เหมือนฝันวันรักซาตาน(จบบริบูรณ์)

โดย: ธเนศวร



ตอนที่ 3 : เหมือนฝันวันรักซาตาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

           3

 

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...

“วา...ไอ้วา เสร็จหรือยัง”

“เออ...เออ...เสร็จแล้วๆๆ รอเดี๋ยว”  จากนั้นอีกไม่กี่นาทีสองสาวก็ลงมาพร้อมกันที่ชั้นล่าง

“นี่...ไม่เอาจริงๆ เหรอวา...”

“เอา...อะไรไอ้ดา” วารุณีหันมองเจ้าของคำถาม พลางทำหน้างงอย่างไม่เข้าใจในคำถามที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของเพื่อนสาว

ดาริกายิ้มกริ่มมองคนทำหน้างงอย่างมีเลศนัย

“อะไร...งงนะ อยู่ๆ ก็ถามมา ไม่เอาจริงๆ เหรอ งี้อ่ะ...”

“เอ้า...ก็พี่วินของเค้าไง ยกให้ตกลงว่าจะเอาไหม”

ดาริกาเฉลยให้ แถมทำหน้าทะเล้น จนเกือบโดนลูกมะเหงกจากอีกฝ่าย ดีที่หลบทันไม่อย่างนั้นคงเจ็บแล้วได้มีเคืองกันบ้าง

“เชอะ...แถมข้าวสารให้ด้วยยังเลือกเอาแต่ข้าวสารเล้ย จะบอกให้”

วารุณีตอบสวนกลับอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดกันเลยทีเดียว

“หนอย...ทำมาว่าเรา เป็นเด็กไม่มีมารยาทหย่อนการอารมณ์ ความหมายมันก็ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอนล่ะว้า ผู้ชายปากร้ายอย่างนั้นสมแล้วที่หาเมียไม่ได้ คงไม่มีใครเขาอยากเอาทำผัวหรอก อยู่เป็นตาแก่แห้งเหี่ยวตายไปมันก็สมควรล่ะ”

วารุณีพูดอย่างเคืองๆ ทำเอาเพื่อนสาวหัวเราะออกมาดังๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ แต่ไม่นานก็มีเหตุเสียงหัวเราะต้องสะดุดลงเมื่อเจอเข้ากับสายตาพิฆาตที่มองมาอย่างตำหนิของคนเป็นพี่ชาย

“อ้าว...พี่วิน ทำไมยังนั่งอยู่ตรงนี้ ปะไปทานข้าวกันค่ะ”

ว่าแล้วคนเป็นน้องสาวก็เดินเข้าไปคว้าแขนพี่ชายขึ้นมาคล้องเอาไว้อย่างรักใคร่แล้วพาเดินไปยังโต๊ะอาหารที่เวลานี้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ

“นั่งสิลูก มื้อนี้มีแต่ของโปรดของทั้งสองคนเลยนะ แม่ทำสุดฝีมือ”

นางกัลยาพูดกับบุตรสาวบุตรชาย ก่อนหันมาพูดกับเพื่อนของบุตรสาวที่เดินตามเข้ามาบ้างด้วยท่าทางเอ็นดูจนคนเป็นบุตรชายรู้สึกขวางๆ เกิดอาการหมั่นไส้หญิงสาวเจ้าของร่างสะโอดสะองนั้นขึ้นครามครัน

“อ้อ...หนูวาจ๊ะ แม่ไม่รู้ว่าหนูวาชอบทานอะไรเป็นพิเศษ แต่หวังว่าในบรรดาของโปรดของสองคนนี้น่าจะมีอะไรที่หนูชอบทานรวมอยู่บ้าง”

วารุณียิ้มหวานส่งให้มารดาของเพื่อนสาว อย่างขอบคุณในความเอื้อเฟื้อ พลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“วาทานได้หมดค่ะ ไม่เรื่องมาก ขอบคุณคุณป้านะคะ”

วารุณีพูดพลางยิ้มน่ารัก แต่รอยยิ้มนั้นก็มีอันต้องหุบฉับอย่างกะทันหันเพราะเสียงของอนาวินลอยมากระทบโสตประสาทของเธอเข้า ถึงมันจะไม่ดังนักแต่ก็พอที่จะก่อให้เกิดความโมโหในอารมณ์ได้ไม่น้อยเลย

“ตะกละ...” นี่คือเสียงที่ลอยมากระทบโสตประสาทของหญิงสาว

มันเลยทำให้เธอต้องตวัดสายตามองเขาอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ ตกลงว่าเขาอยากจะหาเรื่องเธอให้ได้เลยใช่ไหม ตั้งแต่เจอหน้าจนถึงเดี๋ยวหนี้ ปากเน่าๆ นั่นถึงยังไม่ยอมหยุดที่จะจิกกัดเธอ

“หึๆๆ...” หญิงสาวทำเสียงในคอ

“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะหนูวา...”

คุณกัลยาถามมาเบาๆ ที่ทำให้หญิงสาวต้องหันมายิ้มให้ และโกหกออกมาว่าไม่มีอะไร

“อะ...เอ่อ...ไม่มีอะไรค่ะสงสัยหนูจะหูแว่วเหมือนได้ยินเสียงหมามันเห่าน่ะค่ะเลยหยุดฟัง”

เมื่อหญิงสาวพูดแบบนั้น มันทำเอาคนที่เห่าเมื่อครู่ตัวเกร็ง โกรธขึ้นมาตะหงิดๆ ที่ถูกว่าเป็นหมา กรามแกร่งขบเข้าหากัน มองหน้าใสๆ ของเพื่อนน้องสาวตาขวางอย่างไม่พอใจ ในใจพลางคิด

...เออ...ระวังหมามันจะไม่แค่เห่านะน้องสาว แต่มันจะกัด ขย้ำๆๆๆ เอาด้วย...

หึ...หึ...หึ...

 

เมื่ออาหารมื้อนั้นจบลง ทุกคนก็ย้ายมานั่งคุยกันต่อที่หน้าจอทีวีภายในห้องโถงใหญ่ของบ้าน

“พี่วินคะ...วันนี้พี่วินนึกยังไงถึงกลับมานอนค้างที่บ้าน” ประโยคนี้คนเป็นน้องสาวถามพี่ชายมาดเข้ม ขณะคลอเคลียร์ร่างสูงไม่ยอมห่าง

วารุณีมองอาการอ้อนพี่ชายของเพื่อนสาวแล้วอดอมยิ้มไม่ได้ ก็สองคนนี้ดูรักกันดีจัง แต่เมื่อนึกถึงเวลาที่ชายหนุ่มมาดเท่ห์คนนี้คุยกับเธอรอยยิ้มหวานก็หุบฉับ ก็เขาพูดกับเธอ ดุอย่างกับหมาแน่ะ

“ทำไมล่ะ...พี่เกิดอยากจะคิดถึงห้องนอนของพี่ขึ้นมาบ้างไม่ได้หรือไง”

อนาวินตอบคำถามของน้องสาวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นมาขยี้เบาๆ บนหัวของน้องสาวด้วยท่าทางเอื้อเอ็นดู แถมรอยยิ้มอบอุ่นบนมุมปาก สิ้นคำตอบของพี่ชายน้องสาวหัวเราะคิกเหมือนว่านึกอะไรดีๆ ออกมาได้

“อ้าว...งั้นคืนนี้พี่วินท์ต้องนอนที่ห้องของพี่วินสิคะเนี่ย คริๆๆๆๆๆ”

สาวน้อยตอบด้วยการทำท่าทางชวนฝันประกอบประโยคคำพูดของตัวเอง ที่เรียกให้มือหนาขยี้หัวสวยๆ แรงขึ้น

“ก็แค่พี่นอนห้องตัวเอง มีอะไรน่าขำละหึ...”

ชายหนุ่มคุยกับน้องสาวที่กำลังหัวเราะคิกอย่างชอบใจ โดยที่ยังคิดไม่ออกว่าห้องนอนของตัวเองได้กลายเป็นที่พำนักของคนอื่นไปแล้วเป็นการชั่วคราว คนเป็นน้องสาวยังคงหัวเราะอย่างอารมณ์จนที่อดรนทนไม่ได้กลายเป็นคุณกัลยาที่ตอบกลับมาเสียงดุ นั่นแหละจึงทำให้เขาถึงบางอ้อ

หึ...หึ...หึ...

“เอาใหญ่แล้วนะ ยัยดา ไอ้ลูกคนนี้นี่ ก็รู้อยู่ว่าหนูวาเขานอนห้องพี่วินยังจะทำเป็นมาพูดอย่างนั้น”

มารดาดุ แต่บุตรสาวคนสวยยังคงหัวเราะชอบใจไม่ได้หยุดเลย แถมยังมีหน้ามาพูดเสียงทะเล้นตอบกลับมาอีกว่า

“อ้าวคุณแม่ขา...ก็พี่วินเขาบอกเขาคิดถึงห้องนอนของตัวเองนี่นา คุณแม่ก็ต้องให้พี่วินนอนที่ห้องด้วยสิคะ คริๆๆๆๆๆ” คนเป็นน้องสาวยังไม่วายสัพยอกออกมาอย่างล้อๆ

และหญิงสาวอีกคนที่ถูกพาดพิงถึงเมื่อครู่ก็ได้แต่นั่งหน้าแดง นี่เธอไม่รู้ตัวเลยนะว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องนอนของชายที่ดุอย่างกับหมาคนนี้

“เอ่อ...งั้นหนูย้ายไปนอนห้องอื่นก็ได้ค่ะคุณป้า” ประโยคนี้หญิงสาวพูดออกมาด้วยความรู้สึกเกรงใจเจ้าของห้องตัวจริงแบบจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งเลย แต่ฝ่ายเจ้าของห้องกลับทำเสียงราวกับว่าเธอกำลังอยากรักษามารยาท

“หึ...”

วารุณีเลยต้องตวัดสายตามองเขาอย่างไม่พอใจเลยนั่นแหละ ดูเหมือนว่าคุณกัลยาจะรู้ทันนางเลยชิงพูดขึ้นมาว่า...

“ไม่เป็นไรจ้ะหนูวา แม่ให้หนูนอนห้องนั้นแต่แรกแล้วหนูก็ควรได้อยู่ต่อ ส่วนพี่วินท์เขาอยากมาไม่บอกล่วงหน้า แม่ให้คนจัดห้องอื่นให้พี่เขาแล้วล่ะจ้ะ”

วารุณียิ้มเก้อๆ กับมารดาของเพื่อนสาว พลางกล่าวขอตัวขึ้นห้องไปก่อน ไม่อยากนั่งอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่คงมีเรื่องให้อยากพูดคุยกันตามลำพังบ้าง อีกเหตุผลคือเหม็นขี้หน้าผู้ชายปากมอม

“งั้นวาขอตัวขึ้นข้างบนก่อนนะคะคุณป้า พรุ่งนี้วากะว่าต้องไปแต่เช้าเลย ไงวาถือโอกาสลาคุณป้าตรงนี้เลยนะคะ ไว้โอกาสหน้าวาจะมารบกวนคุณป้าอีกบ่อยๆ”

“อ้าวทำไมต้องออกแต่เช้าขนาดนั้นล่ะลูก ไม่ทานข้าวเช้าก่อนไปหรือ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ วาว่าจะกลับไปที่ห้องก่อนค่อยเข้าที่ทำงานด้วย”

“อ้อ...จริงสิ พี่วินคะ งั้นพรุ่งนี้พี่วินก็ออกแต่เช้าสิคะ ได้ให้วาติดรถไปด้วย ยังไงพี่วินก็คงเข้าไปที่ห้องก่อนเหมือนกันใช่ไหม วาเขาพักอยู่คอนโดฯ เดียวกันกับพี่วินแหละค่ะ”

วารุณีที่ทำท่าจะก้าวเดินขึ้นข้างบนก่อนหลังจากที่เอ่ยขอตัวแล้ว จำต้องหยุดกึกพลางหันกลับมาเลิกคิ้วมองหน้าเพื่อนสาวเป็นเชิงถามแทนคำพูดว่าจริงเหรอที่ว่าอีตาปากมอมนี่พักอยู่คอนโดฯ เดียวกันกับเธอน่ะ

“จริงๆ นะวา พี่วินก็อยู่ที่เดียวกับเธอแหละ แต่ว่าพี่วินพิเศษหน่อยคืออยู่ชั้นยี่สิบห้า บนสุดเลย”

ชั้นที่ยี่สิบห้าคือชั้นบนสุดของอาคารหลังนั้น และเป็นที่พักในแบบที่เรียกกันว่าแพนเฮ้าส์ ใช่หรือเปล่านะ...วารุณีขมวดคิ้วโก่งเรียวเข้าหากันขณะคิด

“คงเคยเจอกันบ้างแหละ แบบเดินสวนกันไรงี้ เพียงแต่เธอกับพี่วินไม่รู้จัก เลยไม่ได้ทักทายกันไง”

ดาริกายังคงพูดอธิบายต่ออีกเรื่อยๆ ส่วนวารุณีเธอเพียงแต่ยืนฟังเฉยๆ ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้

จนนางกัลยาเอ่ยประโยคต่อมาอย่างที่เห็นด้วยกับความคิดของบุตรสาวคนเล็ก นั่นแหละวารุณีจึงหันไปพูดกับแม่ของเพื่อน

“งั้นตาวินก็ขึ้นไปพักเถอะลูก พรุ่งนี้จะได้พาหนูวาไปกันแต่เช้าน้องอยากจะกลับห้องก่อนไปทำงาน จะได้ไม่สาย”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า ...รบกวนเปล่าๆ วาไปเองดีกว่าค่ะ เดินทางไม่ได้ลำบากอะไร”

วารุณีบอกออกมาอย่างรู้สึกอึดอัด เธอไม่ได้อยากนั่งรถไปกับพี่ชายจอมเก๊กฟอร์มจัดของเพื่อน แต่เธออยากไปเองมากกว่า

“ไม่เอาสิจ๊ะ ไม่ได้เป็นการรบกวนอะไรเลย ใช่ไหมตาวิน อีกอย่างป้าว่าไปพร้อมพี่เขาก็ดีนะไม่ต้องลำบากออกเช้ามาก ยังไงพี่เขาก็ต้องกลับไปที่คอนโดฯ ก่อนเข้าที่ทำงานอยู่แล้ว”

“ตกลงเอาตามนี้แหละวา เนาะพี่วิน ให้วาติดรถไปด้วยไหนๆ ก็ทางเดียวกัน” ดาริกาพูดกับเพื่อนสาวเสร็จก็หันกลับไปออดอ้อนพี่ชาย ให้ยอมรับเพื่อนสาวของเธอให้ร่วมทางไปด้วย จนพี่ชายทนลูกตื้อของน้องสาวไม่ไหวเลยพยักหน้าให้อย่างจำยอม ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขาไม่อยากให้ยัยเด็กทอมบอยนั่นขึ้นนั่งบนรถเขาให้เป็นเสนียดสักนิดเลยก็ตาม

“อือม์...”

“เย้ๆๆๆๆ...นั่นไง พี่วินอนุญาตแล้ว เธอก็ต้องตกลงนะวา”

วารุณีมองเพื่อนสาวอย่างยังไม่ยอมรับปากว่าตกลงไหม จนคุณกัลยาเอ่ยมาอีกคนนั่นแหละ หญิงสาวถึงได้ยอมอย่างจำใจ

“ตกลงไปกับพี่เขาเถอะหนูวา ไหนๆ ก็พักที่เดียวกันอยู่แล้วนะลูก”

“ค่ะ...”

วารุณีรับปาก แล้วอดหันมองสารถีของเธอในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ และก็พบว่าเขากำลังมองเธออยู่ก่อนแล้ว

“งั้น...วาขอตัวก่อนนะคะ” วารุณีบอกขอตัว พร้อมๆ กับหันมาส่งยิ้มให้กับมารดาของเพื่อนสาว ก่อนเดินห่างออกมาเพื่อปล่อยให้ทั้งสามคุยกันตามประสาคนในครอบครัว

หลังจากขึ้นมาบนห้องนอน วารุณีเปลี่ยนเสื้อผ้าจาดชุดลำลองที่ใส่ลงไปทานอาหารข้างล่างเมื่อครู่มาเป็นสวมใส่ชุดนอนบางเบาสีเทาจางๆ  ซึ่งให้ความรู้สึกสบายๆ ในยามหลับนอน เส้นผมดกหนาสีดำขลับที่ถูกรวบมัดเป็นหางม้าแต่แรกก็ถูกมือบางปลดปล่อยให้ทิ้งตัวลงเหยียดยาวกระจายเต็มแผ่นหลัง บางส่วนตกระลงมาล้อมกรอบใบหน้ารูปไข่ ทำให้มองดูสวยหวานได้อย่างไม่น่าเชื่อ

วารุณี เราะหัวน้อยๆ มองตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่เบื้องหน้า ก็เวลานี้เธอไม่หลงเหลือเค้าผู้หญิงแก่นเสี้ยวแสนปราศเปรียวของนางสาววารุณีคนเมื่อครู่อยู่เลย ยิ่งคิดถึงคำพูดยุยงของเพื่อนสาวเรื่องที่ให้เธอหัดเปลี่ยนลุคการแต่งตัวจากเสื้อยืดรัดรูปกางเกงยีนส์มาเป็นหาซื้อชุดเดรทสวยๆ มาใส่แทนบ้าง เหตุผลของเพื่อนคือกลัวเธอแต่งตัวอย่างนี้แล้วจะหาผัวไม่ได้ก็ยังขำ  แต่ไหวไหล่เมื่อเธอไม่ได้เดือดร้อนเพราะเธอเองยังไม่อยากมีผัว ใครจะมองว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงก็ช่างไม่เห็นจะแคร์ 

ขณะกำลังจะละสายตาจากร่างของผู้หญิงสาวสวยหวานในกระจกเงาเพื่อเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียง พลันหูของเธอก็ได้ยินเสียงเหมือนบานประตูถูกเคาะดังติดกันหลายครั้ง

คิ้วสวยขมวดเข้าหากัน ก่อนเดินไปเปิดประตูให้กับใครก็ตามที่มาเคาะเรียกเธอหลายต่อหลายครั้งติดๆ กันoyho

แต่ในใจก็คิดว่าเป็นเพื่อนสาวนั่นแหละ คงไม่มีใครกล้ามาเคาะเรียกหรอก วารุณีเลยเอ่ยอนุญาตที่ตัวเองยังเดินไปไม่ถึงลูกบิดประตูดีเลย

“เข้ามาสิดา ประตูไม่ได้ร็อกหรอก เปิดเข้ามาเลยก็ได้”

วารุณีชะงัก เมื่อบานประตูถูกผลักเข้ามา และร่างสูงๆ ของคนเป็นเจ้าของห้องตัวจริงกำลังก้าวเข้ามาภายในอย่างช้าๆ โดยที่สายตาของเขาไม่ละไปจากเรือนกายของเธอ จากใบหน้าสาวสวยที่ตะลึงงันเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นร้อนผ่าวแดงเรื่อขึ้นมาอย่างทันตาเห็น เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าชุดที่หล่อนสวมมันไม่เหมาะสักนิดที่จะยืนอวดอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนไหนทั้งสิ้น ชุดนอนบางๆ และแถมด้วยเธอโนทั้งบาร์ ทั้งอันเดอแวร์ และแน่นอนว่าคนมองย่อมดูออกอย่างไม่ต้องสงสัย

“ฉันจะเข้ามาเอาเสื้อผ้าหน่อย ตอนเช้าเธอจะได้ตื่นมาใช้ห้องน้ำได้อย่างสบายๆ”

แต่ก็ดีหรอกที่เขายังคงพูดจาด้วยใบหน้าเฉยๆ ทำให้ความประหม่าที่วารุณีมีเริ่มลดลง แต่แล้วก็ต้องคอแข็งขึ้นมาอีกเมื่อคิดว่าเขาคงเห็นมาจนชิน ยิ่งกว่านี้ก็เห็นมาบ่อยๆ แล้ว

แบบประเภทโนหมดทั้งบนทั้งล่างแถมด้วยไม่สวมอะไรเลย

“อ้อ...ค่ะเชิญ”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอย่างไร วารุณีก็จำต้องปรับใบหน้าให้เป็นปกติด้วยเช่นกัน ก็แบบประมาณว่าฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยก็แค่โนบรา แถมยังอยู่ในห้องนอนอีกต่างหาก เขานะที่เข้ามาเอง

แต่ถึงจะปลอบใจตัวเองอย่างนั้น วารุณีก็ยังรีบหันหลังเดินหนีเขาออกไปริมระเบียง โดยที่คิดไม่ถึงว่าการที่เธอเปิดประตูมันทำให้แสงไฟด้านนอกกระทบและทะลุผ่านชุดนอนบางๆ และมันก็ทำให้อีกฝ่ายมองเห็นทรวดทรงองค์เอวของเธอได้ดียิ่งกว่าเดิม

...หึๆๆๆๆ คิดจะอ่อยเขาหรือไง สนองซะดีไหมฮึ เผื่อจะได้ดูอ่อนหวานขึ้นมาได้มากกว่านี้ อนาวินก็แค่คิดเพราะจริงๆ เขาก็ไม่ได้อยาก...เอา...พวกที่หาความหวานไม่เจอ ไร้เสน่ห์ หึๆๆๆ ผู้หญิงของเขาแต่ละคนหุนสะบึม เซ็กซี่ เย้ายวน พูดจาอ่อนหวาน คะ ขา กันทั้งนั้น ที่สำคัญโคตรจะเร้าใจกว่ายัยนี่เยอะ

“ไงถ้าเรียบร้อยแล้ว รบกวนคุณช่วยปิดประตูห้องให้ด้วยนะคะ”

ว่าจะไม่หันมามองทางเขาแล้วเชียวนะ แต่ก็ไม่วายหันมาพูดกับเขาอีกอยู่ดี และก็แทบจะไปไม่เป็นเมื่อหันมาแล้วเห็นสายตาของเขาที่กำลังมองมาที่เธอ พอก้มลงมองตัวเองก็ต้องรีบหันหลังกลับอย่างไว เพราะแสงไฟทำให้เขาเห็นสัดส่วนของเธอแบบเต็มๆ ตาเลย โอ๊ยตาย... ขาสั่น รีบๆ หยิบของแล้วออกๆ ไปเสียที ก่อนที่เธอจะทำตัวไม่ถูก

อนาวินไม่ได้สนใจหญิงสาวอีก เขาเดินไปหยิบโน่นนี่นั่นสักพัก ก่อนเอ่ยเสียงเหมือนเพิ่งนึกอะไรออกมาได้ เขาเดินตรงมายืนพิงกรอบประตูมองดูร่างนวลยวนใจใกล้ๆ อีกนิด ที่เล่นเอาคนยืนหันหลังให้แทบจะสั่นเมื่อรับรู้ว่าเขากำลังยืนห่างไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

“นี่...ฉันถามอะไรหน่อยสิ...” แต่อนาวินยังคงถามมาอย่างเรียบๆ

“เอ่อค่ะ...เชิญ...” วารุณีเองก็กำลังกดเสียงไม่ให้สั่น ถามตอบรับเขาออกมาให้ดังฟังชัดที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ทั้งที่ตอนนี้มือบางกำลังเย็นเฉียบจับราวระเบียงเอาไว้แน่น

“ฉันอยากรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงแท้ๆ หรือว่าเป็นผู้ชายแบบเทียมๆ”

แต่แล้วคำถามของเขา...

อ๊ะ...กรี๊ด วารุณีหันควับมองคนถามตาขวาง โกรธเกรี้ยวขึ้นมาในบัดดล อารมณ์แบบนี้ก็ไม่สนแล้วว่าเขาจะเห็นอะไรยังไง เห็นก็เห็นไปสิ ดีจะได้เห็นแบบเต็มๆ สองตาไปเลย หล่อนนี่นะจะริคิดอยากเป็นผู้ชายเทียมอย่างที่เขากล่าวหา

บ้าไปแล้ว...นี่เขาเพี้ยนหรือว่าสติไม่ดี

“คุณว่าอะไรนะ...” วารุณีเสียงแว็ดอย่างไม่พอใจ ก็ไอ้คำถามของเขา โอ้ว...แม่จ้าวมีใครเคยสั่งเคยสอนเขาบ้างไหมนี่

“ก็อย่างที่ถาม เธอได้ยินไม่ผิดหรอก ตอบมาว่าตกลงเธอเป็นทอมหรือว่าเป็นผู้หญิง”

“แล้วคุณเห็นว่าไงล่ะ...”

แทนที่วารุณีจะนึกเกรงกับสายตาที่เขาใช้มอง เพราะมันแทบลุกเป็นไฟเมื่อถูกเธอย้อน แต่วารุณีก็ยังคงไหวไหล่มองอีกฝ่ายอย่างท้าทาย

“หึ...หึ...หึ...ที่ไม่ตอบเพราะอยากให้ฉันพิสูจน์เองใช่ไหม ได้...” จบคำพูดอนาวินเตรียมเข้าตะปรบเหยื่อ ถ้าวารุณีจะไม่กรีดเสียงร้องห้ามเขาซะก่อน

“อร๊ายยยย...ไม่ต้อง คนบ้า หยุดอยู่ตรงนั้น”

 ร้องโวยวายแถมมือบางยังยกขึ้นมาดันแผงอกกว้างที่เวลานี้เขายืนจนแทบจะชิดเธออยู่แล้ว  แถมยังต้องรีบพูดรัวเร็ว

“แต่งตัวแบบนี้คุณบ้ารึเปล่าที่ยังคิดไขว้เขวแบบนั้น ทอมบ้านคุณเขาใส่ชุดนอนกันอย่างนี้หรือ”

“ฉันจะไปรู้เธอหรือไง เผื่อบางทีเธอมันเป็นพวกสองเพศในร่างเดียว ใครจะรู้ ไหนๆ ก็ไหนๆแล้วฉันพิสูจน์หน่อยดีกว่า”

อนาวินไม่ได้พูดเปล่าเพราะพอจบคำพูดเสื้อผ้าที่ถืออยู่ในมือเขาโยนลงพื้นไปอย่างไม่ใยดี มือหน้าข้างหนึ่งตวัดร้างบางดึงเข้ามาชิด อีกมือคว้าลำคอระหงบังคับให้หญิงสาวแหงนเงยใบหน้าขึ้นรับรสจูบเร่าร้อนจากปากหนาของเขา

“อื้อๆๆๆ...” วารุณีร้องได้อยู่เท่านั้น ร่างบางดินได้ไม่เยอะเพราะถูกวงแขนแกร่งพันธนาการเอาไว้

“อือม์...จ๊วบๆๆๆๆๆ...”

อนาวินจูบจนพอใจเขาจึงถอยริมฝีปากออกห่าง มองพิศวงหน้าแดงซ่านของสาวน้อยที่เขาคิดว่าหล่อนไม่ใช่ผู้หญิง อย่างนึกแปลกใจตัวเอง ปกติเขาไม่ได้เป็นคนเกิดความต้องการง่ายขนาดนี้ ยิ่งกับพวกทอมที่เขาเกลียดเข้าไส้ แต่ครั้งนี้ทั้งๆ ที่เขารวมผู้หญิงในวงแขนว่าเป็นประเภทที่เขาเกลียด แต่ทำไมเขาจึงจูบเธอได้ลงอีก

 

 

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha