เหมือนฝันวันรักซาตาน(จบบริบูรณ์)

โดย: ธเนศวร



ตอนที่ 4 : เหมือนฝันวันรักซาตาน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป

                4

 

ยิ่งฝ่ามือหนาลูบไล้ส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างสาว ก็เหมือนว่าไอ้น้องชายของเขามันจะยิ่งผงกหัวรุนแรงขึ้น แถมมันยังแข็งๆ ชี้โด่ จนแทบทะลุกางเกงตัวแพงออกมาเสียอย่างนั้น

หึ...หึ...หึ...ยิ่งลูบไล้ก็ยิ่งมีความรู้สึกว่าเขาได้สัมผัสเนื้อแท้ของหญิงสาว ก็ไอ้ชุดนอนบางๆ นี่แทบไม่ช่วยปิดกลั้นอะไรเลย ร่างบอบบางในวงแขนของเขาเวลานี้จึงไม่ต่างจากโป้เท่าไหร่ในความรู้สึกของอนาวิน

“อื้อ...ปล่อยนะคนบ้า คุณมาจูบฉันทำไม...”

“บอกแล้วว่าพิสูจน์ แล้วผลการพิสูจน์ก็ไม่ช่วยอะไรเลย รสชาติก็งั้นๆ ฉันจึงสรุปได้ว่าเธออาจเป็นผู้หญิงเมื่ออยู่กับผู้ชาย และก็อาจเป็นผู้ชายเมื่ออยู่กับผู้หญิง”

อนาวินพูดสรุปออกมาทั้งๆ ที่เวลานี้สมองของเขากลับคิดไปอีกทาง คืออยากจะ...เอา...แม่สาวน้อยที่อยู่ในวงแขนนี่แล้วหละ ถึงจะไม่แน่ใจนักว่าเจ้าหล่อนจะเป็นผู้หญิงจริงๆ ไหม

“นี่...คุณ...”

วารุณีอดเสียงแหวอย่างโกรธๆ ไม่ได้ จนนึกอยากทุบตีร่างสูงให้หายเจ็บใจในข้อหาที่เขาบังอาจมากล่าวหาว่าเธอเป็นทอม แต่มันก็ติดตรงที่เธอยังตกอยู่ในวงแขนเขา แขนทำอะไรไปเธออาจจะไม่เสียแค่จูบ เพราะฉะนั้นที่เธอทำได้ก็แค่มองเขาด้วยตาขวางๆ กับทุบอกเขาไปทีหนึ่งไม่ได้แรงอะไรมากนัก

“รึไม่จริงล่ะ พอฉันจูบเธอก็อ่อนระทวย กลางคืนแต่งตัวให้ดูเหมือนว่าเป็นผู้หญิง แต่ที่ไหนได้ตอนกลางวันเธอมันก็ทอมชัดๆ”

“ตอนกลางวัน...เสื้อยืดกับกางเกงยืนเนี่ยนะ มันผิดตรงไหนไม่ทราบ”

“ก็ผิดตรงที่...” อนาวินแกล้งลากเสียงแถมใบหน้าหล่อๆ ยังก้มลงมาแทบจะชิดกับหน้าสวยๆ ของวารุณีที่ต้องรีบหลบวูบอย่างเร็ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่วายปากดีร้องถามเขาเสียงแหว

“ตรงที่อะไรไม่ทราบ...”

“ก็ตรงที่ผู้หญิงเขาไม่ใส่กันนั่นไง”

“บ้า...”

วารุณีแหวอีกอย่างอดไม่ได้ ก็ดูซี เขาพูดอะไรของเขา ผู้หญิงในพจน์นานุกรมของเขาเหรอไงถึงใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ไม่ได้ นี่มันปีหกศูนย์แล้วนะพ่อคู๊ณ

“ผู้หญิงของคุณอย่างเดียวล่ะมั้งที่ไม่ใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์น่ะ” เมื่อได้ยินประโยคนี้ อนาวินถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นมองผู้หญิงในวงแขนอย่างประเมินไม่ได้

     “ผู้หญิงของฉัน... พูดเหมือนเธอรู้ความเคลื่อนไหวของฉันเลยนะ”

“บ้าเรื่องอะไรฉันจะต้องไปรู้ความเคลื่อนไหวของคุณด้วยล่ะ”

“ก็นั่นน่ะซี...งั้นเธอจะพูดมาได้ยังไงว่าผู้หญิงของฉัน”

“ฉันก็เดาจากคำพูดของคุณ”

“อ้อ...งั้นแปลว่าเธอยังยืนยันสถานะความเป็นผู้หญิงของตัวเองใช่ไหม” มาถึงประโยคนี้วารุณีอดทำตัวเกร็ง ก่อนมองหน้าคนพูดอย่างอดแปลกใจไม่ได้ เมื่อจู่ๆ อนาวินเขาก็พูดเสียงเครียดแบบจริงๆ จังๆ ขึ้นมา แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นหญิงสาวก็อดหมั่นไส้ใบหน้าเคร่งขรึมของคนตรงหน้าขึ้นมาอีกไม่ได้ เลยยิ้มร้ายก่อนพูดเหมือนรวนเขาออกมา

“ก็แล้วแต่คุณอนาวินจะคิดเถอะฮะ”

“นี่เธอ...” อนาวินคำรามพร้อมอ้อมแขนกระชับขึ้นจนหญิงสาวแทบจะหายใจไม่ออก

“อื้อ...ปล่อย คุณรัดแน่นฉันหายใจไม่ออกนะ”

“ฮึ...ดี ถ้าใกล้ตายแล้วบอกด้วยล่ะ”

“คนบ้า...โอ๊ย เจ็บนะ ปล่อยฉันแล้วคุณก็ควรออกไปได้แล้ว ฉันจะนอน”

“หึ...หึ...หึ...คิดว่าจะแน่ ตกลงจะตอบมาดีๆ ไหม หรืออยากให้ฉันเป็นคนพิสูจน์เอง ก็ได้นะ แต่บอกก่อนว่าจูบเมื่อกี้แค่เด็กๆ เพราะคราวนี้ฉันจะ...เอา....ให้เธอร้องครางแบบไม่มีหยุดเลย จะได้เลิกทำตัวเป็นพวกจำเพศตัวเองไม่ได้สักที  ว่าไงจะตอบออกมาดีๆ หรือต้องให้ฉันเป็นคนพิสูจน์”

“มะ...ไม่ต้อง คุณปล่อยก่อนสิ อย่างนี้ฉันจะตอบยังไง มันอึดอัดจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”

“หนึ่ง...” อนาวินไม่ยอมปล่อยตามคำร้องขอของหญิงสาว แถมเขายังเริ่มนับเพื่อเป็นการข่มขวัญให้เธอยอมตอบในสิ่งที่เขาอยากรู้

“คุณ...จะบ้าเหรอ ปล่อยก่อนสิ จะทำทำไมเล่า”

“สอง...” อนาวินยังคงไม่ฟัง แล้วเขาก็นับต่ออีกครั้ง

“คุณปล่อยฉันก็ตอบแล้วคนบ้าแต่นี่ฉันหายใจไม่ออก...”

“สา....”

“ไม่...หยุด โอเคๆๆๆๆๆ...ห้ามนับต่อนะคุณ ฉันตอบแล้วก็ได้ “ วารุณีรีบห้ามและร้องตอบเขาเสียงหลงเมื่อเขากำลังจะนับสาม และถ้าเขานับก็เท่ากับว่าเวลาของเธอหมดลง เขาจะพิสูจน์ความเป็นผู้หญิงของเธอเองอย่างที่เขาขู่

“ฉะ...ฉันเป็นผู้หญิง”

“ฉันเชื่อเธอได้มากน้อยแค่ไหน”

“อ้าวคุณ....คุณเล่นถามอย่างนี้แล้วฉันต้องตอบยังไง”

“ก็ตอบว่าเชื่อได้หรือไม่ได้ ถ้าวันไหนฉันสงสัยพฤติกรรมของเธออนุญาตให้ฉันมีสิทธิ์พิสูจน์”

“ห๊ะ...” วารุณีร้องเสียงดัง ก็เขาพูดออกมาได้ไง ว่าเธอต้องยินยอมให้เขาพิสูจน์หากเขาสงสัยว่าเธอเบี่ยงเบนทางเพศ บ้าไปแล้ว...ถึงว่าเธอเบี่ยงเบนจริงก็นึกว่าจะยอมให้เขาพิสูจน์หรือไง

“หนึง...สอง...สา....”

“โอเคๆๆๆๆๆ....คนบ้า” วารุณีร้องอย่างเจ็บใจ ที่ไม่รู้จะทำอะไรได้มากกว่าการพูดตามที่เขาสั่ง

“ก็ได้ฉันยินยอมให้คุณพิสูจน์ถ้าพฤติกรรมของฉันมันส่อไปในทางนั้น แค่นี้ใช่ไหม พอใจหรือยัง ถ้าพอใจแล้วก็ปล่อยแล้วช่วยออกไปจากห้องนี้เสียที ฉันจะได้นอน”

“หึ...หึ...หึ...ก็แค่นี้แหละ ถ้าพูดแต่แรกก็ไม่มีปัญหาอะไร”

อนาวินพูด พร้อมทั้งยอมคลายอ้อมแขนออกปล่อยให้ร่างบางได้เป็นอิสระ ก่อนเขาจะก้มลงเก็บเสื้อผ้าที่กระจายเกลื่อนอยู่บนพื้น แล้วเดินออกไปจากห้องเงียบๆ แถมยังร็อกประตูให้อีกด้วยอย่างเรียบร้อย

วารุณีมองตามหลังร่างสูงไปจนเขาปิดประตู พร้อมทั้งเป่าลมออกปากแรงๆ เกือบไปแล้วไหมล่ะ

“ไอ้ดาเอ๊ย...พี่ชายแกนี่เต็มไหมวะ ท่าจะบ้าอยู่ดีๆ มาหาว่าฉันเป็นทอม ประสาท อย่างนี้เนี่ยนะแกจะเอามายกให้ฉัน จ้างให้ก็ไม่เอาหรอก”

“วาไปนะคะคุณป้า ไว้โอกาสหน้าจะมารบกวนอีกค่ะ” เช้าวันใหม่วารุณียกมือไหว้พร้อมทั้งกล่าวลามารดาของเพื่อนสาว

“ไปนะดา ไว้ค่อยเจอกันใหม่”

“นี่เธอ...จะยืนล่ำลากันอีกนานไหม ห๊ะ...”

อนาวินกระชากเสียงถามมาอย่างไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นท่าทีของคนที่อ้างตัวเองเป็นผู้หญิงกับเขาเมื่อคืน กำลังโอบกอดล่ำลาอยู่กับคนที่เป็นน้องสาว และยิ่งเวลานี้คือเขาเนี่ยขึ้นมานั่งประจำที่คนขับรอเจ้าหล่อนอยู่เป็นนานแล้ว

“อะไรกันตาวิน จะรีบไปไหนนักหนา เสียมารยาทจริงๆ เลย น้องเขาก็ล่ำลาตามมารยาท จะหงุดหงิดอะไรมากมาหาเรา” คนเป็นมารดาหันไปตำหนิบุตรชายตัวโต ที่เริ่มจะทำหน้าบอกบุญไม่รับ ด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก พร้อมทั้งส่ายหัวให้กับท่าทีหงุดหงิดงุ่นง่านของอีกฝ่ายไปมา

“นั่นสิคะ พี่วินทำหน้าดุเดี๋ยวเพื่อนดาก็กลัวยาหรอก”

 น้องสาวตัวดี บอกพี่ชายแล้วหัวเราะคิกอย่างมีเลศนัย ส่วนคนที่เป็นพี่ชายก็ตวัดตามองมาอย่างไม่พอใจมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหวานๆ ของน้องสาวเอ่ยบอกกับคนที่เป็นเพื่อน

“ไปได้แล้วจ้าวาจ๋า  ไว้ค่อยนัดเจอกันนะที่รัก...” ยิ่งไอ้คำว่าที่รัก ยิ่งทำให้คนเป็นพี่ชายโกรธจนลมแทบจะออกหู กรามแกร่งบดขบเข้าหากันแรงๆ จนเกิดเสียง ส่วนมือหนาก็กำพวงมาลัยรถเอาไว้แน่นจนข้อขาว

“ดูสิ โซเฟอร์รอนานจนโมโหใหญ่เลย” ขนาดนั้นคนเป็นน้องสาวยังไม่สำนึก เพราะดารกายังหันไปพูดทำหน้าทะเล้นใส่พี่ชายอยู่อีก

“พี่วินขา อย่าจับเพื่อนดากินก่อนส่งถึงห้องนะคะ อะคริๆๆๆๆๆๆ”

ดาริกาหัวเราะคิกเย้าหยอกพี่ชายเล่น ในขณะที่เพื่อนสาวกำลังก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างกันกับโซเฟอร์จำเป็น แล้วก็ต้องหวีดร้องเมื่อจู่ๆ เขาเล่นกระชากรถออกอย่างแรง ในตอนที่เธอกำลังยกมือขึ้นมาบ้ายบ่ายบอกลาเพื่อนสาว รอยยิ้มหวานๆ ของวารุณีหุบฉับเมื่อเธอแทบจะหัวทิ่มไปโขกกับคอนโซนหน้า

“อุ๊ย...ว๊ายยยยย....นี่คุณจะบ้าเหรอขับรถบ้าอะไรอย่างนี้....”

“ทำไมล่ะ ก็นี่มันรถฉัน ฉันจะขับยังไงมันเรื่องอะไรของเธอ....”

อ๊ะ....กรี๊ดดดดด วารุณีอยากจะกรี๊ดดังๆ ผู้ชายบ้า พูดจาอย่างนี้ก็ได้เหรอ รถฉันฉันจะขับยังไงมันเรื่องอะไรของเธอ ก็จะเรื่องอะไรล่ะ ก็เธอนั่งหัวโด่อยู่ในรถเขาเนี่ย แล้วหัวเธอเกือบโขกคอนโซนเขายังมีหน้ามาพูดงี้เหรอ

“เรื่องของคุณเหรอคนบ้า ฉันยังไม่ได้อยากจะตายไปพร้อมกับคุณหรอกนะ ถ้าไม่เต็มใจให้ร่วมทางก็จอดค่ะฉันจะลง”

เงียบไม่มีเสียงตอบจากร่างสูงแล้วรถก็ไม่จอดแถมความเร็วก็ไม่ได้ลดลงอีกต่างหาก วารุณีเลยอดเสียงแหวใส่เขาอีกรอบไม่ได้

“นี่คุณถ้าไม่คิดขับให้มันช้ากว่านี้ ก็จอด ฉันบอกให้จอด หูหนวกเหรอไงจอดดดดด...”

“................”

เงียบอีกเหมือนเดิม ความเร็วรถก็ยังคงเร็วเท่าเดิม

“คุณอนาวิน...” วารุณีเสียงดังเข้าใส่มองเขาอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วก็เห็นเขาทำท่าว่าถอนลมหายใจแล้วทำหน้าแบบรำคาญ แต่ในที่สุดเขาก็ยอมลดความเร็วของรถลง หญิงสาวกระแทกลมหายใจเสียงดังพรืด แล้วหันหน้าหนี

"เธอทำงานที่ไหน" 

แต่จู่ๆ พอรถใกล้จอดเมื่อตีวงเลี้ยวเข้ามาในเขตของคอนโดฯ เสียงห้าวของสารถีหนุ่มก็ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

วารุณีไหวไหล่น้อยๆ โดยที่ไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย และการกระทำอย่างนั้นของหญิงสาวก็เรียกสายตาคมให้หันมองมาอย่างหมั่นไส้ เวลานี้อนาวินอยากจับเจ้าหล่อนคนนั่งข้างๆ นี่หักคอทิ้งเสียจริงๆเลย

ให้ตายสิ...ผู้หญิงห่...กวนตี...ชิบหา....

“นี่เธอ...”

อนาวินเรียกเสียงเข้มที่ทำเอาวารุณีหันมามองใบหน้าหล่อคม แต่ยังไม่ยอมพูดอะไรสักคำ จนอนาวินเป็นคนเอ่ยออกมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงกร้าวขึ้นกว่าเดิม

“ฉันถาม...วารุณี เพราะฉะนั้นเธอควรตอบออกมาดีๆ อ้อ...อีกอย่างคือฉันไม่ชอบให้ใครมายอกย้อน”

“ธุระไม่ใช่”

วารุณีพูดพร้อมทั้งไหวไหล่อย่างคนที่อวดดื้อถือดี เธอไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของเขา ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องรู้ เพราะมันคือเรื่องส่วนตัวที่คนอื่นอย่างเขาไม่ควรมาสาระแน

อนาวินเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมตอบแน่ๆ เขาเลยเลิกสนใจ จนรถจอดนิ่ง ณ.บริเวณลานจอดรถของคอนโดฯ ย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ยามเช้าอย่างนี้จะดูพลุถกพล่านไปด้วยผู้คน มองแล้วก็น่าเวียนหัวอยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่อนาวินเป็นคนเมืองมาแต่กำเนิดเขาเลยออกจะชินชา เพราะมันคือภาพปกติที่ได้เห็น

ส่วนวารุณีนั้นพื้นเพหญิงสาวเป็นคนต่างจังหวัด และก็เข้าเมืองมาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ นั่นคือต้องการความก้าวหน้าในชีวิต เมื่อมาแรกๆ ก็ไม่ชิน แต่เวลานี้เธอเองก็ชินแล้ว

     “ขอบคุณนะคะที่ให้ติดรถมาด้วย” วารุณีก้มศีรษะให้เขานิดหนึ่งเป็นเชิงทำความเคารพโดยที่ไม่ยอมยกมือไหว้ทั้งๆ ที่อนาวินน่าจะอายุมากกว่าหลายปี

     “ไม่จำเป็น”

อนาวินสวนทันควันแบบมะนาวไม่มีน้ำ เพราะไม่พอใจมากอยู่แล้วที่เจ้าหล่อนไม่ยอมตอบคำถามของเขาเรื่องที่เขาถามว่าทำงานที่ไหน

วารุณีหัวเราะเบาๆ อย่างรู้แหละว่าเขาไม่พอใจเธอด้วยเรื่องอะไรขณะสองขาเรียวกำลังก้าวลงจากรถคันหรู แต่ก็ไม่วายหันมาบอกกับเขาอีกเมื่อเท้าแตะลงไปยืนอยู่บนพื้นได้อย่างมั่นคง

“ไงก็ต้องขอบคุณอยู่ดีมันเป็นมารยาทค่ะ ถึงว่าคุณจะไม่ได้เต็มใจให้ฉันติดรถมาด้วยก็เถอะ” วารุณีพูดอย่างกวนๆ

“ขอบคุณนะคะ”

“กองไว้ตรงนั้น” อนาวินสวนกลับมาอีก

แต่คราวนี้วารุณีไม่อยากต่อความยาว รีบหันหลังเดินจ้ำอ้าวจากไปทันที แต่อนาวินก็ยังอุตส่าห์ตามมาทันในตอนที่เธอกำลังยืนรอลิฟต์อยู่ ไม่นานประตูลิฟต์เปิดออก เขายืนรอให้เธอเดินเข้าไปก่อนส่วนเขาตามเข้ามาทีหลัง เขายืนอยู่ตรงตำแหน่งแผงที่มีตัวเลขบอกชั้นติดอยู่ เขาเลยเอ่ยถามออกมาเสียงเรียบๆ ว่าพักชั้นไหน เมื่อวารุณีตอบเขาก็จิ่มนิ้วแข็งแรงลงไปบนแผงตัวเลขที่เป็นชั้นที่หญิงสาวพัก กับหมายเลขยี่สิบห้าซึ่งเป็นหมายเลขชั้นที่พักของเขา

ชั้นที่ยี่สิห้า...คือชั้นบนสุดของคอนโดฯ นี้ และมันก็เป็นแบบห้องชุดหรือไงเนี่ยแหละ ไม่รู้แน่เหมือนกันเพราะเธอไม่เคยขึ้นไปสำรวจ แต่ที่รู้แน่ๆ เลยก็คือชั้นห้าที่เธอพักมันเป็นห้องเช่าราคาเดือนละไม่กี่พันบาท มีตู้เตียงกับของใช้จำเป็นให้อีกแค่ไม่กี่รายการ มันคงเทียบกันไม่ติดกับชั้นที่ชายหนุ่มพัก ชั้นนั้นห้องคงกว้างมาก และอาจถูกจัดแยกเอาไว้เป็นโซนอย่างสวยหรูทั้งห้องน้ำ ห้องนอน ห้องครัว ห้องนั่งเล่นห้องรับแขก ระบงระเบียงถ้าจะให้ประเมินราคามันคงมีมูลค่าไม่ต่ำไปกว่าเจ็ดหลักแน่นอน

เสียงสัญญาณเตือนจากลิฟต์ดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ประตูลิฟต์เปิดออก วารุณีจึงก้าวผ่านร่างสูงตรงของอนาวินออกไปยืนด้านนอกแล้วหันมากล่าวขอบคุณเขาอีกครั้งตามมารยาทถึงว่าใจจริงไม่ได้อยากจะบอกขอบคุณ  ไม่ใช่อะไรหรอกกลัวว่าผู้ชายบ้านี่จะสวนมาว่าให้เอากองไว้ตรงนั้นเหมือนที่เอ่ยขอบคุณเขาเมื่อตอนยังยืนอยู่ที่ลานจอดรถน่ะสิ

อนาวินเพียงแต่มอง ไม่ยิ้ม ไม่ตอบโต้ ไม่อะไรทั้งนั้น กระทั้งประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนปิดและมันก็ปิดสนิทในที่สุด

“เฮ้อ...ขี้เก๊กชะมัดเลยวุ๊ยหึๆๆๆ คิดว่าอยากพูดด้วยนักหรือไง”

หึ...เอ หรือว่าเขาจะยิ้มไม่เป็นหว่า เป็นแต่ทำหน้ายักษ์ไรงี้เลยหาเมียไม่ได้ ท่าจะใช่ไม่งั้นไอ้ดาไม่เอามายกให้เธอฟรีๆ หรอก ห้าๆๆๆ แต่เธอก็ไม่เอานาจา

แต่ดีเหมือนกันที่เขาไม่ยอมพูดด้วย เพราะดูเขาพูดออกมาแต่ละทีรับไม่ไหวมันน่าตบให้คว่ำตลอด วารุณีคิดในใจขณะกำลังยืนไขกุญแจห้องของตัวเองเพื่อที่จะรีบเข้าไปจัดการอาบน้ำแต่งตัวใหม่ให้อยู่ในชุดที่พร้อมลุยในวันทำงานหลังจากได้พักมาแล้วสองวัน

 


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha