็นจิวไม่ค่อยอยากคุย บางทีเธออาจจะอยากอยู่คนเดียว หรือบางทีน้ำเสียงที่เธอเครียดๆ ในตอนแรกๆ อาจะเป็นเพราะรู้เรื่องนี้แล้วก็ได้ เธออาจจะจับได้ว่าพาทิศมีคนอื่น แต่ไม่กล้าบอกตน คิดแล้วแค้นใจ

หลังจากที่จิววางสายกับกร น้ำตาของเธอก็ค่อยๆไหลลงมา

"เรามันโง่จริง ที่คิดว่าจะสำคัญกับเขา" เธอพูดออกไปเหมือนต่อว่าตัวเองเสียงสั่นเครือ หันไปนอนกอดหมอนร้องไห้ด้วยความเสียใจกับเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น รู้สึกไม่น่ากลับมาจากค่ายเลย ถ้าไม่กลับเธออาจจะแก้ตัวกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดอยู่เดียวดาย ในขณะที่ชายหนุ่มไปเริงร่าอยู่กับผู้หญิงคนอื่น

เวลา ตี 5 ณ. ห้องอาหารในโรงแรม XXX เครือมัตสึโอกะกรุ๊ป

"อะไรนะนี่เรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ" อากิตกใจอย่างไม่เชื่อเรื่องที่เซเพิ่งเล่าให้เธอฟัง

"ใช่" ใบหน้าของชายหนุ่มเคร่งครียดอย่างเห็นได้ชัด

"อากิไม่รู้นะ ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอาจารย์ของเซนะ" เธอพูดไปถึงหญิงสาวที่เซโทรมาปรึกษาตอนที่จิวป่วย

"เป็นอาจารย์แล้วยังไงล่ะ" พาทิศยังไม่เข้าใจในความหมายขอวงอากิที่ตกใจ

"เซรู้ไหม ที่ประเทศไทยนะ เขาไม่นิยมให้นักเรียนกับอาจารย์มีอะไรกัน มันไม่งาม แล้วอีกอย่างถ้าใครรู้เข้า ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ต้องออก หรือไม่ก็ออกทั้งสองฝ่าย" เพียงพิศอธิบายเพราะเธออยู่เมืองไทยมานานกว่าเขา

ชายหนุ่มอึ้งพูดไม่ออก เมื่อรู้ความจริงจากอากิ

"ฉันจะไม่ให้จิวต้องถูกไล่ออกหรอก" ชายหนุ่มพูดอย่างเหม่อลอย โดยที่ไม่

รู้ว่าตัวเองจะทำได้รึเปล่า

"พูดนะมันง่าย เซไม่ได้ใหญ่มาจากไหนนะ" อากิเตือนสติว่าที่นี่เขาไม่มีอำนาจอะไรเหมือนที่เกาหลี

"ก็ฉันจะลาออกเองไง" ชายหนุ่มบอกทางเลือกที่เขาคิดเอาไว้

"ถ้านายลาออก พ่อส่งนายกลับเกาหลีแน่ๆ แล้วนายก็จะไม่ได้เจออาจารย์จิวคนสวยอีกต่อไป" พี่สาวพูดอย่างมีเหตุมีผล

"แล้วจะให้ทำไงล่ะ" ชายหนุ่มพูดอย่างจนปัญญาหาทางออกไม่ได้ ไม่ว่าหันไปทางไหน อากิก็บอกจุดอ่อนของทางออกที่เขาคิดได้ทุกทาง

"ไม่รู้เหมือนกัน ต้องดูพรุ่งนี้ที่จะเข้าห้องอะไรนั่นนะก่อน ว่าพวกเขารู้อะไรบ้าง นี่ถ้าพ่อแม่รู้นะเซเอ้ย....เละแน่" เธอเองก็คิดไม่ออกจริงๆ เธอไม่ห่วงเรื่องที่มหาลัยเท่าไรนัก ที่ห่วงก็พ่อแม่มากกว่า จะว่ายังไงถ้ารู้เรื่องนี้

"พ่อแม่เรานะไม่กลัวเท่าไรหรอก กลัวแต่พ่อแม่เขา" พาทิศรู้สึกกลัวแทนหญิงสาว เขาไม่เคยกลัวหรือเป็นห่วงใครเท่านี้มาก่อนเลย

"รู้ว่าเขาจะเสียหายแล้วโง่ทำตามใจตัวเองทำไมล่ะ" เพียงพิศตำหนิในความเอาแต่ใจ และเอาแต่อารมณ์ของน้องชาย

"อากิไม่เข้าใจหรอก อากิยังไม่เคย อารมณ์นั้นนะมันห้ามกันได้ที่ไหน" ชายหนุ่มตอบแบบอ้อมแอ้ม

"สงสัยต้องลองบ้างจะได้รู้" หญิงสาวแกล้งแหย่ให้เขาเลิกเครียด

"บ้า อย่าคิดเชียวนะ ผมไม่ยอมหรอก" น้องชายหันไปทำตาเขียวใส่ เขารักและหวงพี่สาวคนนี้มาก

"อะไรเธอสนุกได้ฉันทำไม่ได้เหรอ" เธอทำหน้าทะเล้นใส่เขา

"ไม่ได้อากิเป็นผู้หญิงนะเสียหาย" แต่เขากลับทำสายตาจริงจังใส่

"แล้วที่เธอทำกับผู้หญิงคนอื่นล่ะไม่คิดถึงเขาบ้าง" เธอได้ทีจึงสั่งสอนไปในตัว

"คือ..." คำพูดของของเธอทำเอาเขาพูดไม่ออก

"ที่แบบนี้ล่ะมาเป็นห่วงฉัน ระวังเวรกรรมจะตามทัน มาลงที่อากิ" เธอชี้ไปที่ตัวเองเหมือนกำลังจะถูกกรรมของเขาตามทัน

"เฮ้อ...จะมาสั่งสอนหรือหาทางช่วย" เขาถอนหายใจหนักด้วยความกลุ้มใจ

"ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง ต้องรอดูว่าพรุ่งนี้ทางมหาลัยเขาจะว่าไงบ้างนะซิ" เธอ

เองก็เหนื่อยใจไม่น้อยที่มาถึงเขาก็เอาปัญหามาให้กับเธอ

"งั้นถ้ารู้แล้วจะโทรมาบอก"

"อือ แต่ตอนนี้พากลับบ้านเถอะง่วง" หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากหาว มองดูนาฬิกาที่บอกเวลา 6 โมงกว่า

"ได้ซิ" ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปที่รถแล้วขับพาเธอไปส่งที่บ้านหลัง จากที่ส่งเธอที่บ้านเสร็จ เขาก็ขับรถออกมาเพื่อที่จะไปรับอาจารย์สาวไปมหาลัยพร้อมกันตามที่เขาบอกเธอเอาไว้ ก่อนที่จะออกมา

เวลา 7.00 น. หญิงสาวนอนแทบไม่หลับทั้งคืน เธอคิดถึงแต่เรื่องที่จะต้องเข้าห้องสอบสวนในวันนี้ และคิดถึงเรื่องที่กรโทรมาบอกเธอเมื่อคืน เธออาบน้ำแต่งตัวเดินลงมาข้างล่าง มองเห็นรถของตัวเองจอดอยู่ที่หน้าบ้าน แต่ไม่เห็นรถของชายหนุ่ม ก็นึกน้อยใจ

นี่คงเที่ยวกับสาวจนลืมเธอนะซิ หญิงสาวจึงไม่สนใจที่จะรอ ปิดประตูล็อกบ้านแล้วออกเดินทางไปมหาลัยด้วยความหวั่นใจที่ต้องเผชิญหน้ากับทุกอย่างเพียงลำพัง

ชายหนุ่มขับรถด้วยความเร็วเพื่อรีบมาหาหญิงสาว แต่ก็ไม่ทัน เขามาถึง

ประตูบ้านก็ถูกปิด ไม่มีวีแววว่าหญิงสาวจะอยู่ เขาก็รีบขึ้นรถแล้วขับออกไปที่มหาลัยทันที เมื่อขับไปถึงที่จอดรถก็วนหารถของหญิงสาว เห็นจอดอยู่ที่ประจำของเธอก็รีบเทียบจอดข้างๆ แล้วลงจากรถวิ่งไปที่ห้องพักของเธอ

ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปแล้วนั่งที่เก้าอี้เห็นหญิงสาวกำลังนั่งทำหน้าเครียดอยู่

"ทำไมเมื่อเช้าไม่รอผม ไปมหาลัยด้วยกัน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเหมือนเธอทำผิดมากมายที่ไม่รอเขา สายตาของเขาจ้องมองแววตาเศร้าหมองของหญิงสาวอย่างค้นหา

"ฉันจะไปรู้เหรอนึกว่าจะไม่เข้ามาหา เห็นติดสาวอยู่" หญิงสาวไม่ยอมสบตาเขา เธอกำลังโกรธ

"ห๊า...สาวไปฟังมาจากไหนเนี่ย" ชายหนุ่มตกใจว่าเธอรู้ได้ไงว่าเขาไปรับอากิ เขาจำได้ว่าไม่ได้บอกเธอ

"หึ..." หญิงสาวเชิดใส่ หมุนเก้าอี้ไปทางอื่นอย่างไม่สนใจคำแก้ตัว

"อ๋อ เพื่อนจิวโทรมาบอกล่ะซิ" แล้วก็นึกขึ้นได้ ว่าเขาเจอใครในวันนั้น

เธอไม่ตอบดวงตาแดงก่ำ พยายามไม่ร้องไห้ออกมา เธอไม่อยากให้เขารู้

ว่าเธอเสียใจ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาหญิงสาว ทรุดตัวนั่งลงตรงหน้า

"หึงเหรอ" เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุข ที่เห็นท่าทีหึงหวงเขาของเธอ

"บะ...บ้า..." หญิงสาวหน้าแดง หลบหน้าไปทางอื่น แต่ชายหนุ่มก็จับให้หันกลับมามองเขา

"จะบอกให้ คนที่เพื่อนจิวเห็นนะชื่ออากิ" เขาพูดช้าๆ ให้เธอฟัง แล้วสังเกตท่าทางของเธอด้วยความสนุก

"ฉันไม่อยากรู้" หญิงสาวได้ยินแล้วก็เจ็บแปลบที่หัวใจ เขาจะมาบอกชื่อผู้หญิงที่ไปควงมา ให้เราฟังทำไมกันนะ ไม่รู้รึไงว่าเราเจ็บ หญิงสาวคิดด้วยความน้อยใจ

"ไม่อยากก็ต้องอยาก เพราะเขาสำคัญกับผม" ชายหนุ่มเน้นย้ำ แววตาพอใจกับท่าที่หึงหวงของเธอ

หญิงสาวพูดไม่ออก คนสำคัญของผม น้ำตาของเธอค่อยไหลออกมาเป็นทาง ชายหนุ่มเห็นแล้วก็ยิ่งขำ มันยิ่งทำให้เขาแน่ใจว่าเธอคิดอะไรกับเขา พาทิศยกมือขึ้นปาดน้ำตาของหญิงสาวอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากบางสั่นระริกเหมือนอดกลั้นความรู้สึก

"อากิ....เป็น..พี่สาวของผมเอง" ชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูหญิงสาว แล้วลุกขึ้นเดินกลับมานั่งที่เดิม

"เอ๊ะ...พี่สาว" หญิงสาวตกใจ หันไปมองหน้าชายหนุ่ม นี่เขาจะโกหกอะไรเธออีก

"ใช่ พี่สาวที่ห่างกัน 2 ปี สนิทกันมาก มีอะไรผมจะบอกเขาทุกเรื่อง แล้วเขาก็เพิ่งมาจากเกาหลี ผมเคยสัญญาว่าจะไปรับ ก็เลยต้องรีบไป ไม่ทันได้บอกจิวก่อน อีกอย่างผมมีเรื่องจะปรึกษาอากิด้วย ก็เลยคุยกันยาว เลยกับเช้า" ชายหนุ่มขยายความให้ชัดเจนขึ้น

หญิงสาวพอจำได้รางๆ ว่าเขาเคยบอกว่ามีพี่สาวเป็นนางแบบอยู่ที่เกาหลี และกำลังจะมาที่เมืองไทยในเร็วๆนี้

"ก็ไม่เห็นต้องมารายงานฉันเลย" หญิงสาวจึงรู้สึกตัวว่า พลาดท่าให้เขารู้ความในใจของเธอไปซะแล้ว ว่าเธอคิดยังไงกับเขา

"น่ารักจัง" ชายหนุ่มท้าวแขนกับโต๊ะแล้วชันใบหน้าอันหล่อเหลาเอาไว้ มองหน้าเธอแล้วยิ้ม

"อะไรย่ะ...แล้วหน้าไปโดนอะไรมา" หญิงสาวเพิ่งสังเกตเห็นหน้าเขา ที่มี

รอยช้ำที่มุมปาก

"ไม่มีอะไรหรอก เพื่อนจิวนะเห็นผมเดินอยู่กับอากิเลยเข้าใจผิดเดินมาต่อยหน้าผมนะ" ชายหนุ่มพูดเรียบๆ จับที่มุมปากที่ยังบวมอยู่น้อยๆอย่างไม่ใส่ใจ

"นี่กรทำขนาดนั้นเลยเหรอ" หญิงสาวรู้สึกไม่สบายใจที่กรรุนแรงแบบนั้น

"ไม่มีอะไรหรอก เป็นผม ผมก็ฉุน ถ้ามีใครมาทำกับอากิแบบนั้น ทำไมจิวเป็นห่วงผมเหรอ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวจิวจูบก็หายแล้ว" ชายหนุ่มแหย่ให้หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้น

"บ้าเหรอ..." แล้วก็ได้ผล เธอรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แต่ไม่ใช่เพราะที่เขาพูด เพียงแค่เธอเห็นหน้าเขาเธอก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ส่วนเรื่องผู้หญิงเธอก็ยังติดใจอยู่เล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าใช่พี่สาวของเซจริงรึเปล่า แต่เวลานี้เธอมีเรื่องกลุ้มใจมากพออยู่แล้วจึงยังไม่อยากคิดเรื่องนี้ ให้ปวดหัวหนักกว่าเดิม

// ก๊อก ๆๆๆ // แล้วเสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะ อาจารย์ที่ดูมีอายุเปิดเข้ามา

"อาจารย์จิว อ้าวพาทิศอยู่ด้วยกันพอดีเลย ได้เวลาเข้าห้องแล้ว" สายตาของเธอมองดูทั้งสองคนอย่างรังเกียจ ภายในใจคิดว่าขนาดอยู่ที่มหาลัยยังกล้านั่ง

อยู่ในห้องกันตามลำพังแบบนี้ แล้วเธอก็ปิดประตูใส่เสียงดัง

จรัสรวีลุกขึ้นยืนหันรีหันขวาอย่างทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มเห็นแล้วก็สงสาร เอื้อมมือมาจับมืออันเย็นเฉียบของเธอเอาไว้แน่น ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านสู่หัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก มองดูมือที่จับเธอแล้วมองดูใบหน้าคนจับ สายตาเขาทำให้เธอเชื่อมั่น

"ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะปกป้องจิวเอง" ชายหนุ่มพูดออกมาจากใจ คำพูดของเขาทำให้เธอหายสั่น หายตื่นเต้นแววตาของเขาทำให้เธอรู้สึกว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย และถ้ามันไม่เรียบร้อยถ้ามันต้องเลือก เธอก็ได้เลือกหนทางของเธอเอาไว้แล้ว

ทั้งสองก็เดินไปที่ห้องสอบสวนพร้อมๆ กัน อาจารย์ที่เป็นกรรมการมหาลัยนั่งอยู่ประมาณ 10 คนได้ มีเก้าอี้สองตัวตั้งอยู่ตรงกลางทั้งสองเดินไปนั่งที่เก้าอี้สองตัวนั้นอย่างรู้หน้าที่

"เริ่มกันเลยก็แล้วกันนะ อาจารย์จิว คุณรู้ใช่ไหมว่ามาที่นี่ทำไม" อาจารย์คนที่นั่งตรงกลางพูดขึ้นเป็นคนแรก

"ค่ะ ทราบค่ะ" หญิงสาวพยักหน้า พยายามมองสบตาอาจารย์ทุกท่าน

เอาไว้

"คุณมีความสัมพันธ์กับนายพาทิศมากเกินกว่าอาจารย์กับนักศึกษาใช่ไหม" เขาเริ่มเจาะประเด็นทันที ทำเอาหญิงสาวตอบไม่ถูก เธอคิดว่าจะถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่ค่ายพักมากกว่า

"ใช่ครับ" พาทิศเห็นหญิงสาวอ้ำอึ้งก็ชิงตอบให้ในทันที

"พาทิศ.." จรัสรวีหันไปมองหน้าด้วยความมึนงง ว่าทำไมเขาพูดออกไปแบบนั้นอาจารย์ทุกคนในห้องต่างหันไปซุบซิบกัน

"ไม่เห็นต้องโกหก ให้ผมกับอาจารย์เรารักกัน รักกันก่อนที่จิวจะเข้ามาสอนที่นี่" ชายหนุ่มหันมามองจหญิงสาว แล้วเอื้อมมือไปจับไว้แน่น เหมือนจะบอกให้อยู่เฉยๆ เอาไว้

"พวกเธอคบกันก่อนที่จะมาสอนงั้นเหรอ" อาจารย์อีกคนที่อยู่ทางหัวมุมโต๊ะ ทำสีหน้าสงสัย

"ใช่ เราเจอกันที่ต่างประเทศ แล้วก็รักกันคบกัน ผิดด้วยเหรอ ผมก็บรรลุนิติภาวะแล้ว" เขาโกหก แม้แต่จิวเองก็ตามความคิดเขาไม่ทัน เธอมองหน้าเขาอย่างค้นหา

รัก อะไรกัน ทำไมเซถึงบอกว่ารัก ภายในใจเธอรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่

ถูก

"แต่เท่าที่เราสืบมาเธอกับอาจารย์ เพิ่งเจอกันในวิชาภาษาไทยนี่ เพื่อนเธอที่ชื่อเทพบอก" ผู้สอบสวนกล่าวต้อนต่อ

จรัสรวีหันไปมองหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง เธอไม่รู้ว่าเขาจะตอบว่าอะไรเมื่อถูกถามแบบนี้

"นั้น ผมโกหก จิวรู้กฎดีว่าถ้าจะสอนต้องไม่มีความสัมพันธ์กัน จิวเลยให้ผมโกหกว่าไม่รู้จักกัน เทพเองก็แอบชอบจิว ผมเลยต้องหาทางบอกให้เพื่อนรู้ว่าจิวมีเจ้าของแล้ว" พาทิศยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนเขากำลังพูดความจริงอยู่

ซึ่งมันก็ดูน่าเชื่อถือมากด้วย คำพูดโกหกของเขาทำเอาอาจารย์หลายคน พยักหน้า และถ้าเธอฟังไม่ผิดพวกเขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจในสถานการณ์มากขึ้น หญิงสาวรู้สึกมีความหวัง

"แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธอสองคนก็ไม่ควรให้คนอื่นรู้ว่ามีความสัมพันธ์กัน"

"ก็ไม่ได้อยากให้รู้ แต่อาจารย์เวทีลวนลามจิวก่อน" ชายหนุ่มยังคงสามารถ

รักษาระดับเสียงให้นิ่งเหมือนเดิม จนไม่มีใครจับได้ว่าเขาโกหก แม้แต่จิวเองก็ยังทึ่งกับท่าทีของเขา ถ้าไม่ได้เขาช่วยพูดป่านนี้คงตอบไม่ถูก

"เธอไม่มีหลักฐาน ในเมื่ออาจารย์ทุกคนที่ไปค่ายยืนยันว่าเห็นเธอกับอาจารย์จิวกำลังมีเพศสัมพันธ์กันอยู่" อาจารย์สาวที่อยู่ตรงกลางห้องโวยวายขึ้นมาเหมือนนักศึกษาหนุ่มพูดให้ร้ายอาจารย์เวที

"นั้น... ก็แล้วแต่จะคิด" สายตาของชายหนุ่มมองไปทางอาจารย์ที่โวยวายอย่างไม่วางตาเขารู้ดีว่าประเด็นนี้ไม่มีใครเชื่ออยู่แล้ว

"สรุปว่าข้อหาที่เธอว่าร้ายกับอาจารย์เวทีเป็นอันตกไป ที่นี้ก็เหลือแต่เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเธอ พวกเราไม่ห้ามหรอกนะที่จะมีความรัก เพราะบรรลุนิติภาวะแล้วทั้งคู่ แต่ทำแบบนี้ในมหาลัยมันไม่ควร เธอคนใดคนหนึ่งจะต้องลาออก หรือไปทั้งสองคน" อาจารย์คนหนึ่งพูดเรียบๆ มองดูทั้งสองอย่างรอคำตอบ

"ต้องขนาดนั้นเลยเหรอคะ" หญิงสาวพูดออกไปอย่างแผ่วเบา เหมือนบอกกับตัวเอง

"ใช่ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง ถึงแม้ว่าพวกเธอจะบอกว่ารักกันมาก่อนก็ตาม"

"ผมไป..." จังหวะที่เซกำลังจะพูดนั้นเอง หญิงสาวก็ดึงมือเขาไว้ แล้วเธอก็ลุกขึ้น ชายหนุ่มหันมามองด้วยความมึนงง ว่าเธอกำลังจะทำอะไร

"ฉันจะลาออกเองคะ" เธอบอกเสียงสั่นๆ พยายามไม่หันไปมองหน้าเขา เพราะกลัวว่าจะร้องไห้ออกมา

"จิว..." ชายหนุ่มตกใจที่เธอพูดออกไป เขาดึงแขนเธอให้หันมามองเขา แต่เธอก็ยังดึงดันมองไปทางอาจารย์ทุกคนอย่างตั้งใจ เธอให้เขาพูดมามากแล้ว ถึงเวลาที่เธอต้องพูดบ้าง แค่เรื่องโกหกของเขา ก็ทำให้ทั้งสองถูกตำหนิน้อยลง นั้นก็ดีเกินไปแล้ว

"เซ...เธอต้องเรียนต่อให้จบ ฉันไม่เป็นไรหรอก ฉันกลับไปทำงานกับพ่อก็ได้" หญิงสาวพูดเรียบๆ

"แต่มันเป็นอาชีพที่จิวรักนะ" พาทิศลุกขึ้น แล้วมองหญิงสาวจากด้านข้าง เขาไม่คิดว่าเธอจะทำแบบนี้

"ยังไงซะ วันหนึ่งฉันก็ต้องออก แค่ออกเร็วหน่อยเดียวเอง" หญิงสาวพูดตามความจริง ไม่ว่ายังไงอาชีพนี้ก็ไม่ใช่อาชีพที่แท้จริงของเธออยู่ดี

ชายหนุ่มจ้องมองหญิงสาวอย่างค้นหา

"งั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้ อาจารย์จิวหมดหน้าที่ในการเป็นอาจารย์ของที่นี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนเธอพาทิศ เธอเรียนที่นี้ต่อได้ และอย่าให้มีเรื่องแบบนี้อีกปิดการสอบสวน" แล้วอาจารย์ทุกคนก็เดินออกไปจากห้อง ชายหนุ่มมองดูหญิงสาวที่ตัดสินใจลาออก เธอยังคงยืนนิ่งน้ำตาค่อยๆ ไหลลงมา

"ผมขอโทษ" ชายหนุ่มพูดเสียงแผ่วเบา ทั้งที่เขาเขาตั้งใจจะเป็นคนไปเองแท้ๆ

"ไม่มีประโยชน์หรอก ขอโทษไปก็ไม่ช่วยอะไรได้ แต่ก็ขอบใจนะที่ช่วยโกหกว่ารักฉัน มันทำให้เรื่องมันจบเร็วขึ้นเยอะเลย" หญิงสาวหันมามองชายหนุ่ม  แล้วหันตัวเดินจากไปอย่างช้าๆ

"จิว... ผมไม่ได้โกหก" ชายหนุ่มดึงมือเธอเอาไว้ มองแผ่นหลังของหญิงสาว ใจเขาอยากจะกอดและปลอบใจเธอ แต่ในสถานที่แบบนี้เธอคงไม่ยินยอมเป็นแน่

"งั้นเหรอ..ฉัน...ขอตัวนะ" หญิงสาวปลดมือที่ถูกจับไว้อย่างสุภาพ ให้ชายหนุ่มปล่อย เธอรู้ว่าเขาหวังดี แต่สำหรับเธอในตอนนี้เธออยากอยู่คนเดียวมากกว่า

"จิว ผมพูดจริงนะ" ชายหนุ่มยังคงยึดข้อมือของเธอเอาไว้อย่างมั่นคง

"ปล่อย ฉันจะไปเก็บของ และไม่ต้องตามไปที่ห้องนะ ฉันอยากอยู่คน

เดียว" คราวนี้หญิงสาวออกแรงดึงข้อมือของตัวเองให้หลุดออก

ชายหนุ่มจึงค่อยๆ ปล่อยเธออย่างช้าๆ มองร่างงามเดินออกจากห้องไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

นี่เขาเป็นคนทำลายเธอใช่ไหม แค่ต้องการ ทำไมใจเขาถึงเจ็บปวดเมื่อเห็นเธอเป็นทุกข์ เขาอยากจะปกป้องเธอตลอดเวลา ไม่อยากให้เธอร้องไห้ แต่เพราะเขา เพราะเขาทุกอย่างที่ทำให้เธอมีน้ำตา แค่ความต้องการของเขาอย่างเดียว เจ็บเหลือเกินที่เห็นน้ำตาของผู้หญิงคนนี้ หรือว่านี่คือความรักจริงๆ

หญิงสาวเก็บของในห้องอย่างช้าๆ ด้วยมืออันสั่นท้าว ใจเธอรู้สึกหวิวๆ อย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เธอเริ่มคิดว่าเธอจะบอกพ่อแม่ของเธอยังไงดี หลังจากที่เธอเก็บของเสร็จ เธอก็ถือกล่องแล้วเดินออกมาจากห้องพักท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของเพื่อนอาจารย์หลายท่าน

หญิงสาวพยายามไม่หันไปมองหน้าหรือสบตา เธอมองตรงไปข้างหน้าแล้วเดินตรงไปที่รถทันที เมื่อหญิงสาวเดินขึ้นรถ เธอก็ยกสองมือปิดหน้าแล้วร้องไห้ด้วยความเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอไม่น่าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับรสสัมผัสของเขาเลยถ้าเพียงแต่เธอไม่ยินยอม เรื่องแบบนี้มันก็คงไม่เกินขึ้น เธอคิดโทษตัวเอง

หญิงสาวหันไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปหาแม่ของเธอคาดหวังแค่ได้ยินเสียงเพื่อที่เธอจะได้สบายใจขึ้นมาบ้าง // ตรู๊ด...ตรู๊ด //

"ฮัลโหล จิวเหรอลูก" ศศิพูดโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงสดใสเหมือนกำลังสนุกสนานกับการเที่ยว

"แม่เหรอคะ เที่ยวสนุกไหม" จรัสรวีพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติที่สุด เพื่อไม่ให้แม่ของเธอสงสัย

"จ้า สนุก เป็นอะไรรึเปล่าจิว" แต่แม่ก็คือแม่ย่อมรู้ว่าลูกทุกคนมีปัญหา น้ำเสียงของบุตรสาวแม้จะหลบซ่อนแค่ไหนก็ยังแสดงออกถึงความกังวลใจ

"เออ..เปล่าคะ จิวแค่คิดถึงแม่นะ" หญิงสาวรีบปฏิเสธ ในขณะที่น้ำตาก็ยังไหลออกมา

"แล้วทำไมเสียงอู้อี่เหมือนกำลังร้องไห้ล่ะลูก" มารดาพูดออกไปด้วยความรู้สึกแปลกใจจริงๆ ทำเอาคนที่อยู่ข้างๆ หูผึ่งทันที

"อะไรนะ จิวร้องไห้เหรอ ศิ" แบงค์ถามด้วยความเป็นห่วงลูกสวยสุดที่รัก พยายามแย่งโทรศัพท์มาจากมือภรรยาเพื่อถามไถ่อาการด้วยความร้อนใจ ศิเองก็ไม่ยอมให้แบงค์คุยเพราะกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ทำเอาจิวใจหายวาบเธอยังไม่พร้อม

ที่จะคุยกับพ่อของเธอ

"แบงค์ ไม่ต้อง เดี๋ยวศิคุยกับลูกเอง" ศิเสียงแข็งใส่แย่งโทรศัพท์มาจากมือสามี แล้วเดินออกห่างพร้อมยกมือเชิงบอกแบงค์ให้อยู่นิ่งๆ เลิกโวยวาย และให้เธอคุยกับลูกเองซึ่งแบงค์ก็ยอมอยู่นิ่งๆ แต่ก็ยังมองศิด้วยความสงสัย และเป็นห่วงลูกจับใจ

"ว่าไงลูก เป็นอะไรรึเปล่า" น้ำเสียงของเธอเน้นย้ำ

"จิวไม่ค่อยสบายนะคะ เป็นหวัด" จรัสรวีทำเป็นจามเพื่อปกปิดความจริงที่เกิดขึ้น

"งั้นเหรอ" น้ำเสียงของศิยังไม่เชื่อลูกสาวของตัวเอง เธอรู้จักลูกของเธอดี

"ค่ะ เนี่ยน้ำมูลไหลใหญ่เลย" หญิงสาวแกล้งทำเสียงคัดจมูก เป็นการใหญ่ให้ดูน่าเชื่อถือ

"แค่นั้นจริงๆ เหรอ" ผู้เป็นแม่รู้จักนิสัยลูกเป็นอย่างดี ไม่เชื่อคำพูดง่ายๆ

"ค่ะ..." แม้ในใจจะรู้ดีว่าโกหกไม่เก่ง แต่ก็พยายามที่จะยืนกรานคำเดิมต่อไป

"แม่ก็คิดถึงจิวนะ" ศิเห็นลูกสาวไม่ยอมบอกความจริงซะทีก็ไม่อยากเซ้าซี้

"เออ...แม่คะ บอกพ่อด้วยนะว่าจิว...จะกลับไปทำงานด้วยนะคะ" จรัสรวีพูดบอกเธอไม่เต็มปาก น้ำตาไหลออกมายามที่แผงขนตางอนงามกระพริบ

"ห๊า...ทำไมล่ะ" ทำเอาศิตกใจ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าจิวจะกลับมาทำงานด้วย ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ดูรั้นที่จะไปเป็นครู แล้วทำไมอยู่ๆ ถึงยอมกลับมาแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับลูกสาวของเธอแน่ๆ

"ก็จิวเบื่อแล้วนะคะ" หญิงสาวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ เมื่อได้ยินเสียงของมารดาที่ฟังดูตกใจมาก

"จิวมีอะไรใช่ไหม" ศิถามอย่างรู้ทัน ยิ่งเจอบุตรสาวบอกว่าจะกลับมาทำงานที่ใจไม่รัก เธอก็ยิ่งไม่สบายใจ

"ไม่มีค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ จิวจะไปสอนแล้ว" หญิงสาวรีบตัดบทแล้ววางสาย เธอไม่อยากจะคุยต่อ เพราะกลัวว่าความจริงจะหลุดออกไป

หลังจากที่วางสายจากมารดาเสร็จ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วขับรถกลับบ้าน เมื่อเธอมาถึงสิ่งที่เธอพบก็คือรถสปอร์คันหรูที่ดูคุ้นตา เธอเดินลงจากรถแล้วมองคนที่นั่งรออยู่ที่หน้าบ้านดูแล้วหน้าสงสาร แต่ตอนนี้เธอสงสารตัวเองมากกว่า

"มาทำไม" อดีตอาจารย์สาวทักเขาน้ำเสียงห้วนๆ แล้วไขประตูรั้ว

"ทำไมมาช้าจัง" พาทิศลุกขึ้นยืน แล้วมองดูแววตาที่เศร้าสร้อยของหญิงสาวด้วยความสงสาร

หญิงสาวไม่ตอบ เธอยังไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ เธอแค่อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว

"ไปเที่ยวกัน" ชายหนุ่มคว้ามือของหญิงสาวที่กำลังจะเปิดประตู ดึงออกห่างจากรั้ว

"ไม่ไป" หญิงสาวพยายามรั้งแรงชายหนุ่มเอาไว้แต่ก็ไม่เป็นผล เขาดึงกุญแจบ้านจากมือของเธอ แล้วหันไปล็อกรั้ว หญิงสาวยืนมองด้วยความงง ชายหนุ่มเดินไปล็อกรถหญิงสาว แล้วผลักเธอขึ้นรถเขาไป

"เซ...ฉัน.." หญิงสาวหันไปมองหน้าเขา ความรู้สึกเธอตอนนี้เหมือนถูกบังคับไปซะทุกอย่าง ไม่มีสิทธิที่จะคิดอะไร แม้แต่การอยู่คนเดียวเธอก็ไม่สามารถทำได้

"ผมจะพาจิวไปที่ที่ปลดปล่อยอารมณ์... ห้ามขัดนะ จิวก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้จิวขัดใจ และเชื่อซิ จิวต้องรู้สึกดีกับมัน" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ แม้จะรู้ใจว่าเธออยากอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่อยากให้เธอจมกับความทุกข์เพียงลำพัง ถ้าแบ่งเบาไม่ได้ก็ขอหาสิ่งที่จะทำให้เธอลืมไปได้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี

คำพูดของชายหนุ่มทำเอาเธอเสียววาบ คิดไปถึงว่าเขาจะพาเธอไปโรงแรมไปทำอะไรต่างๆนานา แค่คิดเธอก็รู้สึกใจสั่นหวิว คิดไปถึงรสสัมผัสที่เขามอบให้ ก็รู้สึกใจเต้นแรง ภายในใจลึกๆ รู้สึกสับสนว่าดีใจหรือเสียดี หญิงสาวสะบัดใบหน้าขับไล่ความรู้สึกนี้ออกไปด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

ณ. สนามแข่งรถชานเมือง ที่ที่เซพาหญิงสาวมาระบายอารมณ์ เขากำลังขับรถเก๋งคู่ใจด้วยความเร็วสูง โดยมีอดีตอาจารย์คนสวยนั่งอยู่ข้างๆ ที่กำลังนั่งหลับตาสวดมนต์อยู่ด้วยความกลัว

"กรี๊ด.....อ๊าย.....กรี๊ด.........เซช้าหน่อยซิ...." เสียงหญิงสาวกรี๊ดร้องด้วยความหวาดกลัวเมื่อชายหนุ่มเร่งความเร็วมากกว่าเดิม

"เสียวเหรอจิว ร้องออกมาเถอะ" ชายหนุ่มตะโกนบอกหญิงสาวแข่งกับเสียงกรี๊ดของเธอที่ดังก้อง

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha