ไร่คืนใจ

โดย: ริ้วตะวัน



ตอนที่ 4 : ตอนที่ 4


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

จนแล้วจนรอดนลินก็ยังไม่ได้กินจนกระทั่งถึงบ้านหมูปิ้งไม้สุดท้ายก็อันตรธานหายไปในปากของภาคินแถมชายหนุ่มยังเคี้ยวเย้ยกันหน้าตาเฉย นลินกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าภาคินก็รู้แกวรีบวิ่งไปหานงพะงาที่เดินออกมารอพลางร้องเรียกเสียงหวาน

“ คุณนง หลานคุณนงจะแกล้งผม”

นลินอ้าปากค้างไม่นึกว่าคนตัวโตจะกลายเป็นเด็กขี้ฟ้อง

“ อะไรกันคะคุณหนูทำเป็นเด็กๆ ไปได้ไม่อายบ้างเหรอคะ” นงพะงาเอ่ยแซว

“ แค่อยากลองอ้อนดูน่ะครับ”

“ ขี้เล่นได้แบบนี้แสดงว่าดีขึ้นแล้วใช่ไหมคะ”

ภาคินส่งยิ้มให้แทนคำตอบผิดกับอีกคนที่เดินหน้าหงิกเข้ามาหาคนเป็นย่า

“ เป็นอะไรยายบัวดูทำหน้าเข้า”

“ ก็คุณหนูของย่าน่ะสิแย่งบัวกินหมูปิ้งจนหมดไม่แบ่งกันสักคำ” นลินฟ้องให้คนเป็นย่าอดขำไม่ได้ที่เช้านี้เจอผู้ใหญ่สองคนแย่งกันเป็นเด็ก

“ นี่ก็อีกคนทำอะไรเป็นเด็กกันไปหมด”

นลินยังไม่วายค้อนปะหลับปะเหลือกไปทางชายหนุ่มแถมยังปากขมุบขมิบให้ได้ยินแว่วๆ ว่า

“ นิสัยเสีย”

“ ไม่เอาน่ายายบัวแค่เรื่องหมูปิ้งแค่นี้เองว่าแต่วันนี้เรามีธุระอะไรที่ไหนหรือเปล่าเห็นตามาบ่นๆ ว่าใบชาหงิกเหมือนจะเป็นโรคเราลองไปดูให้หน่อยสิ”

นงพะงาเอ่ยถึงตาเฒ่าบุญมาที่เป็นเพื่อนบ้านกันมาช้านาน

“ ได้สิจ้ะเดี๋ยวบัวไปดูให้แต่ขอบัวกินข้าวก่อนนะ”

นลินพูดแล้วทำท่าจะผละเข้าบ้านแต่คนเป็นย่าเรียกไว้ก่อน

“ บัว”

“ จ้ะย่า”

“ พาคุณคินไปด้วยนะ”

นลินแทบอยากจะกรี๊ดเมื่อภาคินยืนแกว่งถุงหมูปิ้งที่เหลือแต่ไม้ลอยหน้าลอยตายั่วมาอย่างคนเหนือกว่าอยู่ข้างหลังนงพะงา

โอ๊ย! โมโหแล้วก็ หิว!

 

ตลอดเวลาที่นลินนั่งจัดการกับอาหารเช้าอยู่ภาคินคอยเฝ้าป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างเขาไม่รู้สึกหิวเพราะได้ข้าวเหนียวหมูปิ้งรองท้องไปแล้ว ชายหนุ่มไม่อยากให้หญิงสาวคลาดสายตาไอ้ครั้นจะให้นั่งร่วมวงมองเธอกินก็ออกจะแปลกๆ อยู่เขาเลยแยกออกมานั่งมองอยู่ห่างๆ แต่ดูเหมือนนลินเองก็คอยมองอยู่ที่เขาตลอดเวลาเหมือนกัน

“ นี่ลุงไม่มีอะไรจะทำหรือไงมาคอยนั่งเฝ้าฉันอยู่ได้ทำเอากับข้าวฉันหมดอร่อยหมด” ในที่สุดนลินก็เป็นฝ่ายพูดออกมาเมื่อเมื่อทนกับสายตาที่นั่งจ้องกันอยู่ไม่ไหว

“ ก็ถ้าฉันไม่เฝ้าเธอไว้เธอก็แอบไปไร่ชาไม่บอกฉันน่ะสิ”

“ โอ๊ย ใครเขาจะทำอย่างนั้นกัน” หญิงสาวปฏิเสธเสียงสูง

“ เธอไงเพราะฉะนั้นฉันจะนั่งเฝ้าอยู่อย่างนี้แหละ”

“ ตามใจ” นลินพูดพลางกัดแตงกวาแรงกว่าที่ควร

นงพะงามองเด็กทั้งสองคนที่ตะโกนคุยกันเนื่องเพราะคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตัวเตี้ยบนชานบ้านส่วนอีกคนอยู่ที่แคร่ใต้ต้นไม้ข้างล่างแล้วอมยิ้มแต่ก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรทำเป็นนิ่งเสียบ้านของเธอคงจะไม่เงียบอีกต่อไปแล้วสินะ

พอจัดการมื้ออาหารเสร็จนลินก็เข็นรถมอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ออกมาจากใต้ถุนบ้านภาคินมองแล้วนึกเอะใจอะไรบางอย่าง

“ มีมอเตอร์ไซค์แล้วทำไมเมื่อเช้าไม่ขี่ไปปล่อยให้ผมเดินตั้งเป็นกิโล”

“ ก็อยากให้ลุงได้ออกกำลังกายไงเช้าๆ อากาศดีจะตายแล้วลุงเดินคนเดียวเมื่อไหร่ฉันก็เดินกับลุงด้วยไม่เห็นเหรอ”

ภาคินคิดตามแล้วเห็นจริงตามนั้นเลยไม่ได้ต่อล้อต่อเถียงด้วยอีก

“ ขึ้นมาสิจะได้รีบไปกัน”

นลินขึ้นคร่อมรถทำหน้าที่เป็นคนขับพลางเรียกให้ชายหนุ่มขึ้นซ้อนท้ายแต่ภาคินยังรีๆ รอๆ ทำหน้าเหมือนกำลังลำบากใจอะไรบางอย่าง

“ จะดีเหรอ”

“ ก็แล้วทำไมถึงจะไม่ดีล่ะรีบๆ ขึ้นมาเถอะน่าเสียเวลา” นลินพูดอย่างรำคาญ

ภาคินถอนหายใจนลินลืมไปหรือเปล่าว่าเขาเป็นผู้ชายให้เขาเป็นคนขี่เองยังดีซะกว่าแต่พอเห็นหญิงสาวเริ่มส่อแววอารมณ์เสียขึ้นเรื่อยๆ ก็นึกอยากสั่งสอนคนทำเป็นเก่งบ้างเลยยอมขึ้นซ้อนท้าย

“ ตามใจคุณแล้วกันแต่เกิดอะไรขึ้นอย่ามาว่าผมนะผมเตือนคุณแล้ว” ภาคินพูดพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

นลินไม่เข้าใจความหมายของชายหนุ่มแต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะคิดตามเลยปล่อยให้มันผ่านไป แต่ขี่ไปได้ยังไม่ทันพ้นปากทางบ้านนลินก็ร้องลั่นเมื่อภาคินยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาเกาะเอวเธอไว้แน่น

“ เฮ้ยจับอะไรของลุง!

“ ก็เอวไงหรือจะให้เรียกไขมันส่วนเกินก็ได้ดูสิเป็นชั้นเชียว” ภาคินพูดพลางจับเอวที่เป็นชั้นน้อยๆ ของหญิงสาวเล่น

“ ไอ้บ้า! ไอ้ลุงโรคจิต! รีบเอามือออกไปเลยนะไม่งั้นเจอดีแน่”

“ โอเคไม่แกล้งแล้ว” ภาคินยกมือทั้งสองข้างขึ้นเป็นสัญญาณสงบศึกเมื่อนลินลงจากรถมายืนเงื้อง่ามือเอาเรื่องอยู่ข้างๆ

นลินมองคนที่ขอสงบศึกอย่างไม่ค่อยไว้ใจนักตอนนี้เธอเข้าใจความหมายของชายหนุ่มแล้วเขาเตือนเธอแล้วจริงๆ แต่เป็นเธอเองที่เปิดโอกาสให้เขาได้แกล้งเธอเขาคงจะเอาคืนเรื่องที่เธอเรียกเขาว่าลุงสินะ อีตาคุณหนูของคุณย่านงพะงานี่เจ้าเล่ห์จริงๆ แถมยังเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นที่สุด

“ ขึ้นมาสิไม่รีบไปแล้วเหรอ”

ภาคินถามหญิงสาวด้วยหน้าตาที่พาซื่อเป็นที่สุดแต่นลินรู้เขาย้อนเธอ

“ ไปแต่ไม่ขับแล้วจะเป็นคนซ้อน”

“ ไม่เอาผมขับไม่เป็นถ้าคุณไม่ขับก็คงต้องเดินไป” ภาคินไม่ยอมเพราะตอนนี้เขาเองก็ไม่ได้อยากเป็นคนขับเป็นคนซ้อนสนุกกว่ากันตั้งเยอะ

นลินยกมือขึ้นเกาหัวอย่างหงุดหงิดตัวเองที่ไม่ว่ายังไงเธอก็คงต้องยอมเขาถ้าเธออยากจะไปให้ถึงไร่ชาเร็วๆ

“ เออฉันขับให้ก็ได้แต่ลุงห้ามมาจับเอวฉันนะจะเป็นแค่ชั้นไขมันก็ไม่ได้ไม่งั้นฉันเอาลุงตายแน่”

“ โอเคไม่จับก็ไม่จับ”

“ สัญญาก่อนสิ”

ภาคินกระแอมแล้วยกมือขึ้นมาชูสามนิ้วพลางพูดอย่างขึงังเหมือนตอนปฏิญาณตน

“ กระผมจะไม่จับเอวหรือชั้นไขมันของคุณนลินผมขอสัญญาด้วยเกียรติของลูกเสือสามัญครับกระผม”

นลินมองชายหนุ่มอย่างงงๆ ปนหมั่นไส้บทเขาจะขี้เล่นก็ทำเอาเธอปรับอารมณ์ไม่ทันเลยจริงๆ พอเจอเข้ากับมุขปฏิญาณตนหญิงสาวเลยยอมขึ้นนั่งทำหน้าที่เป็นสารถีต่อแต่พอหญิงสาวออกรถเท่านั้นภาคินก็ยกมือขึ้นมาจับไหล่เธอทันที นลินหันขวับกลับมามองทางด้านหลังตั้งใจจะต่อว่าแต่แล้วก็ต้องชะงักพูดอะไรไม่ออกเมื่อหน้าของภาคินอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงคืบจนรู้สึกได้ถึงไออุ่นของลมหายใจ นลินตกใจจนเกือบจะทำรถคว่ำดีที่ภาคินช่วยเอาขายันและประคองรถไว้ได้ทัน

“ เป็นบ้าอะไรรถเกือบล้มแล้วเห็นไหม”

นลินยังคงอึ้งๆ กับเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่เลยตอบออกไปอย่างลอยๆ

“ ก็เมื่อกี้”

“ ผมก็ไม่ได้จับเอวคุณแล้วไงชั้นไขมันคุณผมก็ไม่ได้แตะผมแค่เกาะไหล่คุณเท่านั้นไม่งั้นจะให้ผมจับอะไรเป็นที่ยึดล่ะผมก็กลัวตกเหมือนกันนะ”

“ คือ...เปล่าฉันไม่ได้ว่าอะไรแต่เมื้อกี้ โอ๊ยช่างมันเถอะ”

นลินเหมือนจะพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับชายหนุ่มแล้วพยายามดึงสติตัวเองกลับมาก่อนจะกลั้นใจทำหน้าที่เป็นสารถีอีกครั้ง

ภาคินรอจนมั่นใจแล้วว่ารถคงไม่ล้มแน่เลยปล่อยมือออกจากแฮนด์รถที่ตัวเองประคองไว้พลางอมยิ้ม

มีความเป็นผู้หญิงเหมือนกันนี่ยายบัวแล้ง!


    ตลอดทางภาคินไม่ได้แกล้งอะไรหญิงสาวอีกเพราะเสี่ยงต่อการเจ็บตัวโดยใช่เหตุทั้งจากอุบัติเหตุและจากตัวของหญิงสาวเขาเลยฆ่าเวลาด้วยการชมวิวทั้งสองข้างทางไปเรื่อยๆ สายลมเย็นๆ ที่ลอยมาปะทะใบหน้าทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก สองข้างทางที่หญิงสาวพาเขาขับผ่านเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่บางทีก็เป็นป่าตามธรรมชาติบ้าง บางทีก็เป็นไร่อ้อยบ้าง ไร่ข้าวโพดบ้าง บางทีก็เป็นไร่กะหล่ำปลีสลับกับบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ห่างๆ หญิงสาวพาเขาขี่ขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามทางที่เป็นถนนไหล่เขาตอนสุดท้ายเธอพาเขาขี่ขึ้นเนินที่สูงเสียจนเขาต้องเกาะบ่าเธอไว้แน่น ไม่น่าเชื่อว่าเจ้ามอเตอร์ไซค์กลางเก่ากลางใหม่ของเธอจะพาเขาขึ้นมาถึงได้โดยที่เครื่องไม่ดับกลางทาง แต่พิศวงของธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่อครู่เขายังต้องไต่เนินที่ตั้งดิ่งแต่ตอนนี้เส้นทางกลับราบเรียบเหมือนอยู่บนพื้นราบ 

นลินไม่ได้พาเขาไปที่บานของบุญมาเหมือนอย่างที่คิดไว้แต่หญิงสาวพาเขามาที่ขนำเล็กๆ ริมทางที่มีกระติกน้ำกับห่อสัมภาระวางทิ้งไว้

“ ถึงแล้ว” นลินจอดรถแล้วบอกเพียงสั้นๆ ก่อนจะเดินไต่เนินลงไปที่ด้านล่าง

ภาคินยืนมองไร่ชาที่ปลูกไว้เป็นขั้นๆ มีฉากหลังเป็นทิวเขาน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตาแล้วรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก ที่ด้านล่างถัดลงไปนลินกำลังส่งเสียงทักทายกับคนงานที่กำลังตกแต่งใบชาอย่างคุ้นเคย

“ เห็นตามาบ้างไหมจ้ะ”

“ อยู่ปู้น” หนึ่งในนั้นตอบมาเป็นภาษาพื้นเมืองแล้วชี้ลงไปทางต้นชาที่อยู่ถัดลงไปด้านล่าง

“ ขอบใจจ้ะ” นลินตอบแล้วก้าวยาวๆ ผ่านไปมีภาคินที่ตามมาทีหลังก้าวตามไปติดๆ แต่ยังไม่ลืมหันไปส่งยิ้มทักทายกับสองสามคนที่ยืนมองเขาอยู่พอสองหนุ่มสาวเดินผ่านไปการจับกลุ่มพูดคุยกันตามประสาชาวบ้านก็เริ่มขึ้นทันที

“ แฟนยายบัวนี่หล่อเนอะ”

“ เห็นว่าเป็นเจ้านายเก่าของคุณนงพะงาไม่ใช่เหรอ”

“ แบบนี้ก็ตามมาจากกรุงเทพน่ะสิ”

“ คุยอะไรกันเหรอ ใครตามใคร” คนงานที่อยู่ใกล้ๆ กันตามมารวมกลุ่มสนทนาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ นังบัวน่ะสิมันจะมีผัวแล้ว”

“ ตายจริงแบบนี้ก็ต้องฉลองกันสิวะ”

คนงานพากันจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสโดยที่เจ้าตัวทั้งสองไม่รู้เรื่องด้วยเลยสักนิด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha