ชู้นอกหัวใจ

โดย: รัชริล



ร่วมแชร์นิยาย ให้กำลังใจนักเขียนกันเถอะ =D


ตอนที่ 2 : ตำตาตำใจ - 2


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

 “อ้าว! จะรีบกลับแล้วเหรอ? อะไรกันเพิ่งมาแป๊บเดียวเอง” ศกุนตลาแย้ง ชายหนุ่มทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ

“แล้วนี่ตกลงเราพักอยู่ที่ไหน? กับใคร? ทำไมถึงไม่ยอมไปพักอยู่ที่บ้านด้วยกัน? บ้านใหญ่ก็ออกจะกว้างขวาง จะได้รู้จักคุ้นเคยกับบรรดาญาติๆ ด้วย” ถามยาวเหยียดจนไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี

ริมฝีปากหยักคมคลี่ยิ้มจนสุดเหยียด จะให้เขาไปพักที่บ้านใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยบรรดาเครือญาติหลายสิบชีวิต ถึงจะดูอบอุ่น แต่ก็วุ่นวายชะมัด ไม่มีทางเด็ดขาด จึงเอ่ยปฏิเสธ

“พอดีผมรับปากจะเฝ้าบ้านให้เพื่อนระหว่างที่ไปดูงานน่ะครับ และอีกอย่างอยู่ที่นั่นก็สะดวกดี”  ที่สำคัญบ้านของไรวินมีความเป็นส่วนตัวสูง จะจัดงานปาร์ตี้ หรือจะพาสาวๆ เข้าออกก็ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใครด้วย

ศกุนตลาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“น้องๆ คงจะผิดหวัง แต่ยังไงพวกเราก็ดีใจที่สินธุ์ยอมมาทำงานด้วยกันที่นี่ ขอให้อยู่นานๆ นะจ๊ะ”

“ครับ ผมตั้งใจจะอยู่ไปจนกว่าจะเบื่อ”

“แล้วนี่เราขี้เบื่อขนาดไหนล่ะ?” สายตาขี้เล่นตั้งคำถาม ทุกครั้งที่มาเมืองไทย เขาจะอยู่ที่นี่นานๆ  โดยจะออกท่องเที่ยวทั่วไทยตามที่ได้วางการที่ได้วางไว้มาล่วงหน้า เมื่อใกล้เวลาจะเดินทางกลับนั่นแหละถึงได้แวะไปอยู่กับครอบครัวสักสัปดาห์หนึ่งเท่านั้น

“ก็ขึ้นอยู่กับที่เมืองไทย จะมีอะไรดึงดูดใจผมไว้ได้หรือเปล่า?” ยิ้มหวานอย่างนี้ไงเล่า คงทำเอาสาวๆ ใจละลายไม่น้อยทีเดียว ศกุนตลามองหน้าน้องชายเจ้าเสน่ห์ ที่มีใบหน้าคมเข้มตามแบบฉบับหนุ่มอิตาเลี่ยนผสมผสานกับสายเลือดไทย ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบเขียวภายใต้กรอบตาลึก ล้อมรอบด้วยขนตางอนเช้งเหมือนอย่างคุณฟาร่าอาสะใภ้ของเธอ คิ้วเข้มดำดกพาดเฉียงเหนือดวงตา สันจมูกโด่งเว่อร์แบบชาวตะวันตก ยังมีริมฝีปากหยักได้รูป ที่ทำให้ใบหน้านี้หล่อเหลาไร้ที่ติ ได้ข่าวว่าสมัยอยู่ที่อิตาลี่น้องชายเธอเคยรับจ็อบเป็นนายแบบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไร ด้วยหน้าตาที่หล่อคมคายสะดุดตา ยังจะรูปร่างสูงใหญ่ อกผึ่งผายไหล่กว้างที่แม้ใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ก็ยังดูไม่ธรรมดาเลย

“งั้นเรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะ” บอกพร้อมกับร่างสูงตวัดแขนโอบกอดเธออย่างเอาใจ ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในห้องอาหาร เพื่อจะได้ทำความรู้จักและร่ำลาญาติๆ ที่มากันอย่างคับคั่งที่เขายังท่องจำชื่อไม่หมด

ศกุนตลามองหาสามีที่เพิ่งมาถึงไม่นาน และตอนนี้ก็หายไปจากโต๊ะอย่างไม่ใคร่สบายใจนัก ชีวิตสมรสง่อนแง่นที่เธอไม่เคยปริปากให้ใครรู้ นับวันปัญหาก็จะยิ่งแยกเธอและสามีออกจากกันจนกลายเป็นห่างเหิน แต่เธอก็ยังพยายามที่จะประคับประคองมันไปให้ถึงที่สุด อย่างสุดความสามารถ

ร่างบางเดินเซน้อยๆ ช่วงขาเรียวยาวที่โผล่พ้นขอบชายกระโปรงสั้นแค่ครึ่งขาก้าวสะเปะสะปะ ผ่านชั้นวางของที่เรียงรายเป็นตับตรงไปหยุดลงหน้าตู้แช่เครื่องดื่ม มือที่จับที่เปิดประตูชะงักงัน เมื่อสบตากับใครบางคนในกระจกตรงหน้า ดวงตาปรือหรี่กะพริบอย่างเชื่องช้า กวาดตามองร่างสูงระหงโปร่งบางที่ยืนประจัน

หญิงสาวผมยาวหยิกสลวย ในชุดค็อกเทลเดรสสีแดงสั้น แสนเซ็กซี่ชวนตะลึง

เธอเป็นคนสวย...ใครก็เอ่ยชมด้วยคำนี้อยู่บ่อยๆ แถมยังสดใส น่ารัก ช่างพูด ช่างเจรจา เจ้าเสน่ห์

หากลงลึกลงไปในโปรไฟล์ส่วนตัว ครอบครัวของพิจิกาย้ายไปตั้งรกรากที่อเมริกาเมื่อสิบห้าปีก่อน เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่มีชื่อเสียงด้านเศรษฐศาสตร์ พอจบมาก็ได้ทำงานในบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนข้ามชาติ ด้วยตำแหน่งที่การันตีด้วยเงินเดือนสูงลิบลิ่ว

ความสวยเพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติ และรูปสมบัติ ควรที่จะกวักมือหยอยๆ เรียกให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เรียงแถวดาหน้ากันเข้ามาจีบ...และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เสียด้วย

แต่ผู้ชายที่เธอมีจิตปฏิพัทธ์ให้ กลับเป็นชายหนุ่มหน้าขรึมสวมแว่นแบบนักวิชาการ ไม่ได้ดูมีเสน่ห์แพรวพราวแต่อย่างใด ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เขามีเมียแล้ว...เมียเป็นตัวเป็นตนที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และอยู่ในสถานะคู่ผัวตัวเมียที่คนรับรู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง

ในขณะที่เธอผู้เปี่ยมล้นเพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติแสนเลิศเลอเพอเฟ็คในทุกด้าน...กลับเป็นได้เพียงแค่แฟนเก็บ...กิ๊กหรือแค่ผู้หญิงลับๆ ของเขาเท่านั้น

หญิงสาวชี้หน้าคนในกระจก

“ให้ตายเถอะพิจิ เธอนี่มันสิ้นคิดจริงๆ ผู้ชายมีมากมายเหมือนฝูงลิง จะควงทิ้ง เดทขว้างก็ยังไหว ทำไมต้องมาชอบเขาด้วยห๊า” ถามเสียงสูงอย่างโกรธกริ้วเล็กๆ ที่คนตรงหน้าช่างไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย

พนักงานในร้านที่กำลังจัดเรียงสินค้า โผล่หน้ามามองอย่างสงสัย เมื่อได้ยินเสียง

“มีอะไรให้ช่วยไหมคะคุณ?”

พิจิกาหันหน้าไปมองคนมีน้ำใจ ส่ายหน้าน้อยๆ ปฏิเสธไป จนอีกฝ่ายหายตัวไปตามหมู่ชั้นวาง ขาที่ไม่มั่นคงเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนกลับมายืนตั้งหลักอีกครั้ง

บ้าจริง...คนอะไรมายืนทะเลาะกับเงาของตัวเองในกระจก...ไม่บ้า ก็คงเมา

อื้ม! นั่นสินะ เธอคงจะเมาแล้ว

ไวน์ตั้งสี่แก้ว มากกว่าทุกครั้งที่เคยดื่ม เพราะคิดว่ามันจะช่วยให้ลืมเรื่องไม่สบายใจไปได้ แต่เปล่าเลย ในหัวหนักๆ มึนๆ หน่วง สติไม่เต็มร้อย โชคดีแค่ไหนแล้วที่ขับรถมาจนถึงมินิมาร์ทหน้าหมู่บ้าน โดยไม่ไปเฉี่ยวชนใครเข้า และไม่โดนพี่ๆ ตำรวจเรียกลงมาตรวจวัดแอลกอฮอล์ ถ้าเป็นอย่างนั้นคงจะขำไม่ออกแน่ๆ

มือเรียวยกขึ้นขยี้หัว จนพวงผมหยักยาวหนายุ่งเหยิง

ไม่เป็นไร...ไหนๆ ก็เมาแล้ว เอาให้มันหลับคาขวดไปเลยจะเป็นไร เพราะถ้าไม่เมาเธอก็คงนอนไม่หลับเป็นแน่ ใจมันคอยแต่จะคิดเรื่องที่ไม่สบายใจ พาลพาให้จิตตกเสียเปล่าๆ

 “หึๆ” หญิงสาวหัวเราะให้กับตัวเอง จะขำก็ไม่ใช่ จะเครียดก็ไม่เชิง...คนเมากับคนบ้า อาการน่าจะใกล้เคียงกัน และเธอก็ยืนอยู่บนเส้นแบ่งนั้นแบบหมิ่นเหม่

มือเรียวทาเล็บสีแดงมะกล่ำออกแรงดึงเปิดประตูตู้แช่ กวาดสายตามอง ก่อนเลือกที่จะหยิบเบียร์กระป๋องเขียวรสชาตินุ่มลิ้นสัญชาติเยอรมันออกมา

หนึ่ง...สอง...สาม...สี่...กี่กระป๋องดีล่ะ? ที่จะช่วยกล่อมสติให้หลับใหลไปโดยไม่ต้องย้ำคิดเรื่องที่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด

มือบางกวาดกว้านเอาเบียร์กระป๋องเท่าที่มีปัญญาหอบไหวเดินไปวางที่เคาน์เตอร์ พนักงานหน้าง่วงเงยหน้าขึ้นมามองเธอแว่บหนึ่ง ก่อนจะยิงบาร์โค้ดคิดราคา

เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น พร้อมกับใครบางคนที่ก้าวเข้ามาภายใน และทักทายราวกับรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี

อ้าว! คุณ ดื่มเบียร์ด้วยหรือครับนี่?” อีกฝ่ายว่า พร้อมฉีกยิ้มโชว์ฟันขาวจั๊วะตัดกับผิวเนื้อแดงดำของตัวเอง

ใบหน้างามหันไปหรี่ตามองผู้ชายในชุดเครื่องแบบสีฟ้าที่เอ่ยทักทาย พยายามระลึกว่าเธอกับเขาเคยรู้จักมักจี่กันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า?

“เมาหรือเปล่าครับนี่ ตาเยิ้มเชียว” มองเรือนร่างสูงโปร่งที่ยืนเอนตัวน้อยๆ อย่างนึกห่วง

“ไม่ม้าว” เสียงสูงตอบกลับไป พร้อมกับหัวเราะร่วนอารมณ์ดี

“อื้อหือ...ไม่เมา กลิ่นเหล้าหึ่งมาเชียว แล้วนี่มากับใครครับ?” ถามพร้อมกับกวาดตามองหา จำได้ว่าเจ้าตัวมักขับรถมินิคูเปอร์สีขาวเข้าออกอยู่คนเดียวบ่อยครั้ง นานๆ หรอกถึงจะเห็นมากับหนุ่มแว่นท่าทางภูมิฐานที่ไม่แน่ใจว่าใช่คนรักของเธอหรือเปล่ามาด้วยกัน

“มาคนเดียว”

“แล้วมายังไงครับนี่ ขับรถเองรึเปล่า? ถ้าเมาห้ามขับนะครับ ตำรวจจับปรับด้วย แถมยังติดคุกอีก วันก่อนคุณนิติกรซอยสาม ก็เพิ่งขับรถเสยรูปปั้นตรงปากทางเข้าสวนเพราะเมานี่แหละ”

หัวคิ้วสองข้างขมวดมุ่น เมื่อชื่อไม่คุ้นหูทั้งหลายผ่านเข้ามาในโสตประสาท ตกลงว่า เธอกับชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนพรีเซนเตอร์บนหลอดยาสีฟันดาร์ลี่นี่รู้จักกันหรือเปล่า ก็พอดีที่วิทยุเหน็บสะเอวของอีกฝ่ายดังขึ้นเสียก่อน

“อะไรนะ ทะเลาะกันใหญ่โตเลยหรือ? โอเคๆ จะรีบไปเดี๋ยวนี้” ฝ่ายนั้นก็ผลุนผลันออกไป ทิ้งให้เธอยืนงงอยู่หน้าเคาน์เตอร์แคชเชียร์เพียงลำพัง

“สามร้อยยี่สิบบาทค่ะ”

นิ้วเรียวคลี่แบงค์สีแดงยับๆ ในมือวางแปะลงที่เคาน์เตอร์

“ไม่ต้องทอน” บอกอย่างใจกว้าง แล้วก็หยิบเบียร์ขึ้นมากระป๋องหนึ่งดึงสลักเปิด

“แต่คุณยังจ่ายไม่ครบนะคะ”

มือที่กำลังจะยกเบียร์ขึ้นซดชะงักค้าง หน้ามุ่ย ก่อนจะส่ายหน้าไปมา

“ฉันมีเท่านี้แหละ งั้นเอากระป๋องเดียวก็ได้” บอกแล้วก็เดินตุปัดตุเป๋ผ่านประตูกลับมาหา หนูจี๊ด มินิคูเปอร์สีขาวคู่ใจที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด

“กุญแจ...กุญแจ” มือบางตบแปะๆ หาตามเนื้อตามตัว...แต่ก็ไม่พบ

ตายล่ะหว่า! หรือว่าเธอทำกระเป๋าหาย ในนั้นมีทั้งกุญแจรถ กุญแจบ้าน และยังจะกระเป๋าสตางค์ด้วย

พิจิกาพยายามดึงที่เปิดประตูแต่ก็เปิดไม่ออก...จึงชะโงกใบหน้าแนบกระจกมองเข้าไปข้างใน และก็พบว่าสมบัติประดามีทั้งหลายที่กำลังตามหาอยู่ข้างในนั้นทั้งหมด รวมถึงกุญแจก็วางแหมะไว้ที่เบาะข้างคนขับนั่นเอง

“แล้วฉันจะกลับบ้านยังไงนี่?” ถามตัวเอง พร้อมเกาหัวแกร็กๆ จนผมยุ่งเหยิง มองไปรอบๆ เพื่อหาผู้ช่วย แต่ก็ไม่เห็นใคร จึงกระดกกระป๋องเบียร์ซดไปอึกใหญ่หวังว่าจะคิดออก...แต่ก็คิดไม่ออกอยู่ดี

“อื้ม...เมาไม่ขับนี่นา...ว่าแต่เราเมาแล้วเหรอ?” ถามคนเมา ไม่มีใครยอมรับหรอกว่าตัวเองเมา แต่จนด้วยหนทางที่เธอจะแงะงัดเอาสมบัติข้างในออกมาได้ ซิคิวริตี้หนุ่มในชุดสีฟ้าหน้าหมู่บ้านก็หายไปไหนแล้วไม่รู้

เดินเอาก็ได้ว่ะ...ไหนๆ พระเจ้าก็ประทานสองขามาให้เดินแล้วนี่นา คิดได้ดังนั้นแล้วเท้าเรียวที่ซุกในคริสเตียนลูบูแตงคู่เก่งก็ออกก้าวเดินอีกครั้ง แม้จะเซน้อยๆ แต่ก็ยังสามารถทรงตัวอยู่บนส้นสูงหกนิ้วได้อย่างเหลือเชื่อ

+++++++++

 

นิ้วเรียวยาวเคาะพรมลงบนพวงมาลัย พร้อมโยกหัวไปตามจังหวะเพลงที่ดังจากเครื่องเสียงชั้นดีภายในรถซีดานขนาดใหญ่ อันจะเป็นพาหนะที่เขาใช้ในเมืองไทย ระหว่างที่เจ้าของตัวจริงไปดูงานที่อเมริกา

ตอนนี้ฟรานเชสโก้ก็เริ่มจะคุ้นชินเจ้า  Lexus LS460L สีดำปลอดคันนี้แล้วหลังจากที่ได้ขับมาสองสามวัน แม้ก่อนหน้านั้นจะคุ้นมือก็แต่รถยุโรปพวงมาลัยด้านซ้ายเสียเป็นส่วนใหญ่

อันที่จริงที่บ้านของนายเอนกผู้เป็นลุงมีรถอยู่หลายคัน และคงไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะหยิบยืมมาใช้สักคันหนึ่ง แต่เขากลับรู้สึกเกรงใจ เช่นเดียวกับการเลือกมาพักอาศัยที่บ้านของไรวินในเวลาที่เจ้าตัวไม่อยู่ ก็ทำให้เขารู้สึกสะดวกใจ และสบายใจมากกว่า นั่นอาจเป็นเพราะว่า เขาไม่คุ้นเคยกับการอยู่อาศัยรวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ และต้องการความเป็นส่วนตัวมากกว่าจะอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยเครือญาติ แม้ว่าทางนั้นจะต้อนรับขับสู้เขาด้วยดีมาตลอดก็ตาม

บ้านของไรวินอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์ที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะถนนสี่เลน สปอร์ตคลับ สวนสาธารณะ และไม่ได้อยู่ห่างจากตัวเมืองจนเกินไป แถมภายในโครงการยังร่มรื่น ปลูกต้นไม้สีเขียวพันธุ์แปลกๆ หายากไว้โดยรอบ เวลาที่ขับรถเขาจึงชอบมองต้นไม้สองข้างทาง สำหรับเขาแล้วนอกจากจุดหมายที่ต้องเดินทางไปให้ถึง การเก็บเกี่ยวระหว่างการเดินทางคืออีกสิ่งหนึ่งที่นักผจญภัยทั้งหลายชอบนัก เขาคิดว่าสิ่งเหลานี้อาจจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเองได้ในสักวันหนึ่ง

แล้วจู่ๆ สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่น่าหวาดเสียวเสียจนต้องรีบกระทืบเท้าลงบนคันเบรกจนหัวทิ่ม

“เฮ้ๆ อย่านะ?” เสียงร้องอุทานก่อนจะรีบเปิดประตูลงไปอย่างรวดเร็ว

 

 

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

สนับสนุนนักเขียนนิยาย

ร่วมเป็น 1 ในผู้สนับสนุนนักเขียนท่านนี้ ด้วยเหรียญกำลังใจกันเถอะ :)



ข้อความจากนักเขียน :

"ขอบคุณที่สนับสนุนค่า ^^"

รัชริล


ไม่ต้องใช้ Net ก็อ่านนิยายได้ ด้วยแอพ NiyayRak.com บน Android และ iOS

captcha