จอมโจรร้อนรัก [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 10 : จอมโจรร้อนรัก ตอนที่ 4-2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

กลางดึกที่เงียบสงัดและมีเพียงเสียงลมพัดหวือปะทะร่างกาย ร่างอรชรยกมือขยับผ้าฮิญาบแล้วเร่งฝีเท้าออกไปให้ห่างจากกองคาราวานให้ได้มากที่สุด แม้อากาศจะเหน็บหนาวจนสองเท้าแทบจะก้าวไม่ออก

“หากต้องลำบากขนาดนี้ ข้าขโมยม้ามาสักตัวก็ยังดี” หญิงสาวบ่นพึมพำและย่ำเท้าไปบนผืนทรายที่อากาศช่างแตกต่างจากตอนกลางวันราวฟ้ากับเหว เพราะตอนนี้เธอหนาวจนสั่นไปทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้าที่ใช้คลุมร่างกายจะให้ความอบอุ่นอยู่มาก แต่ก็ไม่อาจต้านทานอากาศหนาวเหน็บที่พัดผ่านเข้ามา

“ข้าต้องไม่ตาย ข้าต้องไม่หนาวตายกลางทะเลทราย ข้าต้องไปให้ถึงบาลายูดาให้ได้ ข้าต้องไป”  เสียงเริ่มระโหยโรยแรงลงไปทุกที เมื่อมองย้อนไปในทิศทางเดิมหญิงสาวก็ไม่เห็นกลุ่มกองคาราวานนั้นอีกแล้ว แต่เบื้องหน้าของเธอคือผืนทรายที่เต็มไปด้วยเนินทรายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา มือเล็กค่อยๆ ควานหากริชประจำตัวที่บิดามอบให้ แล้วกำไว้ในมือแน่น ลมหายใจหอบกระชั้น คล้ายจะหมดแรง สองเท้าเล็กๆ ก็ย่ำลงบนผืนทรายช้าลงทุกทีๆ

“มูนาเจ้าอย่าเพิ่งมาตายตอนนี้นะ เจ้าต้องอดทน...เจ้าต้องอดทน” พร่ำบอกตัวเองแล้วกอดห่อผ้าที่บรรจุอาหารแห้งและเสื้อผ้าเอาไว้แน่น กัดฟันย่ำเท้าลงไปตามผืนทราย ที่หนทางอีกยาวไกลนักกว่าเธอจะเดินทางไปถึงบาลายูดา วินาทีนี้หญิงสาวหูอื้อตาลายไปหมดจนไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากด้านหลัง จวบจนกระทั่งเสียงร้องของอาชาคู่ใจจอมโจรเหยี่ยวดำแห่งบาลายูดาร้องฟืดฟาดๆ ให้ได้ยิน มูนาจึงผงะตกใจ ก่อนจะออกแรงวิ่งหนีไป

“ตามไป!” สิ้นคำสั่งของฟารีฟ ม้าคู่กายของราฮิมและคอลิดก็ควบตามร่างอรชรไป ไม่นานก็ถึงตัวหญิงสาว โดยมีมีม้าของฟารีฟวิ่งตามมา

“พวกท่านมาขวางทางข้าทำไมกัน” มูนาพยายามดัดเสียงให้เป็นชาย แล้วเอ่ยถามออกไปด้วยใจหวาดหวั่น เพราะไม่คาดคิดว่าดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังจะมีคนออกมาขี่ม้าเล่นกันอยู่อีก

“ข้าสิต้องถามเจ้า ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากที่ไหน แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ออกมาเดินอยู่กลางทะเลทรายคนเดียวเช่นนี้ แล้วเจ้าเป็นหญิงหรือชายกันแน่” คอลิดเอ่ยถามแทนนายเหนือหัว

“มันเรื่องส่วนตัวของข้า ทำไมข้าต้องบอกพวกท่านด้วย”

“เจ้านี่ช่างยอกย้อนเก่งเหลือเกิน  แล้วคงไม่เคยเกรงกลัวใครมาก่อนเลยสิ ถึงได้กล้าปากดีต่อข้าที่มากันตั้งสามคน ส่วนเจ้าตัวคนเดียว แล้วเจ้าไม่รู้หรือว่าการเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายในยามค่ำคืนเช่นนี้อันตรายสักแค่ไหน” คอลิดบอกเสียงดุ ริมฝีปากกระตุกยิ้มหยันให้กับความหาญกล้าของคนที่เอาแต่ก้มหน้าหนี แต่คิดหรือว่าจะรอดพ้นสายตาของเหยี่ยวดำแห่งบาลายูดาไปได้ เห็นนิ่งๆ เงียบๆ เช่นนั้น ในใจกำลังคิดอยู่เป็นแน่

“จะอันตรายหรือไม่ นั่นมันเรื่องของข้า พวกท่านโปรดหลีกทางให้ข้าด้วย ข้ารีบ” มูนาจำใจเงยหน้าขึ้นบอก แต่เบนสายตาไปยังอีกสองหนุ่มที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทางนิ่งสงบ คนหนึ่งแววตาดูไร้พิษสง ซ้ำยังดูจะมีจิตใจเมตตาอารีมากกว่าสองหนุ่ม ส่วนอีกคนแววตาดุดันน่ากลัวไม่ต่างจากเสือร้ายที่พร้อมตะครุบเหยื่อ จนทำให้คนมองรู้สึกหนาวเยือกเข้าไปในอก มือเล็กกำกริชที่บิดามอบให้ไว้แน่นจนมือชื้นเหงื่อ แต่ก็พร้อมจะเอาออกมาป้องกันตัวหากเกิดภัย

“เจ้านี่ช่างกล้าหาญนัก คิดว่าตัวเล็กๆ อย่างเจ้าจะไปสู้ใครได้”

“นั่นก็เรื่องของข้าอีกเช่นกัน ข้าขอตัว” มูนาเบี่ยงตัวเดินออกไป แต่ม้าของฟารีฟมาขวางทางเอาไว้ ทำเอาหญิงสาวถึงกับผงะหน้าซีดเผือด ก่อนจะเงยหน้ามองเจ้าของม้าเจ้าปัญหาที่ทำให้เธอตกจนใจขวัญแทบกระเจิง

“เจ้ายังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น” เสียงห้าวห้วนดังขึ้น ทำให้คนขวัญกระเจิงแทบจะหยุดหายใจ เพราะไม่ใช่แค่สายตาของเขาเท่านั้นที่น่ากลัว หากแต่น้ำเสียงที่ก้องกังวานในยามที่ดึกสงัดเช่นนี้ก็น่ากลัวใช่ย่อย มูนากอดห่อผ้าไว้แนบอก อีกมือก็ซุกอยู่ที่กริชเตรียมดึงออกมาจากฝักเพื่อใช้ป้องกันตัว

“ทะ...ทำไม...ทำไมข้าถึงยังไปไหนไม่ได้ ในเมื่อข้าไม่ได้ทำอะไรผิด” มูนาย้อนถามเสียงตะกุกตะกัก สองเท้าเล็กค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้า เพื่อรอโอกาสวิ่งหนีไป

“เพราะเจ้ากำลังเดินไปในเส้นทางของข้า”

“เส้นทางของท่าน?

“ใช่! เส้นทางของข้า แล้วเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์เดินไปในเส้นทางของข้า”       ฟารีฟกระตุกยิ้มชอบใจกับแววตาข้องใจของคนที่พยายามดัดเสียงให้เป็นชายชาตรี แต่ก็เอาเถอะ เขาจะรอให้เธอเล่นละครให้สนุกไปก่อน

“ข้าไม่เชื่อ เพราะผืนทรายของประเทศอัสคาซานก็เป็นขององค์ฟาตินเท่านั้น แล้วข้าก็เป็นประชาชนขององค์ฟาตินคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นข้าก็ย่อมมีสิทธิ์เดินไปทางไหนก็ได้ตามแต่ใจของข้า ท่านไม่มีสิทธิ์มาห้ามข้าเข้าใจหรือไม่” มูนาตะเบ็งเสียงตอบกลับด้วยความขึงโกรธ

“ใช่! เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้วว่าผืนทรายทุกเม็ดเป็นขององค์ฟาติน แต่ผืนทรายที่เจ้ากำลังเหยียบย่ำอยู่นั้นเป็นของข้า เพราะข้าได้ประกาศเป็นเจ้าของไปแล้วต่อหน้าเจ้า...เมื่อสักครู่” ฟารีฟพูดย้ำช้าๆ ชัดๆ ให้อีกคนฟัง แล้วกระตุกบังเหียนม้าให้เดินเข้าไปใกล้ร่างอรชรที่เตรียมวิ่งหนี แต่ก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็ต้องหยุด เพราะมีม้าอีกสองตัวมาขวางทางเอาไว้

“นี่ท่าน...ทะ...ท่าน...ท่านไม่เกรงกลัวอาญาองค์ฟาตินหรือไร ถึงได้พูดออกมาเช่นนั้น” มูนาบอกด้วยเสียงเริ่มประหม่า เพราะดูท่าชายทั้งสามคนจะไม่เกรงกลัวอาญาต่อเจ้าของผืนทรายแม้แต่น้อย

คนพวกนี้เป็นโจรงั้นหรือนี่? แล้วจะต้องทำเช่นไรดีเล่าถึงจะรอดพ้นเงื้อมมือคนพวกนี้ไปได้ ลำพังแค่กริชในมือคงไม่อาจต้านทานแรงชายสามคนได้หรอกเจ้าของเสียงรำพันเริ่มหวาดวิตก ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือผิดกันแน่ที่หนีออกมาจากกองคาราวานของท่านรามินทร์ แต่หากไม่หนีมาแล้วเธอต้องเข้าไปอยู่ในวังที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ และการแย่งชิงซึ่งเธอก็ยอมรับสภาพของตัวเองเช่นนั้นไม่ได้หรอก

“หากข้ากลัวอาญาจากองค์ฟาติน แล้วข้าจะพูดให้เจ้าฟังหรือไรเล่าพ่อหนุ่มน้อย” ฟารีฟเน้นคำท้าย พร้อมกระตุกยิ้มคล้ายจะเยาะหยันระคนตลกแม่สาวน้อยมูนาที่พยายามเหลือเกินที่จะทำตัวให้เป็นเยี่ยงชายชาตรี

“ถ้าเช่นนั้น พวกท่านต้องการอะไรจากข้างั้นหรือ แต่ข้าจะบอกให้ว่าเงินทองของมีค่าอะไร ข้าไม่มีติดตัวมาหรอก ข้าเป็นคนจน” มูนาเปลี่ยนเรื่อง พยายามเดินถอยหนีม้าทั้งสามตัวที่ขยับเข้าใกล้เธอเข้าไปทุกที

“เจ้าแน่ใจ ว่าในตัวเจ้าไม่มีของมีค่าอะไรเลย” พูดจบ ฟารีฟก็ลงจากหลังม้า เดินเข้ามาใกล้พ่อหนุ่มน้อยที่ยืนใจเต้นรัวแรงๆ อยู่กลางวงล้อมของม้า

“ข้าแน่ใจ” มูนาเอ่ยตอบเสียงรัวเร็ว แต่น้ำเสียงกลับไม่มั่นคงนัก มือเล็กกำกริชแน่น หญิงสาวช่างใจอยู่ว่าจะดึงมันออกจากฝักดีหรือไม่

“ข้าขอค้นตัวเจ้าดูก่อน แล้วข้าถึงจะเชื่อคำพูดของเจ้า” ฟารีฟเตรียมยื่นมือไปดึงห่อผ้าจากพ่อหนุ่มน้อย วินาทีนั้นมูนาก็ดึงกริชออกจากฝักมาข่มขู่คนที่กำลังจะค้นตัวเธอทันที

“ท่านมีสิทธิ์อันใดจะมาค้นตัวข้า แล้วหากท่านคิดจะค้นตัวข้า ข้าจะใช้กริชทำร้ายท่านแน่” มูนาตะคอกใส่ ชูกริชในมือออกมาตวัดแกว่งไปมา

“เก่งใช่ย่อยนะพ่อหนุ่มน้อย ข้าชักชอบผู้ชายอย่างเจ้าแล้วล่ะสิ” ฟารีฟหัวเราะจนอกกระเพื่อม หาได้เกรงกลัวกริชคมกริบในมือเล็กแม้แต่น้อย

“ท่านเป็นพวกผิดเพศหรือไร ถึงมาบอกว่าชอบผู้ชายเช่นข้า” มูนาบอกเสียงกร้าว พยายามข่มความหวาดกลัวเอาไว้ในอก แล้วเพ่งสายตาดุดันออกไป แต่ไม่รู้ทำไมหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย

“เจ้านี่ช่างคิดไปได้ แล้วถ้าข้าจะชอบเจ้าขึ้นมาจริงๆ เจ้าล่ะ จะชอบข้าบ้างหรือไม่”

“ไม่! ข้าไม่ใช่พวกผิดเพศเช่นท่าน ส่วนท่าน หลีกให้ห่างข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะรีบไปให้พ้นๆ สายตาของท่าน”

“ตกลง! ไม่ชอบก็ไม่ชอบ เพราะตัวข้าก็ชอบผู้หญิงมากกว่าจะชอบพวกเดียวกันเสียด้วย เพราะผู้หญิงมีทั้งนมมีทั้งเอวให้ข้าลูบไล้ แต่...ถ้าเจ้าเป็นผู้หญิง ข้าจะรับเจ้าเป็นเมียข้า เพราะดูท่าทางเจ้าแล้ว เจ้าไม่น่าจะใช่ผู้ชาย” ถ้อยคำจับผิดของฟารีฟทำเอามูนาสะดุ้งโหยง แต่ก็ยังเก็บอาการได้ทัน ไม่เอะอะหรือรีบเร่งโพล่งปฏิเสธออกไป แต่ดวงตาสวยคมก็วาววับด้วยความไม่พอใจส่งไปยังคนพูด

“ว่าไงล่ะ ตกลงเจ้าเป็นผู้ชายจริงหรือไม่” ฟารีฟถามย้ำ ยกมือขึ้นกอดอก

“ข้าเป็นผู้ชาย แต่ข้าอยู่กับแม่ของข้าตามลำพัง เลยอาจทำให้ข้ามีท่าทางเหมือนผู้หญิง ว่าแต่ท่านจะมาสงสัยตัวข้าไปทำไม ในเมื่อข้าไม่ได้รู้จักพวกท่านสักนิด” เสียงห้าวเหมือนเด็กเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มตอบกลับ พยายามเมินหลบสายตาคมๆ สองคู่นั้นพัลวัน

“ก็เพราะข้าจะรับเจ้าเป็นลูกน้องข้ายังไงล่ะ เจ้าจะตกลงหรือไม่” ฟารีฟบอกความจำนงทันทีและไม่คิดจะปล่อยให้แม่สาวน้อยมูนาระหกระเหินอยู่กลางทะเลทรายตามลำพังอีกแล้ว

“ข้าไม่อยากเป็นลูกน้องของท่าน” มูนาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเกือบจะกระชาก สาวเท้าก้าวถอยหลังจนไปสะดุดเนินทรายจนล้มลงไป แต่มีอ้อมแขนแกร่งถลาเข้ามารับไว้ได้ทันก่อนที่หญิงสาวจะล้มหงายหลังลงไปนอนคลุกเม็ดทราย

“ปล่อย! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” ตามประเพณีหญิงชายไม่ควรอยู่ใกล้กันหรือแม้แต่แตะต้องตัวกัน มูนาจึงร้องสั่งเสียงหลง โดยลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองต้องดัดเสียงให้เป็นผู้ชาย ทำให้เสียงที่เปล่งออกไปจึงแหลมสูง เรียกรอยยิ้มให้กับหนุ่มอาหรับทั้งสามไม่น้อย แต่ก็ไม่มีใครคิดจะทักท้วงว่ารู้เท่าทันมุกของพ่อหนุ่มน้อย

“ปล่อยตอนนี้ เจ้าก็ลงไปนอนคลุกทรายสิ หรือเจ้าชอบคลุกทราย” ขาดคำฟารีฟก็ปล่อยมือทันที

“โอ๊ย! ท่านปล่อยข้าทำไมกัน ข้าเจ็บไปหมดแล้ว” คนพูดยันตัวลุกขึ้นพลางปัดทรายออกจากตัว ก่อนจะก้มลงไปหยิบห่อผ้าพร้อมกริช แต่กริชกลับถูกมือใหญ่มาฉวยเอาไปเสียก่อน มูนาหันมองด้วยความไม่พอใจ

“เอากริชของข้าคืนมานะท่าน” เจ้าของกริชออกคำสั่งเสียงกระชาก ดวงตาคมสวยวาววับ ส่วนฟารีฟก็ก้มลงเพ่งมองกริชโดยเฉพาะด้ามกริชที่สลักชื่อเอาไว้ มุมปากหยักกระตุกยิ้มพอใจกับชื่อที่สลักอยู่ที่ด้ามกริช

“ข้าไม่คืนให้ จนกว่าเจ้าจะยอมตกลงเป็นลูกน้องของข้า” ฟารีฟยื่นข้อเสนอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

“ท่านมีสิทธิ์อะไรมายื่นข้อเสนอแบบนี้กับข้า ในเมื่อกริชนั้นเป็นของข้า” มูนาบอกเสียงกระชากห้วน ดวงตาคมสวยวาววับด้วยแรงโทสะ เกิดมาเธอยังไม่เคยพบเคยเห็นผู้ชายหน้าด้านแบบนี้มาก่อนเลย แต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ในเมื่อกริชเล่มนั้นคือตัวแทนความรักที่บิดามีให้เธอ และเธอไม่มีวันให้กริชเล่มนั้นตกไปอยู่ในมือของใครแน่

“ก็ข้าเป็นคนเก็บได้ก่อนเจ้า กริชนี้ก็ต้องเป็นของข้าสิ แต่ถ้าเจ้าอยากได้คืน เจ้าก็ตกลงเป็นลูกน้องของข้าก่อนสิ”

“ข้าไม่อยากเป็นลูกน้องของใคร เพราะชีวิตของข้า ข้าจะเป็นคนลิขิตเอง แล้วที่สำคัญกริชนั้นท่านเป็นคนแย่งไปจากข้า ท่านเอาของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้” มูนาโต้กลับด้วยความโมโห นึกอยากจะเดินหนีๆ ไปเสียให้พ้น แต่จำต้องทนเพราะเธออยากได้กริชที่บิดามอบให้คืนมาเสียก่อน

“เสียใจด้วยมูนา เพราะจากนี้ไปข้าจะเป็นคนลิขิตชีวิตเจ้าด้วยมือของข้า” ฟารีฟกระตุกยิ้มร้าย แต่มูนาไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มนั้น นอกเสียแววตาคมดุจเหยี่ยวที่เจ้าเล่ห์เกินจะทน

“ใครใช้ให้ท่านมาเรียกชื่อของข้า”

“ก็ข้าอ่านจากด้านกริชนี่ไง แต่แปลกชื่อของเจ้าเหมือนชื่อผู้หญิงเสียมากกว่า ข้าชักสงสัยเจ้าขึ้นมาอีกแล้วสิว่าตกลงเจ้าเป็นชายหรือหญิงกันแน่” ฟารีฟขยับเท้าเข้าไปใกล้พ่อหนุ่มน้อยที่ถอยพรืดด้วยความตกใจ

“ท่านจะทำอะไร!” ดวงตาคมสวยเบิกกว้าง เร่งสาวเท้าถอยหนีใบหน้าของชายหนุ่ม ที่เธอก็อยากจะรู้จริงๆ ว่าใบหน้าที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้ากัฟฟีเยนั้นจะเป็นเช่นไร แต่คงจะหน้าตาเยี่ยงมหาโจรเป็นแน่แท้ ถึงได้มารยาททรามเช่นนี้

“ข้าจะพิสูจน์ตัวเจ้ายังไงเล่า” ฟารีฟเน้นเสียงโทนต่ำลง แล้วไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกตื่นเต้นนัก ยามจะได้เข้าใกล้แม่สาวน้อยนามว่ามูนาที่กำลังพยายามจะปกปิดว่าตัวเองเป็นหญิง ดวงตาของมูนาขยายกว้างมากขึ้น จากนั้นก็หันหลังแล้ววิ่งหนีไป ฟารีฟถึงกับสบถลั่น แล้วเร่งฝีเท้าตามติดหญิงสาวโดยมีราฮิมและคอลิดคอยมอง ก่อนจะจูงม้าของฟารีฟตามคนทั้งสองไป


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha