ไร่คืนใจ

โดย: ริ้วตะวัน



ตอนที่ 5 : ตอนที่ 5


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

“ ตามาต้นชาเป็นยังไงบ้างเห็นว่ามีปัญหาเหรอ” นลินส่งเสียงตะโกนถามไปก่อนตัวตามนิสัยที่โผงผางของตัวเอง

“ อ้าวบัวมาๆ ตากำลังดูอยู่นี่แหละ” บุญมาพูดพลางกวักมือเรียกให้หญิงสาวเข้ามาดูใบชาที่ตนกำลังตัดแต่งอยู่

“ มันหงิกไปหมดไม่รู้เป็นอะไร ไหว้พระเถอะคุณ” ประโยคหลังบุญมารับไหว้ภาคินที่เดินตามนลินมาติดๆ

“ คุณคงเป็นลูกเจ้านายเก่าของยายนงมันสินะเห็นแกเล่าให้ฟังอยู่เป็นอย่างไรบ้างล่ะบ้านป่าบ้านดอยมันไม่ค่อยมีอะไรคุณพออยู่ได้ไหม”

“ สบายมากครับ”

“ ดีๆ มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” บุญมาพูดมาอย่างใจดี

“ น่าจะเป็นเพลี้ยอ่อนน่ะจ้ะตาคงไม่ได้เป็นโรคอะไรหรอก”

“ เพลี้ยเรอะค่อยโล่งใจหน่อยฉันนึกว่าเป็นโรคซะอีก”

“ ยังโล่งใจไม่ได้หรอกจ้ะลองถ้าเพลี้ยลงหมดชาก็เจ้งเหมือนกัน”

“ แล้วข้าต้องทำยังไงวะต้องไปแจ้งเกษตรตำบลเขาหรือเปล่า”

“ โอ้ยใช้สารเคมีเชวินฉีดพ่นก็หายแล้วเอาแบบความเข้มข้นสักศูนย์จุดห้าก็พอเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันเตรียมมาให้ก็แล้วกันตาก็เตรียมคนงานที่จะฉีดพ่นไว้ด้วยล่ะ”

“ เออได้ๆ ฝากเอ็งจัดการให้หน่อยก็แล้วกันจะให้ทำยังไงก็บอก”

นลินพูดคุยกับบุญมาอีกสองสามคำก็ขอตัวลากลับโดยไม่ลืมย้ำเรื่องฉีดพ่นสารเคมีในวันรุ่งขึ้น

“ ตาเขาทำไร่ชามานานแล้วหรือยัง” ภาคินถามระหว่างที่เขากับนลินกำลังเดินไต่ขึ้นเนินแปลงใบชาเพื่อกลับไปยังรถ 

“ เพิ่งจะเริ่มทำได้ไม่ถึงปีเลยเมื่อก่อนแกทำงานอยู่ในเมืองพอแก่ตัวก็เลยย้ายกลับมาพอดีคนเช่า  คนก่อนย้ายตามลูกไปทำงานที่กรุงเทพตาแกอยู่ว่างๆ ก็เลยมาขอย่าเช่าต่อน่ะ” นลินอธิบายให้ฟังทำให้ภาคินหายข้องใจว่าทำไมบุญมาถึงดูเหมือนไม่ค่อยมีความรู้เนื่องการปลูกชาเท่าไหร่

“ ว่าแต่คุณดูรู้เรื่องดีจังเลยนะจบเกษตรมาเหรอ” 

“ ใช่แต่ถึงแม้ฉันจะไม่ได้จบมาทางด้านนี้แต่ฉันก็คลุกคลีอยู่กับพวกมันตลอดมันซึมเข้าสายเลือดไปแล้วน่ะ” หญิงสาวตอบเรื่อยๆ พลางยักไหล่

“ ไร่ชาที่นี่ของคุณนงหมดเลยเหรอ”

“ อือ ไร่อ้อยกับไร่กะหล่ำปลีที่ขับผ่านมาก็ด้วยแล้วก็ยังมีแปลงนาตรงสันเขาอีกนะแต่ย่าไม่ได้ทำเองหรอกปล่อยให้ชาวบ้านเขาเช่าส่วนใหญ่ก็เป็นเจ้าของเดิมที่ขายให้ย่านั่นหละย่าไม่อยากให้พวกเขาพลัดถิ่นไปไหนเลยรับซื้อไว้แล้วให้เขาเช่าถูกๆ ทำกินต่อ”

“ คุณนงนี่ก็รวยไม่ใช่เล่นเลยนะ”

“ ย่าเล่าว่าย่าค่อยๆ เก็บหอมรอมริบจากเงินเดือนที่แม่คุณให้นั่นแหละพอได้เป็นก้อนก็เอามาซื้อที่ทิ้งๆ ไว้เป็นการช่วยพวกชาวบ้านไปด้วยในตัว ชาวบ้านแถวนี้ไม่ได้ร่ำรวยเงินถุงเงินถังบางทีเจอสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยผลผลิตไม่ได้ตามต้องการก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาสุดท้ายก็ต้องขายที่ทิ้งทั้งๆ ที่ไม่อยากขายพอย่ารู้ข่าวเข้าย่าก็รับซื้อไว้หมดชาวบ้านแถวนี้เลยรักย่ากันทุกคน” นลินเล่าไปยิ้มไปอย่างภูมิใจในตัวคนที่ตนรักและนับถือจนคนมองอดยิ้มตามไม่ได้เพราะเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

“ คุณนงนี่เป็นคนที่ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะ”

“ ใช่ย่าใจดีและก็เป็นคนดีที่สุดเลย”

“ อันนี้ผมเห็นด้วย” แล้วสองหนุ่มสาวก็หันมาหัวเราะให้กันนับเป็นครั้งแรกที่ความคิดของทั้งคู่ตรงกันถึงแม้จะไม่ลงรอยกันนักแต่ทั้งสองก็มีคนที่รักและเคารพคนเดียวกัน

ภาพของคนสองคนที่เดินยิ้มเคียงคู่กันทำให้คนงานเริ่มจับกลุ่มกันอีกครั้ง

“ เอ็งว่าคู่นี้เขาจะแต่งกันเมื่อไหร่”

“ ข้าว่าคงเร็วๆ นี้แหละดูสิส่งยิ้มให้กันหวานเชียว”

“ เอ็งว่าไอ้บัวมันจะท้องก่อนแต่งไหม”

“ ฮ้า นี่แสดงว่ามันอยู่กินกันแล้วเหรอ”

สิ้นเสียงอุทานต่างพากันมองตามคู่หนุ่มสาวเป็นตาเดียวด้วยความรู้สึกต่างๆ นานาแต่เจ้าตัวก็หารู้เรื่องด้วยไม่

 

 “ เอากุญแจรถมาสิ” ภาคินพูดแล้วขึ้นคร่อมรถเตรียมสตาร์ท

“ ไหนบอกว่าขับไม่เป็น” นลินถามพลางหรี่ตามองคนที่แบมือกุญแจ

“ ตอนนี้ขับเป็นแล้วหรือคุณจะขับเอง”

ชายหนุ่มถามกลับหน้าตาเฉย นลินคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบแล้วก็ยอมส่งกุญแจรถให้แต่โดยดี

“ ขับดีๆ ล่ะ”

นลินขึ้นซ้อนโดยพยายามเอาตัวออกห่างจากชายหนุ่มมากที่สุดแต่ด้วยความยามของเบาะรถที่ไม่เอื้ออำนวยและคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็นั่งกินที่มาเกือบครึ่งทำให้ออกห่างได้ไม่เท่าที่ใจอยาก พอเอามือควานๆ หาที่จับด้านหลังได้ก็ยึดเอาไว้แน่นแต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นผลเมื่อภาคินออกรถกระตุกไปข้างหน้าทำให้คนซ้อนผวาไหลไปจนชิดหลังชายหนุ่มไม่เท่านั้นเธอยังเผลอกอดเอวเขาไว้แน่นพอรู้ตัวก็รีบปล่อยมือทันทีพลางโวยวายแก้เก้อ

“ ขับเป็นหรือเปล่าเนี่ยใบขับขี่น่ะมีหรือเปล่า”

ภาคินหัวเราะอยู่ในลำคอก่อนตอบ

“ มีทั้งใบขับแล้วก็ใบขี่แต่จะขับขี่ดีหรือไม่ดีมันก็ขึ้นอยู่ที่คนซ้อนว่าเป็นใคร”

“ อ้าวลุงปากอย่างนี้หาเรื่องกันอีกแล้วใช่ไหม”

“ อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ ล่ะผมขับพาตกเขาตายไม่รู้ด้วย” ภาคินร้องเตือนให้คนที่กำลังคิดวางแผนประทุษร้ายต้องล้มเลิกความคิด

เห็นทีอีตานี่กับเธอคงจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขไม่ได้ซะแล้วสิฝากเอาไว้ก่อนก็แล้วกันอย่าให้มีโอกาสเชียว!

 

วันรุ่งขึ้นภาคินตื่นขึ้นมาก็พบว่านลินออกไปหาบุญมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางส่วนนงพะงาเองก็ขอตัวออกไปวัด เช้านี้ทั้งบ้านก็เลยเหลือเขาแค่คนเดียว ภาคินออกมานั่งที่ระเบียงหน้าบ้านพลางมองออกไปตรงปากทางเข้าบ้านแล้วอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหงาเขาปล่อยใจให้ล่องลอยกลับไปหาคนรักเก่าแต่ก็แค่เสี้ยววินาทีเขารีบสลัดมันออกไปจากความคิด

“ หยุดคิดถึงเธอได้แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่ไปคิดถึงเธอในเมื่อเธอกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว”

ภาคินนึกอยากให้ใครสักคนกลับมาสักทีเขาจะได้ไม่ฟุ้งซ่านคิดถึงแต่เรื่องของนารายาจะเป็นนงพะงาก็ได้หรือจะเป็นนลินก็ยิ่งดี

เดี๋ยวดีเหรอ...

นี่เขากำลังคิดอะไรอยู่ อย่าบอกนะว่าเขาคิดถึงยายบัวแล้งนั่น!

ภาคินรีบส่ายหน้าแรงๆ เรียกสติให้ตัวเองแล้วเขาก็นึกออกว่าทำยังไงเขาถึงจะไม่ฟุ้งซ่านถ้าไม่มีคนอยู่บ้านให้คุยด้วยเขาก็ต้องออกไปหาเพื่อนคุยสินะ

 

“ ไอ้บัวน่ะเหรอมันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดนั่นแหละคุณ จะว่าไปมันก็เป็นเด็กที่น่าสงสารนะมีพ่อก็เหมือนไม่มี”

“ ยังไงเหรอครับ” ภาคินถามพลางยกน้ำเต้าหู้ที่แม่ค้าอุตส่าใจดีตักใส่แก้วให้กินกันฟรีๆ ยกขึ้นจิบ

“ ก็พ่อมันน่ะสิหลงเมียใหม่พอแม่มันตายยังไม่ทันได้เผาไอ้เริงมันก็หอบผ้าหอบผ่อนหนีตามนังจิตรไปแว่วๆ ว่าไอ้สองคนนี้มันลักลอบเป็นชู้กันมานานแล้วพอแม่ไอ้บัวมันตายก็เลยสบโอกาสมันคงจะอายสายตาชาวบ้านก็เลยพากันหนีไปทิ้งไอ้บัวให้อยู่คนเดียวแถมเท่านั้นยังไม่พอนะคุณบ้านช่องที่ทางมันก็ขายทิ้งหมดไม่บอกไอ้บัวสักคำ เด็กเพิ่งอายุสิบห้าเองนะคุณต้องหาเลี้ยงตัวเองตอนนั้นมันเพิ่งแตกเนื้อสาวด้วยร่ำๆ จะถูกหลอกไปขายตัวก็ตั้งหลายครั้งดีที่มันเอาตัวรอดมาได้จะว่าไปมันก็เก่งนะอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งสองปี”

ภาคินแทบสำลักน้ำเต้าหู้ทันทีที่ได้ฟังเขาไม่เคยคิดเลยว่านลินจะมีอดีตที่เจ็บปวดขนาดนี้

“ นอกจากคุณนงแล้วบัวไม่มีญาติคนอื่นอีกเหรอครับถึงต้องอยู่ตัวคนเดียว” ภาคินถามต่อแล้วสองแม่ค้าที่ทั้งอำเภอรู้กันดีในเรื่องของความช่างพูดก็แย่งกันเล่าต่อด้วยความกระตือรือร้น

“ ไอ้บัวมันไม่มีญาติที่ไหนหรอกคุณนงพะงาเองก็ไม่ใช่ย่าแท้ๆ ผู้ใหญ่เขาเอาเรื่องมันไปเล่าให้คุณนงฟังเขาสงสารว่ามันเป็นเด็กผู้หญิงตัวคนเดียวส่วนตัวคุณนงเองก็ไม่มีลูกหลานที่ไหนอยู่ตัวคนเดียวเหมือนกันเขาก็เลยรับมันไปเลี้ยง”

“ ใช่ถือว่าเป็นโชคดีของนังบัวมันเลยนะที่ได้มาเจอคนดีๆ อย่างคุณนงพะงา อ้าวนี่คุณไม่รู้เรื่องเหรอ” แม้นมาศกับแววดาวถามเป็นเสียงเดียวกันเมื่อเห็นชายหนุ่มทำหน้าตาตกใจ

ใช่ เขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย นี่แสดงว่าเขามาได้ยินเรื่องที่ไม่ควรได้ยินซะแล้วสิ!


ภาคินกลับมานั่งรออยู่ที่ม้านั่งตรงระเบียงบ้านตัวเดิมพลางหยิบหมูปิ้งใส่ปากตอนนี้ในหัวเขามีแต่เรื่องของนลิน ทำไมเขาถึงไม่เคยเอะใจนะในเมื่อเขาเองก้อยู่กับนงพะงามาเป็นสิบๆ ปี แต่เขาดันลืมไปเสียสนิทว่านงพะงาเคยบอกกับเขาว่าเหลือตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องไหนแล้วอยู่ดีๆ จะมีหลานโผล่มาได้อย่างไรกัน เขาคิดแล้วก็หยิบข้าวเหนียวเข้าปากตามหมูปิ้งไปสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ทางเข้าบ้าน

“ ทำไมถึงไม่มีใครกลับมาสักทีนะ” ภาคินบ่นแล้วก็ยิ้มอย่างดีใจเมื่อแว่วเสียงใครคนหนึ่งเดินส่งเสียงร้องมาแต่ไกล

เด็กโป้งที่กึ่งเดินกึ่งกระโดดหยุดชะงักลงทันทีเมื่อสายตาสบเข้ากับคนตัวโตที่เคยดุตัวเองเมื่อวันก่อน แต่วันนี้มาแปลกเพราะคนใจร้ายในวันนั้นกำลังยืนส่งยิ้มมาให้แถมยังกวักมือเรียกให้ไปหา เด็กโป้งยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่มองชายหนุ่มด้วยสายตาหวาดๆ กล้าๆ กลัวๆ ไม่ยอมเดินเข้าไปจนภาคินต้องตะโกนส่งเสียงเรียกซ้ำเด็กโป้งถึงยอมเดินตัวลีบเข้าไปหากันแต่สีหน้ายังบอกชัดถึงความหวาดกลัวยิ่งใกล้ยิ่งเห็นได้ชัด

“ เอาหมูปิ้งไหม” ภาคินถามพร้อมกับยื่นหมูปิ้งให้อย่างใจดีแต่เด็กโป้งยังคงมองหมูปิ้งสลับกับหน้าคนให้อย่างไม่ไว้ใจ

“ เอาไปเถอะน่าไม่มียาพิษหรอกเห็นไหม” ภาคินพูดพร้อมกับส่งหมูปิ้งไม้นั้นเข้าปากตัวเองแล้วหยิบหมูไม้ใหม่ส่งให้เด็กโป้ง คราวนี้เด็กโป้งรับไปแล้วเอาเข้าปากตัวเองบ้าง

“ อร่อยไหม เอาอีกสิฉันมีเยอะ” ภาคินยื่นถุงใส่หมูให้พลางยิ้มอย่างใจดี

 

“ โป้งจะมาชวนพี่บัวไปเก็บมะม่วงเห็นวันก่อนพี่บัวบ่นว่าอยากกินแต่โป้งไม่รู้ว่าพี่บัวไปบ้านตามาถ้าโป้งรู้โป้งก็จะตามไปช่วยพี่บัวด้วยแล้วค่อยแวะเก็บมะม่วงตอนขากลับ”

เด็กโป้งหลังจากได้หมูปิ้งไปสามไม้ก็เริ่มพูดจาเป็นต่อยหอยผิดกับตอนแรกลิบลับ

“ น้อยๆ หน่อยเถอะเราน่ะตัวนิดเดียวจะไปช่วยอะไรเขาได้ไปก็เกะกะเปล่าๆ ”

“ โป้งไม่เกะกะโป้งเก่งออกช่วยงานพี่บัวได้ตั้งหลายอย่างพี่บัวบอก” เด็กโป้งเถียงมาทั้งๆ ที่ยังมีข้าวเหนียวอยู่เต็มปาก

“ เออๆ เก่งก็เก่ง ว่าแต่มะม่วงน่ะมีเยอะไหม”

“ เยอะสิแก่กำลังกินเลยด้วยมะม่วงต้นนี้อร่อยโป้งเลยรีบมาบอกพี่บัวกลัวคนอื่นไปเก็บหมด” เด็กโป้งพูดพลางทำหน้ามุ่ยด้วยห่วงกลัวนลินจะไม่ได้กิน

“ ไกลไหมพาไปหน่อยสิ”

“ พี่ปีนต้นมะม่วงเป็นเหรอ” เด็กโป้งเลิกคิ้วถามให้ภาคินนึกสงสัย

“ ปีนทำไมใช้ไม้สอยเอาสิ”

“ ไม้ไม่มีหรอกพี่บัวใช้ปีนเก็บเอา” เด็กโป้งตอบมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ แล้วหันกลับไปสนใจข้าวเหนียวหมูปิ้งในมือต่อ ภาคินแอบกลืนน้ำลายลงคอแล้วนึกในใจ

เอาวะไอ้คินไหนๆ ก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้วลองเป็นลิงดูสักทีก็คงไม่เลวในเมื่อยายบัวแล้งปีนได้เขาก็ต้องปีนได้!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha