จอมโจรร้อนรัก [จบแล้ว]

โดย: วรัมพร,หงสรถ



ตอนที่ 12 : จอมโจรร้อนรัก ตอนที่ 5-2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 “ดวงตาของเจ้า สวยเหมือนผู้หญิงเสียจริง” ฟารีฟเอ่ยชมไปตามน้ำ    มูนาลอบพ่นลมหายใจออกมา เมื่ออีกฝ่ายยังไม่รู้ว่าเธอคือผู้หญิง และงานนี้คงต้องขอบคุณเสื้อผ้าของท่านพ่อที่เธอแอบไปหยิบมาเพื่อใช้อำพรางตัวในการหนีจากกองคาราวานของท่านรามินทร์

“ท่านอย่ามาวิจารณ์ข้า แล้วก็ปล่อยข้าเสียที ชายกับชายจะมากอดกันแบบนี้ได้อย่างไร ท่านไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรือ” มูนาเร่งหาข้ออ้าง เพราะดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า เมื่ออ้อมแขนแข็งแรงไม่ยอมปล่อย

“ทำไมข้าต้องอาย” ฟารีฟตอบหน้าตาย แกล้งยื่นหน้าเข้าใกล้หญิงสาว แล้วพ่นลมหายใจรดปลายจมูกโด่งรั้นที่นูนเด่นผ่านผ้าฮิญาบ

“ท่านนี่! เป็นพวกผิดเพศแน่ๆ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้” พูดจบมูนาก็ยกสองมือของตนผลักออกกว้างออกสุดกำลัง จนอีกฝ่ายเซถลาล้มลงไปกองกับผืนทราย เพราะไม่ทันได้ตั้งตัว อีกทั้งฟารีฟก็ทะนงตัวมากเกินไป ไม่คิดว่าหญิงสาวในคราบของหนุ่มน้อยจะแรงเยอะถึงเพียงนี้ ส่งผลให้คอลิดกลั้นยิ้มเอาไว้แทบตาย

“นี่เจ้า! เจ้ากล้าทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือ” ฟารีฟคำรามลึก ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองหญิงสาวในคราบหนุ่มน้อยตาลุกวาว ซ้ำยังเสียหน้าไม่น้อยที่ถูกผู้หญิงแรงเท่ามดผลักจนล้มหน้าแทบคะมำ

“ก็ท่านทำร้ายข้าก่อน” มูนาเถียงกลับทันควร ดวงตาคมสวยวาววับด้วยความกรุ่นโกรธ แต่ก็อดใจแปลกใจตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดอ้อมกอดของชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้อบอุ่นนัก...อบอุ่นเหมือนอ้อมกอดใครบางคนที่เคยโอบกอดเธอ ยามเมื่อเธอเป็นเด็กตัวเล็กๆ

“เจ้านี่เถียงได้ทุกคำ”

“ข้าก็เป็นของข้าแบบนี้มาตั้งแต่เกิด”

“ฮึ!” ฟารีฟร้องออกมาคำเดียวสั้นๆ แล้วก้มมองเม็ดทรายที่ติดตามเสื้อผ้า โดยมีคอลิดเดินจูงม้าเดินเข้ามาใกล้ๆ เพื่อช่วยดูแลนายเหนือหัว

“เจ้าไม่ต้องช่วยข้า... คอลิด เพราะข้าจะให้เจ้าหนุ่มน้อยมูนาเป็นคนจัดการปัดทรายออกจากตัวข้าเอง” ฟารีฟปรายตามองไปยังคนต้นเรื่องที่เดินถอยห่างไปหลายสิบก้าว ขณะที่มูนาก็ชั่งใจว่าจะวิ่งหนีไปดีหรือไม่ นั่นเพราะใจเธอยังอยากได้กริชที่บิดามอบให้เสียก่อน เพราะมันคือสิ่งเดียวที่จะช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอไม่ให้ย่อท้อต่ออุปสรรคข้างหน้า ที่เธอก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะต้องพบเจอกับอะไรอีกบ้าง แล้วหากว่าเธอยอมตกปากรับคำไปเป็นเด็กรับใช้ของชายหนุ่มหน้าตาเยี่ยงมหาโจรคนนี้ ลมหายใจของเธอจะยืดยาวสักแค่ไหนกันเชียว ในเมื่อขึ้นชื่อว่า โจรก็มีสิทธิ์ตายได้ทุกวินาที

“เจ้าจะเดินหนีข้าไปไหน... มูนา” เสียงกร้าวดังขึ้น ทำให้คนที่ตกอยู่ภวังค์เงยหน้ามองไปยังต้นเสียง แววตาวาววับด้วยความไม่พอใจ นี่ขนาดว่าเธอยังไม่ได้ตกปากรับคำเป็นเด็กรับใช้ คนหน้าตาเยี่ยงโจรยังจิกเรียกเธอขนาดนี้ แล้วต่อไปจะเป็นเช่นไรเล่า หากเธอยอมเป็นเด็กรับใช้ของเขา

“ข้าก็จะไปตามทางของข้าน่ะสิ” มูนาเหลียวมาบอกแล้วหมุนตัวก้าวเท้าเดินต่อไป จึงไม่ทันเห็นใบหน้าขึ้งโกรธของอีกฝ่าย ที่ไม่พอใจเหลือเกินที่หญิงสาวไม่ยอมไปด้วยง่ายๆ  แล้วสาวเจ้าไม่รู้หรือไรว่าหนทางข้างหน้าที่ย่ำเท้าไปนั่นมีแต่อันตรายรอบกาย ทั้งสัตว์มีพิษที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนทราย แล้วไหนจะยังมีโจรทะเลทรายนั่นอีก

“ทำยังไงดีครับฟารีฟ ดูท่าพ่อหนุ่มน้อยของท่านจะดื้อเอาการอยู่นะครับ” คอลิดออกความเห็นพร้อมกลั้นยิ้มเอาไว้ เพราะเขาได้ยินเสียงถอนหายใจจากนายเหนือหัวเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ตั้งแต่ได้พบหน้ากับลูกสาวคนเล็กของท่านโมฮัม

“ก็ตามไปสิ! แต่เจ้าขี่ม้าของเจ้านำหน้าไปก่อนได้เลย ข้าขอจัดการคนดื้ออีกสักพัก” ฟารีฟออกคำสั่งเสียงห้วนจัดแล้วขึ้นหลังม้าคู่ใจ ตบเท้าเบาๆ เจ้าม้าสีดำทมิฬคู่ใจก็วิ่งเหยาะๆ ตามหญิงสาวร่างบางไปทันที ส่วนมูนาเมื่อรู้ว่ามีเสียงม้าดังตามหลังมา เจ้าตัวก็ออกแรงวิ่งในทันทีเช่นกัน โดยไม่ทันระวังตัวเมื่อหนทางเดินหน้าเป็นเนินทราย ทำให้หญิงสาวกลิ้งตกลงไป

“ว้าย! …อุ๊บ...” มูนาเร่งยกมือตะปบปากตัวเองไว้ได้ทัน ก่อนที่เธอจะหลุดคำอื่นๆ ออกมา จากนั้นก็พยุงตัวลุกขึ้นแต่ข้อเท้าของคงจะพลิกระหว่างที่กลิ้งตกจากเนินทราย ทำให้พยุงตัวลุกขึ้นลำบากนัก ขณะเดียวกันนั้นม้าตัวหนึ่งสีดำดูน่าเกรงขามไม่ต่างจากคนบนหลังม้าก็ควบม้ามายืนอยู่บนเนินทราย ลูกที่เธอเพิ่งจะกลิ้งตกลงมา มูนาขยับตัวถอยพรืด ยอมรับว่าหวาดกลัวผู้ชายคนนี้เต็มหัวใจ มิหนำซ้ำกริชที่บิดามอบให้ก็ไม่อยู่กับตัวแล้วด้วย มือเล็กๆ เคลื่อนไปกอบกำทรายไว้เต็มมือ เพื่อใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวหากอีกฝ่ายคิดบุกเข้าถึงตัวเธออีกครั้ง

“เป็นอย่างไรบ้างล่ะเจ้า” ฟารีฟเอ่ยถามคล้ายจะเป็นห่วง หากแต่น้ำเสียงที่ดังออกไปกลับเยาะเย้ยพอสมควร เรียกให้คนที่กลิ้งตกเนินทรายส่งประกายตาวาววับด้วยความโกรธเคือง เพราะหากไม่ใช่เขาขี่ม้าตามไล่เธอ เธอก็ไม่ต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้

“อย่ามาแกล้งทำเป็นห่วงข้า ข้าไม่ยินดีกับความห่วงใยปนเยาะเย้ยของท่านหรอก ส่วนท่าน รีบๆ ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะได้ไปตามทางของข้าบ้าง” มือเล็กปัดเม็ดทรายที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าออกไปด้วย ขณะที่ออกคำสั่งกับชายหนุ่มหน้าตาเยี่ยงมหาโจร

“ไปตามทางของเจ้างั้นหรือ” ฟารีฟเลิกคิ้ว

“ก็ใช่น่ะสิ ท่านนี่พูดจาไม่รู้หรืออย่างไร ข้าบอกให้ท่านรีบๆ ไปเสีย”  มูนาบอกเสียงฉุนๆ ขยับเท้าที่เจ็บจะก้าวเดินหนีต่อไป แต่ก็ต้องหน้าเหยเกเพราะข้อเท้ามันปวดแปลบขึ้นมา จนเจ้าตัวเซล้มลงไปกองกับพื้นทรายอีกครั้ง

“เอาตัวเองยังไม่รอด นี่เจ้ายังคิดออกคำสั่งกับข้าอีกอย่างนั้นหรือ...   มูนา” เจ้าของเสียงโดดลงจากหลังม้าเดินเข้าไปพยุงหญิงสาวในคราบหนุ่มน้อยให้ลุกขึ้น หากแต่มูนาขยับตัวหนี แล้วเหลียวมองไปยังอีกคนที่ควบม้าวิ่งห่างออกไป ด้วยดวงตาฉงน

“คนของท่านไปนู่นแล้ว ท่านจะมัวมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เล่า” แม้ใจอยากจะขอความช่วยเหลืออยู่หรอก แต่ก็ห่วงความปลอดภัยของตัวเองมากกว่า ทำให้หญิงสาวจำใจเอ่ยบอกในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจออกไป เพราะรอบๆ กายของเธอคงจะหาใครมาช่วยเหลือเธอไม่มีอีกแล้ว นอกเสียจากเขาคนนี้ แต่เธอ...ไม่ไว้ใจเขาสักนิด

“ก็ข้าเป็นสั่งให้คนของข้าไปเอง แล้วเจ้าจะทำไม” ฟารีฟย้อนถามเสียงดุ ขยับเข้าไปประคองร่างเล็กที่เอาแต่ถอยหนีประหนึ่งว่าเขาคือยักษ์มารที่ไม่ควรเข้าใจ

“ก็แล้วทำไมท่านไม่ไปด้วยเล่า อีกอย่างข้าก็บอกแล้วว่าข้าจะไปตามทางของข้า”

“ฮึ! เจ้านี่ช่างอวดเก่งนัก เอ...หรือเจ้าโง่กันแน่ล่ะ ถึงไม่รู้ว่าหนทางที่เจ้าจะเดินไปมันมีแต่อันตราย แล้วเจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะมีปัญญาไปต่อกรกับพวกโจรทะเลทรายได้ ลำพังแค่เดินเจ้าก็ยังระวังตัวไม่เป็นเลย” ฟารีฟเอ่ยเยาะหยัน ดวงตาคมกริบฉายแววขบขันกับดวงตาขุ่นมัวของอีกฝ่ายที่กำลังจ้องมองมาที่เขาเขม็ง

“แล้วตัวท่านล่ะ มิน่ากลัวไปกว่าพวกโจรที่ข้าจะไปพบเจอหรือไร” มูนาย้อนกลับเสียงขุ่น

“ถ้าข้าน่ากลัวอย่างที่เจ้าว่า ป่านนี้เจ้าไม่มีลมหายใจมายืนเถียงข้าฉอดๆ อยู่แบบนี้หรอก” พูดจบฟารีฟก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา มูนาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ด้วยหาคำมาโต้แย้งผู้ชายคนนี้ไม่ได้

“หุบปากได้แล้วหรือ” เสียงถากถางที่ดังขึ้น ทำให้คนที่ยืนเม้มปากนึกอยากจะหาของมีคมมาฟาดฟันคนตรงหน้าให้สิ้นใจเสียเดี๋ยวนี้ “ฮึ! สงสัยจะหุบปากได้แล้วจริงๆ” เสียงเข้มดังขึ้นมาอีกครั้ง

“เอ๊ะ!

“อย่ามาทำเสียงแบบนี้ใส่ข้า เพราะข้าไม่ได้ใจดีนักหรอก แล้วก็จำเอาไว้ว่าต่อจากนี้ไปเจ้าคือคนรับใช้ของข้า แล้วกฎข้อแรกที่เจ้าต้องจำเอาไว้ก็คือ เจ้าต้องทำตามคำสั่งของข้าทุกอย่าง” เหยี่ยวดำแห่งบาลายูดาประกาศกร้าว ส่งผลให้คนที่ถูกประคองขึ้นจากเนินทรายที่เพิ่งจะกลิ้งตกลงไปสะบัดตัวออกทันที แต่ฝ่ามือหนาและหยาบกร้านไม่ยอมปล่อย ทำให้มูนาในคราบของเด็กหนุ่มได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจออกมา

“เจ้านี่ ทำท่าทำทางราวกับเป็นผู้หญิง”

“มันเรื่องข้า แล้วท่านก็ฟังเอาไว้ว่าข้าไม่ยอมเป็นคนรับใช้ของท่านเด็ดขาด”

“ถ้างั้นข้าจะทิ้งให้เจ้าหนาวตายอยู่ที่นี่ แล้วก็รอให้นกกามาจิกกินเนื้อตัวของเจ้า” ฟารีฟบอกเสียงเหี้ยม กระแสเสียงน่าสะพรึงกลัวจนคนฟังรู้สึกหนาวยะเยือกในอกอย่างบอกไม่ถูก ใช่สิ ถ้าหากเธอยังบาดเจ็บอยู่แบบนี้ เธอคงไม่มีวันไปถึงหมู่บ้านบาลายูดาเป็นแน่

“ว่าไง ตกลงเจ้าจะยอมเป็นคนรับใช้ของข้าหรือไม่” ฟารีฟย้ำพร้อมปล่อยมืออกจากไหล่ของหญิงสาวในคราบหนุ่มน้อย   มูนาซวนเซเพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า วินาทีต่อมาก็ล้มลงไปกองกับพื้นทราย จังหวะนั้นเองที่สายตาคมกริบปราดมองเห็นอะไรบางอย่างภายใต้ผืนทรายห่างจากที่หญิงสาวล้มลงไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว ก่อนที่กริชจะถูกดึงออกจากฝักแล้วพุ่งเข้าใส่สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในผืนทราย

“ท่าน! ท่านจะข้าฆ่าหรือไร ขะ...ข้า… ข้ายอมเป็นคนรับใช้ของท่านก็ได้ ทะ...ท่านอย่าฆ่าข้าเลย” มูนาตะโกนก้องสุดเสียงหลังเงยหน้าขึ้นมาเห็นกริชคมวับ หลับตาปี๋ เสียงบางอย่างลอยหวือไปตามแรงลมเฉียดร่างของเธอไป หญิงสาวรอจนแน่ใจว่าร่างกายไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดอะไรจึงลืมตาขึ้นมา เธอเห็นร่างสูงใหญ่กำลังก้มลงไปหยิบกริชขึ้นมาเช็ดคราบเลือด จากนั้นจึงได้เหลียวมองที่มาของเลือด

“เจ้าอยู่นิ่งๆ” ฟารีฟตะคอกสั่ง

“งูหรอกหรือท่าน” คนที่คิดว่าตัวเองจะถูกฆ่าตายกลางทะเลทรายเอ่ยถามเสียงสั่นเทา แต่ก็แอบโล่งใจไม่น้อยที่เธอไม่ถูกงูร้ายกัด

“ใช่มันคืองู แต่เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้ายอมตกลงเป็นคนรับใช้ของข้าแล้ว เจ้าอย่าผิดคำพูดเด็ดขาด มิฉะนั้นข้าจะปล่อยให้เจ้าถูกงูกัดตายอยู่กลางทะเลทราย” ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นดวงตาคมสวยวาววับขึ้นมาอีกครั้ง


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha