บำเรอรัก บำบัดSEX [จบแล้ว]

โดย: อรุณรัศมี



ตอนที่ 7 : Part7 ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นฆาตกร


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

Part7

ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นฆาตกร

 

ภาคินที่ไม่รู้ถึงความคิดนั้นของหญิงสาวเดินทางกลับมาถึงบ้านในเวลาบ่ายแก่ๆ ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามายังห้องโถงใหญ่จุดรวมตัวของสมาชิกทุกคนอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้สนใจกับสายตาขุ่นขวางของพี่น้องตัวเองที่ตวัดมองมาอย่างเอาเป็นเอาตาย ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปากรู้ดีเลยว่าสีหน้าแบบนี้พวกมันเพิ่งเจอเรื่องอะไรมา ท่าทางก่อนหน้าที่เขาจะกลับบ้านระเบิดจะเพิ่งลงไป

หน้าตาแบบนี้ฝีมือแม่ชัวร์

“เป็นอะไรไปไรวะ หน้าตาดูไม่ได้เลย” เขาส่ายหน้าอย่างรับไม่ได้กับสภาพของพวกมันสองคน ถึงจะเป็นพี่น้องกันแต่ด้วยความที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็กเรื่องจะมาพูดจาสุภาพก็โยนทิ้งไปได้เลย

“ฉันได้ยินข่าวแว่วๆ ของแกกับคุณหมอ” กีรติเกริ่นนำน้องชายตัวเองด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ดวงตาหรี่เล็กน้องจ้องเขม็งจอมวายร้ายอย่างจับผิด ขอเพียงเผยพิรุธออกมาน้อยนิดเอก็จับได้แล้วว่าอีกคนกำลังโกหกอยู่หรือเปล่า

“หมอมล?” เสียงทุ้มห้าวเอ่ยถามเสียงสูงพลางเลิกคิ้วขึ้นมองดูเธอ ภาคินไม่ได้สนใจดวงตาเฉี่ยวคมเพราะกรีดอายไลเนอร์หนาทึบจนดำปื้นแต่กลับสวยคมจนน่าหมั่นไส้ของพี่สาว เขาพอจะเข้าใจถึงความนัยของการเกริ่นนำเรื่องนี้ อยากจะรู้ล่ะสิว่าข่าวลือที่ว่านั่นเป็นเรื่องจริงหรือปล่า แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหมอไปถึงไหนแล้ว

“เออ ก็รู้แล้วนี่ว่าหมายถึงใคร แกไปทำอะไรไว้ฮะ พูดออกมาให้หมดเลย อย่าให้ฉันกับไอ้ชัชต้องมานั่งเดาความสัมพันธ์ของแกกับหมอ”

“ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ข่าวลือว่าไงก็ว่างั้นแหละ ส่วนความสัมพันธ์ตอนนี้คืบหน้าไปไกลมาก แต่ยังระบุแน่ชัดไม่ได้ว่าอยู่ในรูปแบบไหน ไม่ใช่คู่นอนแต่เป็นแฟน ถ้ารักเมื่อไหร่ก็มีแพลนว่าจะขอแต่งงานกัน”

“นี่แก...เอาจริงดิวะ ทำไมถึงได้รวดเร็วนักล่ะ หรือว่าเป็นเพราะแม่แกก็เลยรีบหาผู้หญิงมาทำหน้าที่เมีย ต้องใช่แน่ๆ แกคิดจะหลอกใช้คุณหมอบังหน้าแล้วพอแม่เลิกสนใจแก แกก็จะไปหาผู้หญิงคนนั้นมานอนด้วยสินะ”

“เฮ้ย! ในสายตาแกฉันเลวขนาดนั้นเลยเหรอวะ?!” ภาคินถึงกับสะดุ้งตกใจกับคำพูดของพี่สาวที่มีแนวโน้มไปทางสร้างความร้าวฉานแกมใส่ร้ายป้ายสีกันซึ่งๆ หน้า ถึงเขาจะไม่ใช่คนดีอะไรแต่ก็ไม่เลวถึงขนาดนั้นหรอกนะ ไอ้พี่เวรนี่จงใจหาเรื่องเขาชัดๆ

“อ้าว! ก็มันเรื่องจริงนี่วะ หน้าอย่างแกต่อให้ไปสาบานต่อหน้าพระฉันก็ไม่เชื่อหรอก สารภาพมาซะดีๆ ว่าแกคิดจะทำอะไรกันแน่ อย่าให้ฉันต้องเอาเรื่องนี้ไปฟ้องแม่ ไม่อย่างนั้นแกตายแน่ไอ้คิน”

กีรติพูดใส่ไม่ยั้งด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ร้อยวันพันปีไม่เคยคิดน้องชายตัวแสบจริงจังกับใคร จู่ๆ จะมาบอกว่าแพ้ทางหมอสาว ต่อให้ไปตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติเธอก็ทำใจเชื่อไม่ลง แล้วก็เหมือนว่ามันจะรู้ความคิดของเธอถึงได้แยกเขี้ยวใส่เหมือนกับหมา อีกสักพักมันคงจะเห่าออกมา เธอก็เลยรีบตั้งท่ารอรับการปะทะดุเดือดของมัน

“แกอย่ามาใส่ร้ายฉันนะโว้ยไอ้กี! คนอย่างฉันรักใครรักจริง แต่ที่ก่อนหน้านี้ทำเป็นเล่นๆ กับคนอื่นก็เพราะไม่ได้รู้สึกอะไร แต่กับคนนี้ฉันจริงจัง หมอมลไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น เธอมีอะไรที่มากกว่านั้น”

“อะไรที่แกว่ามากกว่านั้นมันคืออะไร หรือว่าหมอมลมีอะไรงอกออกมาบังตาถึงได้ไม่รู้ว่าแกมันชั่วร้าย ยังจะยอมคบกับแกอีก”

“หุบปากของแกไปเลยนะกี อย่าให้ฉันต้องหมดความอดทนกับแกนะ” ภาคินแทบทนฟังคำพูดร้ายกาจของพี่สาวตัวเองไม่ไหวเผลอยกนิ้วขึ้นชี้หน้าด้วยความโกรธจัด ดวงตาคมกริบฉายแววคุกรุ่นแทบเผาผลาญคนที่มองสบให้มอดไหม้เป็นผุยผง หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้านเชิดหน้าขึ้นพลางพูดจาโต้กลับอย่างไม่แยแส

เป็นแค่น้องชายอย่ามาคิดกำแหงกับเธอ!

“งั้นแกก็บอกมาว่ามีแผนอะไรกันแน่ ถึงได้เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตหมอมล ถ้าแกไม่ได้จริงจังด้วยก็อย่าไปฉุดผู้หญิงดีๆ ที่เขามีอนาคตไกลให้จมปลักอยู่กับแก ต่อไปหมอมลจะต้องมีผู้ชายดีๆ เข้ามาให้เลือกอีกมาก ผู้ชายที่เขาจริงจังและจริงใจกับหมอมล”

“จะไม่มีผู้ชายคนไหนได้เข้าใกล้เธอทั้งนั้น เธอเป็นของฉัน แกได้ยินไหมวะ!” ภาคินตะคอกใส่อย่างฉุนจัดไม่คิดว่ากีรติจะกวนจนได้โล่ขนาดนี้ ถ้าไม่ติดว่าเป็นพี่สาวเขาจะซัดให้หน้าแหก

ในขณะที่อารมณ์กำลังพุ่งขึ้นถึงขีดสุดกลับได้ยินเสียงหัวเราะชอบใจของใครบางคน หัวคิ้วของชายหนุ่มกระตุก เมื่อรู้ว่าเสียงหัวเราะนั้นมาจากพี่สาวตัวดีที่เพิ่งยั่วโมโหเขาจนแทบระเบิดท่

“หึ อืม ได้ยินชัดเต็มสองรูหูเลย นี่ท่าจะจริงจังมากจนถึงขนาดนั้นโกรธจัด เป็นไงล่ะฝีมือการแสดงของฉัน ท่านผู้กำกับ” กีรติไม่คิดสนใจสีหน้าเป็นเดือดเป็นร้อนและดำคล้ำไปทั้งแถบของน้องชายคนเล็กหันกลับไปมองใบหน้าของน้องชายคนโต ซึ่งยังคงเรียบนิ่ง แม้แต่คิ้วยังไม่กระดิกสักนิด ทั้งที่ตัวเองเป็นคนกำกับบทแท้ๆ

ไม่ใช่มันหรือไงที่มาขอความร่วมมือจากเธอ พอเธอร่วมแสดงออกโรงก่อน ทำมาเป็นนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร แล้วไหนจะยังเรื่องของคุณหมออีก ถ้าไม่ใช่เพราะมันไปเสนอเรื่องบำบัดโรคติดเซ็กส์กับแม่และขอให้หมอมลรับเป็นเจ้าของคนไข้ ป่านนี้เรื่องราวก็คงไม่ยุ่งเหยิงแบบนี้หรอก

ชัชวาลเก่งเรื่องตีหน้าตาย แต่จริงๆ เธอก็พอรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นห่วงคุณหมอ ทั้งยังเป็นห่วงน้องชายกลัวว่าเสียใจภายหลัง ไอ้ชัชมันเคยเล่าให้เธอฟังว่าหมอมลมีความรู้สึกดีๆ ด้วย แล้วการที่มาใกล้ชิดกับภาคิน เธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของหมอมลจะเปลี่ยนไปรักชอบกับจอมวายร้ายนี่ได้หรือเปล่า

ทางที่ดีเธอควรรู้ก่อนว่าเจ้าเด็กวายร้ายนี่จริงจังกับหมอมลแค่ไหน ถ้าจริงจังไม่คิดสนใจผู้หญิงคนไหนอีก เธอก็จะหาทางวางแผนให้มันได้สมหวังกับหมอซะเลย พื้นฐานแล้วภาคินเป็นคนดี เธอเป็นพี่สาวทำไมจะมองไม่ออกว่านิสัยน้องชายตัวเองเป็นยังไง อย่างภาคินน่ะ ถ้าเจอคนที่ใช่ เดี๋ยวมันก็หยุดเอง

“พวกแกนี่มัน...ทดสอบกันพอใจแล้วรึยัง ถ้าพอใจแล้วก็มาช่วยกันคิดหน่อยดิ๊ว่าฉันควรจะทำยังไงต่อไป”

“นี่แกจนปัญญาถึงขนาดมาขอความช่วยเหลือจากพวกฉันแล้วเหรอเนี่ย”

“ไม่ได้จนปัญญาเว้ย! แต่แค่...ไม่มั่นใจ ฉันรู้สึกเหมือนเธอพยายามปิดกั้นตัวเองจากฉัน เหมือนไม่อยากให้รู้ลึกไปมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอถูกทำร้าย ฉันพยายามถามแล้วว่าใครทำแต่เธอก็ไม่ตอบ ฉันไม่กล้าบีบคั้นเธอมากเพราะกลัวเตลิดไปไกลจนฉันหาตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่เจอ”

“หมอมลถูกทำร้ายด้วยเหรอวะ เรื่องนี้มันไม่ธรรมดาแล้วจริงๆ” กีรตินิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิด เรื่องที่หมอมลโดนทำร้ายดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของเธอ เธอส่ายหน้าไปมา ก่อนจะลากสายตาไปมองยังน้องชายตัวเอง เห็นท่าทีที่นิ่งไปของอีกฝ่าย เธอก็พอเดาได้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่

นี่ก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกันสินะว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ใครที่รู้จักหมอมลย่อมไม่คาดคิดถึงเรื่องนี้แน่นอน

การที่คุณหมอถูกทำร้ายมันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากเกินไป

“ถ้าแกอยากช่วยหมอมล งั้นก็วิธีเดียว ใช้ใจแกเยียวยาบาดแผลนั้นซะ แล้วสักวันเธอจะยอมเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้แกฟังเอง ของแบบนี้ ถ้าไม่ใช้ใจ อะไรก็ช่วยไม่ได้หรอก”

“ใช้ใจเนี่ยนะ”

“มันขึ้นอยู่ที่ตัวแกว่ะคิน รักหรือไม่รัก ถามใจแกดู ไอ้น้องชายจอมทึ่มเอ๊ย! ริอ่านมีความรักมักก็ต้องเจอแบบนี้ เมื่อก่อนหลอกฟันผู้หญิงไปทั่ว แค่โปรยเสน่ห์ใช้มารยาเข้าหน่อยผู้หญิงก็ติดกับ แต่พอมาเจอผู้หญิงอย่างหมอมลถึงกับไปไม่เป็น กลายเป็นคนโง่ไปซะแล้วน้องเรา ฮะๆ”

“ฉันไม่ได้หลอกฟันผู้หญิงไปทั่ว แล้วก็ไม่ได้โง่เว้ย! ส่วนเรื่องของหมอมลฉันจะขอให้ช่วยอีกที ตอนนี้ก็ช่วยหุบๆ ปาก อย่าได้เสนอหน้าเอาเรื่องนี้ไปฟ้องแม่ ฉันยังไม่อยากถูกแม่เจาะกะบาล เพราะฉะนั้นอย่าปากมากเข้าใจไหม”

“สั่งใหญ่เลยนะ ฉันอยากรู้จริง ถ้าหมอมลเขาไม่ได้รักแก แกจะทำยังไง”

“คำถามนี้ตอบไม่ยาก...” ภาคินเอ่ยเสียงเรียบแต่นัยน์ตาเป็นประกาย น้ำเสียงทุ้มนุ่มเงียบหายไปอึดใจพลางสบตากับพี่ทั้งสองของตัวเอง ก่อนยกยิ้มมุมปากดูชั่วร้ายเกินพรรณนา

“...”

“ก็ทำจนกว่าจะรัก ทำจนกว่าจะรู้สึกถึงความรักที่ฉันมีต่อเธอ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าจะทำให้เธอรักตอบไม่ได้...”

คำพูดนี้ฟังเหมือนอวดดีลำพองใจ แต่ในความรู้สึกของภาคิน ไม่ว่าตอนนี้หัวใจของนฤมลจะอยู่ที่ไหน เขาก็จะคว้ามาครอบครองให้ได้ วันนี้เธออาจยังไม่รักเขา แต่ก็ใช่วันหน้าจะเป็นไปไม่ได้ เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะเปิดใจยอมรับเขา ยอมให้เขามาดูแลหัวใจ

ชายหนุ่มผุดยิ้มขึ้นจางๆ อดนึกถึงวันที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอไม่ได้ ใบหน้าหล่อเหลาประดับไว้ด้วยร่อยรอยความสุข ดวงตาเปล่งประกายวูบไหวเหมือนระลอกคลื่น ทำเอาอีกสองคนที่เหลือขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ท่าทางที่เปลี่ยนไปของน้องชาย คนเป็นพี่อย่างพวกเขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

การที่น้องชายมีความรักย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี แต่กับคนอย่างภาคิน คำว่า รัก ดูจะเป็นอะไรที่ชวนขนลุกจนพวกเขาอดทำหน้าสยองไม่ได้ ผู้ชายที่วันๆ ดีแต่เที่ยวเตร็ดเตร่ควงผู้หญิงไปทั่ว พอวันหนึ่งมามีความรักจะไม่ให้พวกเขาขนลุกได้ไง

ภาคินนะภาคิน บทจะมีความรักทั้งทีก็มาแบบเหนือเมฆจริงๆ

ยิ่งได้รู้ว่าหมอมลถูกทำร้าย ความประหลาดใจระคนสงสัยก็ยิ่งเพิ่มพูน ผู้หญิงที่มีพร้อมสมบูรณ์ทุกอย่าง ทั้งหน้าตาและฐานะอย่างหมอมล ทำไมถึงได้ถูกทำร้ายซะได้ หรือว่ามีอะไรพวกเขายังไม่รู้ ขณะที่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ทั้งกีรติและชัชวาลก็หันหน้ามามองกันโดยมิได้นัดหมาย ต่างฝ่ายต่างเคลือบแคลงสงสัยตามคำบอกเล่าของน้องชาย ถึงจะยังไม่ระบุรายละเอียด แต่ความเป็นไปได้ของเรื่องนี้เกือบเท่ากับศูนย์

พวกเขาเชื่อว่าน้องชายไม่มีทางโกหก แต่เรื่องนี้ถ้าพูดออกไปให้ใครฟังก็ต้องเหลือเชื่อด้วยกันทั้งนั้น อาจจะคิดว่าน้องชายพวกเขากุเรื่องขึ้นด้วยก็ได้

“เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกที ฉันจะเป็นคนไปสืบเรื่องนี้ต่อเอง”

“แล้วทำไมต้องเป็นแกด้วยวะ เรื่องของเมียฉัน เดี๋ยวฉันสืบเอง” ภาคินพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ กระแสเสียงเจือปนความหึงหวง ทั้งที่ความจริงชัชวาลไม่มีอะไรให้เขาต้องรู้สึกแบบนั้นเลย หรือเพราะเป็นผู้ชาย ต่อให้จะเป็นพี่ชายเขาก็ยังอดหึงไม่ได้อยู่ดี

“หึ งั้นก็ตามใจแกแล้วกัน เรื่องแรกที่แกควรรู้ไว้ก็คือเรื่องครอบครัว ส่วนเรื่องของหนุ่มที่มาข้องแวะกับหมอมล เห็นจะมีแค่แก่เพียงคนเดียวในตอนนี้ เป็นไปได้ว่าสาเหตุการถูกทำร้ายน่าจะมาจากคนใน ไม่ใช่คนนอกหรอก”

“แกพูดเหมือนรู้อะไรมางั้นแหละชัช ถ้ารู้ก็พูดมาเลย อย่ามาอมพะนำ แกเองก็เป็นห่วงหมอมลพอๆ กับฉัน ถ้าหากมีเรื่องอะไรจริงจะได้ช่วยกันแก้ทัน”

ชัชวาลเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของน้องชายนิ่งๆ แววตาเอาเรื่องแบบนั้นเต็มไปด้วยความคุกรุ่นและกดดันเหมือนกับต้องการให้เขาปริปากพูดออกมา เสียงทุ้มหัวเราะในลำคอด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ ไม่ได้ร้อนใจกับท่าทีเหล่านั้น ชายหนุ่มเอนกายพิงพนักโซฟา ดวงตาคมกริบลึกล้ำอ่านยากประสานกับดวงตาร้อนรนเดือดพล่าน รอยยิ้มยิ่งกดลึกลงอย่างพอใจขึ้นทุกที

ภาคินไม่เข้าใจสายตาแบบนั้นสักเท่าไหร่ ในใจเขาร้อนรุ่มกระวนกระวายเพราะความเป็นห่วงและกังวลกับสภาพร่างกายของหญิงสาว รวมไปถึงสภาพจิตใจที่อาจได้รับผลกระทบจากการถูกทำร้ายในครั้งนี้ เขาไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรกับคุณหมอบ้าง ด้วยความที่เจอกันแค่สองสามวันก็ก้าวกระโดดความสัมพันธ์ไปเป็นลึกซึ้ง จนข้ามขั้นมาเป็นสามีภรรยากัน ถึงจะยังไม่ได้จดทะเบียนและแต่งงานกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เหมารวมให้เธอกลายเป็นคู่ชีวิตไปซะแล้ว

ตามความเข้าใจของชายหนุ่ม หญิงสาวยังไม่มีแฟน แต่แอบมีคนที่ชอบอยู่ในใจ ถ้าหากว่าคนที่ทำร้ายเธอคือคนที่ชอบ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคงไม่มีผู้หญิงคนนั้นแอบรักคนที่ทำร้ายตัวเองได้หรอก แต่ถ้าให้คิดไปถึงคนอื่นก็ไม่มีเหตุผลให้เธอต้องปกปิดมันเอาไว้ แค่ไปแจ้งตำรวจซะก็สิ้นเรื่อง นอกเสียจากว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่ไม่สามารถเปิดเผยตัวได้

ยิ่งคิดเรื่องราวก็ยิ่งซับซ้อน  แล้วพอมาฟังคำของพี่ชายอีก มีความเป็นไปได้ว่าการถูกทำร้ายในครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว แต่ร่องรอยการถูกทำร้ายดูเหมือนจะเป็นการถูกข่มเหงรังแก แม้จะยังไม่ถึงขั้นตอนสุดท้าย แต่ใครกันที่ทำเรื่องน่าบัดซบแบบนี้ อย่าให้เขารู้ว่ามันเป็นใคร สาบานว่าเขาจะเอาเลือดหัวมันออกแน่ กล้ามาทำร้ายผู้หญิงดีๆ แบบนี้ เขาก็ไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด

แต่เรื่องของครอบครัวเธอ เขาเองก็ยังไม่รู้อะไรมากนัก คงต้องสอบถามเอาจากไอ้ชัชถึงจะพอรู้เรื่องราวอะไรขึ้นบ้าง

“แกพูดแบบนี้ก็แสดงว่าพอรู้อะไรมาบ้าง งั้นก็อธิบายมาให้เข้าใจว่าหน่อยซิว่าคนในที่ว่า แกกำลังหมายถึงใคร” ดวงตาคู่คมของภาคินหรี่ลงเล็กน้อย แผ่รังสีไอเย็นออกมารอบตัวที่สามารถทำให้คนที่อยู่โดยรอบรู้สึกกดดัน ถึงปกติชายหนุ่มจะเป็นคนขี้เล่น เฟรนด์ลี่กับคนอื่นไปทั่ว แต่ในเวลาจริงจังกลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม กดข่มให้ผู้คนรู้สึกกลัวได้ แต่ยกเว้นคนในครอบครัวของเขาที่มองว่ามันเป็นการข่มขู่ของเด็กน้อย

“ก่อนที่แกจะฟังเรื่องราวจากฉัน ฉันคิดว่าแกควรจะลองไปพูดคุยกับเธอก่อน เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องขออนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ ฉันถึงพอจะเล่าเรื่องที่ฉันรู้ให้แกได้ อย่าลืมว่าไม่ใช่แกคนเดียวที่อยากมีความลับกับคนอื่น แม้แต่ตัวหมอมลก็คงอยากปิดบังความลับไว้กับตัวเองเหมือนกัน”

“แกจะพูดให้มันยืดยาวทำไมวะ คนเป็นหมอนี่พูดจาไม่รู้เรื่องเหมือนกันทุกคนหรือเปล่า” คนฟังถึงกับชักสีหน้า ไม่ใช่เพราะฟังไม่รู้เรื่องแต่แค่รำคาญกับคำพูดวกไปวนมาของอีกคน ภาคินถอนหายใจแรงๆ ก่อนจะจ้องเขม็งพี่ชายตัวเองด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่ตัวเขาจริงจังแทบตาย แต่มันกลับยังท่าทีนิ่งเฉยไม่ยี่หระต่อความร้อนใจของเขา

อย่างน้อยมันก็น่าจะช่วยให้ความร่วมมือกับเขาหน่อย ถึงคำพูดของมันจะมีเหตุผลมาก แต่ถ้าปล่อยเวลาให้ยืดยาวกว่านี้ เธออาจจะแย่ก็ได้ สภาพร่างกายมีเขาคอยดูแลอยู่ก็จริง แต่สภาพจิตใจที่ต้องแบกรับความรู้สึกแย่ๆ จะทำให้เธอมีความสุขได้ยังไงโดยเฉพาะเขาที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วจะหาทางช่วยเธอแก้ไขปัญหาได้ไง

เท่าที่ดูเธอเป็นหมอจิตแพทย์ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่คนไข้กังวลใจหรือหาที่ระบายไม่ได้ กับคนที่ต้องคอยฟังเรื่องราวทุกข์ใจของคนอื่น ว่ากันตามจริงเธอไม่น่าทำออกมาได้ดีนัก เพราะลำพังตัวเองก็มีเรื่องทุกข์ใจมากพออยู่แล้ว

ทว่า...จากที่ไอ้ชัชเคยเล่าให้ฟัง ทั้งผลการเรียนและฐานะทางครอบครัวก็ปกติดี เรื่องการรักษาก็ไม่เคยบกพร่อง ทำได้ดีไม่เคยมีปัญหา มันน่าแปลกก็ตรงที่คนที่ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนจะต้องคิดว่าเธอเพอร์เฟ็กต์ไปซะทุกอย่าง แต่สำหรับคนที่เพิ่งรู้เรื่องราวบางอย่างแล้วเหมือนเขา มันจึงเป็นสิ่งที่ยากจะเชื่อว่าเธอยังคงปกติดีอยู่

เขาไม่ได้หาว่าเธอบ้าหรืออะไร แต่สภาพจิตใจที่บอบช้ำย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต แต่การที่เธอยังใช้ชีวิตได้อย่างปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แสดงว่าเธอจะต้องเก็บกดความรู้สึกนั้นเพื่อไม่ให้เปิดเผยออกมา พอเวลาผ่านไปนานเข้าเขากลัวว่าจะทำให้เธอสะสมความเครียดมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อร่างกายตัวเอง

ตอนนี้เขาพอจะช่วยอะไรได้หรือเปล่านะ เขาชักเป็นห่วงทุกทีแล้วสิ

“ถ้าแกอยากรู้ความจริงฉันก็จะบอก แต่ก่อนจะฟังช่วยเตรียมใจไว้สักหน่อยแล้วกัน เพราะสิ่งที่ฉันจะพูดไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อเธอ”

“แกพูดอย่างนี้แปลว่าอะไร หมอมลทำไม มีเรื่องอะไรที่แกรู้บ้าง รีบๆ เล่ามาสิวะ” ภาคินฮึดฮัดด้วยสีหน้าไม่พอใจ น้ำเสียงติดจะห้วนสั้นแฝงแววดุดันอยู่ในที

ร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตสีขาว กางเกงตัวยาวสีดำสนิทกำลังเอนกายจ้องเขม็งพี่ชายผู้มีใบหน้าเฉยชาราวกับไม่สนใจสิ่งใด แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าคมนิ่งกลับซุกซ้อนความเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจและสัญชาตญาณของสัตว์ป่าเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภาคินดึงชายแขนเสื้อขึ้น ตลบขึ้นมาจนถึงข้อศอก สาบเสื้อด้านหน้าแบออกเพราะถูกปลดกระดุมลงมาถึงสามเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกว้าง กล้ามเนื้อแน่นโผล่วับแวมชวนหวั่นไหวและใจสั่นเบาๆ ชายหนุ่มในเวลานี้ทั้งหล่อเหลาและร้ายกาจในเวลาเดียวกัน

“ก็บอกให้แกทำใจไง เรื่องบางอย่างอาจยากที่แกจะยอมรับมันได้” ยิ่งอีกฝ่ายพูดจามีลับลมคมนัย เขาก็ยิ่งหัวเสียมากขึ้นเท่านั้น จนบางทีอยากจะลุกไปตั๊นหน้ามัน แต่ด้วยพื้นนิสัยดั้งเดิม เขาไม่ใช่คนใจร้อยจนขาดสติและยิ่งไม่ใช่คนที่จะถูกยั่วอารมณ์ให้โกรธง่ายๆ จนก่อวิวาทโดยไม่จำเป็น

ยิ่งกับพี่ชายตัวเองด้วยแล้ว โอกาสมีน้อยมากที่จะเกิดเรื่องแบบนั้น

กฎเหล็กของบ้านหลังนี้ก็คือห้ามทะเลาะกันในทุกๆ กรณี

ทว่า...บางทีเรื่องนี้อาจเป็นข้อยกเว้น เพราะเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากอีกคน ความโกรธขึ้งก็แล่นมาจุกอกทำให้ความยับยั้งชั่งใจตกต่ำเผลอทำในสิ่งตกห้าม ยกหมัดขึ้นซัดใบหน้าพี่ชายพร้อมกับเรือนร่างที่โถมเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

ผลั่ว!

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่กีรติที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ทันตั้งตัว!

“แกกล้าพูดจาแบบนี้ได้ไงวะ! เรื่องบัดซบพรรค์นั้นมัน...จะมีทางเกิดขึ้นได้ยังไง แล้วอีกอย่าง...หมอมลก็เป็นเมียฉันแค่คนเดียว แกคงเข้าใจนะไอ้ชัชว่าคำว่าคนเดียวมันหมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องที่แกพูดไม่มีทางเป็นไปได้ นอกเสียจากว่า...”

“ว่า...?”

“ไอ้พ่อเลี้ยงสารเลวนั่นพยายามจะปล้ำเมียฉันน่ะสิ เวรเอ๊ย! ทำไมฉันไม่เจอเธอให้เร็วกว่านี้วะ ไม่แน่ว่าไอ้พ่อเลี้ยงเลวนั่นมันอาจจะหาเรื่องรังแกเธอมานานแล้วก็ได้”

“ของแบบนี้ใช่ว่าอยากเจอก็ได้เจอ แต่จะว่าไปหมอมลก็...น่าสงสารอยู่เหมือนกันแฮะ ทำไมเธอถึงไม่มาเจอฉันก่อนนะ”

“หยุดความคิดเพ้อฝันของแกไปได้เลย นั่นมันเมียฉันนะเว้ย!” ภาคินแทบอยากกระโจนเข้าใส่พี่สาวจอมหื่นตรงหน้า แต่มันก็เป็นได้แค่ความคิดเท่านั้น เมื่อความเป็นจริงเขาทำได้แค่ถลึงตาใส่พลางทำหน้าตาข่มขู่กลับไป หวังจะให้อีกฝ่ายกลัวเกรงเสียบ้าง แต่ก็นั่นแหละ ยายทอมโหดนี่เคยยี่หระต่อสิ่งใดบ้าง นอกจากทำตัวบ้าบอไปวันๆ แล้วก็เที่ยวหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว

แต่ถ้าเกี่ยวกับผู้หญิง ยิ่งสาวๆ สวยๆ อย่างหมอมลแล้ว ยายทอมนี่ก็สนใจจนเนื้อเต้นเชียวล่ะ ขอโทษที บังเอิญว่าผู้หญิงคนนี้เมียฉัน!

ถ้าคิดจะแตะต้องเขาจะซัดให้หมอบเลย ต่อให้คนคนนั้นเป็นพี่สาวของตัวเอง ก็อย่าหวังว่าจะได้รับการยกเว้น!

“สรุปว่าไม่เชื่อ” ชัชวาลถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งไม่ระบุอารมณ์พลางลากสายตาขึ้นสบกับน้องชายอย่างเย็นชา มือเรียวสวยยกขึ้นเช็ดข้างมุมปาก ดวงตาฉายชัดว่าอยู่ใกล้จุดเดือดขึ้นทุกที พอเห็นท่าทางนิ่งๆ ไม่ตวาดหรือตะคอกอะไรกลับมา ภาคินก็เพิ่งรู้ตัวว่าทำเกินไป คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนพึมพำเสียงเบากลับมา

“ขอโทษ ฉันพลั้งมือไป ไม่ได้ตั้งใจว่ะ”

“ขอฉันซัดกลับได้ไหมล่ะ แล้วจะยอมหายกัน” กระแสเสียงเย็นยะเยือกบวกกับสายตานิ่งเจือแววเหี้ยมเกรียมบ่งบอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำจริง เขาไม่โกรธหรอกถ้าไอ้ชัชจะต่อยกลับมา แต่มันเรื่องอะไรที่เขาจะต้องยอม

“แม่บอกว่าเป็นพี่น้องห้ามทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นโทษทีว่ะ ฉันไม่ยอม”

“งั้นแกก็หุบปากไป เพราะฉันไม่ได้ยินดีกับคำขอโทษของแก” ดวงตาคุกรุ่นตวัดมองดวงตายิ้มแย้มราวกับสะใจของน้องชาย ภาคินสะบัดมือสองสามครั้ง ก่อนจะทรุดลงนั่งเหมือนเดิม อย่าคิดว่าเขาจะกลัวเพียงเพราะสายตาแบบนั้นนะ ไม่ได้แอ้มเขาหรอก

“ฉันเชื่อเรื่องที่เธอถูกทำร้ายจากพ่อเลี้ยงจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นท้ายสุด อืม...ทำไมเธอถึงไม่บอกให้แม่เธอรู้วะว่าพ่อเลี้ยงมันคิดทำเรื่องระยำกับตัวเอง” ดวงตาของภาคินหรี่ลงเล็กน้อยยังคงไม่เข้าใจกับการปิดบังในครั้งนี้ของเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนมีปริศนาผุดงอกออกมา เธอทำเหมือนไม่ต้องการให้ใครรับรู้ หรือว่าเธอบอกไปแล้วแต่แม่ของเธอไม่ฟัง เรื่องแบบนั้นมีโอกาสเป็นไปได้เหรอ

“เรื่องนี้แหละที่แกต้องไปถามจากเธอ” รอยยิ้มเลศนัยของชัชวาลไม่ได้ทำให้ภาคินโกรธเคืองอะไร เพียงแต่จับจ้องรอยยิ้มนั้นนานหน่อย พร้อมกับความคิดอย่างหนึ่งที่วิ่งแล่นเข้ามา อาจมีความเป็นไปได้ที่แม่ของเธอจะรู้เห็นเป็นใจ แต่เพราะอะไร นั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องไปตามสืบดู

การจ้างนักสืบให้ขุดคุ้ยเรื่องของเมียตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เขาต้องการให้เรื่องนี้มีคนรู้น้อยมากที่สุด เพราะฉะนั้นเขาคงต้องลงมือด้วยตัวเอง

เปลือกตาหนาปิดลงทีละนิด ปิดกั้นความนึกคิดของตัวเองออกจากทุกคน จมอยู่กับความสับสนวุ่นวายใจด้วยคิดไม่ตกกับเรื่องราวที่ได้ยิน แต่ละเรื่องเหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางใจ ทำให้เขาทั้งตกตะลึงและอึ้งค้างไม่คาดคิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้ หญิงสาวมีโปรไฟล์ดี ทั้งหน้าที่การงานล้วนแล้วแต่เพอร์เฟ็กต์ไร้ที่ติ ยิ่งรูปร่างหน้าตาที่เย้ายวนชวนมอง มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนรอบข้าง ตอนมองไกลๆ ก็แล้วไปเถอะ แต่พอได้ใกล้ชิดและสัมผัสถึงตัวตนข้างใน ทั้งอุปนิสัยและปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็จะรู้เองว่าเธอไม่ได้เลิศเล่อขนาดนั้น

เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ทั้งอ่อนแอและบอบบาง แค่ต้องการสร้างฉากหน้าเพื่อปกปิดความหวาดกลัวของตัวเองเท่านั้น

มีเพื่อนน้อย มีความทุกข์อยู่ในใจ แต่ที่เลือกมาเป็นหมอจิตแพทย์ก็แค่ต้องการหาเพื่อนมาเป็นที่ระบายโดยใช้สถานะหมอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคนไข้ ที่สำคัญเธอยังสามารถยกตัวอย่างเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นฟังโดยไม่มีใครสงสัยและจับได้ว่านั่นมาจากเรื่องราวของเธอ

ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทุกข์ทนมากับความทุกข์นี้นานเท่าไหร่ แต่มันก็คงนานพอที่จะทำให้เธอไม่ไว้ใจใครและเชื่อใจใครอีก

ทุกครั้งที่เขาเพียรพยายามที่จะถามหาคนที่กระทำกับเธอ เธอก็มักจะปิดปากเงียบ แต่ล่าสุดเห็นขัดว่าเธออยากจะพูดกับเขา หากแต่ด้วยความลังเลไม่แน่ใจทำให้เลือกที่จะปกปิดไว้เหมือนเดิม ต้องทำยังไงถึงจะกลายเป็นคนที่เธอไว้ใจได้ สีหน้าของเธอตอนนั้นเขายังจำได้ติดตา มันคือความทุกข์ที่อยากระบายกับใครสักคน แต่บังเอิญว่าเขายังไม่ใช่คนนั้นของเธอ

ถึงยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นฝีมือของพ่อเลี้ยงเธอ แต่ความน่าจะเป็นไปได้ก็ชี้ชัดว่าเป็นฝีมือมันไม่ผิดแน่ ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอทำอะไร เขาเริ่มเป็นห่วงขึ้นมาแล้วสิ

“ฉันจะลองหาโทร.หาเธอดู ตอนนี้ว่าจะถึงที่บ้านได้สักพักแล้วล่ะ ถ้าฉันเรื่องจะเป็นแบบนี้ฉันจะรั้งเธอให้อยู่ก่อน ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ได้เลยว่ะ” เสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความกังวล ดวงตาคมปลาบสะท้อนความไม่สบายใจ กระวนกระวาย ร้อนรุ่มจนคนรอบข้างอดเป็นห่วงไม่ได้ ชัชวาลและกีรติหันมามองหน้ากัน บางทีเรื่องนี้คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดอาจจะเป็นน้องชายของพวกเขาก็ได้

“ถ้าทำแล้วสบายใจก็เอาเถอะ แต่แกก็อย่าคิดมากจนสติแตกไปซะก่อนล่ะ จำไว้ว่าหมอมลยังต้องการความช่วยเหลือจากแก” กีรติพูดเตือนสติเสียงเรียบ สีหน้าดูจริงจังมากกว่าปกติ ปราศจากการล้อเล่นเหมือนเมื่อครั้งก่อน

“ฉันไม่สติแตกเพียงเพราะเรื่องแค่นี้หรอกน่า”

“ก็ไม่แน่นะ บางทีแกอาจจะเป็นมากกว่านี้ก็ได้ อย่ามาทำเป็นเก๊ก จะโทร.ก็รีบโทร ตอนนี้ฉันก็ชักเป็นห่วงหมอแล้วเหมือนกัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด หากแต่ทันทีที่พูดจบเสียงโวยวายน่าตบดังขึ้นยั่วโทสะคนฟัง

“อย่ามาคิดจีบเมียฉันนะเว้ย ไม่อย่างนั้นฉันฆ่าแกแน่” นิ้วแกร่งชี้ใส่หน้าพี่สาวอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะรีบเบี่ยงตัวหลบเมื่อเห็นวัตถุบางอย่างปลิวลอยข้ามฝั่งมา หมอนอิงหนุนหลังลอยหวือมากระทบกับโซฟาตกฟุบลงข้างตัวร่างสูงเจ้าของใบหน้าสุดทะเล้น รอยยิ้มหยักลึกอย่างอารมณ์ดี

“มาสิ ฉันจะฆ่าแกหมกส้วมเลย!

“พูดจาน่าเกลียดว่ะ คิดจะเอาฉันไปซุกไว้ในที่แบบนั้นได้ยังไง” ภาคินเบ้ปากทำหน้าบึ้ง ดวงตาถลึงมองพี่สาวปากจัดจอมวายร้ายอันดับสองรองจากเขา แต่ในขณะที่กำลังละสายตาไปมองทางชัชวาลคิดจะพูดอะไรสักประโยค จู่ๆ เสียงริงโทนของโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเรียกความสนใจจากทุกคน

คิ้วเข้มขมวดมุ่น ดวงตาฉายแววประหลาดใจ หลังจากที่ล้วงเอาโทรศัพท์ออกแล้วพบว่าเป็นเบอร์ของคุณหมอสาว ชายหนุ่มเอาไว้อยู่ครู่หนึ่ง ในใจรู้สึกถึงเค้าลางบางอย่างที่ทำเอาหัวใจอดเต้นระทึกขึ้นมาไม่ได้ คล้ายกับเขากำลังกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับคนปลายสายยังไงยังงั้น

ภาคินเงยหน้าขึ้นมองสบตากับพี่ทั้งสองคนโดยมิได้นัดหมาย ในดวงตาของพวกเขาก็มีความรู้สึกยากเกินจะบรรยายเหมือนกัน  ราวกับกำลังรู้สึกแบบเดียวกันกับน้องชายของพวกเขาด้วยเช่นกัน

“หมอโทร.มามีอะไรหรือเปล่าครับ” ประโยคแรกชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเคร่งขรึมผิดปกติ ถึงว่าเขาอยากจะทำเสียงทะเล้นหยอกเล่นกับอีกฝ่ายแต่ในเวลานี้กลับเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกิน ใจเขาเต้นรัวแรงไม่เป็นส่ำอดเป็นห่วงเธอไม่ได้

ปลายสายเงียบไม่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางความเงียบพวกเขาทั้งสามคนคล้ายจะได้ยินเสียงสะอื้นดังแว่วมา พลันร่างกายของพวกเขาตั้งตรงขึ้นกะทันหันพลางหรี่ตาตั้งใจฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง ไม่ผิดแน่เสียงนั้นคือเสียงร้องไห้ ทว่าแผ่วเบาราวกับจะกลืนหายไปกับสายลม แทบฟังดูไม่ออกเลยว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังร้องไห้อยู่ และการที่เสียงเบาขนาดนี้ก็น่าจะเป็นเพราะเธอกำลังยกมือขึ้นปิดปากกลั้นเสียงอยู่นั่นเอง

“หมอครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ อย่าเงียบอย่างนี้สิ ผมใจคอไม่ดีเลยนะ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นอยู่เหนือดวงตาคมปลาบที่เข้มข้นขึ้นทุกที ไม่แน่ว่าอีกสักพักอาจจะปะทุเดือดระเบิดตูม หลังจากที่ได้รู้สาเหตุการร้องไห้ของเธอ

[ฉัน...ตอนนี้นายอยู่ที่ไหนเหรอ ฉันมาหาที่คอนโดแต่ว่านายไม่อยู่ ฉันอยากเจอนายสักหน่อยน่ะ] ปลายสายเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงที่ได้ยินดูไม่ดีเอาซะเลย จนหัวใจของชายหนุ่มสั่นกระตุกไปวูบหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ดูท่าว่าจะเกิดเรื่องขึ้นซะแล้วสิ

“ตอนนี้หมออยู่ที่คอนโดผมเหรอครับ งั้นเอาอย่างนี้นะ หมอเข้าไปรอผมในห้องแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวผมจะรีบไปหาหมอที่คอนโดเดี๋ยวนี้เลยครับ อย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะครับ ใจเย็นก่อน รอผมไปหาแล้วค่อยพูดกันนะครับ”

[พูดอะไรของนาย ฉันเป็นอะไรที่ไหนกันล่ะ ทำไมต้องคิดมากด้วย]

“ไม่เป็นอะไรก็ดีครับ ได้ยินเสียงหมอสั่นๆ ผมก็นึกว่าร้องไห้ซะอีก ดีแล้วล่ะครับที่ไม่เป็นอะไร รอผมไม่ถึงครึ่งชั่วโมงรับรองว่าถึงที่คุณหมอแน่”

[ไม่ต้องรีบมาก็ได้...ยังไงฉันก็รอนายอยู่แล้วล่ะ อีกอย่างฉันก็ไม่ใช่ซินเดอเรล่าที่จะต้องหายตัวไปตอนเที่ยงคืน ตอนนี้แค่หกโมงเอง ฉันรอนายได้อยู่แล้วล่ะ แต่ว่ารีบมาหน่อยก็ดีนะ ฉันไม่อยากอยู่ในห้องคนเดียว]

“ครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ หมอรอผมก่อนนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หมอก็ห้ามหนีไปจากผมเข้าใจไหม” ได้ยินน้ำเสียงสั่นๆ ของเธอ ใจเขาก็หายใจวูบว่างโหวงขึ้นมาอย่างอดไม่อยู่

ภาคินรีบวางสาย ก่อนจะหันไปปมองหน้าอีกสองคนที่เหลือ ดวงตามคมกริบสีดำเข้มฉายแววเป็นกังวล เพียงเท่านั้นก็มากพอให้คนสองคนตื่นตัวรีบขยับลุกขึ้นตามร่างสูงโปร่งที่แผ่กระจายความพลุ่งพล่านแทบแผดเผาผู้คนโดยรอบให้มอดไหม้เพราะความเดือดดาลของตัวเอง ยิ่งเห็นสีหน้าถมึงทึงราวกับโกรธใครมาสักสิบชาติของน้องชาย ทั้งชัชวาลและกีรติก็รู้ได้ในทันทีว่าตอนนี้ได้เกิดเรื่องขึ้นกับหมอมลแล้ว

แค่อีกฝ่ายโทรมาเขาก็รับรู้ได้ถึงเค้าลางบางอย่าง ซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่

แต่ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะได้เดินออกไปจากบ้าน เสียงก้องกังวานของแม่บังเกิดเกล้าก็ดังขึ้นฉุดรั้งฝีเท้าของทุกคนให้หยุดอยู่กับที่ ก่อนที่เสี้ยววินาทีต่อมาเบื้องหน้าของพวกเขาจะปรากฏร่างอ้อนแอ้นอรชรในชุดกระโปรงบานพลิ้วเข้ารูปสีฟ้าอ่อน ดวงหน้างดงามแม้กาลเวลาจะพรากความสาวไปก็ยังไม่อาจฉุดให้ใบหน้านี้ดูสวยน้อยลง หากแต่เวลานี้หัวคิ้วทั้งสองข้างกลับพันกันยุ่งเหยิง ดวงตาฉายชัดถึงความไม่พอใจระคนชิงชัง ท่ามกลางสายตางุนงงของพวกเขาทั้งสามคน

เกิดอะไรขึ้นกับแม่ของพวกเขาอีกแล้วเนี่ย เฮ้อ

“ตาชัช แกมาดูข่าวนี่กับแม่หน่อยสิ แล้วอธิบายมาด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนที่แกแนะนำมาถึงเป็นฆาตกรไปได้” น้ำเสียงทรงอำนาจของแม่ทั้งดุดันและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ถ้าเป็นเวลาปกติพวกเขาคงจะรีบวิ่งแจ้นหาที่หลบ แต่ในเวลานี่ความสงสัยที่มีมากกว่าทำให้พวกเขานิ่งชะงักค้างอยู่กับที่ สายตาจ้องเขม็งไปทางแม่ตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ

กีรติเดินขึ้นหน้าเป็นตัวแทนของคนอื่นๆ ถามด้วยเสียงฉงนสงสัยคล้ายกับไม่เข้าใจว่าประโยคนั้นคืออะไร

“แม่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่น่ะ ใครอะไรเป็นฆาตกร”

“ก็แม่หนูที่ตาชัชบอกให้ตาคินไปบำบัดเซ็กส์น่ะสิ เมื่อกี้นี้ข่าวเพิ่งออกมาว่าหมอนฤมลทำร้ายคุณศักดิ์ชายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้พวกเธอส่งคุณศักดิ์ชายไปที่โรงพยาบาลกำลังเข้ารักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู พวกเธอบอกว่าใบหน้าของคุณศักดิ์ชายถูกกรีดเป็นทางยาวและที่หน้าท้องมีร่องรอยของการถูกของมีคมแทง ตอนที่คนรับใช้เข้าไปเห็นคุณศักดิ์ชายนอนสลบอยู่ที่พื้น พวกเธอจำได้ว่าหมอนฤมลเพิ่งออกมาจากห้อง ก่อนจะกลับห้องของตัวเอง แล้วไม่นานก็ขับรถออกไป ท่าทางดูพิรุธไม่น่าไว้ใจก็เลยโทร.เรียกตำรวจให้มาที่บ้านเพราะมั่นใจว่าคนที่ทำร้ายเจ้านายตัวเองเป็นหมอนฤมลแน่นอน ตกลงเรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ ไหนแกบอกว่าหมอคนนี้ดีนักหนา แล้วทำไมถึงกลายเป็นฆาตกรไปซะได้”

นภาหยุดพักหายใจครู่หนึ่งพลางกวาดตามองใบหน้าอึ้งทึ้งของทั้งสามคน เธอไม่สนใจสีหน้าพวกนั้น ก่อนจะถามต่ออีกหนึ่งประโยค

“หมอนฤมลเป็นอะไรกับคุณศักดิ์ชายถึงได้ไปอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน”

“เมื่อกี้แม่บอกว่าเธอทำร้ายไอ้ศักดิ์ชายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเหรอครับ” หลังจากตกตะลึงอยู่นาน ภาคินที่ได้สติก่อนใครก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย น้ำเสียงเจือปนแววคุกรุ่นเดือดดาลเมื่อเอ่ยถึงชื่อพ่อเลี้ยงของเมียตัวเอง จู่ๆ เธอคงไม่มาทำร้ายใครก่อนถ้าตัวเองไม่ได้ถูกทำร้าย

“แกไปสนิทสนมกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่” นภาถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัยพลางหรี่ตาลงจ้องจับผิดลูกชาย

“แม่ตอบคำถามผมก่อนได้ไหม ผมอยากรู้ว่าเธอทำร้ายไอ้แก่นั่นจริงหรือเปล่า” น้ำเสียงหงุดหงิดของภาคินทำให้ใบหน้าของนภากระตุกเล็กน้อย ปกติตาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ไม่เคยทำน้ำเสียงแบบนี้ใส่เธอสักครั้ง แต่เพียงเพราะผู้หญิงคนเดียวกลับเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา แสดงว่าหมอมลต้องมีความสำคัญกับเจ้าเด็กนี่มากแน่นอน

“จริงสิ ข่าวออกโครมๆ แบบนั้น ฉันจะมาโกหกแกหาอะไรมิทราบ ในเมื่อฉันตอบคำถามแกแล้ว แกก็จงตอบคำถามฉันมาซะว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ แล้วแกกับเจ้าหล่อนไปสนิทกันตอนไหน นี่คงไม่ใช่ว่าได้เสียกันไปแล้วหรอกนะ บอกไว้ก่อนว่าฉันไม่ต้องการลูกสะใภ้ที่เป็นฆาตกร”

น้ำเสียงไม่พอใจของแม่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของชายหนุ่มอีกต่อไป ภาคินไม่ได้ตอบคำถามอะไรออกไป นอกจากโน้มตัวลงหอมแก้มของแม่สุดที่รักแล้วก็รีบสาวเท้าเดินออกไปจากบ้านทันที

“ตาคิน! นี่แกจะไปไหน กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ แกยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย!” นภาที่เพิ่งได้สติกลับคืนมาก็ร้องตะโกนเสียงดังไล่ตามหลังร่างสูงโปร่งที่พอขึ้นรถได้ก็บึ่งรถออกไปทันที

กีรติกับชัชวาลที่เข้าใจเรื่องราวอยู่ก่อนแล้วรีบเข้ามาคว้าตัวมารดาไว้ตรงเข้าประกบซ้ายขวาพลางพูดปลอบประโลมให้ใจเย็นลง

“ใจเย็นก่อนเถอะแม่ โวยวายไปตอนนี้ไอ้คินมันก็ไม่กลับมาอยู่ดี ตอนนี้แม่อย่าเพิ่งถามอะไรเลย เดี๋ยวพอมันกลับมาก็อธิบายเรื่องทุกอย่างให้เข้าใจเอง” กีรติเกลี่ยกล่อมอย่างใจเย็น ก่อนหันเหสายตาไปมองใบหน้าเคร่งขรึมของใครอีกคน ชัชวาลเหมือนรับรู้ถึงสายตาร้อนระอุของพี่สาวจึงพูดหวาดล้อมอีกทาง

“เรื่องนี้เป็นมายังไงยังไม่แน่ชัดนะครับ แม่จะเอาตามข่าวมาบอกว่าหมอมลเป็นฆาตกรไม่ได้ จนกว่าตำรวจจะหาหลักฐานชี้ชัดได้ ตอนนี้หมอมลยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และเท่าที่ผมรู้จักเธอมา เธอเป็นคนดีคนหนึ่ง การที่จะทำร้ายใครได้ก็เป็นไปได้สูงว่าเธออาจถูกทำร้ายก่อน”

“นั่นสิ แม่บอกพวกเราเองไม่ใช่เหรอว่าอย่าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็นไปหมดทุกอย่าง ตอนนี้พวกที่ให้ข่าวก็มีแต่ของฝั่งนั้น ฟังคำพูดปากเปล่าของฝ่ายเดียวใช้เป็นหลักฐานเอาผิดหมอมลไม่ได้หรอก”

“แล้วตอนนี้หมอมลอยู่ที่ไหน ถ้าตัวเองไม่ได้ทำจริงก็น่าจะอยู่รอตำรวจไม่ใช่หนีหายไปแบบนี้” นภายังไม่หายสงสัยแต่ก็ไม่ถึงกับปักใจเชื่อว่าหญิงสาวเป็นฆาตกร หรือต่อให้เป็นจริงก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกทำร้ายก่อนเหมือนที่ลูกชายว่า

“ตอนนี้หมอมลรออยู่ที่คอนโดของไอ้คิน”

“แล้วหล่อนไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง”

“เอ่อ...ก็อย่างที่แม่คิดนั่นแหละ สองคนนั้นเขาได้เสียกันแล้ว” กีรติตอบเสียงเบาไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาคมกริบไม่สบอารมณ์ของแม่เหมือนกับมีไฟกองหนึ่งสุมอยู่ เธออาจไม่กลัวเกรงคนทั้งโลก แต่มีอยู่คนหนึ่งที่ไม่กลัวไม่ได้ แก่นแก้วมาจนรอบทิศดันมาตกม้าตายก็กับคนนี้คนเดียว

แม่บังเกิดเกล้าของเธอไง น่ากลัวยิ่งกว่าใครในโลกนี้ซะอีก

“ได้เสียกันฉันไม่ว่า แต่มีใครตอบได้บ้างว่าคุณศักดิ์ชายเป็นอะไรกับหมอมล” นภาสูดหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยถามอย่างใจเย็น ดวงตาคมสวยตวัดมองลูกสองคนสลับกัน ก่อนจะมาตกอยู่ที่ลูกชายคนโตซึ่งน่าจะให้คำตอบเธอได้ดีที่สุด

ชัชวาลถอนหายใจออกมา ก่อนจะตอบคำถามนั้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบติดจะเหี้ยมเกรียมอยู่ในที ราวกับเรื่องนี้ก็มีความสำคัญกับเขาไม่ต่างจากน้องชาย

“แม่ไม่รู้เหรอครับว่าหมอมลเป็นลูกเลี้ยงของคุณศักดิ์ชาย และบางทีนี่อาจเป็นชนวนเหตุให้เธอลงมือทำร้ายมันก็ได้...”

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha