บำเรอรัก บำบัดSEX [จบแล้ว]

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 3 : Part3 เมื่ออยู่ใกล้กัน...ก็ไม่แปลกที่จะหวั่นไหวเป็นธรรมดา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Part3

เมื่ออยู่ใกล้กัน...ก็ไม่แปลกที่จะหวั่นไหวเป็นธรรมดา

 

ร่างเพรียวระหงสาวเท้าตามการลากจูงของชายหนุ่มข้างหน้า ฝ่ามืออุ่นร้อนของภาคินส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจของหญิงสาวเปลี่ยนไป นำพาซึ่งความอบอุ่นปลอดภัยอย่างที่เธอไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนมาสู่เธอ นฤมลลากสายตาลงมองฝ่ามือสากระคายนั้นเงียบๆ ถึงมันจะไม่นุ่มนิ่มบอบบางเหมือนเธอ แต่กลับให้ความรู้สึกดีจนเผลอคิดในใจว่าถ้าเขาจับไว้แบบนี้ไปเรื่อยๆ เธอก็ยินดีที่จะไม่ปล่อยมือเช่นกัน

ริมฝีปากแดงเรื่อผุดยิ้มขึ้นมาทีละนิด โดยหารู้ไม่ว่าสีหน้าที่เปลี่ยนไปตกอยู่ในสายตาใครอีกคนตลอดเวลา ถึงภาคินจะไม่มีตาหลัง แต่จิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวของอีกฝ่ายก็ทำให้เขามีโอกาสลอบมองสีหน้าเธอเป็นระยะ แล้วครั้งนี้ก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เมื่อได้เห็นรอยยิ้มไว้วางใจของเธอ

เขาจะถือว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ดี ไม่ว่าผลสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง เขาก็มั่นใจว่าจะคว้าหัวใจของเธอมาไว้ในมือได้อย่างแน่นอน

เมื่อส่งหญิงสาวขึ้นรถแล้ว ร่างสูงโปร่งของภาคินก็อ้อมขึ้นมานั่งมาบนรถประจำตำแหน่งคนขับ แลมเบอร์กินีสีดำโฉบเฉี่ยวทันสมัยออกตัวไปด้วยความเร็วสูงจนคิ้วเรียวของใครอีกคนบนรถขมวดเริ่มเข้าหากัน นฤมลหันเหสายตาไปมองยังคนขับ ดวงตาสีนิลฉายแววไม่ชอบใจนักกับระดับความเร็วที่อีกฝ่ายใช้เดินทาง แล้วการที่จู่มาทำดีด้วย เด็กบ้านี่มี่จุดประสงค์อะไรแอบแฝงรึเปล่า

“ผมยังไม่ปล้ำคุณหมอตอนนี้หรอกนะครับ เอาไว้ถ้าอยากเมื่อไหร่จะบังคับขืนใจทันทีเลย” คำพูดทีเล่นทีจริงของอีกฝ่าย ทำเอาคนหน้าสวยที่เผลอมองนานถึงกับสะดุ้ง นฤมลรีบดึงใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคน่าหมั่นไส้นั้น สองตาจ้องเขม็งทิวทัศน์ด้านข้าง ทำราวกับอีกฝ่ายไม่มีตัวตนซะก็สิ้นเรื่อง

“ไปเที่ยวที่ห้องผมนะครับ เดี๋ยวจะทำอะไรให้ทาน”

“เหอะ ฝันกลางวันอยู่รึไงเด็กน้อย จ้างให้ฉันก็ไม่ไปห้องนายหรอก” เธอแค่นหัวเราะพลางปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม คิดไว้อยู่แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนี้ ที่แท้ก็ทำดีหวังผลนี่เอง

“โอ๊ย! หมอครับ! คนอย่างไอ้คินคนนี่ ถ้าบอกว่าจะไม่ทำอะไรก็คือไม่ทำ ผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะไม่รังแกผู้หญิงที่ไม่เต็มใจหรอกครับ หัดเชื่อใจกันบ้างสิ” ภาคินแกล้งโอดครวญเสียงดังพลางทำหน้าตาน่าสงสารแกมร้องขอความเห็นใจ แต่มีเหรอที่อีกฝ่ายจะเชื่อ หญิงสาวปั้นหน้าเย็นชาใส่ แถมยังข่มขู่เสียงต่ำกลับมา

“ตกลง ฉันจะไป แต่ถ้านายกล้าแตะต้องหรือทำอะไรฉันแม้แต่ปลายเล็บ ฉันจะทำให้นายสูญพันธุ์แน่นอน”

“กลัวก็แต่ถึงตอนนั้นหมอจะร้องขอให้ผมทุ่มสุดกำลังน่ะสิครับ โอเคๆๆ ผมไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องผมเลย อยู่ใกล้ๆ นี่แหละครับ” เขายิ้มกว้างอีกนิด ก่อนจะหันกลับมาสนใจถนนตรงหน้าต่อ โชคดีที่ช่วงเช้าถนนสายนี้ไม่พลุกพล่าน ไม่อย่างนั้นกว่าจะถึงคอนโดคงราวๆ หนึ่งชั่วโมง

ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถหรูมันวาวก็วนขึ้นมาจอดยังชั้นยี่สิบเอ็ดของตึก ซึ่งเป็นที่จอดรถฝั่งวีไอพี ชายหนุ่มรีบลงจากรถวิ่งอ้อมไปด้านหลังมาเปิดประตูให้หญิงสาวด้วยความเร็ว นฤมลที่เพิ่งก้าวลงมาก็เซไปเล็กน้อย เนื่องจากได้รับความสะเทือนใจเมื่อตอนเช้าทำให้ยังปรับอารมณ์ไม่ทัน ร่างกายเลยเสียศูนย์ไปพอสมควร

หมับ!

“หมอไหวไหมครับ ให้ผมอุ้มไปดีกว่าไหม” ภาคินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ยิ่งเห็นใบหน้าสวยรูปไข่ซีดเซียวเหมือนคนไม่สบายก็ยิ่งรู้สึกเป็นกังวล

“ฉันยังไหว สงสัยจะหิวข้าวมั้ง เมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย” เธอแกล้งเฉไฉ โกหกอีกคนไปแบบตาไม่กะพริบ เธอรู้ว่าเด็กนี่เป็นห่วงและคงอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ด้วยความที่เพิ่งรู้จักกัน แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเล่า เธอจึงต้องปิดบังเอาไว้ แล้วเลือกที่จะโกหกแทน

จะให้คนอื่นรู้เรื่องอัปยศอดสูนี้ได้ยังไง พ่อเลี้ยงคิดจะเอาลูกเลี้ยงเป็นเมียอีกคน ขืนใครรู้เข้า เธอคงโดนประณามสาปแช่งไม่ได้ผุดได้เกิดกันพอดี

นฤมลรีบกลบเกลื่อนร่องรอยของความขมขื่นไว้ เธอก้าวเดินไปยังลิฟต์ด้านข้างตึกโดยมีเด็กจอมเจ้าเล่ห์คอยพยุงไว้ไม่ให้ล้ม เมื่อเข้ามาอยู่ในลิฟต์ ต่างฝ่ายก็ต่างยืนเงียบเพราะใช้ความคิดกับตัวเอง สำหรับนฤมลยังคงเอาแต่คิดถึงเรื่องที่จะหลีกหนียังไงให้หลุดพ้นจากการกระทำร้ายกาจของพ่อเลี้ยง ขณะที่ภาคินซึ่งลอบมองหญิงสาวอยู่ไม่ห่างกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าร่องรอยบนตัวอีกฝ่ายเป็นฝีมือใคร

เขาค่อนข้างไม่พอใจกับไอ้หน้าไหนก็ตามที่มาทำรอยบนตัวเธอ แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะโวยวายหรือถามออกไปว่ามันเป็นใคร ที่สำคัญพอเห็นสีหน้าหม่นหมองกับแววตาอ่อนแอของเธอแล้วก็รู้สึกสงสารจนอยากปลอบมากกว่า

ร่างสูงโปร่งที่มาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์เป็นเหตุให้สาวๆ ที่อยู่ตลอดข้างทางหันมาส่งยิ้มหวานให้ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเชิญชวน ออดอ้อน อยากแย่งชายหนุ่มไปจากผู้หญิงคนข้างๆ โดยไม่สนว่านั่นเป็นความหน้าด้านอย่างหนึ่ง ผู้หญิงพวกนั้นทำตัวราวกับสะพานทอดให้คนข้างๆ ตัวเธอ แล้วคนที่อยู่ข้างๆ เธอก็เหมือนจะยินดีกับสะพานพวกนั้นด้วย

เด็กบ้านี่ยังเห็นเธออยู่ในสายตาหรือเปล่า

กริ๊ก!

แอ๊ดดด...ด

“เชิญครับคุณหมอคนสวย” เมื่อเปิดประตูเสร็จ ภาคินก็ร้องเชิญคุณหมอเสียงหวาน เขาฉีกยิ้มเล็กน้อยดูมีเสน่ห์และชวนหลงใหล มั่นใจว่ารอยยิ้มนี้จะต้องทำให้คุณหมอสาวเคลิบเคลิ้มไปได้ไม่มากก็น้อย แต่เปล่าเลย ในความเป็นจริงเธอกำลังมองเขาด้วยสายตาเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อมากกว่า แถมยังตอกกลับมาซะหน้าชา

“ไปอ่อยผู้หญิงพวกนั้นเถอะ อย่ามาเสียเวลาเสแสร้งตรงนี้เลย”

“โธ่! หมอ ทำไมหมอพูดแบบนี้ล่ะครับ ผมก็แค่ชวนเข้าห้องดีๆ ต้อนรับคุณหมอเข้าบ้านในฐานะเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้นเอง ผมเสแสร้งตรงไหนครับ ไม่เห็นมีเลย”

“ทุกตรงย่ะ ถึงไม่พูดแต่สีหน้าหื่นกามของนายมันก็ฉายชัดว่าในสมองคิดแต่เรื่องอกุศล ถ้านายอยากไปสวิงกิ้งส์นักก็ไปกับแม่สาวพวกนั้นไป แค่เปิดห้องให้ฉันเข้าไปนอนพักก็พอ แล้วก็ขออาหารกินฟรีหนึ่งมื้อด้วย”

“ผมไม่ยอมไปไหนหรอกครับ ผู้หญิงพวกนั้นหรือจะสู้คุณหมอได้ สู้ซบอกคุณหมอยังจะอบอุ่นซะกว่าอีก”

“ทะลึ่ง! ฉันไม่อยากพูดกับนายแล้วเด็กบ้า” เธอสะบัดหน้ารีบเดินหนีเข้าห้องไปเพราะทนฟังคำพูดลามกของอีกฝ่ายไม่ไหวจริงๆ

ภาคินหัวเราะชอบใจอยู่ข้างหลัง เขาหันไปส่งยิ้มให้สาวๆ พวกนั้นอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินตามร่างสุดเซ็กซี่เข้าไปด้านใน โดยไม่ลืมล็อคห้องกันใครพรวดพราดเข้ามาในตอนที่เขากำลังจะเขมือบคุณหมอ

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้จะทำอะไรเธอหรอก แต่เขากลัวว่าตัวเองปลอบไปปลอบมาแล้วจะอดใจไม่ไหว ชิ้นเนื้ออยู่ตรงหน้า  เสืออย่างเขาจะไม่กระโจนใส่ได้ยังไง แต่คิดจะทำอะไรก็ต้องมีกฎเกณฑ์ มีแบบแผน คนอย่างเธอไม่ใช่คนที่เขาจะมาเล่นๆ ด้วยได้ ตอนนี้เขาอยากลองคบหากับเธอดูก่อน ถ้าภายหลังพบว่าเราสองคนไปกันไม่ได้ค่อยเลิกรากัน แบบนั้นก็คงไม่มีปัญหาเท่าไหร่มั้ง

นฤมลก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงโซนห้องรับแขก การตกแต่งที่ทันสมัยและมีสไตล์เฉพาะตัวบ่งบอกให้รู้ถึงนิสัยใจคอเขาจนเธอรู้สึกสนใจ โทนสีน้ำเงินดำให้ความรู้สึกแปลกตา สีหนึ่งดูเรียบลื่นเหมือนน้ำ นิ่งสงบไร้คลื่นลม ส่วนสีหนึ่งดูลึกลับแฝงความร้ายกาจจนน่าหวั่นใจ เปลือกตาบางหลุบลงเล็กน้อยเผยให้เห็นขนตางอนยาวเป็นแพ ภาคินที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ด้านข้างก็เพ่งมองด้วยความแปลกใจ อยากรู้นักว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่

“เป็นไงครับห้องผม น่าอยู่ไหม” เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้เปลือกตาบางเบิกขึ้น ดวงหน้าสวยหันขวับไปมองคนด้านข้างก็ต้องเสมองไปทางอื่นทันทีเมื่อถูกสายตาคมกริบจ้องมองราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงข้างใน ภายใต้จิตใจที่สั่นไหวเธอกลัวว่าตัวเองจะเผยอแสดงด้านอ่อนแอออกมา

ต่อให้จะรู้สึกแย่แค่ไหน แต่เรื่องที่เธอเผชิญอยู่ใช่ว่าใครจะสามารถช่วยได้ เรื่องพรรค์นั้นให้ตายยังไงเธอก็ไม่กล้าพูดกับคนอื่นหรอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กตรงหน้าที่รู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น เธอไม่มีวันบอกให้เขารู้หรอก แม้ใจเธอจะรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดใจจนถึงขั้นรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ แต่ความลับดำมืดนี้จะอยู่กับเธอไปจนตาย จะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด

ฟรึบ

“อุ๊ย...นายจะทำอะไร” นฤมลอุทานเสียงเบาพร้อมกับถอยตัวเองออกห่างจากร่างสูง เมื่อสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออุ่นร้อนที่จู่ๆ ก็แตะลงบนแก้มเธออย่างไม่บอกกล่าว ดวงตาของเธอหลุบลงหลบหนีสายตาห่วงใยของเขาโดยไม่รู้ตัว หัวใจเธอกำลังหวั่นไหวกับความอ่อนโยนนั้นใช่หรือเปล่า

“ผมเห็นคุณหมอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้น่ะครับก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้” ภาคินบอกด้วยน้ำเสียงจริงใจไม่คิดเสแสร้ง ริมฝีปากหนาผุดยิ้มเล็กน้อยบอกผ่านทางสายตาไปว่าไม่เป็นไร เขาจะอยู่เคียงข้างเธอเอง

ความเงียบเข้าปกคลุมไปชั่วขณะ นฤมลอดเหลือบตาขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่เธอมองว่าเขาเป็นคนดี ไม่ใช่คนร้ายกาจที่จ้องแต่จะงาบเธอ จู่ๆ ความติดบางอย่างก็แล่นเข้ามาในหัว ถ้าหากว่าเป็นเขาจะดีสักแค่ไหนนะ ถ้าหากว่าเป็นเด็กคนนี้จะดึงให้เธอหลุดพ้นออกจากความกลัวได้รึเปล่า เธอดึงสายตากลับมามองพื้นเบื้องล่าง ในสมองมีความคิดมากมายที่ตีกันให้ยุ่ง เธอรู้สึกสบสน ลังเลใจ และไม่มั่นใจว่าความคิดนี้มันถูกหรือเปล่า

ถ้าหากว่าเธอยอมเป็นของเขาจะช่วยลบล้างความรู้สึกรังเกียจตัวเองที่ถูกสัมผัสของคนสารเลวนั่นได้หรือเปล่า

“ช่วยจูบฉันทีได้ไหม”

จู่ๆ เสียงของคนที่เงียบไปนานก็ดังขึ้นสร้างความแปลกใจให้กับชายหนุ่มไม่น้อย ภาคินจ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาค้นคว้าพยายามมองหาความจริงว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ ดวงตาคู่สวยแวววาวด้วยหยดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้า เขาที่เห็นแบบนั้นก็รู้สักเหมือนหัวใจถูกอะไรทิ่มแทง เจ็บอย่างไม่มีเหตุผล หรือเป็นเพราะสงสารถึงได้ทนไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าอ่อนแอแบบนั้น

มือหนาฉุดรั้งร่างบางเข้าหาตัว ก่อนจะโน้มหน้าลงประทับริมฝีปากอุ่นจัดเข้ากับเรียวปากสั่นระริก ริมฝีปากอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยเปิดทางให้ลิ้นสากล่วงล้ำเข้ามา เปลือกตาบางปิดลงรับรู้ถึงความรู้สึกอ่อนนุ่มวาบหวิวยามเขาขยับเรียวปากเคล้าคลึงกับปากเธอ หัวใจดวงน้อยพลันสั่นสะท้าน ทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่นกับความอ่อนโยนนุ่มนวลราวกับปุยนุ่นที่เขามอบให้

ภาคินกอดรัดร่างเพรียวบางจงใจกดท้ายทอยของอีกฝ่ายไม่ให้หลบหนี เขาเดินขึ้นหน้าไปทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อนโดยที่ริมฝีปากยังคงขบเม้มรุกรานเรียวปากอิ่ม ตักตวงและช่วงชิงความหวานล้ำโดยมีหญิงสาวคอยให้ความร่วมมือ เมื่อร่างของนฤมลถูกดันมาจนติดผนัง เขาก็จับอุ้มขึ้นภายในวงแขนให้ระดับใบหน้าอยู่ในระนาบเดียวจนมองเห็นใบหน้าของกันและกันได้ชัดเจน

ราวกับตกอยู่ในภวังค์ความฝันอันแสนหวาน ดวงตาสองคู่สบประสานอย่างไม่ตั้งใจ นฤมลรู้สึกประหม่าจนสองแก้มร้อนผ่าว ดวงตาคมสวยคล้ายกับมีเปลวไฟลุกวาบขึ้นมาด้วยแรงปรารถนาลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใน ภาคินไม่ปฏิเสธว่าเธอมีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยรู้จัก เวลาเจอหน้ากันทีไรเขามักจะรู้สึกร้อนรุ่มกระวนกระวาย อยากเข้าหา อยากชิดใกล้ อยากปลดปล่อยความบ้าคลั่งออกมาเล่นงานเธอ

เรือนกายแข็งแกร่งเกร็งเครียด เส้นเลือดตรงขมับเขียวครึ้มปูดโปนขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดเมื่อรับรู้ถึงร่างกายที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป มักตื่นเต้นสั่นระริกและปวดร้าวจนต้องขบกรามแน่น เขาซบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น ขณะที่ฝ่ามือหยาบกร้านสั่นเทาลูบลงบนอกนุ่มหยุ่นคับมืออย่างปลอบใจตัวเอง

“ทำอะไรน่ะ” เสียงอุทานของเธอไม่ได้ทำให้เขาหยุดมือ แต่ก็ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น เขาเงยหน้าขึ้นตีหน้าซื่อ ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบาในลำคอเมื่อได้รับดวงตาขุ่นขวางของเธอ

เขาหลุบตาลงพร้อมกับหยักยิ้ม เธอคนนี้ช่างไม่เหมือนใครจริงๆ

“หิวข้าวแล้วใช่ไหมครับ ไปกันเถอะ ผมจะทำอะไรให้ทานเอง”

“ฮะ! นายทำอาหารเป็น?” เธอถามกลับด้วยความแปลกใจแกล้งทำเป็นลืมไปว่ามือหนาของฝ่ายตรงข้ามกำลังกระทำการชั่วร้ายกับร่างกายเธออยู่ จะว่าไปมือของเขาก็ให้ความรู้สึกเพลินดีอยู่เหมือนกัน...

“แน่นอนสิครับ ผมอยู่ห้องคนเดียว ถ้าไม่ทำกินเองใครจะทำให้กิน หรือว่าคุณหมอจะมาอยู่กับผมจะได้ทำอาหารให้ผมกินทุกวัน

“ฝันไปเถอะ แล้วก็เสียใจด้วยนะที่ฉันทำอาหารไม่เป็น” เธอฉีกยิ้มเยาะ หากแต่อีกฝ่ายกลับผุดยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเปล่งประกายแบบแปลกๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ อีกไม่นานความฝันของผมจะเป็นจริง”

โดยไม่พูดอะไรอีก คนตรงหน้าก็ฉกฉวยริมฝีปากลงมาใหม่ คราวนี้สัมผัสของเขากลับเร่าร้อน หนักหน่วงจนใจของเธอวาบหวิวทำอะไรไม่ถูก เธอกระหวัดสองแขนเข้ากอดรัดลำคอหนา ก่อนจะตอบสนองกลับไปด้วยความร้อนแรงไม่ต่างกัน เธอเริ่มเรียนรู้สัมผัสจากเขา ยอมปล่อยให้เขาลูบไล้เนื้อตัว แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะไปในทิศทางอย่างว่า ทั้งเขาและเธอก็พร้อมใจกันหยุดมันก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิด

เมื่อถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ เธอก็รีบเดินลิ่วไปเลยไม่คิดหันกลับไปมองใบหน้าของเขาที่ตอนนี้คงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ กระหยิ่มย่องใจว่าเอาชนะเธอได้แล้ว

ดวงตาคมกริบร้อนแรงมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวจนลับตา ชายหนุ่มพริ้มตาลงเล็กน้อยพร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอที่หลุดออกมา ภาคินโคลงศีรษะชอบอกชอบใจกับปฏิกิริยาแสนน่ารักน่าชังของอีกฝ่าย เขาเคยบอกไปแล้วว่าเธอน่าสนใจ แล้วมันก็ไม่ผิดกับที่คิดไว้ เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกวูบวาบในใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาเองก็เพิ่งเคยค้นพบเป็นครั้งแรกเหมือนกัน

เขาอยากครอบครองเธอ ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงหัวใจของเธอด้วย!

 

ทั้งสองคนช่วยกันทำอาหาร ระหว่างนั้นก็เกิดสงครามขนาดย่อม เศษผักกระจัดกระจายเพราะนฤมลวิ่งไล่เอาหัวผักกาดทุบตีอีกฝ่าย เมื่อถูกล่อเลียนเรื่องการหั่นผัก ขณะที่ภาคินก็หัวเราะเสียงดังรีบวิ่งหนีอุตลุด ใครจะคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะแรงเยอะ แถมยังวิ่งได้ว่องไวจนเขาหวิดจนถูกหัวผักกาดฟาดไปหลายหน ร่างเพรียวระหงหยุดหอบหายใจอยู่ข้างเคาน์เตอร์พลางทำหน้าบึ้งมองหน้าจอมวายร้ายที่ทำให้เธอต้องเหนื่อยโดยใช่เหตุ

“ไม่วิ่งไล่แล้วเหรอครับ” เสียงทุ้มถามอย่างอารมณ์ดี สองขาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาดูหญิงสาวที่วิ่งไล่ตามตัวเองจนหอบแฮ่กจ้องเขม็งเขาตาเป็นมัน

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี นายทำให้ฉันเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรแล้ว รีบทำอาหารให้เสร็จเลยนะ ฉันจะรอกินอย่างเดียว” เธอบอกอย่างกระฟัดกระเฟียด ทำเอาเขาหลุดหัวเราะเสียงดัง

ภาคินโน้มหน้าไปปัดริมฝีปากเข้ากับแก้มนุ่ม ก่อนจะผละห่างอย่างรวดเร็ว

“นาย!

“อย่าทำหน้ายุ่งสิครับ เดี๋ยวไม่สวยนะ หมอช่วยนั่งรออยู่ในนี้ได้ไหม อยู่เป็นเพื่อนผมหน่อยนะ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง ได้ไหมครับ”

“ฉัน...” นฤมลอึกอักไม่รู้ว่าควรจะเอายังไงดี ดวงตาดำขลับฉายแววนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะยอมอยู่เป็นเพื่อนเขา

แค่มองดูเฉยๆ คงไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก เธอกลัวอะไรของเธอเนี่ย บ้าจริงๆ

“ก็ได้ แต่ฉันแค่นั่งเฝ้าเฉยๆ นะ ห้ามมาเรียกให้ฉันช่วยเด็ดขาด”

“แน่นอนครับ แล้วก็จับตาดูให้ดีนะ ผมจะโชว์ฝีมือขั้นเทพให้ดู” เขาหัวเราะอย่างโอ้อวดจนเธอหมั่นไส้ต้องแสร้งหัวเราะเสียงดังกว่า แล้วพูดจากถากถางเขาออกไป

“แล้วฉันจะคอยดูว่านายจะทำออกมาได้น่ากินสักแค่ไหน หวังว่าจะไม่ทำให้ฉันผิดหวังหรอกนะ ถ้ารสชาติแย่ ฉันจะเททิ้งทันที!

“รอดูได้เลยครับ รับรองว่าได้กินแล้วจะติดใจ จนต้องกินซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้เบื่อ...” เขาลากเสียงยาว นัยน์ตาพราวระยับอย่างเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ เธอทำหน้าบึ้ง หมดอารมณ์ที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขาอีก

นฤมลพาร่างตัวเองเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง ดวงหน้าสวยเฉี่ยวด้วยเครื่องสำอางดูงดงามไร้ที่ติ ดวงตาดำขลับแลดูเฉยชา ทว่ากลับยิ่งมีเสน่ห์ลึกล้ำที่ชวนให้ผู้คนอยากเข้าหา อยากค้นคว้าความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในนั้น เมื่อเธอหลุบตาลงจะเห็นขนตายาวเป็นแพทาบลงบนนวลแก้มแดงเรื่อ จมูกโด่งรั้นบ่งบอกถึงนิสัยดื้อรั้น ริมฝีปากอิ่มเต็มเย้ายวนชวนสัมผัส เพียงแอบมองแวบเดียวก็ทำเอาใจสั่นจนควบคุมตัวเองแทบไม่อยู่

ภาคินลอบกลืนน้ำลายลงคอ ทำเป็นไม่สนใจกับดวงตาคู่สวยที่จ้องมองเขาไม่กะพริบตา เขาบังคับให้สองมือนิ่งสงบ สั่งตัวเองไม่ให้เผลอหลุดสีหน้าของสัตว์ป่ากระหายเลือดออกไป ร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวขยับอย่างคล่องแคล่ว สองมือทำหน้าที่หั่นผักที่หญิงสาวทิ้งไว้รัวเร็วราวกับเชฟในภัตตาคารชื่อดัง จนคนมองที่อยู่ด้านหลังถึงกับอ้าปากค้างแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง อาหารไทยเมนูง่ายๆ แสนธรรมดาก็ถูกจัดวางบนโต๊ะ ชายหนุ่มรับหน้าที่บริการหญิงสาวทุกขั้นตอนจนจบกระบวนการถึงได้ทรุดนั่งลงข้างๆ มุมปากของเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย เมื่อสังเกตเห็นอาการตื่นเต้นดีใจของเธอตอนที่เห็นอาหารทั้งหมดในจาน

ถึงจะไม่รู้ว่าของโปรดเธอคืออะไร แต่เขาก็มั่นใจว่าอาหารพวกนี้จะต้องทำให้เธอชอบแน่นอน

“สวยแต่หน้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ รสชาติจะออกมาตรงข้ามรึเปล่าคงต้องลองดู อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ ที่ฉันอ้าปากค้างเมื่อกี้นี้เพราะไม่คิดว่านายจะทำอาหารได้ออกมาหน้าตาสวยขนาดนี้”

“ผมก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่ครับ ไม่เห็นต้องรีบพูดขนาดนั้นเลย” ภาคินหัวเราะเสียงขัน เมื่อเห็นว่าเธอรีบร้อนแก้ตัวจนหน้าตาเหลอหลา นฤมลที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองพลาดไปก็กัดปากตัวเองนึกอยากหาอะไรมาปิดหน้าสักสามวินาที

“ฉันรีบพูดที่ไหนกัน อย่ามาใส่ร้ายกันนะ เด็กบ้านี่ นายนี่มัน...”

“มันน่ารักมากใช่ไหมครับ คุณหมอไม่ต้องชมผมแบบนั้นก็ได้ เพราะปกติผมก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าตัวเองน่ารักแค่ไหน” เขายิ้มพลางเอ่ยล้อเสียงกระเซ้าเรียกใบหน้าของอีกฝ่ายให้ยิ่งแดงเรื่อดูน่ารักน่าชังขึ้นไปอีก

ภาคินกระแอมไอ ก่อนจะตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จานของหญิง ตามด้วยช้อนส้อม จากนั้นก็มองดูว่าเธอจะทำอย่างไรต่อ เริ่มแรกมือเรียวเพียงจับช้อนแล้วนิ่งค้างไว้ ต่อมาก็เหมือนไม่มั่นใจไม่รู้ว่าจะเริ่มชิมอาหารจานไหนก่อนดี เขาไม่ได้กระตุ้นหรือเร่งเร้า ยกมือขึ้นเท้าคางจับตามองเธอต่อไปเงียบๆ ดวงตาคมกริบสงบนิ่งจนเกือบจะเย็นชา ทว่าลึกลงไปกลับเจือปนความอ่อนหวานที่แม้แต่เจ้าของก็ไม่รู้ตัว

“หืม!” เมื่อคำแรกถูกส่งเข้าปาก ดวงตาทั้งสองของเธอก็เบิกกว้าง นฤมลแทบอยากไม่เชื่อลิ้นตัวเองว่าจะลิ้มรสอาหารของอีกฝ่ายได้อร่อยเลิศเหมือนกับมีเชฟฝีมือดีมาทำ นัยน์ตาสีดำฉายแวววูบไหวเล็กน้อย ก่อนจะถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็ว เธอแสร้งปั้นหน้านิ่งราวกับไม่รู้สึกอะไร

“เป็นไงบ้างครับ รสชาติอร่อยไหม พอใช้ได้หรือเปล่าครับ” เสียงทุ้มถามอย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ใบหน้ายังเรียบนิ่งดังเดิม

“ก็งั้นๆ แหละ อาหารพื้นๆ จะให้อร่อยได้ยังไง”

“ครับ งั้นๆ” เขาเอ่ยยิ้มๆ ไม่คิดเปิดโปงคุณหมอสาวซึ่งกำลังช้อนตักอาหารพื้นๆ ในจานเข้าปากแทบไม่หยุด ดวงตาคมละสายตาออกจากสาวสวยตรงหน้าหันกลับมาจัดการกับตัวเองบ้าง ถึงเมื่อเช้าจะทานอะไรรองท้องบ้างแล้ว แต่พอเห็นอีกฝ่ายทานได้เยอะขนาดนั้น ท้องก็เริ่มร้องหิวแล้วเหมือนกัน

บรรยากาศแปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนทำให้ต่างฝ่ายต่างประหม่า ต่างฝ่ายยิ่งนิ่งงันเริ่มหันกลับมาคิดทบทวนว่าจุดเริ่มต้นของพวกเขามันอยู่ที่จุดไหน จู่ๆ พวกเขาสองคนก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน ดวงตาสองคู่สบประสานกันโดยไม่ตั้งใจ แต่เสี้ยววินาทีถัดมาทั้งคู่ต่างก็ละสายตาออกจากกัน นฤมลอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง ส่วนภาคินก็หัวใจกระตุกวูบเหมือนกับมีมือคู่หนึ่งยื่นมาเขย่ามันเล่น

บ้าน่า ความรู้สึกแบบนี้มันไม่น่าเกิดขึ้นกับพวกเขาใช่หรือเปล่า ไอ้ที่หัวใจเต้นแรงเหงื่อแตกพลั่ก แล้วยังไม่กล้าสบตากับอีกฝ่ายตรงๆ คงเป็นเพราะบรรยากาศพาไป พอความเงียบเข้าปกคลุมก็เลยรู้สึกวังเวงเท่านั้น มันไม่มีอะไรหรอก

เมื่ออยู่ใกล้กัน...ก็ไม่แปลกที่จะหวั่นไหวเป็นธรรมดา

หลังจากทานอาหารเสร็จ ภาคินก็ถือโอกาสชวนหญิงสาวไปพักผ่อนในห้องนั่งเล่นในส่วนหนึ่ง ซึ่งด้านในคล้ายกับโรงหนัง โฮมเธียเตอร์ตั้งอยู่ด้านหน้า พอก้าวเข้าไปก็มองเห็นได้ในทันที นฤมลก้าวเข้าไปด้านใน สองขาเดินตรงไปทางโซฟาสีน้ำเงินตัวยาวสำหรับนั่งและปรับให้เอนนอนได้ถ้าอยากนอนดู ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งเคยเห็นห้องแบบนี้ แต่แค่ส่วนใหญ่เวลาอยู่ที่บ้านจะไม่กล้าอยู่ในห้องคนเดียว ยกเว้นห้องนอนตัวเอง

“ชอบเหรอครับ ผมเห็นคุณหมอมองตาไม่กะพริบเลย” เสียงกลั้วหัวเราะลอยมา ก่อนที่ไม่นานร่างสูงโปร่งด้วยมัดกล้ามจะก้าวเข้ามาหยุดนั่งข้างๆ มือหนาเอื้อมไปหยิบรีโมตมาเปิดช่องหนัง เลือกอยู่พักใหญ่ก็ได้หนังที่ต้องการ แต่นั่นกลับทำให้สีหน้าของคนข้างๆ ซีดเผือดลง

“ไม่มีหนังอื่นให้ดูแล้วหรือไง” คนอย่างนฤมลไม่เคยกลัวอะไร แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพราะดันกลัวผีจับจิต เมื่อเห็นเด็กวายร้ายเปิดช่องที่ชวนหัวลุก เธอก็บังคับร่างตัวเองไม่ให้สั่น แกล้งตีหน้าขรึมเอ่ยถามเสียงเรียบ แม้จะแอบสั่นอยู่นิด ๆ ก็เถอะ

“มีครับ แต่ไม่เปิด”

อีกฝ่ายตอบหน้าตาย ก่อนจะเอนกายลงนอนราบกับโซฟาหน้าตายเฉย ไม่สนใจเธอที่นั่งอ้าปากเหวอทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าสวยยับย่นแอบชำเลืองมองไปยังจออีกครั้ง แล้วก็ต้องเมินหน้าหนี หากแต่เสียงกรีดร้องโหยหวนของนักแสดงในจอก็ทำเอาเธอสะดุ้งอดตัวสั่นไม่ได้

“ถ้ากลัวจะซบอกผมก็ได้นะ ผมให้ยืม”

“ใครบอกว่าฉันกลัว เปล่าเลยสักนิด แค่หนังสยองขวัญมีอะไรให้น่ากลัวกัน” เธอทำปากแข็ง ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ เขา พยายามระงับความกลัวที่ตีขึ้นเป็นระลอก เมื่อถึงฉากสยดสยอง เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างลืมตัว ดวงตาปิดแน่นไม่กล้าลืมตาขึ้นมองอีก

“เป็นอะไรไปครับ หมอโอเครึเปล่า”

“มะ...ไม่ ฉัน...”

“ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกครับ ผมยังอยู่ตรงนี้นะ ลืมตาขึ้นมาสิครับ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นข้างหู อ้อมกอดแสนอบอุ่นโอบรัดเธอไว้อย่างอ่อนโยน ลมหายใจร้อนผะผ่าวของเขาเป่ารดที่ข้างแก้ม วินาทีนั้นเธอถึงได้รู้ว่าตัวเองถูกเขาดึงตัวเข้ามากอดแนบอกแล้ว

“ฉัน...”

“อย่ากลัวเลยครับ ให้ผมเป็นคนปกป้องคุณนะ” เสียงของเขาช่างนุ่มนวลเหลือเกิน มันกะเทาะหัวใจที่บอบช้ำของเธอยิ่งเปราะบาง เธอตัวสั่นภายใต้อ้อมแขนของเขา พลันหวนคิดไปถึงสัมผัสน่ารังเกียจของผู้ชายคนนั้น ดวงตาคู่สวยฉายแววหวาดกลัว ใบหน้าซีดขาวขบริมฝีปากแน่นอย่างสมเพชตัวเอง

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองดวงหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย มองดูดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวอะไรสักอย่าง เสี้ยววินาทีนั้นเขานึกไปถึงเหตุการณ์ตอนเช้า สภาพของเธอที่เขาเห็นตอนนั้นมันแย่มาก แววตาเจ็บปวดทรมานเหมือนสัตว์ตัวเล็กถูกทำร้าย ทำให้เขาเจ็บปวดใจเหลือเกิน ฝ่ามือร้อนลวกวางทาบกับแก้มนวล ริมฝีปากหนาหยักได้รูปสวยประทับลงบนเรือนผมนุ่ม ก่อนลากลงมายังดวงตา และก่อนจะถูกห้ามปรามเขาก็กดทาบลงไปยังเรียวปากซีดขาวจุมพิตอย่างหนักหน่วง หวังปัดเป่าให้เธอลืมความรู้สึกเลวร้ายนั้น

เธออาจไม่เต็มใจให้ใครคนนั้นแตะต้องร่างกายเธอ แต่ไม่เป็นไร เขาจะเป็นคนลบล้างความทรงจำพวกนั้นด้วยตัวเอง!

มือหนาค่อยๆ ปลดเปลื้องเสื้อผ้าของร่างเพรียวบางออกทีละชิ้น ปลายนิ้วสะกิดหยอกเย้าเม็ดทับทิมชูช่อบนทรวงอกอวบใหญ่รัวเร็ว ขณะที่มืออีกข้างเพียรลูบไล้เรือนกายเนียนนุ่มปลุกเร้าอารมณ์พิศวาสให้ปะทุขึ้น ร่างแกร่งกำยำทาบลงบนตัวหญิงสาว บดเบียดแผ่นอกแน่นตึงแข็งกระด้างกับความอ่อนนุ่มเย้ายวน นิ้วร้อนลากลงมายังชิ้นล่างเกี่ยวเอาแพนตี้ตัวน้อยออกจากร่างเล็ก เขาโยนมันทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะวกมาลูบไล้เรือนกายของหญิงสาวต่อ

“อืม...อ๊ะ”

เสียงหวานหลุดครางแผ่วเบา ดวงตาสองข้างหลับพริ้มพลางแอ่นเรือนกายขึ้นหาสัมผัสร้อนระอุ รู้สึกเหมือนมีเปลวไฟจุดขึ้นยังจุดต่างๆ ที่เขาปลุกปั่นก่อกวน เธอจิกปลายเล็บกับไหล่กว้าง ริมฝีปากแน่นด้วยความทรมาน เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าร่างกายคนเราจะร้อนได้ขนาดนี้ เหงื่อของเธอแตกพลั่กไหลอาบไปกับโซฟา

“ให้ผมดูแลคุณหมอได้ไหมครับ ให้ผมเป็นคนคนนั้นได้ไหม...” เสียงเขาห่างไกลออกไป ทว่ากลับดังชัดก้องในโสตประสาทหูเธอ เรียวขาสวยถูกจับตั้งฉาก เรือนร่างสูงใหญ่ขยับเข้าแทรกกลางอย่างไม่รีบร้อน เพราะไม่ต้องการให้กวางป่าแตกตื่น

“ช่วยฉันที ช่วยพาฉันออกไปจากมันที ช่วยฉัน...” เธอครางสะอื้นเสียงสั่น ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตาใส สองมือเรียกเล็กของเธอเอื้อมไขว่คว้ากอดรัดร่างของเขาไว้แน่นหนา หวังใช้ร่างกายของเขาเป็นที่กำบังภัย

เขาเป็นคนเดียวที่จะช่วยเธอได้ เธอมั่นใจว่าเขาจะต้องทำได้แน่

“ทำให้ฉันกลายเป็นของนายที...” เสียงหวานแหบระโหยราวกับจะหมดแรงทุกเมื่อ เธอหอบครางกระเส่าเมื่อเขาเริ่มลงมือปลุกปั่นเธออีกครั้ง คนตรงหน้าทำเพียงแค่ยิ้ม ดวงตาของเขาส่องประกายฉายแววลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา

“ขอร้องล่ะ ช่วยทำให้ฉันหลุดออกจากเรื่องบ้าๆ นี่สักที...” เธอครางด้วยสีหน้าเจ็บปวด สิ้นไร้หนทางที่จะปกป้องตัวเอง ในเวลานี้เธอต้องการใครสักคนที่สามารถอยู่ข้างเธอได้ ใครสักคนที่พร้อมจะปกป้องเธอและฉุดดึงออกจากความหวาดกลัว

เธออยากเป็นคนปกติ เป็นเพียงคนธรรมดาทั่วไป ขอร้องล่ะ ช่วยดึงเธอออกมาจากขุมนรกนั้นเสียที

“ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ผมจะเป็นคนช่วยหมอเอง...”

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha