เขี้ยวพิศวาส

โดย: มนกร



ตอนที่ 1 : โปรดอย่ามาแหยม...ผัวฉันเป็นตำรวจนะเฟ๊ย!!!


ตอนต่อไป





เครื่องบินแอร์บัสจากต้นทางสนามบินดอนเมืองเพิ่งจะร่อนลงจอดบนรันเวย์ของสนามบินเชียงรายเมื่อช่วงบ่ายนี่เอง จันทร์ฉายเป็นหนึ่งในผู้โดยสารลำนั้น เธอมาเพียงลำพัง โดยมีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปยังที่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นรอยต่อของสามประเทศ  

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เพื่อรับความสดชื่นจากไอหมอกและอุณหภูมิราวสิบแปดองศาของกลางฤดูหนาว 

“เฮ่อ....รู้สึกดีจัง” ไม่ใช่แค่เพียงบรรยากาศเท่านั้นที่ทำให้เธอยิ้มไม่หุบ แต่เป็นเพราะเธอรู้ดีว่ากำลังจะได้พบใครบางคนที่สำคัญในชีวิตในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว “แล้วเจอกันนะคะ”

สัตวแพทย์สาวสวยหน้าหวานซ่อนเปรี้ยว ที่มีสายตาเฉี่ยวและดุเล็กๆ จมูกรั้นนิดๆ รับกับริมฝีปากอิ่มสุดเซ็กซี่ ผมดำตรงสลวยสวยเก๋ดุจแพรไหม ผิวขาวหมดจดดูสุขภาพดี เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร ดูน่าทะนุถนอมและกกกอดเป็นที่สุด

แต่...ใครจะได้รับอนุญาตให้กอดเธอล่ะ?   ใคร?

“ไปเชียงแสนค่ะ” หลังจากได้ตั๋วรถแล้ว เธอก็เข้าไปยืนต่อแถวเพื่อรอขึ้นรถตู้โดยสาร ซึ่งจะนำพาเธอไปยังจุดหมายปลายทางโดยใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเศษๆ เธอเลือกนั่งแถวหลังสุดและชิดกับหน้าต่างเพราะอยากจะมองวิวข้างทางให้ฉ่ำตา   

ติ๊ง...

“ถึงเชียงรายยัง?”

จันทร์ฉายเปิดดูไลน์ที่เพื่อนส่งมาแล้วยิ้มแฉ่ง

“ถึงแล้ว อากาศหนาวมาก ประมาณสิบเจ็ดหรือสิบแปดองศาแน่ะ”

“แล้วเตรียมชุดนอนเซ็กซี่ไปป้ะ”

“เพื่อ?”

“แหม จะเซอร์ไพรซ์วันเกิดแฟนทั้งทีก็มีให้มันครบเซ็ทสิยะ จีสตรึงเอย ถุงน่องตาข่าย บิกินี...”

“บ้า!  ไม่ได้จะไปทะเลซะหน่อย” เจ้าหล่อนถลึงตาใส่โทรศัพท์แล้วปิดโปรแกรมแชทเสีย เมื่อโดนเพื่อนเย้าเรื่องแฟน เธอก็อดคิดถึงเขาไม่ได้ เขาเพิ่งจะย้ายมาประจำที่อำเภอแห่งนี้ได้เพียงหกเดือนเศษเท่านั้น “พี่วิน...จันทร์ภูมิใจในตัวพี่วินจริง ๆ”

ร้อยตำรวจเอกอาชวิน นิติธรากร ผู้กองหนุ่มไฟแรงวัยสามสิบสองที่เก่งกาจ ฉลาดเฉลียว และเต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์  

พี่วิน...ชายผู้เป็นฮีโร่สำหรับเธอ รุ่นพี่ข้างบ้านที่คอยดูแลเธอมาตลอด หลังจากที่บิดามารดาของเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อสิบห้าปีก่อน

“อยู่ๆเราไปโผล่แบบนี้  ไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง” ตกใจ...แปลกใจ...และก็ต้องดีใจสุดๆ เธอคิดว่างั้น  “คราวนี้จะได้เลิกน้อยใจซะทีนะคะ”

เพราะสามวันก่อนหน้านี้ เธอบอกเขาว่าจะไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อน ไม่สามารถมาหาเขาในวันเกิดได้ ซึ่งก็ทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยล่ะ แต่วันนี้เธอมาที่นี่ โดยจัดการลาพักร้อนประจำปีเพื่อมาเซอร์ไพรซ์เขาโดยเฉพาะ เธอมาพร้อมกับของขวัญสุดพิเศษ ที่เขาขอเธอมาตลอด

ของขวัญที่ว่าก็คือ...เธอจะตอบตกลงแต่งงานกับเขาซะที!!!

“พี่วินคะ จันทร์รู้ว่าเราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันมาตลอด ไม่มีใครหวังดีและรักจันทร์ได้เท่าพี่วินอีกแล้ว” อาชวินเป็นรุ่นพี่เธอเจ็ดปี แต่เขามักวางท่าเป็นเหมือนพ่อเธอมากกว่า โดยเฉพาะเวลาที่มีหนุ่มๆมาสนใจเธอ เธอรู้ว่าเขาทั้งรักและหวงเธอยิ่งกว่าอะไร “พี่พิสูจน์ให้จันทร์เห็นแล้วว่า สิบห้าปีที่ผ่านมา พี่ดูแลจันทร์ได้จริงๆ”

เธอหยิบแหวนเงินเกลี้ยงที่ชายหนุ่มมอบไว้ให้ขึ้นมาดูด้วยสายตาพราวระยิบ ไม่ใช่ความรัก แต่คือความวางใจ

“ถ้าพี่วินถามอีกครั้งว่าจันทร์พร้อมจะสวมแหวนวงนี้มั้ย จันทร์จะตอบพี่ว่า...”

“ขอโทษด้วยครับ!!! รถจะออกเลยเวลาจริงไปหน่อยนะครับ” เสียงของลุงคนขับรถตู้ดังโหวกเหวกเข้ามาในรถ “รอผู้โดยสารคนสุดท้ายสักครู่นะครับ เขาไปเข้าห้องน้ำยังไม่กลับมา ขอโทษด้วยจริงๆครับ”

ไม่เป็นไร...คงไม่นานหรอก...รอได้?


หญิงสาวหลับตาพริ้ม ตั้งใจจะพักสายตาเพื่อฆ่าเวลา แต่ในหัวกลับไม่ยอมพักด้วยน่ะสิ เพราะอยู่ๆ ภาพงานแต่งงานของเธอก็ผุดขึ้นมาแทนความมืดมิดนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ งานแต่งที่มีเธอเป็นเจ้าสาว สวมชุดราตรีสีขาวฟูฟ่องอย่างกับเจ้าหญิง

เธอกำลังย่างย่ำเท้าไปบนผืนหญ้าซึ่งเต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ป่าหลากสีสันซุกแซม งดงาม เพื่อไปหาเขา...เจ้าบ่าวของเธอ ชายผู้ทำให้เธอรู้สึกถึงความรักอันอิ่มเอมใจ

“อืม....”  และทันทีที่เธอสัมผัสมืออุ่นของเขาที่ยื่นมาให้ หัวใจของเธอก็กระโดดโลดเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตัวสูงตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น...  

“ขอโทษนะครับ รออีกแป๊บนะ!!!” เสียงคนขับรถตู้กระแทกเข้าหูอย่างจังเป็นครั้งที่สอง ทำให้หญิงสาวสะดุ้งจากความฝันอันแสนเร้าใจ เพื่อตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ารถตู้ยังจอดอยู่ที่เดิม!!!!

“อ้าว!!!   นี่รถยังไม่ออกเหรอเนี่ย???”

จันทร์ฉายอึ้ง ทึ่ง และมึน...เพราะนั่นย่อมหมายความว่า อีตาผู้โดยสารคนนั้นยังไม่ยอมโผล่หัวมาใช่มะ??!!!

“นี่มันเลยเวลารถออกมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะคะ!” เธอโวยใส่คนขับรถอย่างเซ็งๆ “เมื่อไหร่เขาจะมาคะลุง ห้องน้ำอยู่ไกลมากเหรอคะ ต้องเดินข้ามเขาไปลูกสองลูกงี้เหรอ ทำแบบนี้เสียเวลาคนอื่น!

“ใช่ๆ หรือว่าขี้หักในเป็นลมไปแล้วอ่ะ” บรรดาผู้โดยสารอื่นๆเริ่มสันนิษฐาน โวยวายและก่นด่าไม่เป็นคำ “ไปตามสิลุง ไปดูหน่อยว่าตายแล้วหรือยังอยู่ ถ้ายังอยู่  ถามมันให้แน่ ว่าจะไปหรือไม่ไป พวกเราไม่มีเวลามารอทั้งวันหรอกนะลุง แล้วก็ไม่อยากไปถึงบ้านค่ำด้วย”

แต่จันทร์ฉายไม่รอ เธอตัดสินใจหยิบเงินขึ้นมา แล้วยื่นไปข้างหน้า

“นี่ค่ะ ฉันซื้อที่นั่งเขา คุณป้าช่วยยื่นเงินไปให้ลุงคนขับหน่อยค่ะ” เธอสะกิดป้าที่นั่งหน้าเธอ “แล้วเปลี่ยนให้เขาไปรถรอบหลังแทนนะคะลุง คนแบบนี้เราไม่จำเป็นต้องรอหรอกค่ะ”

“นั่นสิ ๆ ” ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย “งั้นไม่ต้องรอแล้วลุง ไปเลย”

“เอ่อ...แต่นี่รถเที่ยวสุดท้ายนะครับ” ลุงยังห่วงผู้โดยสาร

“อะ...เที่ยวสุดท้ายหรือคะ” จันทร์ฉายชะงักไปนิด เอาไงดี “ว่าแต่ผู้โดยสารเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะคะ”

“ผู้ชายครับ”

“โอเค!  ผู้ชายคงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก แถวนี้ที่พักถูก ๆ ดี ๆ เยอะแยะ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”  เธอมองนาฬิกาแล้วยอมใจดำ เพราะไม่อยากไปถึงโน่นค่ำ นั่นเพราะเธอมาที่นี่เป็นครั้งแรก เธอกลัวจะหลงน่ะสิ  “มันเป็นความผิดของเขาเองด้วยเนาะ เขาจะได้จำไว้เป็นบทเรียนด้วยไงคะ เพื่อเห็นแก่ส่วนรวม งั้นเราไปกันเถอะค่ะ”

“เอ่อ...” ลุงคนขับรถละล้าละลังเล็กน้อย กว่าจะขึ้นรถแล้วสตาร์ตเครื่องได้ “ครับๆ ออกเดี๋ยวนี้ครับ”

ทว่า...รถตู้เคลื่อนออกจากท่ารถได้ไม่เท่าไหร่ กลับต้องเบรกกะทันหัน ล้อลั่นเอี๊ยดเบียดถนน จนทุกคนหัวทิ่มหัวตำ เหตุเพราะมีชายหนุ่มคนหนึ่งกระโดดเข้ามายืนขวางหน้ารถไว้

“เฮ๊ย!!!!!!!

“โอ๊ย!...บ้าจริงงงงงงงง” จันทร์ฉายหัวกระแทกเบาะหน้าอย่างแรงจนทำให้เจ็บและมึนงงไปชั่วขณะ ส่วนแหวนที่ถืออยู่ก็หล่นหายไปจากมืออย่างไร้ร่องรอย...ฟิ้ววววว  “เฮ๊ย!  แหวนฉัน!  แหวนฉันล่ะ? แหวนฉันอยู่ไหน???”

“ใครวะ!!???? มาขวางหน้ารถทำไมโว้ยยยย!!! อยากตายรึไงห๊า” ผู้โดยสารพากันโวยวาย ด่าทอกันระงม ชนิดที่เรียกว่าขนสัตว์เลื้อยคลานมาทั้งป่านั่นล่ะ กระทั่งประตูรถตู้โดยสารเลื่อนเปิดออก แล้วชายหนุ่มผู้นั้นก็ยื่นหน้าเข้ามา พร้อมโบกมือทักทายทุกคน ก่อนก้าวขาขึ้นรถอย่างเท่  

วินาทีนั้น...ผู้โดยสารทุกคนชะงัก หุบปากฉับ เงียบกริบ บางคนแกล้งทำเป็นหลับ บางคนกดโทรศัพท์ยุกยิก บางคนหยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่าน ส่วนสาวสวยจากบางกอก ที่ยังไม่ได้เห็นหน้าเจ้าตัวก่อเรื่อง เพราะมัวแต่มุดลงไปคลานกับพื้นเพื่อหาแหวนหมั้น

“เฮ๊ย!  อยู่ไหนน่ะ หายไม่ได้นะ!” เจ้าหล่อนกวาดสายตาไปทั่วพื้นรถ มือคลำสะเปะสะปะ ในที่สุด เธอก็เจอมันจนได้ “นั่นแน่!

วินาทีนี้ ทั้งโล่งใจและดีใจระคนกัน จึงยื่นมือจะไปหยิบมันขึ้นมา ทว่า กลับมีรองเท้าผ้าใบเก่ากึกเหยียบมันเต็มแรงซะก่อน

“ห๊า....อะ...แหวนฉัน!!!

เธอตกใจหน้าเสีย ผลักเท้าเขาออกอย่างแรง แต่เท้าของเขากลับไม่สะดุ้งสะเทือน ราวกับถูกตอกสลักเอาไว้ เธอกัดฟันกรอด ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง

“นี่คุณ!

“หืม...” ใบหน้าหล่อเหลาคมคายก้มมองเธอ ด้วยสายตาขบขันเล็กๆ แวบแรกที่สบตากัน เธอรู้สึกได้เลยว่าหมอนี่...กวนตีน

“คุณเหยียบแหวนของฉันอยู่นะ!!! ถอยไปสิ!!!

“เหรอ?” เขาตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงปกติ ก่อนจะค่อยๆยกเท้าข้างขวาขึ้นอย่างใจเย็น เธอรีบหยิบแหวนมาปัดถูอย่างอารมณ์เสีย “ขอโทษ”

เธอล่ะอยากจะด่าแรงๆ แต่ทำได้เพียงแค่ชักสีหน้าใส่ แล้วลุกกลับมานั่งที่เดิม เธอตรวจดูความเสียหายของแหวนอย่างกังวล ขณะชายหนุ่มหย่อนก้นลงนั่งข้างเธออย่างไม่รู้สึกรู้สา เขาขยับผ้าพันคอเล็กน้อย ก่อนจะหาวปากกว้าง ส่งเสียงตะโกนน่ารังเกียจออกมา

“เหยียบเลยลูกพี่ เราเสียเวลามาเยอะแล้ว” เหรอ?...ไอ้บ้านี่...ทุกคนน่าจะอุทานคำนี้พร้อมกันในใจ เธอมั่นใจ...แล้วรถตู้ก็ขับเคลื่อนต่อไปอีกครั้ง โดยมีผู้โดยสารเต็มคันรถ

“เบี้ยวหมดเลย แล้วจะใส่ยังไงอีกเนี่ย  บ้าจริงๆเลย” เธอสบถ ก่อนหันไปจ้องหน้าเขาอีกครั้ง หนนี้ตั้งใจจะด่าเขาให้เจ็บ เอาให้จุก “นี่นาย!  ฉันว่า...

“แหวนแต่งงานป้ะ?  ลางร้ายนะเนี่ย”

เธออ้าปากค้าง

“เดี๋ยวผมจ่ายค่าเสียหายให้” เขาล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าใส่เงินออกมา “เท่าไหร่ ว่ามา”

“ฮึ!  เธอโกรธจนแทบจะข่วนหน้าเขาได้ แต่ระงับใจไว้ เธอไม่ควรมีเรื่องกับผู้ชายแปลกหน้าที่มีท่าทางเหมือนคนเลว “แหวนวงนี้มันมีค่ากับฉันมาก มากจนคุณจ่ายไม่ไหวหรอก ดูจากสภาพคุณแล้ว” เธอไล่สายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ถามจริง ไม่รู้เหรอว่ารถมันออกตอนไหน ในตั๋วรถก็บอกนี่ หรือว่าอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ใช่คนไทยเหรอ ทำคนอื่นเขาเดือดร้อนไปหมด ไม่มีจิตสำนึก!

“ขอโทษนะ” เขายกไหล่ ก่อนขยับตัวเข้าใกล้เธอแล้วกระซิบกระซาบ “พอดีผมช่วยตัวเองอยู่น่ะ แล้วมันติดพัน จัดหลายรอบเลย...”

“ไอ้...” เธอจ้องถลึง อ้าปากค้าง “ไอ้...”

“ไอ้โรคจิต!!!” เขาต่อให้เอง ขณะยิ้มมุมปากแบบเจ้าเล่ห์สุดๆ “ผมโดนด่าแบบนี้จนชินละ คิดเอาว่าเป็นฉายา ฟังดูเท่ดี”

เท่ดี?....หัวใจเธอเต้นรัวเร็วไปหมด นี่เธอนั่งใกล้คนโรคจิตเหรอ ทำไมมันซวยอย่างนี้นะ อีกตั้งสองชั่วโมงกว่าจะถึงเชียงแสน เธอจะทำยังไงดี เพื่อให้รอดพ้นจากอันตราย ตอนนี้เธอคงทำได้เพียงขยับตัวให้ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น

และทำทีเป็นโทรศัพท์หา...ผัว!.....ใช่แล้ว...ผัวที่ทำให้พวกอาชญากรหรือพวกโรคจิตขวัญกระเจิง...ผัวตำรวจ!

“คุณสารวัตรขา...เมียมาถึงเชียงรายแล้วนะคะ” เธอแสร้งทำเสียงอ้อนใส่โทรศัพท์ ทั้งที่ไม่ได้กดโทรไปไหนเลย ย้ำคำว่าสารวัตรเพื่อข่มขวัญไอ้โรคจิตข้างๆอย่างจงใจ “จับคนร้ายอยู่เหรอคะ วิสามัญเลยเหรอคะ ว๊ายเสียงปืนรึเปล่าคะนั่น น่ากลัวจังเลยค่ะ งั้นแค่นี้ก่อนนะคะสารวัตรขา....เมียคิดถึ๊งคิดถึง อยากเห็นหน้าเร็วๆจัง...แล้วเจอกันค่ะที่รัก   จุ๊บๆ”

เธอกดวางโทรศัพท์มาดคุณนาย แล้วเชิดหน้าหยิ่ง

“ผัวคุณเป็นสารวัตรเหรอ???”

“ใช่  เขาประจำอยู่ที่เชียงแสนน่ะ”

“เชียงแสน?” สีหน้าไอ้โรคจิตดูจะตกใจอยู่  “ชื่ออะไร?”

“อย่ารู้เลย” เธอยิ้มเยาะ “เพราะถ้าฉันพูดชื่อเขาออกไป คนก็กลัวกันหัวหด โดยเฉพาะพวกคนเลวๆ”

“จริงเหรอ?  งั้นไม่ต้องบอกก็ได้” เขาทำหน้าตื่นกลัวเกินเหตุ แต่ไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ของเขาลั่นขึ้นซะก่อน ชายหนุ่มรีบหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมากดรับทันที “ครับ...ป๋า”  

ชายโรคจิต เสียงนุ่ม ทุ้ม แฝงความเย้ยหยันเล็กๆ ผู้มาพร้อมกับความสูงราวร้อยแปดสิบเซ็นติเมตรและใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม กับผมเผ้ารกรุงรังกระเซอะกระเซิง กราม คาง เป็นสัน ระบายด้วยหนวดเคราพองาม สวมชุดยีนส์ขาดๆรุ่ยๆกับรองเท้าผ้าใบเก่าๆที่เปื้อนดินโคลนและเศษใบไม้

เมื่อดูจากสภาพแล้ว อย่างหมอนี่ ความหล่อไม่ได้ช่วยอะไรเลย ถ้าเขาไม่ใช่โจรโรคจิต ก็คงจะเป็นฆาตกรโหดอะไรทำนองนั้น จันทร์ฉายแอบคิดในใจ แต่เผลอทำหน้าเบ้ ดูถูก และรังเกียจ  

เธอไม่อยากจะสนใจหมอนี่อีกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะประโยคที่เขาพูดกับปลายสาย ที่ส่อไปในทางไม่ดี  

“ได้ของมาแล้วครับป๋า ครบตามออเดอร์ทุกประการ ก็เกือบๆพันเม็ดน่ะ อืม ได้ครับป๋า แล้วเจอกันครับ”

แม่เจ้า...เกือบพันเม็ด...คงไม่ใช่ ยาเสพติดหรอกนะ!!!!

เธอหันขวับไปมองหน้าเขา ก่อนก้มลงมองกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่เขาวางไว้บนตัก หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นตระหนก อกสั่น รนราน หูอื้อ ตาลาย คล้ายจะเป็นลม...หมอนี่นอกจากจะโรคจิตแล้ว เขายังเป็นพวกส่งยาอีกด้วย   

“หืม...” เขาจ้องหน้าเธอกลับ ราวกับอยากถามว่าเธอมองเขาทำไม ชอบเขาเหรอ อยากได้เบอร์โทรใช่มะ?

แต่ความจริงก็คือ...

เวรละ ฉิบหายแล้ว ซวยแล้ว ทำไมฉันต้องนั่งใกล้หมอนี่ด้วย เธอควรจะแจ้งเบาะแสแก่ตำรวจเพื่อให้ตรวจค้นรถตู้คันนี้ หรืออยู่เฉยๆทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นดีนะ ถึงว่า พอรู้ว่าผัวฉันเป็นสารวัตร หมอนี่พยายามถามว่าผัวฉันชื่ออะไร  คราวนี้ ฉันจะทำยังไงดี หรือว่าโทรไปหาพี่วินเลยดีมั้ย ไม่ได้ๆ เราตั้งใจจะมาเซอร์ไพรซ์วันเกิดเขานี่ ถ้าเขารู้ก็จบเลยสิ

ในหัวตีกันระงม...เธอคิด ๆ คิดจนหัวหมุน ขณะชายหนุ่มกดวางโทรศัพท์ ทิ้งตัวพิงพนัก หลับตาลงนิ่งเพื่อพักให้หายเหนื่อย แต่ไม่เกินหนึ่งนาทีเท่านั้น  อยู่ ๆ รถตู้ก็ต้องเบรกกะทันหันอีกครั้ง เพราะรถกระบะสีดำคันใหญ่ขับปาดมาขวางหน้า

“เฮ๊ยยยยยยยยยยย”

“ว๊ายยยย อะไรกันเนี่ยยยย” เธอตกใจโผเข้าซบไหล่ไอ้โรคจิต ปากร้องกรี๊ดกร๊าดออกมาไม่หยุด เช่นเดียวกับผู้โดยสารคนอื่น ๆ ที่อุทานลั่นรถ ก่อนโวยวายและด่าทอต่าง ๆ นานาระงมเหมือนฝูงแมงหวี่ “พี่วินช่วยด้วย”

ชายหนุ่มแตะไหล่เธอเพื่อเรียกสติ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ตกใจตาเหลือก เพราะกอดเขาอยู่ เธอรีบผละตัวออก ตั้งสติ เรียกขวัญให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้ารถ

“เกิดอะไรขึ้น???” เธอเห็นรถกระบะคันใหญ่จอดขวางหน้ารถตู้อยู่ บนหลังรถบรรทุกชายฉกรรจ์ประมาณห้าถึงหกคน หน้าตาท่าทางดูไม่เป็นมิตร “พวกนั้นจะทำอะไร”

อยู่ๆ พวกมันก็กระโดดลงจากหลังรถกระบะแล้วเดินมาล้อมรถตู้ไว้

“อะไรกันวะไอ้พวกนี้” ลุงคนขับรถตู้ตกใจปากสั่น ทันทีที่เห็นปืนในมือพวกมัน “เฮ๊ย!!  ปืนหรือวะ!!! ผู้โดยสารหลบลงกับพื้นก่อน สงสัยจะโดนปล้น”

โดนปล้น!!!   อะ...อะไรนะ...เธอไม่เชื่อ ???

“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!!!  มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงๆ เราแค่ฝันไปเท่านั้น” จันทร์ฉายคว้าจับสร้อยคอเงินพร้อมจี้สลักลาย ซึ่งเป็นเครื่องรางที่ห้อยติดตัวมาตลอด แล้วสวดมนต์ภาวนามั่วซั่วไปหมด ตอนนี้สติสตังค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว มันหนีหายไปหมดแล้ว “ช่วยลูกด้วย ลูกยังไม่อยากตาย ช่วยลูกด้วยค่า....”

“เฮ่อ...” เสียงถอนหายใจอย่างรำคาญๆจากชายโรคจิตดังขึ้นขณะเธอสวดนะโมตัสสะแบบรัวๆ มันทำให้เธอหันมองเขาอีกครั้ง ด้วยความไม่เข้าใจ หมอนี่ประหลาดแท้ คนอื่นเขากลัวกันจนฉี่จะราด แต่เขากลับนั่งกอดอก เคี้ยวหมากฝรั่งเฉย ทำหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นงั้นแหละ  

หรือว่าพวกเดียวกัน?

ใช่...ชัวร์...มีความเป็นไปได้สูงที่หมอนี่คือนกต่อ...เวรกรรม?

กระทั่งประตูรถตู้เลื่อนออก แล้วหนึ่งในคนร้ายก็ส่องปืนเข้ามาด้านในอย่างไร้มารยาท สายตาของมันดุดัน ถลน น่ากลัวกว่าผี หน้าตาของมันบอกยี่ห้อมือปืนแท้ๆ

“ไอ้พญา!!!...มึงคิดว่ามึงจะหนีพ้นเรอะ ลงมา!!!” มันตะโกนลั่น “ถ้ามึงไม่อยากให้ตายกันทั้งคันล่ะก็ อย่ามัวแต่มุดหัวสิวะ ไอ้พญา!!!

ชายหนุ่มเจ้าของชื่อถอนหายใจอีกครั้ง อย่างรำคาญ ก่อนตะโกนกลับไป ด้วยน้ำเสียงระอา

“เออ...กูอยู่นี่ เก็บปืนซะ จะลงไปเดี๋ยวนี้แหละ” แล้วเขาก็ผละจากที่นั่ง ก้าวลงจากรถไปอย่างไร้ความกลัว และทันทีที่เขาเหยียบพื้นถนน พวกมันก็จัดการซ้อมเขาอย่างไร้ความปราณี ก่อนจะถูกหิ้วปีกลากตัวไปในป่าข้างทางอย่างรวดเร็ว จากนั้น...เสียงปืนก็ดังรัวหลายนัด...ปัง ๆ ๆ  

“อะ...แม่เจ้า” หัวใจของจันทร์ฉายเต้นรัวที่สุดในชีวิต และคงเป็นเช่นเดียวกันกับผู้โดยสารร่วมชะตากรรมสิบกว่าชีวิต “เสียง ปะ...ปืน?”

“เขาถูกยิง เขาตายแล้ว เขาตายแล้ว” ลุงคนขับรถตู้ไม่รอช้า รีบสาวพวงมาลัยรถแล้วขับออกจากจุดเกิดเหตุทันที

 

หนึ่งชั่วโมงต่อมา รถตู้โดยสารเที่ยวสุดท้ายของวันก็จอดสนิทยังท่ารถของอำเภอปลายทางอย่างปลอดภัย

ผู้โดยสารทยอยลงจากรถแล้วแยกย้ายไปตามทางจนหมด เหลือเพียงแค่หญิงสาวจอมโวยเท่านั้น ที่ยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมขยับตัวไปไหน

ใช่แล้ว...เธอยังช็อคไม่หาย...มือเท้ายังเย็นเหมือนชั่วโมงก่อน ตอนที่ได้ยินเสียงปืนลั่นขึ้น...เธอถอนหายใจซ้ำๆ อยากจะคิดว่า เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นระหว่างทางนั้น เป็นแค่ความฝัน ไม่ใช่ความจริง

“เรานั่งหลับมาตลอดทาง...ใช่มั้ย? ความจริงไม่มีใครขึ้นรถมา ไม่มีใครถูกมาเฟียพวกนั้นลากลงจากรถแล้วเอาไปยิงทิ้งข้างทาง หมอนั่นไม่ได้ถูกยิง ไม่มีใครตายทั้งนั้น ไม่มีจริงๆ”

ใช่มั้ย?...จันทร์ฉาย!



^^Y


ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha