ดาวยั่ว

โดย: รมย์ธีรา



ตอนที่ 1 : ข่าวร้าย


ตอนต่อไป

ณ. ประเทศฝรั่งเศส เวลา 23.00 น. โดยประมาณ เสียงเพลงกระหึ่มดังกึกก้องลั่นที่บ้านพักย่านชานเมืองผู้คนเกือบสิบคนกำลังสนุกอยู่กับการดื่มด่ำสุราที่เจ้าของบ้านเตรียมไว้ หญิงสาวอายุวัยยี่สิบห้าปีผู้เป็นเจ้าของบ้านจัดงาน เธอมีผมยาวสีน้ำตาลไหม้เดินถือแก้วเหล้าด้วยรอยยิ้มแววตาของหล่อนหวานฉ่ำริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงฉูดฉาด

ดวงตากรีดขอบตาดำดูโฉบเฉี่ยว หล่อนสวมชุดเกาะอกติดกับกางเกงขาสั้นจู๋เนื้อผ้าเป็นหนังแนบเนื้อทั้งตัวเย้ายวนสายตาหนุ่มๆที่มาร่วมงาน นามของเธอผู้นั้นคือ ประกายดาว มงคลวิวัฒน์ หรือ ดาว หญิงสาวที่มาเรียนต่อปริญญาโทที่ฝรั่งเศส

“ดาว เมื่อไรเธอจะใจอ่อนกับฉันสักที” เสียงชายหนุ่มตาสีน้ำข้าวผู้เดินเข้า

มาโอบประชิดตัวหญิงสาวพร้อมก้มลงจูบไซ้ที่บ่าอย่างจาบจ้วงสายตาของเขาจับจ้องมองความอวบอิ่มของหล่อนราวกับจะกลืนกินด้วยหมายอยากจะได้สาวเจ้าไว้ในครอบครอง

“ก็เมื่อคุณเลิกอยากจะได้ดาวไงล่ะ ดาวไม่ชอบให้ใครตามตื้อ แต่ชอบวิ่งไล่ตามมากกว่า” หล่อนหันกลับไปบอกเพื่อนชายพร้อมจับมือไม้ที่โอบรอบตัวออกอย่างช้าพร้อมรอยยิ้มเย้ายวนใจ

“ก็แล้วเมื่อคุณจะเลิกยั่วยวนผมสักทีล่ะ รอยยิ้มแบบนี้ผมจะอดใจไม่รักคุณได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มยังไม่ล้มเลิกความพยายามเขามุ่งมั่นที่จะจีบหญิงสาวมาหลายเดือนแต่ก็ยังไม่เคยได้เข้าไปอยู่ในใจทำได้ก็แค่เพียงจับมือจูบทักทายแบบเพื่อนเท่านั้นเอง

“เปล่ายั่วสักหน่อย ก็คนมันเซ็กซี่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรทำไงได้” หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมชม้ายตามองอีกฝ่ายช้อนสายตาเย้ายวนตามนิสัย เธอมักสนุกที่ได้เห็นสายตาละห้อยของผู้ชายที่ได้แค่มองแต่ไม่เคยได้ชิม

ขณะที่ประกายดาวเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการที่ถูกเพื่อนชายจอมตื้อไม่ยอมปล่อยให้เดินไปไหนเสียงของเพื่อนสาวก็เหมือนระฆังช่วยไว้

“ดาว... ดาว... โทรศัพท์”

ดาวรีบปลีกตัวออกจากเพื่อนชายแล้วเดินเข้าไปหาเพื่อนสาวในทันทีพร้อมส่ายหน้าแสดงให้เพื่อนสาวรู้ว่าหล่อนรำคาญแค่ไหน “ขอบใจนะ โมที่เข้ามาช่วย”

“เปล่าช่วย โทรศัพท์จริงๆ” โมริสา แคนซรี หญิงสาวลูกครึ่งฝรั่งเศสผู้มีเรือนผมสีดำเหมือนคนไทยแต่ใบหน้าและโครงร่างเป็นฝรั่งนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเพื่อนสนิทของประกายดาวส่ายหน้าพร้อมยื่นโทรศัพท์มือถือให้

“เหรอ ขอบใจ” ประกายดาวรับสายแล้วเดินหลบหลีกเสียงดังเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง โดยไม่รู้เลยว่าผู้ที่อยู่ปลายสายมีเรื่องร้ายแรงแจ้งให้เธอได้รับรู้

หลายวันต่อมา ณ. สนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทย

ประกายดาวรีบเดินทางกลับมาหลังจากได้รับข่าวร้ายจากโทรศัพท์ทางไกล นัยน์ตาของเธอแดงก่ำสวมชุดสีดำสนิทรวบผมไว้ด้านหลัง ใบหน้าแต่งแต้มสีบางเบามาพร้อมกับโมริสา เพื่อนสาวที่เดินทางกลับมาเป็นเพื่อน

“หนูดาว... หนูดาว...” เสียงของผู้หญิงที่กำลังยืนโบกไม้โบกมือรอผู้ที่เดินทางมาใบหน้าของเธอดูเศร้าหมองสวมชุดสีดำสนิทรอรับอยู่

“น้าวรรณ...” ประกายดาวเดินเข็นรถไปหาพร้อมโผเข้ากอดหญิงสูงวัยซึ่งเป็นน้องสาวของมารดา และเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเธอตั้งแต่มารดาจากไป

“มาแล้วเหรอหนูดาว โธ่ๆๆ... กลับมาทั้งทีต้องกลับมาเจอกันแบบนี้ไม่น่าเล้ย” มณีวรรณรับขวัญหลานด้วยการกอดตอบรับพร้อมจับเนื้อจับตัวลูบใบหน้าของหลานสาวด้วยความห่วงใยปนสะเทือนใจที่ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งในสถานการณ์แบบนี้

“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคุณพ่อถึงคิดสั้น” ดาวเสียงสั่นเอ่ยถามคำแรกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพยายามบังคับน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมาในที่สาธารณะ

“น้าว่าเราไปคุยกันที่บ้านดีกว่าจะได้บอกรายละเอียด” วรรณทำหน้าเครียดไม่ประสงค์จะพูดถึงเรื่องการจากไปของพี่เขยในที่สาธารณะเพราะเกรงว่าหลานสาวจะทำใจยอมรับไม่ได้

“แล้วงานศพ...” ดาวพยักหน้าเบาๆ หมายใจจะไปเคารพศพบิดาก่อนเข้าบ้าน

“น้าจัดการให้แล้วไม่ต้องห่วง หนูดาวคงเดินทางมาเหนื่อยๆกลับบ้านเถอะลูก ไว้อาบน้ำอาบท่าพักผ่อนสักประเดี๋ยว แล้วเราค่อยไปที่วัดพร้อมกัน” หญิงสูงวัยยิ้มบางๆจับมือหลานสาวขึ้นมาเหมือนให้กำลังใจผู้ที่สูญเสียด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย

“ก็ได้คะ” ดาวพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วหันไปหาเพื่อนสาวที่ยืนเงียบๆอยู่ไม่ห่างพลางส่งอีกมือไปจับข้อมือของเพื่อนรักเชิงวิงวอนกึ่งบังคับให้มากับตนเอง “โม ตัวไปกับเรานะ เราอยากมีเพื่อนอยู่ด้วย”

“ได้สิ ถึงตัวไม่ชวน เราก็ว่าจะขอไปด้วยอยู่แล้วล่ะ เราไม่ปล่อยให้ตัวไปคนเดียวหรอก” โมริสาพยักหน้าพร้อมบีบมือตอบกลับ หลังจากนั้นทั้งสามก็ไปที่รถแล้วมุ่งตรงไปยังบ้านตระกูลมงคลวิวัฒน์เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ          ผู้จากไป

เกือบสองชั่วโมงรถตู้คันหรูก็ขับมาจอดหน้าบ้าน ทั้งสามเดินเข้ามาภายในบ้านหลังใหญ่ราวกับวังถูกตกแต่งประดับประดาอย่างดีทั้งไม้สักและเฟอร์นิเจอร์ราคาสูง เหล่าคนรับใช้ต่างมารอรับคุณหนูของพวกเธอกลับบ้านด้วยใบหน้าที่   เศร้าสลด

“มาถึงเหนื่อยๆทานน้ำสักหน่อยนะลูก” มณีวรรณเชื้อเชิญให้หลานสาวนั่งที่เก้าอี้เมื่อสาวรับใช้น้ำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ

“ขอบคุณค่ะ แต่ดาวทานอะไรไม่ลง เกิดอะไรขึ้นคะน้าวรรณ” แต่ในอารมณ์นี้ดาวไม่มีอารมณ์จะดื่มกินอะไรเธอสนใจเรื่องที่เกิดขึ้นกับบิดาตัวเองมากกว่า

“น้าเองก็ไม่รู้รายละเอียดเท่าไรนักในวันนั้น รู้แต่ว่าคุณพ่อของหนูกลับมาจากบริษัทวันนั้นท่านเครียดมากดูเหมือนงานจะมีปัญหาท่านเก็บตัวอยู่ในห้องหลายชั่วโมงแล้วน้าก็ได้ยืนเสียงปืนดังจากห้องทำงานของท่าน พอน้าขึ้นไปท่านก็สิ้นใจแล้ว” น้าสาวเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์อย่าช้าๆด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและเจ็บปวด

“ทางตำรวจสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย” แล้วเสียงของผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้น เขาเดินมาจากด้านบนชั้นสองของบ้านหลังใหญ่

“แล้วคุณเป็นใคร” ประกายดาวเงยหน้าขึ้นไปมองแล้วรู้สึกทันทีว่าไม่ถูกชะตากับท่าทางหยิ่งทะนงตนเดินมาราวกับว่าเป็นเจ้าของบ้านเสียเอง

“หนูดาวจ๊ะ นี่คุณยงยุทธตอนนี้เขาเป็นทนายประจำตระกูลของหนูดาวจ๊ะ” มณีวรรณลุกขึ้นเดินเข้าไปแนะนำชายผู้มาใหม่ท่าทางอายุของเขาราวสี่สิบกว่าๆสายตาออกไปทางขี้โกงหน่อยๆท่าทางก็เหมือนจะรู้มากจึงทำให้หญิงสาวรู้สึกไม่ถูกชะตา

“แล้วคุณยุทธพงษ์ล่ะ” หญิงสาวขมวดคิ้วมองอย่างสำรวจและสงสัยปกติแล้วทนายประจำตระกูลจะต้องเป็นชายชราหน้าตาใจดีซึ่งเธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ

“ท่านเป็นคุณพ่อของผมเอง แต่ท่านเสียไปแล้วเมื่อสองปีก่อน ผมเลยมารับช่วงต่อจากท่าน” ชายสูงวัยเดินมานั่งข้างน้าสาวของประกายดาวโดยไม่ต้องเชื้อเชิญพร้อมแสดงฐานะของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายไว้วางใจ

“ไม่เห็นคุณพ่อบอกเลยว่าเปลี่ยนทนาย” สายตาไม่ไว้ใจของหล่อนยังสงสัยหันไปมองหน้าเพื่อนสาวที่กำลังนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆดูเหมือนจะมีความคิดเห็นเดียวกัน

“คงเห็นคุณยุ่งอยู่กับการ...เรียนน่ะ ที่กำลังสนุกสุดเหวี่ยง...” ทนายปากเก่งทำท่าทางจะเหน็บลูกสาวของผู้ล่วงลับเพราะเขารู้นิสัยความคร้านของเธอที่เอาแต่อ้างว่าเรียนแต่ก็ไม่เห็นจะจบโทสักทีเท่าที่สืบทราบมาเห็นเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่เอาการเอางาน

แถมเท่าที่รู้เหตุผลที่เธอต้องไปเรียนเมื่อนอกตั้งแต่เด็กก็เพราะว่า หล่อนเป็นต้นเหตุในการจากไปของมารดา ด้วยเพราะเป็นลูกสาวคนเดียว ประกายเพชรจึงตามใจมาก จนวันหนึ่งหล่อนอยากขับรถ แม้จะถูกมารดาห้ามแค่ไหนก็ยังดื้อรั้นที่จะขับ จนทำให้เกิดอุบัติเหตุแม่ของดาวเสียชีวิต

ตั้งแต่นั้นประกายดาวจึงถูกประณามจากญาติพี่น้อง ว่าเป็นคนฆ่าแม่ของตัวเอง มีเพียงผู้เป็นพ่อเท่านั้นที่เห็นใจลูกสาว และยังคงตามใจเห็นใจหล่อนอยู่เรื่อยมา จนเริ่มเสียผู้เสียคนต้องหนีไปเรียนเมืองนอก เมื่อรู้แบบนี้ก็ยิ่งทำให้ยงยุทธมองเธออย่างดูแคลน

เมื่อเห็นเหมือนจะถูกเหน็บประกายดาวก็ตวัดสายตาไม่พอใจไปให้อีกฝ่ายทันทีทำเอาน้าสาวปั้นหน้าไม่ถูกสะกิดนิ้วไปที่สีข้างทนายปากเก่งถึงได้ยอมสงบปากสงบท่าทางของตัวเองทำให้ดาวหันกลับมาสนใจเรื่องการตายของพ่อตัวเองต่อ “แล้วนี่ทางตำรวจว่ายังไงบ้างคะ”

“น่าจะเป็นการขัดแย้งทางธุรกิจหาทางออกไม่ได้เลยคุณพ่อของคุณก็เลย...” ยงยุทธเปิดแฟ้มเอกสารในมือซึ่งตนเองทำสำเนาบางส่วนมาจากทางตำรวจเพื่อเก็บเอาไว้เป็นข้อมูล แต่ยังไม่ทันพูดจบหญิงสาวก็ส่ายหน้าขึ้นเสียงไม่เชื่อในสิ่งที่ทางตำรวจสรุปสำนวนไว้

 “เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด คุณพ่อเป็นคนเข็มแข็งมาก ท่านไม่ฆ่าตัวตายง่ายๆหรอก แล้วทำไมก่อนท่านตายถึงไม่ติดต่อหาดาวบ้างเลย” ดาวกล่าวเสียงแข็งด้วยเพราะเชื่อมั่นว่าหล่อนรู้จักบิดามากกว่าใครในที่นี้

“ก็อย่างที่บอก คุณประกายดาวอาจจะกำลังติดเที่ยว เอ้ยย...ติดเรียนก็เลยไม่รู้ว่าท่านโทรหา” นายยงยุทธแสยะยิ้มหมั่นไส้ท่าทางที่เหมือนจะรู้ของบุตรสาวผู้จากไป

“ยังไงดาวไม่เชื่อ งานมีปัญหาอะไรทำไมถึงต้องฆ่าตัวตาย” หญิงสาวส่าย

หน้าแล้วหันไปมองหน้าทนายปากกล้าด้วยความรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดเหน็บและท่าทางของอีกฝ่ายแต่ก็ไม่อยากจะใส่ใจมากเพราะตอนนี้ตนมีเรื่องสำคัญมากกว่าที่อยากจะรู้

“น่าจะตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไม่คุณพ่อคุณอาจจะกำลังถูกอีกฝ่ายเอาเปรียบข่มขู่ หรือกดดันรู้มาว่าทางนั้นเขาออกไปทางมาเฟียด้วยนะอาจจะขู่จนคุณเพชรทนไม่ไหว” ยงยุทธยักไหล่ส่งเอกสารคู่สัญญาดังกล่าวให้กับหญิงสาวอ่าน

ประกายดาวรับมาแล้วอ่านคราวๆ แม้จะไม่เข้าใจในรายละเอียดบางอย่าง แต่ดูแล้วในสัญญาบิดาของตนจะต้องออกแบบงานให้ได้ยี่สิบชิ้นภายในเวลาสองเดือน และค่าจ้างที่ได้รับก็ดูไม่สมเหตุสมผลกับฝีมือและชื่อเสียงของบริษัทที่มีอยู่

“งั้นคุณเป็นทนายทำไมถึงไม่ห้ามไม่ให้ท่านทำ เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายถ้ารู้ว่ามันเสียเปรียบแล้วทำไมไม่ขวางเอาไว้ล่ะ” หญิงสาวกล่าวราวกับจะคาดโทษทนายปากเก่งที่ไม่ยอมขัดขวางการรับงานชิ้นนี้ปล่อยให้พ่อตัวเองตกลงรับทำจนทำให้เป็นปัญหาถึงขั้นคิดสั้น

“คุณก็รู้คุณพ่อคุณหัวแข็งห้ามอะไรท่านไม่ค่อยได้หรอก” ชายสูงวัยทำหน้าเครียดกล่าวถึงนิสัยติดตัวของผู้จากไปในทันทีในเรื่องความมั่นใจและหัวแข็ง

เป็นที่รู้กันดีหากได้ใกล้ชิดกับประกายเพชร

“ดาวไม่เชื่อหรอก ดาวจะไปถามกับทางตำรวจเอง” ดาวใจร้อนส่ายหน้า ความรู้สึกบางอย่างของเธอบอกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรแอบแฝง โดยเฉพาะกับทนายคนนี้พลางเหลือบไปเห็นแฟ้มสำนวนคดีจากตำรวจในมือยงยุทธก็ถือดีเดินเข้าไปดึงแฟ้มออกมาจากมืออย่างไม่สนใจ

“นี่เอกสารใช่ไหม ดาวขอล่ะ”

แล้วหันไปพยักหน้ากับเพื่อนสาวทันที

“ไปกันเถอะโม”

เมื่อเห็นสองสาวผู้มาจากเมืองนอกทำท่าจะปลีกตัว มณีวรรณก็เข้าขวางเอาไว้เพราะหมายใจจะให้หลายทั้งสองได้ไปเคารพศพผู้ตายก่อน แต่ดูเหมือนจะสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าเสียจนอีก

“เดี๋ยวหนูดาว ไม่ไปเคารพศพคุณพ่อก่อนเหรอ”

“เอาเป็นว่า...เดี๋ยวดาวจะตามไปค่ะ น้าวรรณ ตอนนี้ยังพอมีเวลาไม่ใช่เหรอ เพิ่งสิบโมงเอง สวดตั้งเย็น” หญิงสาวมองดูนาฬิกาข้อมือของตัวเองแล้วตัดสินใจเด็ดขาด

เนื่องด้วยสาเหตุการจากไปของบิดาเป็นเรื่องที่ยังคาใจอยู่ซึ่งดูเหมือนน้าสาวและทนายประจำบ้านก็ไม่ได้ให้ความกระจายสักเท่าไรจึงต้องไปถามหาความจริงจากปากตำรวจด้วยตัวเองเผื่อจะมีเงื่อนงำที่ตำรวจอาจไม่ได้บอกให้ทั้งสองได้ล่วงรู้

“แล้วนี่จะไปไหนล่ะจ๊ะ ไม่นอนพักเอาแรงสักหน่อยเหรอ” น้าผู้มีพระคุณถามด้วยความเป็นห่วงทั้งสภาพจิตใจที่เสียบิดาไปและสภาพร่างกายที่เดินทางมาไกลจากต่างแดนของหลานสาว

“ไปบ้านโมคะ เดี๋ยวไปนอนที่นู้นก็ได้” ดาวไม่ตอบตามใจคิดเพราะหวั่นน้าวรรณจะขัดขวางหากรู้ว่าตนจะไปหาตำรวจเพื่อถามเรื่องคดีของพ่อตัวเอง

“อ้อ...จ๊ะ จ๊ะ งั้นน้าจะไปรอที่วัดนะ” น้าสาวพยักหน้าเชื่อตามวาจาของหลานสาว มองดูสองร่างเดินจากไปด้วยท่าทางร้อนรนจนอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ

เมื่อเห็นรถที่สองสาวนั่งไปขับเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ ยงยุทธจึงเดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างมองดูลูกสาวของผู้ที่จากไปแล้วส่ายหน้าเหมือนจะเอือมระอากับพฤติกรรม “หลานสาวของคุณหัวรั้นเหมือนพ่อไม่มีผิด”

“คุณเองก็ปากเก่งกับแก หาเรื่องจริงๆ” มณีวรรณถอนหายใจพร้อมส่าย

หน้าตวัดสายตามองดูชายผู้ยืนอยู่ข้างกายซึ่งพอเจอหน้าก็ปากเก่งใส่กันทันที

“ดูสิพ่อตายยังไม่ยอมไปเคารพศพเหมือนไม่เสียใจ ไร้หัวใจจริงๆ ” ยงยุทธวิพากษ์วิจารณ์พลางล้วงบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาจุดสูบ

“วรรณว่าแบบนี้น่ะน่ากลัวมากกว่าเสียอีกที่ไม่แสดงความเสียใจออกมา” หญิงสูงวัยส่ายหน้าเธอทอดสายตามองประตูหน้าบ้านเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่คนเดียวแต่แล้วก็หันไปดุคนที่ยืนพ่นควันบุหรี่ออกมาจากจมูก “นี่...วรรณบอกกี่ครั้งว่าอย่าสูบในบ้าน” พูดจบก็เดินหนีท่าทางหัวเสีย

“อ้อ...ขอโทษที” ทนายหนุ่มยิ้มแห้งๆด้วยความลืมตัว แล้วเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อสูบบุหรี่ต่อ ตามที่ตนเองปรารถนา

ภายในรถตู้คันใหญ่ เมื่อหญิงสาวทั้งสองขึ้นนั่งประกายดาวก็สั่งให้คนขับขับออกไปก่อนโดยไม่มีจุดหมายเพราะตอนนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะไปคุยกับนายตำรวจที่ไหนเส้นทางในเมืองไทยก็ไม่คุ้นเคย

โมริสาผู้นั่งเก็บข้อมูลอยู่เงียบๆเอ่ยถามเพื่อนสาวที่นั่งขบคิดอยู่คนเดียวตั้งแต่ออกมาจากบ้าน “ดาว...ตัวไม่เชื่ออีตาทนายใช่ไหม”

“ใช่ เราไม่เชื่อสายตามันไม่น่าไว้ใจ เราอยากฟังจากตำรวจน่าจะมี

รายละเอียดมากกว่านี้” หญิงสาวพยักหน้าเชื่อว่าสิ่งที่คนปากกล้าพูดมาไม่น่าจะใช่ความจริงทั้งหมด

“งั้นไปกรมตำรวจเลยไหม” โมเสนอแนะพลางหยิบเอกสารบนตักของประกายดาวขึ้นมาอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ดูแลคดี

“ก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไปคุยกับใครได้ เออ...อีตาทนายมีชื่อตำรวจที่ดูแลงานนี้ไหม” หญิงสาวขยับมานั่งใกล้ๆเพื่อนเพื่อช่วยกันอ่านหารายละเอียดที่ต้องการ

“มีชื่อ ระ...รา ราเมต...ราเมนทร์ พะ...พิ ทัก... พิทักษ์ธรรม อ่านยากชะมัดชื่อประหลาด” โมริสาขมวดคิ้วพยายามอ่านภาษาไทยที่ไม่ได้อ่านมานานด้วยความยากลำบาก

“เบอร์ล่ะ” ประกายดาวพยักหน้าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพร้อมจะกดเบอร์ที่เพื่อนสาวบอกมา พร้อมนัดแนะกับนายตำรวจคนดังกล่าวทันที

ณ. กรมตำรวจ สองสาวเพื่อนซี้เดินทางมาถึงจุดนัดพบเดินไปยังห้องรับรองที่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะจัดให้โดยมีนายตำรวจยศเล็กเป็นผู้นำทาง เมื่อเข้าไปถึงห้องก็พบกับนายตำรวจหน้าตาดีแถมยังหนุ่มแต่ดูเหมือนจะมียศสูงพอตัวนั่งรออยู่ในห้องท่าทางเครียดๆ

“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ ดิฉันดาวค่ะ นี่โมเพื่อนดิฉัน” ประกายดาวแนะนำตัวเองอย่างง่ายๆพร้อมนั่งลงโดยไม่ต้องรอให้เจ้าของห้องเชิญ

“สวัสดีครับ ผมราเมนท์ เรียกง่ายๆว่า ราม ก็ได้ เป็นคนดูแลคดีการเสียชีวิตของคุณพ่อคุณ ดีจังที่ลูกสาวคุณประกายเพชรติดต่อมา เรากำลังต้องการเจอคุณอยู่” ราเมนท์ยืนขึ้นตามมารยาทแล้วนั่งลงพลางแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองเขาพอคุ้นเคยกับประกายดาวจากในรูปทำให้รู้ว่าเป็นบุตรสาวของผู้ตายอย่างแน่นอน

ชายหนุ่มลอบมองดูสองสาวอย่างสำรวจโดยไม่ได้ตั้งใจตามประสาผู้ชายที่เห็นผู้หญิงสวยๆ เพราะพวกเธอคนเหมือนหลุดออกมาจากโทรทัศน์ใบหน้าสวยจนไม่อาจจะละสายตา แต่โฉบเฉี่ยวและท่าทางจะเจนโลกพอสำควรทำให้น่าหวั่นใจสำหรับหนุ่มๆที่คิดจะจีบ

“ดีคะ เพราะบอกตรงๆ ดาวไม่เชื่อว่าคุณพ่อจะฆ่าตัวตาย คุณพ่อไม่ใช่คนแบบนั้น” ประกายดาวเปิดประเด็นอย่างไม่รอช้า

“ครับผมทราบ พอรู้จักจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ท่านเป็นคนใจบุญ แต่ก็เด็ดเดี่ยวเพราะทำธุรกิจมานาน เจอปัญหาเรื่องการขัดผลประโยชน์ไม่เท่าไรก็ไม่น่าจะถอดใจถึงขั้นคิดสั้น” ชายหนุ่มพยักหน้าเขาเองก็กลุ้มใจกับคดีนี้พอสมควร

เพราะหลายๆอย่างประกอบกันยังไงก็หาเหตุจูงใจในการฆ่าตัวตายไม่ได้

“เห็นไหมโม” หญิงสาวหันไปพยักหน้ากับเพื่อนสาวทันทีดีใจที่อย่างน้อยก็มีคนคิดเหมือนกับพวกตนยิ่งทำให้มีกำลังใจจะสืบเรื่องต่อ

“อีกอย่างจากที่สืบข้อมูลของบริษัทคุณประกายเพชรก็ไม่ถึงขั้นเดือดร้อนล้มละลายจนถึงขั้นต้องฆ่าตัวตายสักหน่อย” ราเมนท์ชี้แจงอย่างต่อเนื่องพร้อมก้มลงมองเอกสารในมือแล้วถอนหายใจ “ตอนนี้ที่เรา...ไม่สิ ผมเองกำลังสงสัยอยู่ก็คือพ่อคุณอาจจะถูกฆาตกรรม”

“ดาวเองก็เชื่อแบบนั้น คุณพ่อจะต้องถูกฆ่าแน่ๆ” ประกายดาวพยักหน้าอย่างมีความหวังแววตาของเธอเป็นประกายมองดูเอกสารในมือ หากไม่ติดว่าเป็นตำรวจซึ่งเธอจะต้องรักษามารยาทเอาไว้ก่อนคงจะฉกเอกสารมานั่งอ่านเสียเองให้หายข้องใจไม่ต้องรอเขาบอกกล่าว “แล้วคุณคิดว่าใครทำ”

“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังหาข้อมูลอยู่” นายตำรวจหนุ่มเริ่มอึกอักเพราะถึงจะเป็นลูกสาวแต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกเรื่องที่ต้องปิดเป็นความลับแถมยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดอีกด้วยที่จะเปิดปาก

“หาข้อมูล? แล้วตอนนี้มีข้อมูลอะไรอยู่บ้างล่ะคะ” หญิงสาวทวนคำด้วย

ความสงสัย รีบล่วงข้อมูลที่อีกฝ่ายมีอยู่ในทันที

“มันเป็นความลับของทางตำรวจครับ ผมคงแจ้งให้ทราบไม่ได้ ถ้าทราบอะไรคืบหน้าผมจะแจ้งไปทางทนายอีกทีจะดีกว่า” ชายหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ

เมื่อได้ยิ่งว่าตนเองจะรู้หลังทนายปากเก่งหญิงสาวก็รู้สึกอารมณ์เสียชักสีหน้าทำเสียงแข็งในทันที “ดิฉันเป็นลูกสาวของผู้ตาย ควรจะมีสิทธิรู้ก่อนทนายประจำบ้านไม่ใช่เหรอ” ประกายดาวชี้ปลายนิ้วที่อกตัวเองอย่างแสดงและสิทธิที่มีมากกว่ายงยุทธ

“ก็...จริงครับ” นายตำรวจหนุ่มอ้าปากค้างด้วยความตกใจกับท่าทางของหญิงสาววูบหนึ่ง แล้วปรับอารมณ์ให้เป็นปกติพร้อมพยักหน้าเข้าใจฐานะของเธอ

“แล้วอีกอย่างถ้ามันเป็นความลับคนที่ควรจะรู้ก็ต้องเป็นคนใน และดาวเองก็เป็นคนในที่สุด เป็นคนในมากกว่าทนายของเราเสียอีก” หล่อนกล่าวต่อด้วยความไม่พอใจอย่างต่อเนื่อง

ท่าทางของประกายดาวทำเอาอีกฝ่ายพูดไม่ออกเพราะสิ่งที่หล่อนกล่าวเป็นความจริงที่สุด ราเมนท์ได้แต่พยักหน้ารับคำเธออย่างสุภาพ “ครับ ผมเข้าใจ”

“ถ้าเข้าใจก็บอกมาสิคะ ว่าตอนนี้คุณสงสัยใครอยู่ ดาวเชื่อว่าทางตำรวจคง

มีใครเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว ใช่ไหมคะ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายจนต่อคำพูดของเธอ ประกายดาวก็กลับเข้ามาประเด็นเดิมอีกครั้งจี้ถามเป็นชุด ไม่เว้นให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพูดแทรกด้วยความอยากรู้

“เออ...” นายตำรวจพูดไม่ทันได้แน่อ้าปากค้างอีกครั้ง ในสมองกำลังเรียบเรียงเรื่องราวว่าจะบอกให้หญิงสาวรู้เรื่องไหนบ้างดี

“ถ้าคุณไม่บอกพวกเราดีๆ พวกเราก็จะไปบอกสื่อว่าคดีการตายของคุณประกายเพชรไม่คืบหน้าตำรวจไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้เรื่อง ไม่มีน้ำยา นี่ถ้าเป็นเมื่อนอกนะป่านนี้คงรู้ตัวคนร้ายไปแล้วล่ะ” โมริสาช่วยเสริมเพื่อนสาวหมายใจจะขู่นายตำรวจให้หวั่นไหวยอมบอกความจริงออกมา

“บอกสื่อเลยเหรอครับ” ราเมนท์หันไปมองเพื่อนสาวของประกายดาว ไม่อยากจะเชื่อหูว่าเธอจะเอาเรื่องสื่อมาข่มขู่ให้เขายอมเปิดปาก

“ค่ะ การจากไปของคุณพ่อ คุณคิดว่าทางสื่อไม่รู้ไม่เห็นเหรอ ในเมื่อท่านเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมพอสมควร การจากไปกะทันหันแบบนี้ ใครที่รู้จักคุณพ่อไม่มีทางเชื่อหรอก ว่าท่านฆ่าตัวตาย ยิ่งถ้าดาวยืนกรานด้วยแล้ว ก็ยิ่งไม่มีใครเชื่อ งานนี้ถ้าคุณไม่บอกความจริงกับดาว คุณเละแน่ๆที่ไม่ได้ข้อมูลอะไร” ดาวหันไป

ยิ้มกับโมที่ช่วยพูดเสริม แล้วหันกลับไปมองหน้านายตำรวจราวกับถือไพ่เหนือกว่า

“นี่คุณขู่ตำรวจเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มย้อนถามเจตนาของทั้งสอง ใจหนึ่งรู้สึกขำ อีกใจก็รู้สึกหวั่นงานนี้หากออกสื่อเขาคงเละอย่างที่พวกเธอกล่าวไว้ เพราะขนาดยังไม่ออกสื่อเขาเองก็ยังถูกนายตำรวจชั้นสูงให้สืบเรื่องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด

“ไม่ได้ขู่ค่ะ แค่บอกไว้ อีกอย่างคุณพ่อเองก็พอมีเพื่อนฝูงในวงการตำรวจยศสูงๆทั้งนั้น ดาวคงขอความช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ถึงคุณจะไม่บอกก็ตามยังไงดาวก็คงจะรู้อยู่ดี” ประกายดาวยิ้มที่มุมปากเมื่อแผนการดีๆผุดขึ้นในสมอง หากชายผู้นี้ไม่บอกเธอดีๆ ก็คงต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบิดาที่ตนเองพอรู้จักคุ้นเคยอย่างที่พูไว้จริงๆ

“เฮ้อ...” ราเมนท์ส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ เพราะรู้ดีถึงสิ่งที่พวกหล่อนกล่าวออกมาว่าจะต้องเกิดขึ้นแน่หากเขาไม่เปิดปากออกไปบ้าง

“ว่าไงคะ จะบอกดาวดีๆหรือจะให้ดาวบอกสื่อและใช้เส้นสายเพื่อรู้ความจริง เพราะถ้าคุณไม่บอกดีๆคงได้เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ” ประกายดาวเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วกอดอกท่าทางมีชัย

“เชื่อเถอะว่าพวกเราทำจริง” โมริสาพยักหน้าเสริมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง

“อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยครับ แค่นี้ผมก็ถูกบีบจากผู้ใหญ่มากพอควรแล้วกับการสืบคดีนี้” นายตำรวจยกมือขึ้นเกาหัวอ่อนใจกับหญิงสาวหันรั้นที่คาดคั้นเขาท่าทางเอาเป็นเอาตาย

“นั่นไง ไม่มีใครเชื่อล่ะสิว่าคุณพ่อฆ่าตัวตาย” ดาวดีดนิ้วด้วยความดีใจที่มีคนคิดเหมือนกันกับเธอเกี่ยวกับการจากไปของบิดาว่ามันไม่ชอบมาพากล

“ครับ” ราเมนท์พยักหน้าสีหน้าเคร่งเพราะแม้แต่เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างประกายเพชรจะคิดสั้น

“แล้วตกลงสงสัยใครบ้างคะ” โมริสาเอ่ยถามอย่างเจาะจงหมายจะได้ชื่อบุคคลชัดเจน

“ตอนนี้เรามุ่งไปที่เรื่องขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจ” นายตำรวจหนุ่มพูดอย่างไตร่ตรองพยายามสงวนวาจาให้มากที่สุด

“ใครคะ ?” สองสาวข้องใจเอ่ยถามเป็นเสียงเดียวกันด้วยความอยากรู้ ยิ่งอีกฝ่ายทำท่าทางลำบากใจไม่อยากบอกก็ยิ่งทำให้ทั้งสองเก็บอาการไว้ไม่อยู่

“เออ...” ตำรวจหนุ่มชายตามองไปทางโมริสาอย่างอึดอัดใจ เพราะถ้า     ต้องบอกความจริงให้ประกายดาวรู้ก็พอยกเว้นได้ แต่โมริสาถือว่าเป็นคนนอกสำหรับเขา

“ถ้าไม่ไว้ใจโม โมออกก่อนก็ได้นะดาว” คนถูกมองว่าเป็นคนนอกกล่าวน้ำเสียงประชดประชันพลางลุกขึ้นยืนจะปลีกตัวออกเพื่อให้เพื่อนรักได้รู้รายละเอียดของคดีโดยเร็ว

“ไม่ต้องไป” ดาวฉุดแขนของโมเอาไว้ให้นั่งที่เดิม แล้วหันไปบอกนายตำรวจหนุ่ม “พูดมาเถอะคะ ยังไงดาวก็ต้องบอกโมอยู่ดีทุกเรื่อง พวกเราไม่มีความลับต่อกัน”

“เฮ้อ...” จนสุดท้ายราเมนท์ต้องถอนหายใจคงเพราะสายตาของทั้งสองที่จับจ้องมองมาเหมือนตรึงสะกดทำให้เขาเปิดปากกล่าวเสียงแผ่วเบาราวกับกลัวว่าใครจะได้ยิน “เบนจามิน อินกราต เขาเป็นนักธุรกิจไฟแรงเกี่ยวกับอัญมณีที่คุณพ่อคุณติดต่องานด้วยก่อนเกิดเรื่อง”

“คุณพ่ออาจจะไม่เต็มร่วมงานกับเขา เลยผิดใจกันเขาไม่พอใจอาจจะส่งคนมาเก็บ” ดาวพยักหน้าพยายามประติดประต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเอาเอง “หรือไม่ก็เพราะ

ผลประโยชน์”

“ถ้าส่งคนมาเก็บ ก็จะต้องเป็นคนที่เก่งมากๆเรื่องการจัดฉาก เพราะจากผลชันสูตรปืนถูกยิงในระยะประชิดเข้าขมับขวาพอดีมีดินปืนมีหลักฐานชัดเจนว่าจ่อยิง ดังนั้นถ้าไม่ฆ่าตัวตายก็อาจจะเป็นคนใกล้ตัวเพราะไม่มีร่องรอยการต่อสู้อีกด้วย” ชายหนุ่มส่งรูปถ่ายให้หญิงสาวทั้งสองได้ดู

เมื่อรับรูปมาประกายดาวถึงกับพูดไม่ออกดวงตาแดงก่ำที่ต้องเห็นใบหน้าของบิดาอีกครั้งในสภาพที่ไร้ลมหายใจแถมตัวเองก็ไม่ได้อยู่เคียงข้าง

พ่อขาเกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมพ่อถึงทิ้งดาวไปแบบนี้ หญิงสาวคิดอยู่ในอกน้ำตาตกในด้วยความเจ็บปวด นึกย้อนความผิดของตัวเองตอนมารดาจากไป ก็มีเพียงบิดาที่เข้าใจตนมาโดยตลอด

“น้าวรรณเป็นคนพบศพนี่ดาว หรือว่า...” ขณะที่โมริสามองดูภาพเหตุการณ์ซึ่งหล่อนจำได้ว่ามณีวรรณเป็นผู้พบศพทำให้คิดไปไกลว่าอาจจะเป็นคนใกล้ตัวทำมากกว่าศัตรูเรื่องงาน

“เป็นไปไม่ได้ น้าวรรณเป็นคนดี เธอไม่ทำร้ายคุณพ่อหรอก อีกอย่างเธอจะทำไปทำไมในเมื่อเงินทองคุณพ่อก็ให้ทุกอย่างแถมเลี้ยงดูเหมือนน้องสาวแท้ๆทั้งๆที่เป็นแค่น้องแม่ดาว” ประกายดาวข่มความรู้สึกเสียใจเอาไว้ในอก ชี้แจงแก้ต่างให้กับน้าสาวของตนเองเสียงแข็ง

“ใครจะรู้” หญิงสาวผู้สันนิษฐานยักไหล่ไม่โต้ตอบ ในความคิดของเธอก็คือ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะคนดีๆอาจเปลี่ยนเป็นคนเลวเมื่อไรก็ได้ถ้าเพื่ออะไรบางอย่าง

“ครับ ตอนแรกเราก็ตั้งประเด็นอยู่ที่คนใกล้ตัว แต่ขณะเกิดเหตุคุณมณีวรรณอยู่กับคนรับใช้ในบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ เธอมีพยานยืนยันที่อยู่ชัดเจน” ชายหนุ่มกล่าวเสริมช่วยปิดประเด็นของมณีวรรณ

“แล้วอีตาทนายล่ะคะ” ประกายดาวจึงชี้ตัวผู้น่าสงสัยอีกคนที่เธอรู้สึกไม่ถูกชะตา

“คนนั้นเขาไม่อยู่ที่บ้านคุณตอนเกิดเหตุครับ เดินทางมาถึงหลังจากตำรวจมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ” ราเมนท์ชี้แจงต่อเนื่อง

“อาจจะแอบเข้ามาฆ่าคุณพ่อแล้วก็แอบออกไปก็ได้” หญิงสาวยังไม่วางใจพยายามหาช่องว่างที่จะเอาผิดคนที่เธอไม่ถูกชะตา

“เขาก็มีหลักฐานที่อยู่ชัดเจนว่าคุยงานอยู่ในห้องทำงาน เลขาหน้าห้องเป็น

พยานว่าได้ยินเสียงพูดคุยกันถึงจะไม่เห็นตัวก็เถอะ” นายตำรวจตอบ

“งั้นก็คงเหลือรายเดียว เบนจามิน อินกราต นายฆ่าพ่อฉัน...” ดาวสรุปตัวคนร้ายในทันที เมื่อเห็นราเมนท์ชี้ชัดว่าไม่ใช่คนที่ใกล้ตัวงั้นก็คงจะเหลือแต่ชายผู้น่าสงสัยเพียงคนเดียวเท่านั้น

“เดี๋ยวๆๆครับ เรื่องนั้นเรายังสรุปไม่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน คนใหญ่คนโตแบบนั้นทางเราจะทำอะไรต้องระวังตอนนี้ก็กำลังสืบอยู่” ราเมนท์รีบยกมือปรามอารมณ์ที่กำลังขุ่นข้องของหญิงสาวเมื่อเห็นใบหน้าและดวงตาของเธอแสดงออกอย่างชัดแจนว่าแค้นเคืองผู้ที่ยังไม่มีหลักฐานจะเอาผิดเกรงว่าหล่อนจะคิดทำอะไรเกินขอบเขตแล้วจะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัว

“อะไรกันคะยังไม่มีหลักฐานอีกเหรอ” โมริสาขึ้นเสียงมองดูนายตำรวจด้วยความรู้สึกดูแคลนซึ่งดูเหมือนจะมีข้อมูลแต่หดหัวไม่ทำอะไรนั่งอยู่แต่ในห้องคงจะหาหลักฐานมัดตัวคนทำผิดได้อยู่หรอก

“ครับ ยังไม่มี” ชายหนุ่มพยักหน้ายอมรับความจริงว่าเขาไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดเพราะความคิดนี้แค่ความสงสัยเท่านั้น

“แล้วเมื่อไรจะมี” ประกายดาวขึ้นเสียงด้วยความร้อนใจ หวั่นคนร้ายจะ

ทำลายหลักฐานการฆาตกรรมจนไม่เหลืออะไรเป็นหลักฐานเอาผิดได้

“เรากำลังรวบรวมอยู่ แต่นายคนนี้เข้าถึงยากพอสมควร เรากำลังคิดจะส่งสายเข้าไป” ชายหนุ่มเริ่มจะเหนื่อยใจกับการตอบคำถามของสองสาวใจร้อน

“ดีค่ะ รีบๆส่งไปเลย” สองสาวพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกันรู้สึกมีความหวังมากยิ่งขึ้น

“แต่ทางผู้ใหญ่สั่งห้าม” ราเมนท์น้ำเสียงเครียด เขาเองหากทำอะไรตามใจได้ก็คงทำไปแล้ว “เพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่ชี้ชัดว่าเขาเกี่ยวข้องด้วยเลย”

“ติดต่อธุรกิจ กดดันคุณพ่อจนคิดสั้นมีหลักฐานขนาดนี้...” ดาวเสียงแข็งอีกครั้งเมื่อเห็นนายตำรวจอ้างว่าอีกฝ่ายไม่มีอะไรเกี่ยวข้องทั้งๆที่ทุกอย่างชัดเจน   ขนาดนี้

“มันไม่ใช่หลักฐานมันเป็นแค่การสันนิฐานของผมเท่านั้น ซึ่งผู้ใหญ่เขาไม่ฟังแค่คำสันนิฐาน เพราะถ้าไม่มีหลักฐานชัดเจนผมก็เข้าไปทำอะไรเขาไม่ได้”      ราเมนท์ชี้แจงต่อสิ่งที่ทำให้ทำงานลำบากคืออีกฝ่ายมีอิทธิพลพอสมควรซึ่งเขา     พูดไม่ได้

“ดูเหมือนนายเบนจามินอะไรนั่นก็คงจะมีเส้นสายอยู่ไม่น้อย ผู้ใหญ่ถึงออก

โรงปกป้อง” หญิงสาวก็ฉลาดพอที่จะรู้คนทำธุรกิจใหญ่ก็ต้องมีเส้นสายใหญ่พอตัว เพราะฉะนั้นตำรวจจะสืบสาวเรื่องราวคงจะทำลำบาก ในเมื่อเป็นแบบนี้หล่อนก็ตัดสินใจทันที “งั้นในเมื่อตำรวจสืบไม่ได้ ดาวก็จะสืบเอง”

เมื่อกล่าวจบหญิงสาวก็หันไปพยักหน้ากับโมริสาให้ลุกขึ้นพร้อมหันไปกล่าวกับนายตำรวจที่มึนงงกับการกระทำที่บทจะมาก็มาบทจะไปก็ไปของหล่อน “ขอบคุณนะคะที่ให้ข้อมูล โมไปกันเถอะ”

“เดี๋ยวคุณคิดจะทำอะไร” ชายหนุ่มใจหายวาบกับการคิดตัดสินใจแบบฉับพลันของหญิงสาว เธอดูใจร้อนจนทำให้เขาหวั่นใจ

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับคุณ ไว้ดาวจะติดต่อมาใหม่ถ้าได้อะไรคืบหน้า ขอตัว” หญิงสาวยิ้มที่มุมปากหันมาบอกกล่าวเชิงบอกลานายตำรวจผู้ให้ข้อมูลเสร็จก็หมุนตัวกลับในทันทีพร้อมเพื่อนสาวที่เตรียมพร้อมเปิดประตูรอ

“เดี๋ยว...” การจากไปอันรวดเร็วของหญิงสาวทำเอานายตำรวจหนุ่มขวางไว้ไม่ทัน เธอไม่หยุดตามเสียงเรียกของเขาด้วยซ้ำ

“เอาไงดีล่ะทีนี้ คิดจะทำอะไรของเขากันนะ” ราเมนท์ได้แต่ยืนเกาหัวส่ายหน้าไปมา รู้สึกหวั่นใจถึงสิ่งที่เธอคิดจะทำต่อไป


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha