บำเรอรัก บำบัดSEX [จบแล้ว]

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 2 : Part2 ขอโทษที่ผมชอบอ่อย...แต่ไม่บ่อยที่ใครจะรู้


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Part2

ขอโทษที่ผมชอบอ่อย...แต่ไม่บ่อยที่ใครจะรู้

 

นฤมลถูกเด็กอวดดีช้อนขึ้นอุ้มตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ โดยที่เธออ้าปากค้างร้องห้ามไม่ทัน มือหนาทำงานคล่องแคล่วถอดบราเซียร์สีดำเนื้อผ้าบางเบาออกจากอกอิ่ม ปล่อยให้สองเต้าอวบอั๋นเด้งดึ๋งอวดสายตา ภาคินสูดปากหายใจแรง ดวงตาคมกริบจ้องมองก้อนเนื้อนุ่มหยุ่นไม่วางตา เขาเอื้อมมือไปบีบเคล้นอย่างอดใจไม่ไหว ขยับร่างเข้าแนบชิดเบียดความร้อนระอุเหยียดขยาดกับกายสาว น้ำหวานฉ่ำเยิ้มไหลซึมตามกลีบร่องเนื้อ ชโลมแก่นกายหนาจนมันวาว

“ขยับออกไป...” น้ำเสียงเย็นชาติดจะสั่นเครือเล็กน้อย ดวงไฟปรารถนาลุกโหมในดวงตาจนอยากที่จะปิดบังความกระหายอยาก คลั่งไคล้ในรสเพศที่ยังไม่เคยลิ้มลอง

“ขยับออกทำไมครับ ถ้าขยับเข้าสิ ผมถึงจะยอม” เขายิ้มระรื่นจนดวงตาโค้งเป็นรูปพระจันทร์ ร่างแกร่งกำยำภายใต้ชุดนักศึกษากดทับร่างเล็กติดกับกระจก หยัดสะโพกสอบไล่บี้กดถูไถกับซอกเนื้อนุ่มด้านนอก จนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก เรียวขาแย้มออกกว้างโดยไม่รู้ตัว

“นายมันทุเรศ”

“ผมแค่ทำตามใจปรารถนา” เขายิ้ม ไม่ได้ถือสากับคำพูดน่าจูบนั่น ยิ่งมองดูใบหน้าแดงเรื่อเขินจัด ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา เอื้อเอ็นดูคุณหมอสาวจนอยากจะแนบชิดตัวติดไม่ว่างเว้น

มันคงจะดีไม่น้อยถ้าเขาได้เข้าไปแดดิ้นทุรนทุรายภายใต้การบีบรัดจับกุมของเธอ

“รู้สึกดีจังครับ ผมอยากเข้าไปทักทายน้องสาวของคุณหมอเร็วๆ” เขาอ้อนและหวังว่าเธอจะใจอ่อนโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจมีการขืนใจ ฉุดกระชากคุณหมอสาวให้ตกลงสู่ขุมนรกอันแสนหวาน ทว่าเร่าร้อนทุกอณู

แค่จินตนาการถึงเรือนร่างบอบบางพลิ้วกายบิดส่ายอยู่ใต้ร่างเขา ส่งสายตาหยาดเยิ้มหลงใหลมาให้ น้องชายวายร้ายก็ผงาดขึ้นสู้เตรียมกรำศึกรบรากับอีกฝ่าย เขากัดฟันร้องปรามมันอย่างใจเย็น แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองจะรุนแรงเสียจนหญิงสาวตรงหน้าดวงตาเบิกโพลง เรียวปากแดงช้ำขบเม้มแน่นกลั้นเสียงครางรัญจวนใจไว้จนเขานึกอยากแกล้ง รีบเร่งเคล้าคลึงสะโพกเสียดสีท่อนเนื้อร้อนกับร่องเนื้อสั่นระริก

นฤมลจิกไหล่กว้างเต็มแสง ดวงตาหรี่ปรือแทบเห็นดวงดาวพร่าพรายอยู่บนท้องฟ้า แม้ว่านี่จะเป็นเวลากลางวันก็ตาม เธอถูกดันร่างจนแผ่นหลังติดกับกระจก หัวเข่าถูกชันขึ้นเปิดอ้ารับร่างแข็งกระด้างเข้าแทรกกลางอย่างกำเริบเสิบสาน เจตนาทรมานเธอด้วยพิศวาส พร่าผลาญให้สติเธอมอดไหม้ สะโพกกลมมนกระดกขึ้นหา สอดรับจังหวะรุกเร้าของเขาอย่างจำนน แม้จะรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่เพื่อขจัดความทรมานที่ถูกเขาก่อขึ้น เธอจำต้องยอมให้เขาบงการ

“เข้ามา...” เสียงหวานเปล่งออกมาอย่างลำบาก เมื่อความเสียวกระสันเดินทางมาถึงขีดสุดอีกครั้ง เธอก็หลุดปากร้องขออย่างห้ามไม่ไหว สองมือยื่นไปกอบกุมแท่งเนื้อเต้นระริก มันแข็งขึงร้อนรุ่มในมือเธอ เธอพยายามจะแหย่มันเข้ามาตรงปากทางรัก แต่กลับพบว่าเจ้าของพามันเบี่ยงหลบ

เสียงทุ้มหัวเราะชอบใจกับดวงตาคมดุที่ตวัดมองอย่างไม่พอใจ เขาจุ๊ปากด้วยรอยยิ้ม โน้มตัวลงประกบริมฝีปากดุดกลืนเสียงเกรี้ยวกราดที่เตรียมบริภาษเขาอย่างขัดใจ

“ใจเย็นครับหมอ จะเอาน้องชายผมไปปู้ยี่ปู้ยำ ถามผมสักคำหรือยังว่าอนุญาตหรือเปล่า อีกอย่างวันนี้ผมก็มาเพื่อรับการบำบัด ไม่ใช่มาบำเรอรักให้คุณหมอ ถ้าคิดจะกินผมคงต้องอดทนรอหน่อย ทางที่ดีคุณหมอมาบำบัดเซ็กส์ให้ผมจริงๆ จังๆ ดีกว่า ก่อนที่ผมจะปลุกปล้ำคุณหมอเพราะห้ามใจไม่อยู่”

เด็กคนนี้สมควรตาย! เธอเพิ่งรู้ก็วินาทีนี้ว่าถูกเขาหลอกต้มซะเปื่อย! เขาคิดจะล่อลวงเธอให้ติดกับ เอาเซ็กส์มาเป็นเหยื่อล่อให้เธอยอมแอ่นอกถวายตัวให้กับเขา!

“ออกไป!” เธอเค้นเสียงไล่ตะเพิดอีกฝ่ายพร้อมหอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความโกรธ

“ไม่ครับ ผมอยากเลียตรงนี้ ตรงนี้ ตรงนี้ อยากใช้ลิ้นสัมผัสคุณหมอให้ทั่ว โดยเฉพาะตรงนี้ของคุณหมอ มันคงจะฉ่ำหวานมาก แค่ได้กลิ่นก็อยากมุดหน้าลงไปดมแล้ว

“โรคจิต”

“ฮ่าๆ ผมรู้ตัวดีครับ ไม่อย่างนั้นจะมาขอให้หมอช่วยเหรอ ผมมาให้ท่าขนาดนี้ คุณหมอก็ควรรับมุขนะครับ ตอบกลับมาว่าได้ค่ะ ฉันจะช่วยรักษาให้คุณ แล้วหลังจากนั้นก็ใช้ปากร้อนๆ ปราบพยศมัน แต่ผมรู้ว่าหมอยังกลัวกับขนาดของมัน เพราะฉะนั้นผมจะรออย่างใจเย็น ส่วนตอนนี้สัมผัสมันอีกสิครับ ดูสิว่ามันชอบซุกคุณหมอแค่ไหน”

“สกปรก จิตนายมันไม่ปกติขั้นร้ายแรง” เธอกัดฟันว่า แม้น้ำเสียงตอนท้ายจะสั่นเล็กน้อยแต่ก็ฟังดูขึงขังหลายส่วน ภาคินหัวเราะหึ ดึงมือเล็กเรียวบางมาจับกุมปืนใหญ่ที่พร้อมสู้รบเต็มที่ อยากจะสาดกระสุนใส่ร่างเธอจนพรุน แต่นั่นคงต้องหลังจากที่เขาหว่านแหสำเร็จจนเธอติดกับแล้วล่ะนะ

นฤมลที่โมโหจนปากคอสั่นยกมือตบเข้าที่หน้าทะเล้นอย่างแรง ภาคินที่ไม่ทันตั้งตัวถึงกับหน้าหัน แต่พอหันกลับมาก็ถูกฝ่ามือเรียวเล็กตบเข้าให้อีก เสียงเพี๊ยะดังขึ้นสองครั้งติด คราวนี้คิ้วของเขากระตุกถี่ยิบ ไม่รอช้าก็กระชากร่างบางเข้ากอดรัด ก้มลงบดขยี้เรียวปากอิ่มเต็มแรง อีกฝ่ายดิ้นขัดขืน แต่เขากลับยิ้มเย็น

ชายหนุ่มพลิกร่างเพรียวให้หันยกร่างเธอขึ้นนั่งคุกเข่าบนโต๊ะกระจกตรงอ่างน้ำ นิ้วแกร่งแหวกกลีบเนื้อสั่นระริก ก้มลงกระซิบเสียงพร่าให้หญิงสาวจ้องมองเงาสะท้อนแสนเย้ายวนน่าหลงใหลในกระจก

“สวยดีนะครับ” เขาเอ่ยชมพร้อมกับรอยยิ้มร้ายกาจ นิ้วหัวแม่มือกดคลึงปุ่มเล็กกะจิดริดที่เป็นแหล่งรวมความกระสัน จุดประกายไฟในกายเธอให้ลุกโชน

ดวงตาคู่สวยเหลือบมองยังเบื้องล่างดูเงาสะท้อนของความอ่อนนุ่ม สีแดงเรื่อคาคลอด้วยน้ำหวานมันวาว เธอครางเสียงอับอายแทบอยากซุกหน้าหนีกับกระจก ถ้าหายตัวไปตอนนี้ได้เธอคงทำไปแล้ว

“เซ็กซี่มากเลยครับ ไม่เอาดีกว่า วันนี้ผมมาอ่อยหมอแค่นี้พอ พรุ่งนี้จะมาใหม่นะครับ”

“นาย!

“ผมอยากให้คุณหมอกระสับกระส่าย หลับตาก็คิดถึง ลืมตาก็คิดถึง รู้สึกไหมครับว่าตรงนี้มันร้อน แต่มันจะร้อนกวานี้อีก ถ้าผมได้เข้าไปอยู่ในนี้” ภาคินพูดพลางสอดนิ้วเข้าสู่กลีบเนื้อเต้น เขากดแช่ไว้ รับรู้ถึงเรือนกายสั่นระริกเกร็งแน่นของอีกฝ่าย มุมปากกระตุกยิ้มพอใจ เขากอดเอวคอดกิ่วก้มลงจูบบั้นเอวขาวเนียน

“นายทำแบบนี้ไปทำไม” นฤมลไม่เข้าใจ ไม่อาจทำความเข้าใจกับการปั่นหัวครั้งนี้ได้ เด็กคนนี้มาด้วยจุดประสงค์อะไร หรือว่าพี่ชัชรู้ว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นแบบนี้ ถึงได้ผลักไสเธอเข้าสู่อ้อมอกของน้องชายตัวเอง

ถ้าไม่ต้องการเธอก็พูดออกมาสิ มาทำแบบนี้จะให้เธอมีหน้ากลับไปมองพี่ชัชได้อย่างไร

เห็นคุณหมอคนสวยเงียบไป ภาคินก็นึกสงสัยเงยหน้าขึ้นมองดวงตาเอ่อคลอน้ำตาแวววาวผ่านกระจก สายตาเจ็บปวดแบบนั้น เขาดูออกว่าไม่ได้เกิดจากเขาเป็นต้นเหตุ แต่เป็นใครอีกคนที่เธอคิดถึงอยู่ ไม่รู้ว่าความโกรธมาจากไหน มันทำให้เขาสติหลุดเผลอกัดเข้ากับเอวคอดเต็มแรง

เสียงหวานหลุดร้องด้วยความเจ็บ สติคืนกลับมาครบถ้วนในทันที น้ำตาที่แต่เดิมคลออยู่แล้วไหลพราก เธอหันไปจะเอาเรื่องกับอีกฝ่าย ดวงตาแดงก่ำฉายแววกรุ่นโกรธ โทสะอัดแน่นเต็มอก เธอเตรียมจะตบเขาอีกครั้ง แต่กลับพบว่าข้อมือถูกจับคว้าไว้ เขารวบไปจับไว้ด้านหลัง ผลักร่างของเธอให้นอนลง จากนั้นก็ลงทัณฑ์ด้วยปลายลิ้นช่ำชองแตะไล้สัมผัส บดขยี้กลีบปากบางจนได้กลิ่นคาวเลือด

ดวงตาของเธอเบิกโพลง ก่อนที่จะร้องอู้อี้ในลำคอ หยาดน้ำตาร่วงรินรับรู้ถึงนิ้วร้ายที่ล่วงล้ำเข้ามาภายใน เขากระทุ้งนิ้วยาวเข้าออกกลีบเนื้อสาว กระแทกใส่ร่องร้อนฉ่าอย่างไร้ปรานี เธอเจ็บจนดิ้นพล่าน ทั้งงุนงงและไม่เข้าใจกับอากัปกิริยาที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

“พอ...หยุดได้แล้ว พอที ฉันเจ็บ!” เธอตะโกนร้องเสียงดังหวังให้เขาตื่นจากโทสะที่ไร้ที่มา ภาคินที่ซุกไซ้ซอกคอเนียนพ่นลมหายใจหนักหน่วง เขาหมุนวนนิ้วมือช่วยให้เธอผ่อนคลายกับความเจ็บจนตลอดร่างเกร็งด้วยความหวาดหวั่นระคนวาบหวามจนทำหน้าไม่ถูก

“อยู่กับผม หมอก็ควรคิดถึงแต่ผมสิครับ วันนี้ผมมาทำความรู้จักกับหมอเท่านั้น ขอโทษที่ทำให้หมอตกใจ แต่ถ้าไม่อยากให้ผมคลั่งอีก...”

“...”

“อย่าคิดถึงใครเมื่ออยู่กับผม...” ไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้นที่ออกแนวข่มขู่ แม้แต่น้ำเสียงและแววตาก็ยังขู่ขวัญจนเธอแทบกระเจิง!

 

หลังจากที่เด็กวายร้ายออกไป นฤมลก็ถึงกับทรุดลงกับพื้น เธอยังคงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดงที่เด็กคนนั้นฝากไว้อย่างถือดี เปลือกตาบางปิดลงนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้าที่เธอจะตกลงรับปากกับพี่ชัช เพื่อมาเป็นหมอรักษาอาการป่วยให้กับน้องชาย นายภาคินนั่นน่ะแหละ

ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชัชขอไว้ เธอก็คงไม่ได้มายุ่งกับเรื่องนี้ ตอนที่พี่ชัชมาขอร้องเธอให้ช่วยรักษาอาการป่วยของน้องชาย โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเธอก็ตอบตกลงกลับไป เพียงเพราะอยากให้พี่ชัชมองเห็นถึงความจริงใจของเธอบ้าง เธอยินดีทำทุกอย่างเพื่อเขา แล้วสิ่งที่เขาตอบแทนกลับมาคือแบบนี้น่ะเหรอ?

เหอะ เธอมันน่าสมเพชเอง รักคนที่เขาไม่รัก มันก็ต้องเจ็บปวดอย่างนี้

มือเรียวจับราวข้างผนังหยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า แข้งขาเธอยังคงสั่นไม่หยุดรู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนต้องกัดฟันแน่น  ดวงตาคมสวยหรี่ลง ฝืนร่างกายอ่อนล้าเดินไปหยิบชุดสำรองที่แขวนไว้ด้านใน หลังจากที่สวมเสื้อผ้าเสร็จ นฤมลก็กลับมาตีหน้าขรึมเย็นชาเหมือนเดิม ตอนนี้เธอไปเข้าประชุมไม่ทันแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ไป

นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอถูกความคิดต่างๆ นานาพุ่งโจมตีพร้อมกับจนฟังอะไรไม่ออก สมองเธอในตอนนี้มันตื้อเกินกว่าจะจดจำเนื้อหาสาระในที่ประชุมวันนี้ได้ แต่อย่างเดียวที่เธอจำได้ก็คือ สัปดาห์หน้ามีสัมมนาที่หัวหิน นอกจากนั้นเธอก็ไม่สนใจฟังรายละเอียดอื่นอีก

ก็ดีเหมือนกัน การได้ออกไปในที่ไกลๆ ออกไปหายใจข้างนอกบ้างจะได้ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ แล้วก็ลืมความเจ็บช้ำที่พี่ชัชทำไว้ด้วย

 

เช้าวันถัดไป...

เช้าวันนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างวุ่นวายไปสักหน่อย เพราะตั้งแต่ขับรถมาถึงโรงพยาบาลก็ถูกเรียกตัวเข้าไปคุยกับผู้อำนวยการทันที ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังราวกับโลกนี้ไม่มีอะไรสลักสำคัญไปกว่าการทำงาน แต่เธอรู้ว่านั่นเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้แสดงออกให้คนภายนอกเห็นเท่านั้น นฤมลแอบกำมือบนตักแน่นรู้สึกอึดอัดไม่น้อย เพราะสายตาที่อีกฝ่ายมองมาเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง มันเต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้ง เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่เธอไม่สามารถตอบแทนกลับไปได้

“ผู้อำนวยการมีอะไรหรือเปล่าคะ ถึงได้เรียกดิฉันให้เข้ามาพบแบบนี้” เธอถามเสียงนิ่งเรียบ ดวงตาจ้องอีกฝ่ายอย่างเย็นชา ไม่คิดให้ความหวังแม้แต่นิดเดียว

“ที่ผมเรียกมลมาก็เพราะ...” นัยน์ตาพราวระยับกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจนมาหยุดอยู่ที่หน้าอก

“เพราะอะไรคะ” เธอทำเป็นไม่เห็นสายตาลามกนั้น เอ่ยขัดขึ้นก่อนที่คำพูดต่อมาของคนตรงหน้าจะทำให้หงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม อายุตั้งเท่าไหร่แล้วยังจะทำตัวเป็นตาเฒ่าหัวงูอีก เธอไม่หาอะไรมาฟาดใส่หน้าก็บุญโขแล้ว

“เรื่องสัมมาหน้าสัปดาห์หน้าครับ นอกจากสัมมนาแล้วยังจะขอวานให้มลทำหน้าที่เป็นผู้อบรมในงานด้วย เรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ในวันนั้นจะมีพวกเด็กนักเรียนจากในเมืองมารับความรู้ในเรื่องนี้ด้วย ผมก็เลยอยากขอให้มลรับหน้าที่นี้ด้วยเลย”

“แต่ดิฉันเป็นหมอจิตแพทย์”

“ผมรู้ครับและเข้าใจว่ามลรู้เรื่องนั้นดี อย่างน้อยหมอจิตแพทย์ก็น่าจะรู้เรื่องเพศศึกษาเบื้องต้น การให้หมอทางจิตเข้ามาพูดคุยกับเด็ก ๆ จะทำให้พวกเขาเปิดใจรับฟังที่ได้ยินมากขึ้น ผมคิดว่านี่เป็นการดีที่จะทำให้พวกเขารู้จักป้องกัน ถ้าหากว่าจะมีเซ็กส์กับใครสักคนเพื่อสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง” ไม่พูดเปล่าแต่สายตาเจ้าเล่ห์หื่นกระหายยังกวาดมองเธอขึ้นลงอย่างเปิดเผย สายตาจาบจ้วงแบบนั้นแทบทำให้เธอหมดความอดทนอยากซัดหน้าหมอแก่ให้เละไปข้าง แล้วตามด้วยด่าตอกหน้าว่า อย่าฝัน!

แก่ขนาดนี้ต่อให้เธอเป็นคนบ้าก็ไม่คิดจะเอาหรอก!

“มีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อน”

นฤมลไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดต่อก็รีบลุกขึ้นยืนเดินตรงไปยังประตู แต่ก่อนจะได้ไปถึงกลับมีมือของใครบางคนคว้าจับเอาไว้ก่อน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร เธอสะบัดมือนั้นทิ้งอย่างขยะแขยง ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับต่างกันออกไป ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะยืนใกล้กลับยังฉวยจังหวะที่เธอตกใจขยับเข้ามาแทรกกลาง กระชากมือเธอทั้งสองข้างกดไว้กับผนังห้อง

หมับ!

“ผู้อำนวยการคิดจะทำอะไร!” เสียงตวาดลั่นของหญิงสาวดูจะไม่ทำให้ชายล่วงเข้าวัยหกสิบสะทกสะท้าน คนเป็นผู้อำนวยการคลี่ยิ้มเล็กน้อย ดวงตาหยาดเยิ้มหื่นกามสำรวจเรือนร่างอ่อนนุ่มน่าหลงใหลอย่างไร้ความรู้สึกผิดใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่จิตสำนึกว่าตัวเองเป็นสามีของแม่เธอ

ใช่แล้วล่ะ เรื่องนี้มันน่าสมเพชมาก ผู้ชายคนนี้เป็นสามีใหม่ของแม่เธอ และเธอมีฐานะเป็นลูกเลี้ยงของเขา!

“ปล่อยฉัน!” นฤมลดวงตาแดงก่ำ ตวาดลั่นอย่างคับแค้นใจ หลายปีที่ผ่านมาเธอต้องทนกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของอีกฝ่าย ถึงจะไม่ได้ถูกล่วงเกินแต่ก็โดนลวนลามตลอด ถึงเธอจะพยายามบอกแม่เรื่องนี้แล้ว แต่ก็ถูกคนเลวทรามใช้รอยยิ้มล่อลวงหลอกล่อแม่ตลอด เปลี่ยนจากดำเป็นขาวอย่างหน้าด้าน ๆ ทำให้เธอเจ็บใจมาจนถึงทุกวันนี้

ถ้าเพียงแต่พี่ชัชมีความรู้สึกเดียวกันกับเธอสักนิด เธอจะไม่ลังเลใจที่จะแต่งงานกับเขาเพื่อหนีออกไปจากกรงขังอันน่าสะอิดสะเอียนนี่เลยสักนิดเดียว

แต่ความหวังของเธอกลับเป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ และเมื่อวานพี่ชัชก็ช่วยทำให้มันชัดเจนจนเธอต้องยอมแพ้แล้วจริงๆ

“ฉันบอกให้ปล่อยไง!” เสียงของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ หากแต่อีกฝ่ายทำเหมือนไม่ได้ยิน

ศักดิ์ชายกระตุกยิ้มพอใจที่ได้เห็นลูกเลี้ยงคนสวยมีสีหน้าหวาดกลัว ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นสาวเขาก็นั่งนับวันรอที่จะได้กลืนกินอีกฝ่าย  ความสวย ความสาวของลูกเลี้ยงคนนี้มันล่อตาล่อใจจนเขาปวดร้าว อยากปราบพยศตรึงไว้ใต้ร่าง แล้วทำให้ริมฝีปากชุ่มฉ่ำที่ชอบก่นด่าเขาร้องครวญคราง ลุ่มหลงกับการปรนเปรอของเขา

“ไม่เอาน่าหนูมล เรียกพ่อสิจ๊ะ ฉันเป็นพ่อของหนูนะ อย่าเรียกฉันเสียห่างเหินแบบนั้น”

“ฉันบอกให้แกปล่อยไง!” ดวงตาคู่สวยถลึงมองกราดเกรี้ยว ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง

“หึ นี่ก็สนิทสนมเกินไปนะ ทำไมหรือหนูมล ฉันมันไม่ดีตรงไหน ฉันชอบหนู ฉันอยากได้หนู หนูก็รู้นี่ ยังคิดจะเล่นตัวอีก”

“ไปตายซะไอ้แก่ตัณหากลับ คนอย่างฉันไม่มีวันคิดอะไรกับแกหรอก ทั้งแก่ ทั้งชั่ว ฉันสะอิดสะเอียดและขยะแขยงแกที่สุด ได้ยินไหม! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย!

“คำก็แก่ สองคำก็แก่! หนูมลชักจะทำตัวไม่น่ารักแล้วนะ! ก็เอาซี่! ร้องเลยหนูมล ขนาดแม่แท้ๆ ของแก่ยังไม่เชื่อ แล้วคนอื่นมันจะเชื่อแกเหรอฮะ นี่มันห้องฉัน แค่ฉันบอกว่าแกร่านจนตัวสั่น คิดจะแย่งผัวแม่ตัวเองก็เลยมาหาฉันถึงห้อง มาให้ท่าฉัน แค่นี้คนภายนอกเขาก็เชื่อฉันแล้ว อย่าเล่นตัวนักเลยน่า ฉันรอแกโตมาหลายปีแล้ว เลี้ยงแกกับแม่อย่างดีมาโดยตลอด แกก็น่าจะตอบแทนบุญคุณฉันบ้าง”

“นี่แกมีความคิดเลวๆ แบบนี้มาตั้งแต่ต้นเลยเหรอ เสียแรงที่แม่รักแก ไอ้คนชั่ว ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” เธออึ้งจนทำอะไรไม่พูด ไม่คิดเลยว่าคนที่แม่รักจะกลายเป็นคนชั่วช้าสามานย์ได้ขนาดนี้ คิดจะเอาลูกเลี้ยงมาเป็นเมียอีกคน นฤมลแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ดวงตาเอ่อคลอน้ำตาด้วยความแค้นจัดจนอยากจะฆ่าใครสักคนเดี๋ยวนี้เลย

และคนคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ไอ้แก่ตรงหน้าที่คิดจะทำร้ายเธอ!

“หนูมล...จุ๊ๆๆ อย่าร้องสิจ๊ะ มันไม่เจ็บหรอกนะ เดี๋ยวพอนานไปก็เสียว ให้ฉันเข้าไปเถอะนะ ฉันอยากเอาหนูมานานแล้ว หนูยอมเป็นเมียฉันเถอะนะ ฉันรักหนูมากจริงๆ”

“คุณรักฉัน? รักแล้วใช้กำลังบังคับกันแบบนี้เหรอ? เหอะ คำว่ารักของคุณมันคงมีแต่ความหลอกลวง เพราะฉันสัมผัสไม่ได้ถึงความจริงจังของคุณเลย ถ้ารักฉันจริงก็ปล่อยฉันสิ ปล่อยฉัน” เธอเริ่มรวบรวมเศษเสี้ยวของสติกลับคืนมาทีละนิด เมื่อเริ่มมองเห็นช่องทางหลบหนีก็เริ่มใช้ให้เป็นประโยชน์ อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป ขณะมองมาอย่างเคลือบแคลงสงสัย

เธอรู้ว่ามันไม่โง่ แต่กลับรักศักดิ์ศรียิ่งกว่าอะไร ถ้าลองได้พูดจาดูหมิ่นมันแบบนี้ อีกไม่นานมันต้องปล่อยตัวเธอแน่

“ก็ได้หนูมล ฉันจะไม่ทำอะไรหนูตอนนี้ แต่ว่า...” สายตาของมันทำให้เธอขยะแขยงหวนคิดถึงทุกครั้งที่ผ่านมา แล้วครั้งนี้เธอก็คงโดนไม่ต่างกัน

เธอรังเกียจที่โดนทำแบบนี้ แต่ทางเลือกของเธอมีอยู่ไม่มาก นอกจากยอมแล้ว เธอยังจะทำอะไรได้อีก

เปลือกตาบางปิดลงพร้อมหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมา เธอไม่อยากมองเห็นสีหน้ามันตอนเป็นผู้ชนะ ไม่อยากเห็นมันทำหน้าเหมือนกับเป็นแค่เหยื่อตัวเล็กๆ ที่มันคิดจะทำอะไรก็ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงมันทำได้ ถ้าคิดจะทำ

ฝ่ามือสากระคายสัมผัสเนื้อตัวเธออย่างย่ามใจ ในขณะที่ริมฝีปากของมันเริ่มซุกไซ้ซอกคอเธอ นฤมลขนลุกชันไปทั้งร่าง หากแต่ไม่ใช่เพราะความเสียวซ่านแต่เป็นรังเกียจจนแทบคลั่ง ชั้นในตัวบางถูกรูดลงจนสุดปลายเท้า ก่อนที่ศีรษะของอีกฝ่ายจะลดลงต่ำเข้ามาซุกอยู่ใต้กระโปรง เธอถึงกับสะดุ้งเฮือกทันทีที่ลิ้นร้อนชื้นของมันแตะลงบนเนินเนื้อ หลังจากนั้นก็ลากเลียอย่างไม่เกรงใจ ขาของเธอถูกจับพาดบนบ่ากว้าง เปิดเผยตัวตนมากขึ้นจนมันสัมผัสเธอได้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม

“ไม่...” เธอร้องห้ามตามเสียงร้องในใจอย่างหวาดหวั่น เผลอดิ้นหนีอย่างลืมตัว

“หนูมลอย่าดื้อสิจ๊ะ อย่าทำให้ฉันโมโห” คำเตือนของอีกคนทำให้หญิงสาวนิ่งขึงอยู่กับที่ เสียงสะอื้นดังขึ้นไม่หยุดเต็มไปด้วยความท้อแท้ไร้ทางสู้ ความกลัวในวัยเด็กจากการกระทำของอีกฝ่ายฝั่งแน่นอยู่ในใจจนตามหลอกหลอนในความฝัน หากเธอดิ้นขัดขืน เธออาจถูกมันทำร้ายร่างกายอีกก็ได้

เพราะมันคือผู้มีพระคุณช่วยฉุดดึงเธอกับแม่ให้หลุดจากขุมนรก แค่เพียงมันเอ่ยปากขอ เธอกลัวว่าสุดท้ายแล้วแม่จะยอมทำตามที่มันต้องการ

“อืม...หนูมลช่างหวานเหลือเกิน”

เธอปิดกั้นประสาทสัมผัสทั้งหมด ขอแค่ไม่มอง ไม่ดู ไม่ฟัง เธอก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว นอกจากความขยะแขยงเกลียดชังสุดขั้วหัวใจ เธอสาบานว่าถ้าออกไปจากวังวนนี้ได้ เธอจะไม่หวนกลับมาอีกเลย

แต่เมื่อไหร่ล่ะที่เธอจะมีวันนั้น วันที่ได้รับอิสระ หรือว่าเธอต้องทนอยู่กับความอัปยศนี่ไปตลอดชีวิต ขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย...

 

นฤมลเดินกลับมายังห้องพักของตัวเองอย่างไร้เรี่ยวแรง ตลอดเรือนร่างยังคงสั่นเทาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ตลอดทางที่ต้องเดินผ่านคนอื่นเธอยังสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องแล้ว เธอกลับพบว่าตัวเองช่างอ่อนแอเหลือเกิน ร่างของเธอพิงเข้ากับผนัง ก่อนจะรูดลงนั่งกับพื้นกอดเข่าไว้แน่นอย่างต้องการปกป้องตัวเอง

น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปก็ไหลลงมาใหม่ อกย้ำให้เอรู้ว่าสุดท้ายก็เป็นได้แค่ผู้แพ้อยู่ดี

อดีตของเธอมันช่างน่าข่มขื่น เธอกับแม่เคยอยู่ในสถานที่ไม่ดีมาก่อน ตอนนั้นแม่ของเธอทำงานอยู่ในซ่องตรงตรอกมืดของชุมชนแออัด เธอซึ่งมีอายุได้สิบสองปีก็แทบจะเกือบต้องกลายเป็นเครื่องมือทำมาหากินของคนพวกนั้น เกือบต้องขายเรือนร่างแลกกับข้าวปลาอาหารเพื่อประทังชีวิตอยู่ไปวันๆ

แต่แล้วเธอกับแม่ก็หลุดพ้นจากสถานะต้อยต่ำได้มายืนอยู่ในวงสังคมของมนุษย์ทั่วไป ได้เรียนหนังสือ ได้มีการศึกษา ได้เงินทองมากมายโดยไม่ต้องใช้ร่างกายเพื่อแลกมันมา อนาคตที่เคยหม่นหมองสิ้นหวังกลับผงาดขึ้นมามีหน้ามีตา หลุดพ้นจากขุมนรกอันดำมืดมาสู่แสงสว่างในที่สุด

แสงสว่างที่ทำให้เธอแทบคลั่งเหมือนทุกวันนี้

มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาออกจากสองแก้ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจห้ามไม่ให้มันไหลลงมาได้อยู่ดี นฤมลจมอยู่กับความเสียใจอันไร้ที่สิ้นสุด ในสมองเริ่มครุ่นคิดหาทางออกให้ตัวเองอีกครั้ง แม้หนทางข้างหน้าจะไม่ง่าย แต่เธอไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้

เมื่อคิดถึงสัมผัสของผู้มีพระคุณใจบาป ร่างทั้งร่างของเธอก็สั่นสะท้าน ดวงตาทั้งสองปิดลง หัวคิ้วชนกันอย่างทรมาน ความเจ็บปวดที่ฝังลึกในจิตใจ นับวันก็ยิ่งแผ่ลามจนกลายเป็นความทุกข์ที่หยั่งรากลึก ซ้ำยังหวาดกลัวว่าถ้าวันใดที่ความเจ็บปวดนั้นเดินทางมาถึงจุดจบ จุดสิ้นสุดของตัวเธอจะจบลงอย่างไร

ความตายไม่ใช่ทางออก แต่ถ้าเธอต้องกลายเป็นของมัน การตายนับว่าดีที่สุด

เธอเอื้อมมือออกไปเช็ดถูตรงจุดที่อีกฝ่ายสัมผัสทั้งหมด ซอกคอที่ถูกจูบโดนเธอขยี้ด้วยสองมือจนแดงปื้น ความขยะแขยงสุดฤทธิ์ทำให้เธอหวีดครางในลำคอ ทั้งยังรู้สึกคลื่นไส้ด้วยความสะอิดสะเอียนแสนรังเกียจ มือเรียวทึ้งร่างตัวเองไม่หยุดจนปรากฏรอยขีดข่วนไปทั่ว ถ้าเพียงแต่ความเจ็บทางกายจะช่วยลบล้างความเจ็บทางใจ เธอยินดีทำให้ร่างกายนี้เป็นแผล ยินดีทำให้มันโชกเลือดแทนเลือดที่กำลังหลั่งรินในหัวใจ

เธอรู้ว่าตัวเองกำลังแย่ แต่เธอก็ห้ามตัวเองไม่ได้

หมอจิตแพทย์งั้นเหรอ...คนที่ควรได้รับการรักษาน่าจะเป็นเธอมากกว่านะ เธอรู้สึกว่าตัวเองใกล้เป็นบ้ามากขึ้นทุกวันแล้ว!

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

จู่ๆ เสียงที่หน้าประตูก็ดังขึ้นหยุดสองมือที่กำลังทำร้ายตัวเองลงโดยพลัน คิ้วเรียวของนฤมลเลิกขึ้น ก่อนเม้มปากแน่นเหลือบสายตาไปยังนาฬิกาตรงผนัง เช้าขนาดนี้ใครกันที่มาหาเธอ หรือว่าจะมีเรื่องอะไรเร่งด่วนอีก?

เมื่อคิดไปถึงจุดนี้ร่างเพรียวระหงก็รีบลุกขึ้นยืนจัดผมเผ้าตัวเองให้เป็นปกติ เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน ก่อนจะคว้าเอาทิชชู่หลายแผ่นมาเช็ดหน้า เช็ดคราบน้ำตาที่เปื้อนอยู่ หลังจากนั้นก็เอื้อมมือไปหยิบกระจกมาส่องหน้า แค่แวบแรกที่เห็นภาพสะท้อนเธอก็แค่นหัวเราะออกมา สภาพเหมือนเพิ่งไปฟัดกับใคร

นี่น่ะเหรอคุณหมอคนสวยเจ้าเสน่ห์ที่ใครๆ พูดถึง ถ้ามีใครสักคนรู้ประวัติเบื้องหลังของเธอ พวกเขาคงขยะแขยงเธอจนไม่อยากเข้าใกล้แน่นอน

ทรัพย์สินเงินทองเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้คนเราอยู่เหนือคนอื่นได้ แต่ชาติกำเนิดที่ถูกปกปิดเอาไว้ ถ้าวันใดวันหนึ่งมีคนรู้เข้า ชีวิตที่สวยหรูของเธอคงจบลง หลังจากนั้นคงถูกประณามหยามเกียรติ ถูกเหยียบให้ต้อยต่ำติดดิน

นฤมลสูดลมหายใจเข้าปอดพยายามบอกตัวเองให้สงบและเข้มแข็งเอาไว้ เธอยกแป้งขึ้นผลัดหน้ากลบร่องรอยบวมช้ำจากการร้องไห้มาหนักหน่วง เมื่อสภาพอารมณ์คงที่ กลบเกลื่อนทุกอย่างสำเร็จแล้ว เธอจึงตะโกนกลับไป ทันทีที่ได้รับอนุญาต ประตูตรงหน้าก็เปิดเข้ามาพร้อมกับการปรากฏตัวของคนที่เธอคาดไม่ถึง

เด็กคนนี้คิดจะตามหลอกหลอนเธอไปจนถึงเมื่อไหร่?!

“มาทำไมแต่เช้า” น้ำเสียงเย็นชาของคุณหมอสาวไม่ได้ทำให้ภาคินรู้สึกรู้สาอะไรกลับคลี่ยิ้มกริ่ม ทำตาเจ้าเล่ห์ ก่อนสาวเท้าเดินเข้ามาหาคนหน้าสวยที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“คิดถึงครับเลยมาหา” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะทรุดลงนั่งตรงหน้าฝั่งตรงข้ามกับคุณหมอคนสวย ถ้าเพียงแต่เขาไม่สังเกตเห็นว่าดวงตาของคนตรงหน้ามีร่องรอยของการบวมช้ำ ซึ่งเกิดจากการร้องไห้มาอย่างหนัก เขาคงจะทำล้อเล่นมากกว่านี้

ใบหน้าแสนทะเล้นพลันขรึมลง ดวงตาคมกริบแฝงเร้นด้วยความรู้สึกบางอย่าง ก่อนจะฉายแววเจ้าชู้เหมือนเดิม ชายหนุ่มยื่นหน้าเข้าไปใกล้พร้อมกับรอยยิ้มเต็มริมฝีปาก ทำเอาคนไม่ตั้งตัวถึงกับผงะจ้องอีกฝ่ายเขม็งตาโต

“ทำบ้าอะไรของนาย”

“ทำให้คุณหมอหน้าบึ้งยิ้มไงครับ” เสียงทุ้มนุ่มตอบกลับมา ก่อนมือหนาจะฉวยมือเรียวบนโต๊ะมากุมไว้ ครั้นพบว่าตามนิ้วมือมีรอยขีดข่วน รอยยิ้มบนใบหน้าก็แทบเลือนหาย คิ้วเข้มกระตุก แม้ใจจริงอยากจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ แต่ระยะห่างระหว่างกันที่มีอยู่มากคงยากที่จะได้คำตอบที่แท้จริง

“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของนาย” เธอตอบอย่างเย็นชาพลางคลี่ยิ้มเย็น มือเรียวสะบัดออกสุดแรงแต่กลับไม่หลุดจากมือหนาที่กุมไว้ ดวงตาคู่สวยลากขึ้นมาสบกับคนร่างสูงก็เห็นเขาทำเพียงฉีกยิ้มอยู่อย่างนั้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าเธอจะกระแทกมือของเขาลงกับโต๊ะ เขาก็ยังยืนยันที่จะจับมือเธอไว้อยู่ดี

“ผมไม่ใช่เพื่อนเล่นหรอกครับ แต่วันนี้ผมมาอ่อยเผื่อว่าคุณหมอจะยอมใจอ่อน ยอมคบกับผมเป็นแฟนสักที”

“หยุดเพ้อฝัน แล้วก็กลับไปซะ ฉันจะไม่รักษาให้นายอีกแล้ว” เสียงหวานตอบจริงจัง สีหน้าเครียดขรึมลงเท่าตัว

“ใจร้ายจังนะครับ แต่ผมไม่ยอมหรอก วันนี้หมอมีคนไข้ต้องรักษาอีกหรือเปล่าครับ ผมอยากชวนหมอไปเที่ยวข้างนอก อารมณ์ไม่ดีแบบนี้ ขืนนั่งอยู่ในห้องต่อไป อารมณ์จะยิ่งคุกรุ่นเอานะครับ ออกไปเที่ยวกับผมสักชั่วโมงดีกว่า นะครับนะ”

“ฉันไม่ไป เลิกหน้าด้านสักทีได้ไหม ปล่อยมือฉันได้แล้ว ฉันจะทำงาน” คราวนี้เธอสะบัดมือออกอย่างแรงจนหลุดออกในที่สุด ตอนนี้เธอไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าเธอจะออกไปข้างนอกเลย เธออ่อนแอเกินกว่าจะไปปั้นหน้าเย็นชาใส่คนอื่น ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่านั่นเป็นหน้ากากที่ใช้ปกป้องตัวเอง

“หมอร้องไห้ทำไมเหรอครับ” คำถามไม่มีปี่มีขลุ่ยของอีกคน ทำให้นฤมลตัวแข็งทื่อ เธอเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอีกครั้ง ดวงตาสั่นไหวจนต้องหลบไปมองทางอื่น

“นาย...” เสียงของเธอหลุดออกมาแผ่วเบา อยากจะเอ่ยถามเขาว่าทำไมถึงรู้ ทั้งที่เธอก็ปกปิดมันไว้เป็นอย่างดี

“ไปเที่ยวกับผมนะครับ” เมื่อรู้ส่าคนตรงหน้าไม่ต้องการให้พูดถึงเรื่องนี้ เขาจึงเลี่ยงที่จะถามอะไรให้เธอต้องลำบากใจ ร่างสูงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินอ้อมไปยังด้านหลังคุณหมอสาว นฤมลถึงกับเบิกตากว้าง เมื่ออีกฝ่ายฉุดร่างเธอให้ลุกขึ้นยืน

“นายจะพาฉันไปไหน...”

“เดี๋ยวไปถึงก็รู้ครับ” เขาไม่ตอบแต่ทิ้งปริศนาเอาไว้ด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย ร่างเพรียวขยับตัวออกห่างพลางมองดูเขาด้วยสายตาหวาดระแวงที่ปิดไม่มิดของเธอ

“คิดจะทำมิดีมิร้ายฉัน?”

“บอกว่าผมกำลังคิดจะอ่อยคุณหมอดีหว่าไหม” เขาเล่นหูเล่นตาตอบกลับ

“สนุกมากไหมที่ทำแบบนี้” เธอถามอย่างกังขา ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเด็กนี่จะมายุ่งวุ่นวายกับเธอทำไม แต่เธอเองก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าพอเขาเข้ามา เธอก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทันที

ควรจะขอบคุณดีไหมนะ แต่ว่าจะขอบคุณเรื่องอะไร

โดยไม่รู้ตัวหญิงสาวเผลอแค่นหัวเราะด้วยรอยยิ้มเศร้าหมอง ภาคินจับจ้องรอยยิ้มนั้นด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะกลบเกลื่อนเป็นสายตาขี้เล่นร้ายกาจเหมือนเดิม เขาอยากถามเธอใจจะขาด แต่ก็ต้องสะกดกลั้นเอาไว้ เขาเพิ่งรู้ก็วันนี้เองว่าตัวเองเป็นคนใจเย็นมากขนาดนี้ ปกติถ้ามีเรื่องสงสัยอะไร ถ้าอยากรู้ก็จะถาม จะบีบเค้นให้ได้คำตอบมา แต่เมื่อเป็นคนตรงหน้าเขากลับต้องอดทน เมื่อให้เธอยอมเปิดเผยออกมาเอง

“นี่เป็นหนึ่งในการอ่อย”

“ครับ? จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ ขนาดอ่อยทุกวัน หมอจะไม่ใจอ่อนก็ให้มันรู้ไป!

“หึ ฉันไม่มีวันใจอ่อนกับนายหรอก”

“ก็มาดูกันครับว่าจะไม่มีวันนั้น ถ้าผมรุกหนักขึ้นมากลัวก็แต่ว่าคุณหมอจะตั้งรับไม่ทัน”


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha