บำเรอรัก บำบัดSEX [จบแล้ว]

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 6 : Part6 ถ้าฉันต้องยกร่างกายให้กับแก...ฉันยอมตายดีกว่า!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Part6

ถ้าฉันต้องยกร่างกายให้กับแก...ฉันยอมตายดีกว่า!

 

นฤมลกลับมาถึงบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ของวัน เธอเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพราะไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนนั้นจะสิงสถิตอยู่ที่บ้านหรือเปล่า สองเท้าก้าวพรวดไปตามทางเดินหินอ่อน ก่อนจะมุ่งตรงเข้าสู่ด้านในซึ่งหรูหราอลังการแทบประเมินค่าไม่ได้ สีทองอร่ามตาล่อแสงไฟจากแชนเดอเลียด้านบนส่องสว่างไปตามห้องโถงที่ร้างผู้คน

คฤหาสน์หลังใหญ่นี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่าสามร้อยไล่ รอบด้านเต็มไปได้แมกไม้นานาพรรณให้ความร่มรื่นและสวยงามจนยากจะละสายตา สีแดงของพุ่มดอกไม้สลับกับสีเขียวให้ความรู้สึกชวนหลงใหล ตัดกับสีขาวของรั้วไม้เตี้ยๆ ล้อมรอบเล็กๆ ดูน่ารัก

หญิงสาวเร่งรุดไปยังบันไดราวกับจะหลบหนีปีศาจที่ตามไล่หลัง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นบันไดไปก็ถูกเสียงเรียบนิ่งของแม่เรียกรั้ง สองเท้าหยุดชะงักลงบนบันไดขั้นแรก ใบหน้าสวยคมเคร่งขรึมหันกลับไปมองใบหน้าสวยหวานงดงามของมารดา

“ลูกไปไหนมา” เสียงของบุคคลด้านหลังไพเราะเสนาะหูเหมือนคลื่นน้ำเย็นฉ่ำ แต่ในเวลานี้นฤมลกลับคิดว่าเสียงนี้เหมือนเสียงกรีดร้องของเหล่าวิญญาณที่ต้องการฉุดลากทุกสิ่งมีชีวิตให้ตายตกตามกันไป มันอาจฟังดูเลวร้ายแต่ในตอนนี้เธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ทุกความนึกคิดของแม่เหมือนจะส่งต่อมายังเธอ

“หนูไปค้างบ้านเพื่อนมาค่ะ” เธอตอบโดยไม่หันกลับไป เธอไม่อยากเห็นแววตาลุ่มลึกที่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่างที่เธอไม่กล้าขัดใจ

“เพื่อนคนไหนจ๊ะ แม่ไม่เห็นรู้เรื่องเลยว่าลูกมีเพื่อนเหมือนกับคนอื่นเขา เมื่อคืนแม่เป็นห่วงแทบแย่ ลูกจะไปไหนก็น่าจะบอกแม่ก่อน โทร.มาหาแม่ก็ได้ ดูสิ ทำเอาคนทั้งบ้านเป็นห่วงหมดแล้ว คุณพ่อเขาเป็นห่วงลูกมากนะ ถึงขนาดไม่ยอมนอนบอกว่าจะรอลูกท่าเดียว

“เหรอคะ เขาบอกว่ารอหนูเหรอ” เธอย้อนถามเสียงหยัน ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองใบหน้างดงามตราตรึงใจไม่สร่างซาของแม่ ดวงตาอ่อนหวานนุ่มนวลของแม่ชวนให้รู้สึกลุ่มหลง อยากทะนุถนอม ทั้งยังเปราะบางเหมือนจะแตกหักง่ายถ้าหากถูกอะไรกระทบเข้า เธอไม่อยากเชื่อเลยว่าแม่จะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

ผู้ชายคนนั้นเนี่ยนะเป็นห่วงเธอ มันก็แค่ห่วงชิ้นเนื้อที่ตัวเองยังไม่ได้ชิมเท่านั้น เรื่องจะห่วงเธอน่ะโกหกทั้งเพ

“ทำเสียงอะไรของเราน่ะ ช่างเถอะ เดี๋ยวแม่จะออกไปข้างนอกสักหน่อย เราก็หาทางอธิบายกับคุณพ่อดีๆ แล้วกัน ตอนนี้คุณพ่อรออยู่ข้างบนขึ้นไปหาท่านซะสิ อธิบายกับท่านให้เข้าใจว่า...ลูกไม่ได้ทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง” ท้ายเสียงคล้ายกับบังคับไม่ยินยอมให้เธอปฏิเสธใดๆ ทั้งนั้น

เธอรู้ว่าแม่ต้องการให้ทำอะไร เข้าใจว่าสายตาแบบนั้นคือต้องการให้เธอทำตัวโอนอ่อนยอมเอาใจผู้ชายคนนั้น หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือยอมตกเป็นของมันซะ เพื่อที่เราสองคนแม่ลูกจะได้สบาย

ถึงไม่ได้เอ่ยปากบอกกับเธอตรงๆ แต่ท่าทีเมินเฉยต่อคำขอของเธอก็มากพอที่จะอธิบายทุกอย่างได้แล้วว่าเธอโดนทำอะไร เธอเคยไปฟ้องแม่แล้วว่าเธอถูกทำแบบนั้น แต่นอกจากแม่จะไม่พูดอะไรแล้วยังบอกว่าให้เธอยอมตามใจมันไปเถอะ จนถึงตอนนี้แม่ก็ยังคิดจะส่งเธอให้กับมันอยู่เลย...

ให้เธอตายเสียยังดีกว่าต้องตกเป็นของมัน!

นฤมลเหม่อมองแผ่นหลังของมารดาจนลับสายตาไป ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แม่ก็เปลี่ยนไป จากคนที่เคยดูแลเอาใจใส่เธอ มีอะไรก็ปกป้องเธอตลอดกลายเป็นตอนนี้แม้จะรู้ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับลูกสาวก็ยังคิดจะผลักไสเข้าไป เออยากรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือว่าความสุขสบายมันทำให้แม่เลือกที่จะส่งเธอเข้าปากเสือ แต่นั่นมันสามีของแม่ไม่ใช่เหรอ แม่คิดจะให้เอใช้สามีเดียวกันหรือไง?!

เล็บมือจิกเข้ากับราวบันไดจนชาหนึบเห็นข้อนิ้วขาวชัดเจน ร่างเพรียวระหงสั่นสะท้านเยือกหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ ดวงตาคู่สวยปิดลงระงับความรู้สึกหลากหลายที่ประเดประดังเข้ามาไม่หยุด ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นคอยแต่จะตอกย้ำให้เธอยิ่งรู้สึกแย่ลง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอดพลางปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เปลือกตาบางเปิดขึ้นพร้อมกับดวงตานิ่งสงบปราศจากร่องรอยเจ็บช้ำเหมือนเมื่อกี้นี้

นฤมลคลายมือที่กำราวบันไดออกพลางสาวเท้าขึ้นบันไดไปยังชั้นบน พร้อมกันนั้นก็ปลุกปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งเพื่อไปเผชิญหน้ากับพ่อเลี้ยงโฉดชั่วโดยปราศจากความกลัว ในเมื่อมันคือความต้องการของแม่ เธอยังจะขัดอะไรได้อีก บริเวณชั้นสองเป็นทางเดินระเบียงปูทับด้วยพรมแดงสะอาด ประตูไม้สีน้ำตาลเคลือบเงาเรียงรายห่างกันหลายสิบก้าวถูกแบ่งแยกออกเป็นสองทาง ห้องของเธออยู่ทางปีกขวา ส่วนห้องของมันอยู่ทางปีกซ้าย แต่ถึงจะอยู่กันคนละโยดมันก็ยังตามมารังควานเธอได้เลย เดิมทีเธอไม่คิดจะทำตามคำสั่งแม่ไปหามันก่อนเพื่ออธิบาย แต่เพราะไม่อยากให้มีปัญหาเธอจึงตัดสินใจไปหามันก่อน

หญิงสาวยืนทำใจอยู่หน้าห้องเกือบสิบนาที รอจนทำใจได้แล้วก็จับลูกบิดประตูหมุนเปิดเข้าไป...

แอ๊ดดด...

เสียงประตูดังขึ้นเช่นเดียวกับหัวใจของหญิงสาวที่เต้นรัวเร็วด้วยความหวาดหวั่น นานเท่าไหร่แล้วที่เธอไม่ได้มาเหยียบห้องนี้ สักราว ๆ ครึ่งปีได้แล้วมั้ง เธอยังจำเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้นได้ ภาพความทรงจำนั้นยังฉายชัดอยู่ในหัวไม่มีวันลืม เธอพยายามหลบเลี่ยงทุกวิถีทางเพื่อรอดพ้นจากตาแก่บ้าตัณหาจัดอย่างมัน อยากจะหนีออกไปให้ไกลจากที่นี่ แต่ก็ติดที่แม่ไม่ยอม สายตาของแม่บังคับให้เธอต้องอยู่ หากวันไหนที่เธอหายไป สถานะของแม่ก็ต้องกลับไปลำบากเหมือนเดิม

เธอไม่โทษท่านหรอกเพราะชีวิตที่ผ่านมาก็ได้ท่านเลี้ยงดูมาจนโต เกือบต้องอดตายมาก็หลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ได้ท่านช่วยชีวิตไว้ตลอด เธอเกือบถูกขายตัวให้กับแขกที่มาเที่ยวซ่อง แต่แม่ก็ออกหน้ารับแทน ด้วยความสวยและความสาวไม่สร่างซา ทำให้พวกนั้นย่อมละมือจากเด็กหันไปลากแม่ไปต่อหน้าต่อตาเธอ เธอเป็นหนี้บุญคุณท่าน ต่อให้ต้องชดใช้ด้วยชีวิตเธอก็เสียใจ แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่เธอทำไม่ได้นั่นก็คือมอบเรือนร่างให้กับผู้ชายสารเลวนั่น!

“มาแล้วเหรอหนูมล” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมกดต่ำเอ่ยขึ้นด้านหลัง ทำเอาคนมาใหม่ถึงกับสะดุ้งรีบผละตัวออกห่าง

นฤมลหันไปมองคนด้านหลังพร้อมกับปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ดวงตานิ่งสงบเยือกเย็นสบเข้ากับดวงตาคุกรุ่นเจือโทสะของอีกฝ่าย ร่างสูงใหญ่ก้าวเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับรอยยิ้มเย็น สายตาร้อนระอุกวาดมองไปทั่วร่างระหงอย่างจาบจ้วง ก่อนจะเหยียดยิ้มโกรธจัด เมื่อเห็นร่องรอยแดงจ้ำตรงต้นขาวเนียน

“เมื่อคืนนี้ทำไมไม่กลับบ้าน” แค่ได้ยินประโยคแรก นฤมลก็หน้าซีดเผือด เธอกดข่มความกลัวให้ลึกที่สุดพลางเชิดหน้าขึ้นตอบด้วยเสียงเรียบนิ่งไม่คิดเผยพิรุธแต่อย่างใด

“ฉันไปค้างบ้านเพื่อน” เธอตอบกลับไปเพียงสั้นๆ และหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมปล่อยเธอออกไป

“เพื่อนคนไหน” แต่ความหวังดูจะไม่สัมฤทธิ์ผลเพราะทันทีที่ตอบกลับไปแบบนั้น เธอก็ถูกถามกลับทันที น้ำเสียงเย็นยะเยียบกดต่ำของอีกฝ่ายกับดวงตาแข็งกร้าวที่จ้องเขม็งมองมา ทำให้หัวใจเธอสั่นระรัวจนต้องรีบจิกปลายเล็บลงบนฝ่ามือเพื่อเรียกสติตัวเองกลับคืนมา สายตาเหี้ยมเกรียมดุดันแบบนั้นเธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี  เธอรู้ว่ามันไม่พอใจมากกับคำตอบนี้ของเธอ

“คุณไม่รู้จักหรอก” เธอมองตอบกลับอีกฝ่ายนิ่ง ทั้งสีหน้าและแววตาเรียบเฉยไม่ระบุอารมณ์ แต่นั่นยิ่งเป้นการยั่วโทสะอีกคน

“งั้นเหรอ ฉันไม่รู้จักสินะ...”

ศักดิ์ชายขบกรามแน่นจนเส้นเลือดเขียวคล้ำปูดโปนขึ้นตรงขมับ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งลูกเลี้ยงคนสวยที่เขาเฝ้าถนอม ไม่ยอมให้หมาตัวไหนได้เฉียดเข้าใกล้ ไม่ยอมให้ไอ้หน้าไหนมาคาบไปกิน! แต่แล้ววันหนึ่งก็มีไอ้สารเลวคนหนึ่งมาตัดหน้าไป แล้วจะไม่ให้เขาคลุ้มคลั่งได้ยังไง เธอเป็นสมบัติของเขา เป็นผู้หญิงของเขา แล้วไอ้สวะนั่นมันมีสิทธิ์อะไรมาแย่งเธอไปเชยชม!

เขาทำเพื่อหล่อนไปตั้งเท่าไหร่ ไม่คิดจะตอบแทนกันบ้างหรือไง?!

“ฉันมาบอกแค่นี้แหละ ขอตัว”

นฤมลบอกเสียงราบเรียบทำเป็นมองไม่เห็นดวงตากรุ่นโกระของอีกฝ่าย เธอต้องรีบออกไปจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้น ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนให้เธอรีบหนี สัญชาตญาณของสัตว์ป่ามักตื่นกลัวภัยเมื่อรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างที่คืบคลานเข้ามา

หญิงสาวเดินตัดผ่านร่างของคนตรงหน้าไปอย่างรีบร้อน สองขาก้าวยาวๆ หวังเดินไปถึงบานประตูให้เร็วที่สุด ขณะที่หัวใจเต้นระรัวแทบอยากร้องไห้ออกมา ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีเอก็ยังกลัวมัน กลัวว่าจะถูกทำร้าย กลัวว่าจะต้องถูกข่มเหงจนแหลกสลาย ในช่วงจังหวะที่มือเรียวแตะเข้ากับลูกบิดประตู เส้นผมนุ่มของเธอก็ถูกกระชากอย่างแรงจนปลายนิ้วหลุดออกจากลูกบิด

นฤมลหวีดร้องอย่างตกใจ ความเจ็บแล่นริ้วจากปลายผมจรดหนังศีรษะ ร่างของเธอถูกฉุดกระชากให้ถอยไปด้านหลังจนตัวปลิวเข้าไปหา กระแทกตัวเข้ากับร่างกายหนาใหญ่บึกบึนของอีกฝ่าย เจ็บจนใบหน้าเหยเกหลุดเสียงครางออกมา

“จะรีบไปไหนกันหนูมล ไม่ใช่ว่าแม่ของหนูบอกให้อยู่อธิบายกับฉันหรอกเหรอ”

“ฉันก็อธิบายให้แกฟังไปแล้วไง ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!

เธอตะโกนโต้กลับน้ำตาคลอรีบยกมือขึ้นจับมือหยาบกระด้างของมันไว้เพื่อลดทอนความเจ็บ แต่ก็เพราะทำอย่างนั้นจึงเปิดโอกาสให้มันใช้มืออีกข้างฉีกกระชากชุดของเธอจนหลุดลุ่ย ดึงทึ้งจนผิวกายถูกบาดด้วยเศษผ้า รอยแดงเป็นจ้ำๆ ทั้งของมันและภาคินปรากฏสู่สายตาพร้อมๆ กับเรือนร่างเย้ายวน ฝ่ามือใหญ่ตะปบลงบนก้อนเนื้อเคล้นคลึงอย่างไร้ปรานีจนเธอเจ็บ พยายามดีดดิ้นสะบัดตัวแรงๆ แต่ก็ไม่หลุดจากการกระทำหยาบช้าของอีกคน

“อย่านะ!” เธอกรีดร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ เนื้อตัวสั่นเทาไปตลอดร่างด้วยความกลัว หากแต่พ่อเลี้ยงใจโฉดยังคงสนุกกับการกลั่นแกล้งลูกเลี้ยงสาว ใบหน้าคมสันซุกไซ้ตรงซอกคอพลางครางเสียงต่ำบ่งบอกถึงความพอใจกับผิวนุ่มละมุนเหมือนทารกแรกเกิด ความอวบอัดอิ่มเต็มล้นทะลักจนฝ่ามือเขากอบกุมไม่ไหว

“ดิ้นแรงๆ เลยหนูมล ฉันชอบเวลาหนูขัดขืน มันเร้าอารมณ์ดี”

ร่างสูงใหญ่กอดรัดร่างเพรียวระหงแน่นหนากดใบหน้าแนบชิดไปตามแผ่นหลังบางพลางพรมจูบในทุกตารางผิวที่ต้องการสัมผัสอย่างมัวเมา กลิ่นหอมของดอกไม่แย้มกลีบบานสะพรั่งดอกนี้เขาจะไม่ยอมยกให้กับใครทั้งนั้น เขาคนนี้มีสิทธิ์ได้ครอบครองเป็นเจ้าของแค่คนเดียว

“แกปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอร้อง...” เสียงหวานบอกแหบแห้งปล่อยให้น้ำตาร่วงรินอย่างสิ้นหวัง ร่างเพรียวหยุดดิ้นรนขัดขืนยอมอยู่นิ่งๆ ให้อีกฝ่ายสัมผัส ศักดิ์ชายลูบไล้เรียวขาสั่นระริก ก่อนกระแทกนิ้วแกร่งเข้าสู่กลางใจสาวขยับเข้าออกรัวเร็วอย่างกระหายพลางหัวเราะเสียงต่ำอย่างพอใจ

ทว่าพอนึกถึงสิ่งที่อีกฝ่ายเพิ่งไปทำมา เขาก็ทั้งเจ็บใจและเกลียดชังนังลูกเลี้ยงตัวดีที่ริอ่านมอบร่างกายให้กับคนอื่น

“แพศยา ร่าน!” คำกล่าวหานั้นทำให้นฤมลเจ็บใจจนเผลอกัดริมฝีปากแน่น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอุ้งปากให้รสเค็มปร่าฝาดลิ้น เธอหลับตาลงด้วยความอดสูปล่อยให้อีกฝ่ายล่วงเกินสัมผัสตัวเธอได้อย่างย่ามใจไร้ทางสู้ อดนึกสมเพชตัวเองไม่ได้ที่อ่อนแอจนปล่อยให้คนเลวๆ อย่างมันมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอ

ถึงจะแค้นจนแทบกระอักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ มันน่าเจ็บใจจริงๆ เลย

“ฮึก...อย่าทำฉัน ขอร้อง” เธอเอ่ยปากขอร้องเสียงสั่น ขณะเอื้อมมือไปจับข้อมือข้างซ้ายของมันให้หยุดยั้งการกระทำต่ำช้ากับเธอ แต่เรี่ยวแรงที่น้อยกว่ามากก็ไม่อาจหยุดมือข้างนั้นให้เลิกรุกรานเธอ

“มีอารมณ์จนตัวสั่นเลยเหรอ ไม่ต้องห่วงนะหนูมล ฉันนี่แหละจะกระแทกหนูให้ลืมไอ้ชั่วนั่นไปเลย!

“ไม่นะ! ปล่อยฉัน!” นฤมลที่เพิ่งได้สติก็กรีดเสียงร้องอย่างตกใจ ร่างเพรียวบางสะบัดตัวจากการคุกคามของอีกฝ่าย ทั้งยังจิกข่วนไปตามมือหนาที่ล่วงล้ำแตะต้องตัวเธอ ทว่า...การต่อต้านในครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งที่ผ่านมา เธอไปเหยียบโดนโทสะของมันเข้าจนมันคลุ้มคลั่ง ไม่คิดสนศักดิ์ศรีอีก เมื่อก่อนเธอโดนล่วงเกินแต่ก็รอดพ้นจากขั้นตอนสุดท้ายมาตลอด แต่คราวนี้คงรอดยาก เธอควรจะทำยังไงดี

ในเวลาแบบนี้เธอกลับคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภาคิน เด็กเจ้าเล่ห์นั่นไม่เคยใช้กำลังข่มเหงเธอ เขาไม่เคยทำร้ายเธอให้ต้องเจ็บตัวอย่างนี้ ในตอนนี้เธอหวาดกลัวเหลือเกิน เหมือนสมองจะขาวโพลนคิดอะไรไม่ออก นอกจากดิ้นหนีให้หลุดจากมันแล้วก็ได้แต่จิกข่วนมันเพื่อช่วยเหลือตัวเอง

ร่างของเธอถูกเหวี่ยงลงบนเตียง ก่อนจะตามมาด้วยร่างหนาหนักซึ่งกดทับลงมา ใบหน้าคมสันซุกเข้ากับซอกคอขาวขบกัดแรงๆ จนคนใต้ร่างกระตุก ท่ามกลางเสียงกรีดร้องน่าเวทนา ศักดิ์ชายกลับยิ่งฮึกเหิมคึกคัก เขาฉีกทึ้งบราตัวสวยจนขาดวิ่น ก้มลงกัดยอดถันสีหวาน มือหนาลูบไล้เรือนร่างนุ่มนิ่ม ก่อนจะกระชากแพนตี้ตัวบางออกจากร่างลูกเลี้ยงจนขาดตืดมือ

“ในเมื่อทะนุถนอมกันดีๆ ไม่ชอบ ก็อย่าหาว่าฉันใจร้ายรังแกหนูแล้วกัน ยอมเป็นเมียของฉันดีๆ เถอะ แล้วหนูกับแม่จะสุขสบายไปทั้งชาติ”

“ไม่...ฮือๆ ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันขอร้อง อย่าทำอะไรฉันเลยนะ ฮือออ”

“ไม่ได้หรอกหนูมล ฉันรักหนูมากนัก ฉันจะปล่อยหนูไปได้ยังไง” ในขณะที่สบตากับดวงตาอ้อนวอนขอร้องนั้น ศักดิ์ชายก็ลากฝ่ามือมาบีบคลึงเนื้อสาว ร่างเพรียวสั่นระริก เขากระชากเรียวขาอีกฝ่ายแล้วกดนิ้วแทรกลงไป น้ำหวานที่ขับออกมาตามปฏิกิริยาของร่างกายทำให้เขาหัวเราะลั่น แต่พอเหลือบเห็นรอยแดงเข้มบนเนื้อสาว ใบหน้าก็พลันมืดครึ้มลง ไฟโทสะกับความริษยาพุ่งพรวด ดวงตาแดงก่ำสะบัดฝ่ามือกระทบใบหน้าสวยหวานอย่างแรงจนหันไปอีกทาง

เพี๊ยะ!

“แกทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง! แกอยากมากถึงขนาดไปอ้าขาให้สารเลวที่ไหนเอา บอกฉันมานะ นังแพศยา! แกมันก็ไม่ต่างจากแม่แก ทั้งร่านทั้งเลว เที่ยวอ่อยผู้ชายไปทั่ว ขนาดมีฉันอยู่ทั้งคนยังออกไปหาความสำราญนอกบ้าน แกมันเชื้อไม่ทิ้งแถว ฉันจะเอาให้แกคลานลงจากเตียงไม่ได้เลย!

“ไม่!! อย่าทำฉัน อย่า...ไม่ กรี๊ด!!!

นฤมลทุบกำปั้นลงบนหัวของอีกฝ่ายทั้งดึงทึ้งเส้นผมจนสุดแรง แต่กลับไม่เป็นผล ใบหน้าของมันซุกต่ำกดแนบกับร่างกายของเธอ กลีบเนื้อสีสดถูกปาดขยี้ เรียวลิ้นแทรกสอดขบเม้มพยายามเร้าอารมณ์เธอให้คล้อยตาม สองขาของเธอเหยียดตึงกับเตียงนอนถีบยันไปมาหวังหลบหนี หากแต่อีกฝ่ายรู้ทันกดหัวเข่าบนขาเธอจนขยับไม่ได้ วินาทีนั้นความสิ้นหวังเหมือนตายทั้งเป็นก็ถาโถมเข้าใส่

เธอสู้มันไม่ไว้ ยังไงก็หนีออกไปไม่ได้

“นอนนิ่งๆ ว่าง่ายๆ แบบนี้น่ะดีแล้ว หนูจะขัดขืนไปทำไม ในเมื่อฉันกำลังจะมอบความสุขให้กับหนู ถึงหนูจะไม่ยกความบริสุทธิ์ให้กับฉัน แต่ฉันก็ต้องได้เป็นเจ้าของร่างกายหนู ส่วนไอ้เลวนั่นฉันจะจัดการทีหลัง คนที่มันกล้ามายุ่งกับของๆ ฉัน มันไม่ได้ตายดีแน่”

ศักดิ์ชายบอกเสียงเหี้ยม ดวงตาดำฉายแววอำมหิตออกมา ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมาจะเปลี่ยนเป็นหิวกระหาย จ้องมองร่องเนื้อที่ขับน้ำสีใสออกมาชโลมนิ้วมือเขา เขารอมานานเกินไป รอจนไม่อยากรออะไรอีกแล้ว ใบหน้าคมสันก้มลงดูดกลืนน้ำหวานอย่างไม่รังเกียจ เขาตักตวงอย่างรื่นรมย์ กระหยิ่มย่องใจว่าทุกอย่างกำลังจะกลายเป็นของเขา

เดิมทีนฤมลก็หมดกำลังใจที่จะต่อสู้ขัดขืน แต่พอได้ยินชื่อของใครอีกคน ความรู้สึกไม่พอใจ ไม่ยินยอม และไม่ต้องการตกเป็นของใครทั้งนั้นนอกจากเขาคนนั้นทำให้เธอมีแรงฮึด ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายเหี้ยมเกรียมกวาดมองหาของไปทั่วห้อง เมื่อพบเข้ากับแจกันบนโต๊ะเล็กไม่ไกล เธอก็กระตุกยิ้มร้าย แววอำมหิตฉายวาบผ่านดวงตา

“อื้ม อีกสิคะ ตรงนั้น” เธอเอ่ยเสียงกระซิบ จงใจกดน้ำเสียงให้ฟังดูเซ็กซี่และยั่วเย้า เธอขยับตัวไปข้างเตียงมากขึ้น ในขณะที่ต้องชันเข่ายอมให้มันสัมผัสมากขึ้นกว่าเดิม สะโพกผายแอ่นขึ้นเล็กน้อยพลางขยับขึ้นลงหลอกล่ออาศัยตอนที่อีกฝ่ายพลั้งเผลอรีบเอื้อมมือไปคว้าแจกันใบใหญ่ เธอกำมันไว้แน่น เพียงอึดใจต่อมาเสียงปักก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเพล้งเมื่อแจกันตกแตก

“โอ๊ย!!

ไม่เพียงแต่เสียงร้องกับอาการตัวงอกุมหัวตัวเองเท่านั้น นฤมลยังผลักร่างหนาออกจากตัวคว้าเอาเศษแจกันที่แตกบนพื้นขึ้นมาถือในมือ สองเท้าก้าวไปหยุดอยู่ข้างเตียงกระชากผมของฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่หยุด หลังจากที่ถูกเศษแจกันกรีดเข้าที่ใบหน้าลึกเป็นทางยาวจนถึงปลายคาง

“แกทำร้ายฉันก่อน ฉันพยายามแล้วที่จะขอร้องแก แต่แกก็ไม่ยอมปล่อย ฮึก แกไม่เหลือหนทางให้ฉัน และเพราะอย่างนั้น...ฉันถึงต้องทำร้ายแก”

นฤมลบอกด้วยเสียงสะอื้น ตลอดร่างสั่นเทิ้มด้วยความกลัว เธอสูดหายใจเข้าลึกพยายามไม่มองไปทางคนที่กำลังโหยหวน แต่ในขณะที่เธอจะก้าวออกไปจากตรงนั้นกลับถูกฝ่ามือชุ่มเลือดกระชากแขนไว้ ทำให้หยุดชะงักค้างกับที่ ฝ่ามือข้างนั้นจับแขนหญิงสาวไว้แน่นเกร็งเสียจนสั่นเบาๆ ความเจ็บจากแรงบีบนั้นไม่ได้ทำให้เธอหันกลับไปมอง เปลือกตาบางปิดลงตัดสินใจได้แล้วว่าทางเดินต่อจากนี้คงจะไม่สวยงามเหมือนเดิม

มือเรียวสะบัดออกจากการเกาะกุมอย่างแรง ใบหน้านองน้ำตาหันกลับไป รอยยิ้มแสยะร้ายมาพร้อมกับปลายแหลมคมของแจกันที่แทงเข้ากับหน้าท้องของอีกคน เธอกดแจกันในมือเข้าไปอีกเพิ่มแรงจนแน่ใจแล้วว่าจะหยุดความเลวร้ายของอีกคนได้

เรียวปากอิ่มสั่นระริกขบเม้มเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำเสียงเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน แต่น่าแปลกที่เสียงกลับสะท้อนดังก้องไปทั่วห้อง น้ำเสียงแหบระโหยเหมือนภูตผีปีศาจ ดวงตาแดงก่ำตวัดมองคนด้านหลังพลางแสยะยิ้มร้ายด้วยความสะใจ

“ต่อให้ฉันต้องเป็นฆาตกร หรือต่อให้ต้องตาย ฉันก็ไม่มีวันยกร่างกายให้กับแกหรอก...”

เธอฉีกยิ้มกว้างขึ้น ดวงตาฉายแววเยือกเย็นลึกล้ำเหมือนกับสายน้ำเย็นฉ่ำในทะเลสาบตอนกลางคืน ใบหน้าสวยหวานเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาโน้มลงต่ำสอดประสานสายตานิ่งอึ้งของอีกฝ่ายนิ่งๆ เธอรู้ว่ามันต้องกลายเป็นแบบนี้ รู้ว่าสุดท้ายก็คงหลีกเลี่ยงการทำร้ายกันไม่พ้น ทั้งๆ ที่เธอพยายามถอยห่างไม่เข้าไปข้องแวะกับมัน พยายามไม่เฉียดเข้าใกล้ แต่ทำไมมันถึงต้องมารุกรานเธอ

“...อั๊ก!” ดวงตาของศักดิ์ชายเบิกค้างจ้องมองลูกเลี้ยงสาวที่ลงมือทำร้ายตัวเอง หยดเลือดไหลทะลักเป็นวงกว้างย้อมเสื้อสีฟ้าให้แดงฉาน ริมฝีปากเขาสั่นระริก อยากร้องขอความช่วยเหลือแต่เสียงก็ติดอยู่ในลำคอ นอกจากเสียงครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลย

“สำหรับฉัน แกมันน่าขยะแขยงมาก ถ้าฉันต้องยกร่างกายให้กับแก...ฉันยอมตายดีกว่า!

“...!

 

นฤมลวิ่งหนีกลับมายังห้องของตัวเองด้วยสภาพดูไม่ได้ เสื้อผ้าบนร่างถูกฉีกกระชากจนขาดหลุดลุ่ยเผยให้เห็นเนื้อตัวขาวผ่องเนียนใส ทว่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยเขียวช้ำซึ่งเกิดจากน้ำมือของพ่อเลี้ยงตัวเอง ใบหน้าเรียวสวยเจิ่งนองด้วยหยาดน้ำตาที่รินไหลลงมาไม่ขาดสาย สองมือของเธอเปื้อนเลือดและสั่นเทาจนเศษกระเบื้องที่อยู่ในมือร่วงหล่นกระทบพื้น เสียงของมันทำให้เธอหวาดผวารีบถอยห่างออกมาจากตรงนั้น นัยน์ตาสีนิลสั่นระริก ก่อนที่เสียงกรีดร้องคลุ้มคลั่งทั้งเจ็บปวดและทรมานจากส่วนลึกในใจจะหลุดดังออกมา

“กรี๊ดดด!!!

หญิงสาวกรีดร้องเสียงดังลั่นด้วยความหวาดกลัว สองมือยกขึ้นกุมขมับพร้อมหลับตาแน่น เธอไม่อยากเห็นภาพพวกนั้น ภาพที่เธอเป็นคนทำร้ายมันเองกับมือ เธอไม่ผิด เธอก็แค่ปกป้องตัวเองเท่านั้น แต่ทำไมมือเธอถึงต้องสั่น ทำไมถึงยังรู้สึกกลัวว่ามันจะตามมาทำร้ายอีก ทั้งๆ ที่มันนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น  ไม่มีวันลุกขึ้นมาทำร้ายเธอได้อีก

เสียงสะอื้นไห้คร่ำครวญไม่หยุด ร่างของนฤมลสั่นระริกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางพายุหิมะ ทั้งหนาวเหน็บและหวาดกลัว หญิงสาวทรุดร่างลงกับพื้นอย่างหมดแรงพลางยกสองแขนขึ้นกอดตัวเอง เธอหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ริมฝีปากซีดขาวกัดเม้มแน่นพยายามกลั้นเสียงร้องของตัวเอง

ในเวลาแบบนี้เธอควรจะทำยังไงดี เธอไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นมันจะต้องตามมาฆ่าเธอแน่ คนสารเลวอย่างมันจะต้องไม่ปล่อยเธอไว้แน่น

ดวงตาคู่สวยเหม่อมองไปรอบด้าน เมื่อก่อนเธอต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบากกับแม่แค่สองคน ต้องทนอยู่กับความหวาดกลัวว่าสักวันจะถูกนำไปขายหรือเปล่า วันนี้จะต้องถูกเล่นงานอีกไหม แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนใจดีพาพวกเราออกไปจากที่แห่งนั้น ตอนนั้นเธอตื่นเต้นและดีใจมากที่ตัวเองจะได้หลุดพ้นไปจากที่แห่งนั้นสักที ดีใจที่ตัวเองไม่ต้องถูกทำร้ายให้ตายทั้งเป็น

น่าเสียดายที่เธอดีใจเร็วเกินไป ไม่ทันได้รู้เลยว่าการถูกนำตัวออกมาก็เหมือนกับการก้าวเข้าไปอยู่ในขุมนรกขุมใหม่ ถึงไม่ได้รองรับอารมณ์ของคนเลวพวกนั้น แต่ผู้ชายคนนี้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อเลี้ยงก็แอบทำเรื่องโสมมกับเธอ ร่างกายเธอเคยถูกมันสัมผัส เคยถูกมันแตะต้อง เธอรังเกียจร่างกายนี้ อยากทำให้มันน่าเกลียดน่ากลัวผู้ชายคนนั้นจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเธอ ใบหน้านี้ก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่สวยขนาดนี้เธอก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องน่าอดสูแบบนี้

เธอเคยอยากทำลายมัน แต่พอคิดจะลงมือทำจริงๆ ก็ตัดใจทำไม่ลง

“ฉันจะทำยังไงต่อไป ฉันจะทำยังไงดี ฮือๆๆ” เธอยกสองมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้ยินเสียงร้องของตัวเอง ร่างของเธอสั่นหนักขึ้น แรงสั่นนั้นส่งผลกระทบไปถึงหัวใจ ใจเธอกำลังเต้นแรงมันทั้งหวาดกลัวและหวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เธอไม่รู้ว่าหลังจากเกิดเหคุการณ์นี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ถ้ามันตายเธอก็คงติดคุก แต่ถ้ามันรอดเธอต้องแย่แน่

นฤมลกัดฟันแน่นพยามยามข่มกลั้นความกลัวในใจให้เบาบางลง ถึงมันจะทำได้ยากแต่เธอจำเป็นต้องมีสติมากกว่านี้ ตอนนี้เธอจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ ทุกคนที่อยู่ในบ้านจะต้องรู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอจะต้องหนี...หนีออกไปให้ไกล ไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้

ร่างเพรียวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาคู่สวยไร้แววปราศจากพลังชีวิตเหมือนร่างไร้วิญญาณ สองขายาวก้าวเดินไปยังกรอบรูปข้างผนังบานใหญ่เพ่งมองรูปภาพนั้นผ่านม่านน้ำตาด้วยสายตาเจ็บปวดรวดร้าว ภาพที่เธอถูกแม่บังคับให้ถ่ายพร้อมกันกับมัน ถูกบังคับให้ติดเอาไว้ในห้องเพื่อจะได้มองครอบครัวใหม่

ครอบครัวจอมปลอมฉากหน้าที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าแสนดี  ความรู้สึกของเธอช่างไร้ค่า มันไม่ได้มีความหมายเลยในสายตาใคร แม่มองเธอเป็นหลักประกันความสุขสบายของตัวเอง ส่วนมันก็มองเขาเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือ อยากจะย่ำยีเมื่อไหร่ก็ได้ พอไม่ได้ดั่งใจก็ทำร้ายเธออย่างทารุณ เรื่องทุกอย่างไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลยสักนิด ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน

ทุกคนยังคงสนุกกับการได้ทำร้ายเธอ กลั่นแกล้งให้เธอเจ็บปวดและจมอยู่กับความหวาดกลัว

มือเรียวกำเศษกระเบื้องในมือแน่น ดวงตาวาวโรจน์ดุร้ายจ้องเขม็งรูปภาพนั้นด้วยความเดือดดาล ความกลัวของเธอทำให้คนพวกนั้นมีความสุข ในขณะที่เธอต้องทนกับความรู้สึกพวกนั้น พวกมันกลับหัวเราะสะใจอยู่เบื้องหลัง มีใครบ้างที่หวังดีกับเธอจริง มีใครบ้างที่รักเธอจากใจ แม้แต่แม่บังเกิดเกล้ายังทำร้ายเธอได้ลงคอ แล้วนับประสาอะไรกับคนต่ำทรามนั่นที่ทำร้ายเธอโดยไม่รู้สึกอะไร

ฉึก!

เศษกระเบื้องถูกปาใส่รูปนั้นเต็มแรง ก่อนจะปักเข้ากับรูปนั้นแน่นสนิท หัวใจเธอแตกร้าวละเอียดยิบจนไม่สามารถนำกลับมาประกอบใหม่ได้อีกแล้ว นฤมลคลี่ยิ้มออกมา ดวงตาทั้งสองฉายแววเย้ยหยันระคนสะใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ ผู้ชายสารเลวคนนั้นสมควรได้รับบทลงโทษแล้วล่ะ เธอจะไม่รู้สึกผิดหรือหวาดกลัวอีกแล้ว

พอคิดได้แบบนั้นรอยยิ้มอ่อนหวานก็ขยับกว้างขึ้น นัยน์ตาสีนิลเย็นชายิ่งดำมืดลงเหมือนกับหุบเหวลึก เธอยื่นมือไปแตะภาพตรงหน้า ก่อนจะจิบปลายเล็บลงไปบนนั้นออกแรงจิกลงไปมากขึ้น...มากขึ้นจนเล็บคมทะลุกระดาษ

“ฉันไม่มีวันรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ ฉันจะไม่กลัวแกอีกแล้ว”

เสียงหวานพูดออกมาเนิบช้าพลางจดจ้องมองภาพนั้นด้วยสายตาเย็นชา ว่างเปล่าและไร้อารมณ์ หลังจากนี้ไปเธอจะไม่กลัวมันอีกแล้ว ถ้ามันกล้าทำร้ายเธออีก เธอสาบานว่าจะฆ่ามันจริงๆ มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาทิ้งลวกๆ พร้อมกับสลัดความกลัวในใจทิ้งไป ร่างเพรียวระหงขยับก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าวใช้สายตาวาววับจ้องมองใบหน้าขยะแขยงชวนคลื่นไส้ของมัน

“แกทำร้ายฉัน แกทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง” เธอถามเสียงสะอื้นแผ่วเบาราวกระซิบ อยากตรงเข้าไปถามมันเหลือเกินว่าทำไมถึงต้องทำร้ายเธอ ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยไปทำอะไรให้ แล้วทำไมมันถึงต้องมาทำร้ายเธอด้วย

นฤมลเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้าทางฝั่งขวากระชากประตูให้เปิดออก ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าออกมาชุดหนึ่ง มือเรียวจัดการถอดชุดที่สวมอยู่ออกจนหมดเผยให้เห็นเรือนร่างอ้อนแอ้นขาวนวล หากแต่เวลานี้กลับเต็มไปด้วยร่องรอยเขียวช้ำ ดำเข้มเป็นจ้ำๆ จนดูน่ากลัว เธอจ้องมองภาพสะท้อนในกระจกแล้วก้อยากหัวเราะออกมาดังๆ ให้สาสมกับความทุกข์ทรมานที่เคยได้รับมาตลอดหลายปี วันนี้ถือเป็นจดสิ้นสุดที่จะพาตัวเองหนีไปจากนรกขุมนี้ เธอไม่เสียใจที่ทำร้ายมันกลับดีใจด้วยซ้ำที่ได้เอาเลือดชั่วๆ ของมันออกมา

ร่างเพรียวเปลี่ยนมาอยู่ในชุดใหม่ กระโปรงสีฟ้ายาวกรอมเท้าปกปิดเรียวขาสวย เสื้อตัวบนเป็นแขนยาวถึงข้อมือ ส่วนปกเสื้อก็ตั้งขึ้นพอปิดร่องรอยบนคอได้บ้าง หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพยายามปลอบตัวเองไม่ให้กลัวอีก แม้สองมือจะยังสั่นไม่หาย แต่คราวนี้ก็ไม่ได้สั่นจนควบคุมไม่อยู่ นฤมลตัดสินใจดีแล้วว่าจะหนีออกไปจากที่นี่ แต่ก่อนอื่นเธอต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าจะออกไปอยู่ที่ไหน ตั้งแต่เกิดมาเธอก็มีแต่แม่ให้พึ่งพิง ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ถ้าหนีออกไปก็ต้องอยู่คนเดียว

ให้ตายสิ ตอนนี้เธออยากได้อ้อมกอดของใครสักคนมาปลอบใจ ใครก็ได้ที่มาทำให้เธอหายจากความกลัว

จู่ๆ ใบหน้าของใครคนหนึ่งก็ฉายวาบเข้ามาในหัว นฤมลไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีที่ในวินาทีคับขันแบบนี้กลับนึกถึงหน้าเด็กวายร้ายขึ้นมา ดวงตาคู่สวยหลุบลงมองพื้น ก่อนจะหัวเราะออกมาแผ่วเบาอดเย้ยหยันตัวเองไม่ได้ที่คิดอะไรเพ้อฝันมากเกินไป นี่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ละครหรือนิยายที่สุดท้ายแล้วเธอจะกลายเป็นนางเอกที่ได้ครองรักกับพระเอก

เดี๋ยวก่อน...พระเอกเหรอ? อย่างเด็กบ้านั่นเป็นพระเอกไม่ได้หรอก แล้วเธอก็ดูจะไม่เหมาะกับการเป็นนางเอกด้วยสิ แค่คิดก็ตลกพิลึกแล้ว

แต่ว่า...ตอนนี้เธออยากไปหาเด็กนั่นจัง ถ้าได้เจอหน้าล่ะก็ เธอคงจะไม่ต้องรู้สึกกลัวอย่างนี้ ถ้าได้เจอตอนนี้ก็คงจะดีเพราะไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง บางทีเธออาจไม่มีโอกาสได้เจอเด็กนั่นอีกแล้ว

“ไปเจอก่อนดีหรือเปล่านะ ตอนนี้ฉันต้องการกำลังใจมากด้วยสิ” นฤมลผุดยิ้มเศร้า เกิดมาในชีวิตนี้ไม่เคยต้องลงมือทำร้ายใครมาก่อน ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วแหละว่าทำไมใครต่อใครถึงได้กลัวเวลาลงมือทำร้ายใคร เพราะหลังจากที่เราลงมือทำร้ายเขาไปแล้วจะรู้สึกกลัวแบบนี้ไง

กลัวในความผิด กลัวว่าคนคนนั้นจะตายไป แล้วกลายเป็นตราบาปในใจที่ตามหลอกหลอนเราไปชั่วชีวิต

มือเรียวเอื้อมไปคว้ากระเป๋าสะพายใบเล็กขึ้นมาคล้องไหล่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเศร้าหมองให้กับบานกระจกตรงหน้า นัยน์ตาคู่สวยสั่นระริกแวววาวด้วยน้ำตาใสที่เอ่อคลอเบ้าแลดูน่าสงสารและชวนให้ปกป้อง ทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน แต่ใครจะคิดว่าจริงแล้วเธอก็คือกาที่อยู่ในฝูงหงส์ ไม่ได้มีค่าพอให้ใครปกป้อง ไม่มีค่าพอให้ใครสงสาร

ตัวเธอในตอนนี้เป็นได้แค่เศษฝุ่นที่พร้อมจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ แต่ก่อนที่จะหายไป ขอให้เธอได้พบเขาอีกสักครั้งก็ยังดี

“ไม่คิดเลยว่าคนแรกที่ฉันนึกถึงจะเป็นนาย ภาคิน...เด็กวายร้าย” เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากกลีบปากอิ่มบวมช้ำ รอยเลือดยังคงติดอยู่ข้างมุมปาก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็คงดูออกว่าเกิดอะไรขึ้น เธออยากจะปกปิดร่องรอยนี้แต่ก็คิดวิธีไม่ออก ถ้าโผล่ไปในสภาพนี้เด็กนั่นต้องโวยวายแน่ๆ

เมื่อก่อนเธอคงรีบห้าม แต่ครั้งนี้เธอไม่อยากทำอย่างนั้น เธออยากเห็นท่าทางร้อนใจและห่วงใยจากเขา

อยากเห็นก่อนที่จะต้องจากกัน...

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha