เขี้ยวพิศวาส

โดย: มนกร



ตอนที่ 3 : การปรากฏตัวของหมาป่า และคุณหมอผู้เย็นชา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






“เอ่อ...คะ..คือ...ฉัน”


เธอปากสั่นกึกๆ ยกไม้ในมือขึ้นอีกครั้งเพื่อป้องกันตัว...กับปืนเนี่ยนะ?

“ยะ...อย่า...อย่า...”  หัวใจเธอหล่นหายไปไหนเสียแล้วไม่รู้ แต่ที่เธอรู้ก็คือปลายกระบอกปืนจ่อมาที่หน้าผากเธอแล้ว...ความรู้สึกของคนใกล้ตายมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...คงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ไอ้โรคจิตจอมกวนโดนสินะ

“พ่อจ๋าแม่จ๋า...ลาก่อนค่ะ” เธอหลับตาแน่น...ไม่ใช่พร้อมตาย แต่พร้อมจะยอมรับชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรมกับสาวสวยวัยยี่สิบห้าที่ยังไม่ได้แต่งงานและยังไม่เคยมีเซ็กส์กับใคร “ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย...คุณ!   ช่วยฉันด้วย  คุณ!

“เฮ๊ย !” อยู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงเขาตะโกนลั่น “โอ๊ย!

อะไร?...เธอลืมตาพรึ่บ แล้วก็ได้เห็นภาพที่ทำให้เธอเกือบช็อค เธอเห็นเจ้าหมาป่าตัวใหญ่ยักษ์กระโดดพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มแล้วขย้ำอย่างไร้ความปราณี ก่อนชายผู้นั้นจะยิงปืนเข้าใส่เจ้าหมาป่าจอมเกรี้ยวกราดและโหดร้ายไปสองสามนัด

ปัง ๆ ๆ แต่เจ้าหมาป่ากลับไม่แสดงอาการบาดเจ็บใดๆ แม้เลือดจะไหลเต็มร่าง มันยังตั้งท่าจะสู้ต่อ แสยะเขี้ยวคำรามขู่ ชายคนนั้นจะยิงซ้ำ แต่ลูกปืนดันหมด

“ฉิบหายแล้ว  หมาบ้าที่ไหนวะ คอยดูกูฆ่ามึงแน่” มันเองก็ถูกกัดไปหลายแผล รู้ตัวว่าคงสู้หมาป่าไม่ได้แน่ เลยเผ่นแน๊บจากไปชนิดไม่เห็นฝุ่น ทิ้งหญิงสาวผู้โชคร้ายไว้เบื้องหลัง

เธอควรจะรอดแล้วใช่มั้ย...แต่ไม่ใช่...เธอพกความโชคร้ายมาเต็มกระเป๋าเลยล่ะ เพราะกระสุนปืนลูกหนึ่งที่ยิงผ่านร่างของหมาป่าตัวนั้นพุ่งมาฝังอยู่ในต้นขาอ่อนด้านซ้ายเธอหนึ่งนัด

“โอ๊ย!  เธอทรุดตัวลงนั่ง ขณะเลือดแดงสดไหลพุ่งออกมาจากจุดที่ถูกกระสุนฝังไม่ยั้ง เธอก้มมองต้นขาตัวเองแล้วช็อค  “ฉ...ฉันโดนยิง...”

ขาดคำนั้น หญิงสาวก็เอนลงไปนอนกับพื้นดิน ก่อนที่เธอจะหมดสติไป เธอเห็นหมาป่าตัวนั้นหันกลับมาทางเธอ ดวงตาดั่งเพชรสีน้ำเงินของมันจ้องมองเธอนิ่ง สงบ ดั่งทะเลสาบกลางป่าลึก   

 

ที่แห่งนั้น...เป็นทุ่งหญ้ากว้างบนภูเขาสูง ซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่มากมาย เธอเหยียบย่างอยู่บนเนินหญ้าอ่อนนุ่มนั้น กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและยอดหญ้าแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ

เธออยู่ที่ไหนกันนะ?

ที่ซึ่ง...สวยงามจนไม่คิดว่ามีอยู่จริง!!

หญิงสาวย่ำเดินไปทั่วบริเวณทุ่งหญ้าผืนนั้น ราวกับกำลังมองหาใครสักคน แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่เจอมนุษย์สักคน ไม่มีเลย นอกจากหมาป่าตัวใหญ่ที่ยืนอยู่อย่างสง่าบนก้อนหินยักษ์

“เอ๊ะ!   เธอรู้สึกดีใจที่ได้เจอมัน ไร้ความหวาดกลัว ไร้ความสับสน เธอก้าวเท้า ตั้งใจจะวิ่งไปหา แต่มันกลับหันหลังแล้ววิ่งเข้าไปในแนวป่าเบื้องหลัง โดยไม่สนใจเสียงเธอ “เดี๋ยว!

เธอตะโกนเรียกมันหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ได้ผล เธอตัดสินใจวิ่งตามมันเข้าไปในป่าแห่งนั้นอย่างไม่ลังเล เธอวิ่งอย่างไม่รู้จักเหนื่อย เพื่อตามให้ทันหมาป่าตัวนั้น...หมาป่าที่เธอรู้สึกถึงสายตาล้นความหมาย  

“ว๊าว” เธอหยุดวิ่งเมื่อมีบางสิ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า มันคือคฤหาสน์ที่แสนสวยงามและยิ่งใหญ่ตระกรานตา “สวยจังเลย”

คฤหาสน์สไตล์ยุโรปสูงห้าชั้นหรือมากกว่านั้น ถูกฉาบด้วยโทนสีเทาน้ำเงินที่ดูขรึม สุขุม แต่ลึกลับน่าค้นหา เธอชื่นชมคฤหาสน์อย่างอิ่มเอมใจราวกับหลงในมนต์สะกด หากแล้วสายตาก็ต้องหยุดลงตรงที่หนึ่ง...หน้าบานประตูเหล็กใหญ่ยักษ์...ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดสูทขาวสะอาดตายืนอยู่อย่างผ่าเผยแต่นิ่งสงบราวกับหุ่น

“เอ๊ะ?”  

เธอขยับเท้าสองสามก้าว เพื่อจะไปหาเขา เพื่อจะไปคว้าเขาไว้ แต่แล้วทุกอย่างเบื้องหน้าก็สูญสลายไปต่อหน้าต่อตา...อยู่ๆคฤหาสน์ที่แสนสวยงามกลับกลายเป็นบ้านร้างที่แสนน่ากลัวและถูกกอดเกี่ยวด้วยเถาวัลย์ขนาดใหญ่และรากไม้โบราณน่าเกลัว  

“ห๊า!” เทพบุตรผู้นั้นหันหลังแล้วผลักประตูบานใหญ่ด้วยแรงเพียงนิด ขยับเท้าอย่างเชื่องช้า ก้าวเข้าไปด้านในแล้วประตูก็ปิดลง  

“คุณ...เดี๋ยวก่อน!!” ทำไมเธอรู้สึกนะ...เธอรู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องจริง   เธอรู้สึกเหมือนมันกำลังจะเกิดขึ้น...ไฟไหม้!!! “ไฟไหม้ คฤหาสน์กำลังจะถูกไฟไหม้นะ อย่าเข้าไปข้างใน ออกมาเดี๋ยวนี้ ออกมา!!!

เธอวิ่งอย่างเร็วเพื่อไปให้ถึงตัวเทพบุตรชุดขาวของเธอ แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะอยู่ๆไฟก็โหมกระหน่ำขึ้นราวกับไฟโลกันต์ และตรงนั้นเอง เธอมองเห็นตัวเธอในกระจกหน้าต่างที่สะท้อนกลับมา...ภาพนั้นชัดเจนนัก

เด็กหญิงจันทร์ฉายในวัยหกขวบ!!!

“นั่น...”

เธอช็อคในความฝัน ก่อนจะลืมตาพรึ่บเพื่อพบกับโลกแห่งความเป็นจริง เธอไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย เธอกำลังนอนอยู่บนเตียงที่ปูด้วยผ้าคลุมสีขาว มีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนว่า โรงพยาบาล...

“โอววว” เธอตั้งสติครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจแรงๆสองสามครั้ง “ฉัน...ฉันฝันไปจริงๆด้วย  ฉันฝันไปจริงๆ”

จันทร์ฉายกวาดตามองไปทั่วห้องผู้ป่วยรวม ที่มีเตียงขาวจัดวางเป็นระเบียบราวยี่สิบเตียง แต่มันโล่งมาก เพราะมีคนไข้เพียงสี่รายเท่านั้น ที่พักรักษาอยู่ ซึ่งเธอคือหนึ่งในนั้น

“ใช่แล้ว ฉันถูกยิงนี่นา”

“คนไข้ฟื้นแล้วหรือคะ?” พยาบาลสาวที่ยืนจัดอาหารอยู่ตรงมุมห้อง เดินเข้ามาใกล้เตียง แล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร บอกอย่างสุภาพ “หลังผ่าตัด คุณหลับไปสามวันแน่ะ เดี๋ยวฉันไปเรียกคุณหมอนะคะ”

จันทร์ฉายจ้องพยาบาลสาวนิ่ง เธอไม่อยากจะเชื่อสายตา ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเธอจะได้พบกับผู้หญิงคนนี้อีกครั้ง...ในโรงพยาบาลของรัฐแห่งนี้

“อร...”

“ว่าไงนะคะ”  พยาบาลสาวยิ้มแปลกใจ “คุณรู้จักชื่อฉันด้วยหรือคะ”

“อ้อ...เปล่าค่ะ เปล่า ฉันแค่อุทานรับรู้น่ะค่ะ..อ่อ...ประมาณนี้”

“อ๋อ...ค่ะ” เมื่อคนไข้บอกอย่างนั้น เจ้าหล่อนก็ไม่ติดใจ จัดการห่มผ้าให้คนไข้อย่างเรียบร้อย...สมกับเป็นพยาบาลใจดีมีเมตตา  

“ใครพาฉันมาส่งที่โรงพยาบาลหรือคะ?”

“ไม่แน่ใจค่ะ เดี๋ยวรอถามคุณหมอดีกว่าค่ะ” เจ้าหล่อนบอกแจ้งแล้วหันไปทางประตูห้อง “โอ้ คุณหมอมาพอดีค่ะ คุณหมอคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ”

ทว่า จันทร์ฉายไม่ได้สนใจคุณหมอมากไปกว่าพยาบาลสาวที่มีชื่อเต็มว่าอรอนงค์คนนี้เลย เจ้าหล่อนมีป้ายชื่อติดตรงหน้าอก ยืนยันสถานะว่าคือผู้หญิงที่นอนกับแฟนของเธอ...ผู้หญิงที่มีผัวแล้วด้วยนะ!!!

คุณหมอเดินมาถึงเตียงคนไข้อย่างเงียบเชียบ สีหน้าเรียบเฉยของเขาทำให้ดูเยือกเย็นมากกว่าจะเรียกว่าสุขุม   

“ฟื้นซะทีนะ แผลที่ถูกยิงเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว แต่แผลที่ถูกกัดยังมีปัญหาอยู่นะ เดี๋ยวผมจะล้างแผลให้”

“แผลที่ถูกกัด????” เธอย้ำคำหมอด้วยความแปลกใจกึ่งตกใจ “ฉันถูกกัดหรือคะ อะไรกัดฉันน่ะ”

“รอยเขี้ยวบ่งบอกว่าเป็น...”

“หมาป่า?...ใช่แล้ว หมาป่าตัวนั้น” เธอนึกออกแล้ว ก่อนเธอจะสลบไป หมาป่าตัวนั้นจ้องมองเธอใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันเข้าจู่โจมเธอหลังจากนั้น “ใครเป็นคนพาฉันมาส่งที่โรงพยาบาลหรือคะคุณหมอ”

หมอหนุ่มนิ่งคิด ก่อนจะตอบเสียงปกติ  

“เขาไม่ได้ทิ้งชื่อไว้ ส่งคุณให้ผมแล้วเขาก็ไป”

“เขาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงคะ?”

“ผู้ชาย...ดูเหมือนเขาจะได้รับบาดเจ็บเหมือนกันนะ แต่ไม่ยอมอยู่ให้รักษา ท่าทางแปลกๆ” คุณหมอบรรยายไป ล้างแผลไป “อืม...กระเป๋ากับโทรศัพท์ของคุณอยู่ในลิ้นชักนะ แต่ดูเหมือนว่าโทรศัพท์คุณจะเสียหายจากการถูกกระแทกหรือหล่นจากที่สูง ผมเลยไม่ได้ติดต่อญาติคุณให้”

“ไม่เป็นไรค่ะคุณหมอ ฉันก็...ไม่ได้มีญาติที่ไหน” เธอจ้องใบหน้าไร้อารมณ์ของคุณหมอครู่หนึ่ง ก่อนหันมองพยาบาลสาวที่ยังยืนอยู่ด้วย “ถ้าคุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ฉันก็คงจะกลับกรุงเทพฯทันทีค่ะ”

“คุณไปโดนยิงได้ยังไง”

“เอ่อ...อุบัติเหตุน่ะค่ะ ว่าแต่...”

“ผมไม่ได้แจ้งญาติคุณ แต่ผมจำเป็นต้องแจ้งตำรวจนะ”

“ห๊า” แบบนี้อาชวินก็น่ารู้แล้วสิ...แล้วทำไมเธอไม่เห็นหน้าเขาล่ะ และเหมือนคุณหมอจะรู้ความในใจของเธอ

“สารวัตรมารับเรื่องแล้ว แต่เพราะคุณสลบ เลยยังไม่มีอะไรคืบหน้า เอาไว้คุณให้ปากคำกับตำรวจอีกครั้ง เร็วๆนี้แหละ” ระหว่างพูดเขาทำแต่งานบนท้องแขนเธอ อย่างใจเย็น รอบคอบ ละเอียด “คุณอรอนงค์ไปหาอาหารมาให้คนไข้หน่อยสิครับ เธอไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว”

“อ๋อ  ได้ค่ะคุณหมอ รอสักครู่นะคะ”

เจ้าหล่อนพูดจบก็หันหลัง เดินออกจากห้องพักรวมไป เหลือเพียงคุณหมอหนุ่มผู้เย็นชาที่ยังทำแผลให้เธอ...แผลที่ถูกกัด...ตรงท้องแขนด้านซ้าย...รอยช้ำที่ยังมองเห็นชัด...แต่น่าแปลก ที่เธอไม่รู้สึกเจ็บเลย  

สิบนาทีต่อมา อาหารถูกวางบนโต๊ะใกล้เตียง แต่เธอไม่ยอมแตะ เพราะเธอสนใจโทรศัพท์ที่เจ๊งไปของเธอมากกว่า

“ทำไมมันซวยอย่างนี้นะ เราไม่น่ามาที่นี่เลย”

เธอขัดใจจนอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ แต่สิ่งที่เธอทำได้ กลับเป็นการร้องไห้จนน้ำตาฉ่ำไปทั้งหน้า 

“พี่วิน พี่จะรู้รึเปล่า ว่าจันทร์เจออะไรบ้าง” เธอปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนยกมือขึ้นลูบคลำสร้อยเครื่องรางที่ห้อยคอ “เอ๊ะ!

เธอใจหายวาบเมื่อคลำหามันไม่เจอ “ไม่มี  ไม่มีจริงๆ  อย่าบอกนะว่าหาย  หายไปไหน มันหายไปไหน ไม่ได้นะ นี่มันเป็นของขวัญเพียงชิ้นเดียวจากคุณพ่อ หายไม่ได้เด็ดขาด”

หญิงสาวพรวดพราดลงจากเตียง ออกจากห้องพักรวม แล้วตรงไปหาคุณหมอที่ห้องพักของเขาทันที...เขากำลังอ่านแผ่นชาร์ตอยู่  

“ขอโทษที่รบกวนนะคะคุณหมอ  คือสร้อยคอของฉันน่ะค่ะ”

“สร้อย?”

“สร้อยเงินน่ะค่ะ ห้อยจี้...” เธออธิบายลักษณะของเจ้าสร้อยคอที่หายไปอย่างละเอียดยิบ  แต่...

“ไม่มีนะ ผมไม่เห็นสร้อยที่คุณว่าเลย”

คำตอบของคุณหมอ ทำให้หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะทีเดียว เมื่อรู้ว่าได้ทำของสำคัญหายไปจริงๆ บิดาของเธอย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามห่างจากตัวเด็ดขาด...เธอเลยไม่เคยคิดจะถอดมันออกสักครั้งในชีวิต...งั้นใครกันล่ะ ที่ถอดมันออกจากคอเธอ...ใครกัน?  

“แล้ว...คนที่พาฉันมาส่งที่โรงพยาบาลล่ะ เขาไม่ได้ทิ้งที่อยู่หรือเบอร์ติดต่อไว้เลยหรือคะ”

“ไม่มีครับ” คุณหมอปฏิเสธอีกครั้ง ก่อนจะนึกบางอย่างออก “อ่อ แต่มีผ้าพันคอที่ใช้ผูกแผลห้ามเลือดให้คุณนะ ไม่แน่ใจว่าเป็นของคุณหรือของเขา”

ไม่นานนัก ผ้าพันคอผืนนั้นก็อยู่ในมือเธอ...ซึ่งเธอจำมันได้ดี...ผ้าพันคอของหมอนั่น...ไอ้โรคจิตที่ถูกยิงตายกลางทาง!!!!

แต่เขาตายไปแล้วนี่นา...แล้วมาเกี่ยวอะไรด้วย?

หญิงสาวบอกลาคุณหมอ เดินถือผ้าพันคอผืนนั้นออกมานั่งหน้าห้องจ่ายยา อย่างสงสัยและประหลาดใจ

“คงมีผ้าแบบนี้หลายผืน เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นของคนที่ตายไปแล้ว” เธอคงสรุปอย่างนั้นไปตลอดชีวิต หากไม่หันไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่บนชั้นใกล้ๆ ซึ่งมีข่าวใหญ่โชว์หรา เกี่ยวกับขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ถูกฆ่าตายหลายศพในแนวป่าข้างถนนระหว่างทางมาเชียงแสน

ซึ่งตำรวจสรุปสำนวนคดีว่าถูกฆ่าตายโดยสัตว์ป่าดุร้ายทั้งหมด ตำรวจที่สรุปคดีนี้ให้นักข่าวฟังคือผู้กองอาชวินนั่นเอง   

“ผู้ที่ถูกฆ่าตายทั้งหกคน ล้วนแล้วแต่เป็นขบวนการค้ายาเสพติด เป็นคนของเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ในแถบนี้ จากบาดแผลของศพเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นการฆ่าตัดตอน เพราะรอยกัดชัดเจน คิดว่าน่าจะเป็นเสือหรือไม่ก็..

หญิงสาววางหนังสือพิมพ์ลงอย่างอึ้งๆ หลังจากจ้องภาพถ่ายของคนตายทั้งหกบนหน้าหนังสือพิมพ์ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

“ไม่มีหมอนั่นจริงๆด้วย หมายความว่าเขารอดมาได้เหรอ โอ้ววว งั้นไม่ต้องสงสัยเลย เขาต้องเป็นคนเอาไปแน่ ยังไงฉันก็ต้องตามหาหมอนี่ให้เจอ...ฉันต้องได้เขี้ยวเพชรของฉันคืน!” 




@@


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha