เขี้ยวพิศวาส

โดย: มนกร



ตอนที่ 4 : นี่เหรอ...คฤหาสน์แสงจันทร์ที่คนร่ำลือ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





“เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันแล้ว”


ชายหนุ่มกำเขี้ยวเพชรในมือแน่น ก่อนทิ้งสร้อยเงินลงในลิ้นชักโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเขาใช้นั่งอ่านหนังสือ ในห้องทำงานขนาดใหญ่ที่เก่าคร่ำครึ แต่เต็มไปด้วยหนังสือนับหมื่นเล่ม ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ตามหมวดหมู่ ราวกับเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ในมหาวิทยาลัย

“สาวน้อย...ที่น่ารัก” เขายิ้มนิดๆ ขณะเดินฝ่าแสงเหลืองนวลจากคบไฟที่ติดเป็นระยะตามทางเดินที่นำไปสู่ห้องนอนใหญ่ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดของคฤหาสน์ร้างกลางป่า บ้านที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิด

 สามวันก่อนหน้านี้...ชายหนุ่มจัดการแคะกระสุนออกจากหน้าท้อง  หน้าอกและหัวไหล่ของตัวเองอย่างชำนาญ จัดการเย็บบาดแผลอย่างสวยงาม ไร้ที่ติ และล้างแผลทุกวันเพื่อให้หายเป็นปกติโดยเร็ว

ที่บ้าน...เขามีอุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับรักษาพยาบาลอย่างครบครัน แจ่มแจ๋ว สุดทันสมัย เพื่อที่เขาจะได้จัดการตัวเองได้สะดวกเมื่อต้องเจอกับปัญหาด้านสุขภาพ  

มนุษย์หมาป่าอย่างเขา ไม่ควรเข้าโรงพยาบาลในฐานะคนไข้ จริงมั้ย?

ชายหนุ่มกลับมาอยู่ในความเงียบ จมจ่มอยู่ในแสงสลัวจากตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่ตรงมุมห้อง ความเดียวดายที่ยาวนานคือเพื่อนแท้ของเขา ชีวิตครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ของเขาทำให้เขาไร้ตัวตน

เขากลายเป็นคนประหลาดในสายตาคนอื่น ในทำนองที่ว่า คนบ้า ประสาทเสียที่มีชีวิตเหมือนซากศพ ข่าวลือว่าหน้าตาเขาเละเทะ อัปลักษณ์ จนไม่กล้าพบใคร จึงได้แต่ซุกตัวอยู่ในคฤหาสน์ร้างที่เต็มไปด้วยผีสิง

ข่าวลือหลอกหลอน น่าขนลุก ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าใกล้ที่นี่...ซึ่งก็ดี เพราะเขาไม่ชอบให้ใครเข้ามาวุ่นวายใกล้บ้านของเขาอยู่แล้ว ที่สำคัญ เขาไม่ต้องการให้มนุษย์หน้าไหนได้มาเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา เพราะมันอาจนำอันตรายมาสู่เขาและคฤหาสน์หลังนี้    

เขานอนคนเดียว ดูหนังคนเดียว และทำอาหารกินเอง อาหารที่รสชาติบัดซบจนกลืนแทบไม่ลง

“ทำไมชีวิตเรามันน่าสมเพชอย่างงี้วะ ทำไมร่างคนของเราถึงต้องมีหางด้วย ทำไมมันไม่ยอมหดไปเหมือนอวัยวะอื่นๆวะ”

เขาละเซ็ง ตอนกลายร่างเป็นหมาป่า เขามีร่างที่สมบูรณ์แบบทุกอย่าง เรียกว่าจ่าฝูงเลยก็ได้ แต่พอกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ หางเจ้ากรรมมันดันไม่ยอมหดกลับไปด้วย

ทำไมถึงเป็นแบบนี้...เขายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้จนปัจจุบัน และมันอาจไม่เป็นปัญหา หากเขาไม่ได้ชอบเดินเปลือยกายล่อนจ้อนไปทั่วบ้านแบบนี้     

“สับทิ้งซะดีมั้ยวะ”

ชายหนุ่มถอดเสื้อผ้าโยนทิ้ง เปลือยกายแกร่งล่อนจ้อนโชว์ซิกแพคงดงาม หางที่ยาวเฟื้อยไกวไปมาไล่แมลงและยุงจนวุ่นวาย เขาเดินไปหยิบกล้องส่องทางไกลบนโต๊ะอ่านหนังสือ แล้วเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่บนชั้นห้าของคฤหาสน์  

“ไหนดูสิ” เขายกกล้องขึ้นระดับสายตา ภาพเบื้องหน้าเผยให้เห็นบรรยากาศของเมืองเล็กๆท่ามกลางหุบเขา แสงไฟระยิบราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า ด้วยคฤหาสน์อยู่บนภูเขาสูงที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้สามร้อยหกสิบองศา ทั้งเขตป่าและเขตเมือง ดังนั้น ที่นี่จึงเปรียบเป็นปราการชั้นดีในการสอดส่องเลยก็ว่าได้ “นั่น...สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ แล้วก็...โรงพยาบาล...อาคารผู้ป่วย  เธอยังอยู่ที่นั่นสินะ”

หญิงสาวที่เกิดมา...เพื่อฆ่าเขา!!!

 

จันทร์ฉายตื่นตั้งแต่เช้า เธอรอให้หมอขึ้นตรวจ แต่คนที่โผล่มาคนแรก กลับเป็นพยาบาลสาวคนเดิม...ผู้หญิงคนนั้น...คนที่นอนกับอาชวิน โรงพยาบาลนี้ไม่มีพยาบาลคนอื่นเลยรึไง

“คนไข้ค่ะ พอดีว่ามีตำรวจอยากเจอคุณน่ะค่ะ พอเขารู้ว่าคุณมีรอยถูกกัดเหมือนกับรอยที่เจอบนศพของพวกค้ายา...”

“ตอนนี้ฉันไม่อยากเจอใครทั้งนั้นค่ะ” ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เธอพูดออกไปอย่างนั้น “รอยกัดของฉันเป็นแค่รอยจาก...สุนัขธรรมดาๆนี่แหละค่ะ ไม่ใช่สัตว์ดุร้ายอะไร ส่วนที่โดนยิง...อุบัติเหตุน่ะค่ะ อาจมีคนยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วตกลงมาที่ขาฉันพอดี”

“งั้นคุณก็ให้การกับตำรวจ...”

“ตำรวจคนไหนหรือคะ ที่อยากคุยกับฉัน”

“ผู้กองอาชวินค่ะ เขาสนใจรอยกัด...”

“เอาเป็นว่า ฉันยังไม่พร้อม”  เธอนึกแล้วว่าต้องเป็นเขา คงจะกระซิบบอกกันบนเตียงสินะ “ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ฉันจะติดต่อเขาไปเองค่ะ ฉันง่วงน่ะค่ะ อยากนอน”

จันทร์ฉายตัดบทแล้วแกล้งหลับ  อรอนงค์หน้าจ๋อยไปนิด ก่อนล่าถอยออกไปพร้อมรอยยิ้มแห้งๆ เจ้าหล่อนรีบโทรศัพท์หาผู้กองหนุ่มที่เธอแอบเป็นชู้ด้วยทันที เพื่อแจ้งข่าวว่าคนไข้ยังไม่พร้อมจะให้ปากคำ  

“เกลียด เกลียดที่สุดเลย” วินาทีนี้ เธอเกลียดทั้งอาชวินและอรอนงค์ เกลียดจนไม่อยากจะได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ ทั้งเกลียดทั้งขยะแขยงการกระทำของทั้งคู่ เกลียดจนไม่อยากเห็นหน้า “นี่แหละนะ คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจ ต่อหน้าคนวางตัวเป็นนางฟ้า ลับหลังแอบย่องขึ้นเตียงชาวบ้าน”

เธอก้าวลงจากเตียงคนไข้...พอซะที...เธอไม่อยู่รอคุณหมอหน้าเฉยอีกแล้ว เธอจะไปเดี๋ยวนี้ ไปก่อนที่อาชวินจะโผล่มา ซึ่งเธอแน่ใจว่าอาชวินจะต้องมาแน่ๆ คนอย่างเขาตามจิกไม่ปล่อยเลยเชียวล่ะ หากเป็นเรื่องงาน

“คุณติดต่อฉันไม่ได้มาตั้งสามวัน ไม่รู้ว่าจะร้อนใจบ้างรึเปล่า เออ ไม่สิ ก็ฉันไปเที่ยวต่างประเทศอยู่นี่นา เขาคงไม่คิดอะไรหรอก”


จันทร์ฉายออกจากโรงพยาบาลโดยที่หมอยังไม่อนุญาต แผลถูกยิงถึงแม้จะแห้งสนิทแล้ว แต่มันก็ยังทำให้การเดินเหินของเธอไม่สะดวกเท่าไหร่ ในทุกย่างก้าว มีความเจ็บซ่อนอยู่เสมอ เหมือนหัวใจที่รวดร้าวราวกับเย็บแผลไม่สนิท

หญิงสาวสวมชุดของตัวเองเรียบร้อย เสื้อเชิตขาว กางเกงยีนขายาวและรองเท้าผ้าใบสุดทะมัดทะแมง

“ยังไงฉันก็ต้องหาเขาให้เจอ” เธอหยิบผ้าพันคอของหมอนั่นขึ้นมาดูอีกครั้ง สำรวจมันทั้งผืนถึงได้เห็นตัวอักษรที่ถูกปักไว้อย่างวิจิตรตรงปลายผ้า ด้วยเส้นไหมสีน้ำตาลทอง ในคำว่า คฤหาสน์แสงจันทร์

“คฤหาสน์แสงจันทร์?” เธอทวนคำนั้นอย่างพิศวง ทำไมเธอรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้นะ “คฤหาสน์แสงจันทร์เหรอ?  หมายความว่าผ้าผืนนี้เป็นของคฤหาสน์แสงจันทร์...เขาอยู่ที่นั่น”

ไอ้โรคจิต...เขาอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน!!!

“ฉันสาบานว่าจะหาคฤหาสน์แสงจันทร์ให้เจอ อย่าหนีไปไหนซะก่อนล่ะ!!   หญิงสาวตั้งใจแน่วแน่ที่จะไปที่นั่น จึงคิดจะข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง เพื่อว่าจ้างวินมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่ง แต่ก็ต้องชะงักฝีเท้า แล้วขยับตัวหลบหลังต้นไม้ใหญ่ริมถนนแทน ด้วยรถของอาชวินขับผ่านมาพอดี เขาหักหัวรถ เลี้ยวเข้าโรงพยาบาล ตามที่เธอคาดการณ์ไว้เป๊ะ

“พี่วิน จันทร์อยากรู้จริงๆว่าพี่วินคิดถึงจันทร์บ้างมั้ยคะ” เธอตั้งใจว่าจะถามเขาเมื่อเจอกันอีกครั้ง ซึ่งคงไม่ใช่เร็วๆนี้แน่ เวลานี้คนที่เธอต้องการเจอตัวมากที่สุดคือ...ไอ้พญา...ชื่อที่หมอนั่นถูกกลุ่มมาเฟียตะโกนเรียก ก่อนจะถูกลากลงไปเชือด...แต่...ไม่รู้ว่าใครเชือดใครกันแน่นะ!!!



หญิงสาวเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง บอกจุดหมายที่เธอจะไป แต่พวกเขากลับโบกมือปฏิเสธ ส่ายหน้ากันเป็นแถว

“ทำไมเหรอคะ มันไกลมากเหรอ?”

“ใช่ ไกลด้วย ลำบากด้วย แถมยังน่ากลัวอีกต่างหาก บรึ๋ยยยยย น้องจะไปทำไม” นี่ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำห้ามมากกว่า

“คือ...จะไปเที่ยวน่ะค่ะ ได้ข่าวว่าสวย อลังการ อยากไปถ่ายรูปลงเฟสน่ะค่ะ ช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ยคะ”

“อันตรายนะน้อง พี่ว่าน้องไปถ่ายรูปที่อื่นดีกว่า”

“อันตรายยังไงคะ”

“ก็เจ้าของบ้านเลี้ยงหมาตัวเท่ายักษ์ กลางคืนหอนยังกับเห็นผี ไม่มีใครกล้าขึ้นไปบนนั้นหรอก อีกอย่าง เขาลือกันว่าเจ้าของบ้านหน้าตาอัปลักษณ์อย่างกับปิศาจ แถมยังบ้าสติไม่ค่อยดีด้วย ใครแอบเข้าไปขโมยของในบ้านนั้นนะ ไม่ได้กลับออกมาสักราย เขาว่าบ้านนั้นมีห้องขังใต้ดินด้วยนะ เห็นว่าในนั้นมีศพเป็นร้อย”

หญิงสาวกลืนน้ำลายเอื้อก ได้ฟังเรื่องเล่าจากพี่วินมอเตอร์ไซค์แล้ว ชักขยาด บางทีสร้อยเครื่องรางของเธออาจไม่ได้อยู่ที่เขาก็ได้

“หน้าตาอัปลักษณ์เหมือนปิศาจ” แต่หมอนั่นหน้าตาดีเลยทีเดียว หากได้โกนหนวดโกนเคราเสียหน่อยก็คงหล่อไม่เบา...ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งสับสน “ถ้างั้น ฉันขอเช่ามอเตอร์ไซค์ได้มั้ยคะ”

เธอพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อพูดไปแล้วก็ยังงงตัวเอง

“จะเช่าเหรอ?”

“ค่ะ จะขอเช่าสักสองสามวัน อยากสโลไลฟ์น่ะค่ะ ตั้งใจจะออกไปตระเวนถ่ายรูปรอบๆเมือง”

สิบนาทีหลังจากนั้น เธอก็ได้มอเตอร์ไซค์เช่าตามต้องการ เธอขอให้เจ้าของมอเตอร์ไซค์เขียนแผนที่รอบเมืองให้เธอ พร้อมบ่งจุดสำคัญที่ควรไปเยือนให้ได้ ไม่อย่างนั้นมาไม่ถึงเชียงแสน

“ทางไหนไปคฤหาสน์คะ  ฉันจะได้เลี่ยงไม่ไปใกล้แถวนั้น”

เจ้าของวินจึงอธิบายให้เธอฟังคร่าวๆ

“เที่ยวให้สนุกนะน้อง แล้วก็อย่าขึ้นไปบนเขาแสงจันทร์ล่ะ”

“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวยิ้มรับความหวังดีจากพี่วินมอเตอร์ไซค์ เธอขับขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามเส้นทางในแผนที่อย่างเคร่งครัด จากถนนลาดยางอย่างดี จนกระทั่งเข้าสู่ถนนลูกรังที่นำไปยังหมู่บ้านตีนเขา

“นี่ใช่มั้ย?” เธอจอดรถตรงตีนเขา ซึ่งมีถนนเส้นเล็กๆที่ลัดเลาะแนวป่านำขึ้นสู่เนินด้านบน เธอคลี่แผนที่ออกดูอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ “ตรงทางขึ้นมีต้นพญาเสือโคร่งอยู่ทางซ้ายมือ...ใช่แน่”

จันทร์ฉายไม่หวั่นกับเส้นทางที่เปลี่ยวและน่ากลัว เธอขี่มอเตอร์ไซค์ไต่เนินเขาฝ่าแสงสลัวของป่าใหญ่ขึ้นไปจนถึงทุ่งหญ้ากว้างบนยอดเขาลูกเล็ก  

“นี่มัน...เหมือนที่เราเคยฝันถึงนี่นา ใช่แน่ ฉันเคยเห็นมันมาแล้ว”

เธอจอดรถมอเตอร์ไซค์ทิ้งไว้ข้างต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะเดินฝ่าทุ่งหญ้าเขียวขจี เพื่อเดินทะลุไปยังแนวป่าอีกด้าน ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายที่กางกั้นคฤหาสน์หลังใหญ่ไว้

“นั่นไง”  เธอเห็นยอดคฤหาสน์โผล่พ้นปลายยอดไม้ของแนวป่าที่ล้อมรอบคล้ายกำแพง “ใช่แน่”  

หญิงสาวเดินตรงไปอย่างไม่ลังเล ราวกับถูกสะกด หัวใจของเธอตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆในทุกย่างก้าว ในทุกลมหายใจเข้าออก เธอรู้สึกคุ้ยเคยกับเส้นทางนี้ ราวกับเคยเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่มันคงจะนานมากแล้ว นานจนเธอลืมไปหมดสิ้น

แล้วในที่สุด...เธอก็ได้เห็นคฤหาสน์ร้างสูงตระหง่านอย่างเต็มตาซะที ที่ซึ่งเต็มไปด้วยอาถรรพ์ และข่าวลือ

“นี่เหรอ คฤหาสน์แสงจันทร์” เธอหันไปมองป้ายที่ทำจากไม้เนื้อแข็งตรงประตูรั้วทางเข้าคฤหาสน์ ซึ่งแกะสลักด้วยอักษรไทยชัดเจน สวนหน้าบ้านและสนามหญ้าโดยรอบ รกเรื้อ ผุพัง หมดจด รูปปั้นหินอ่อนหักพัง เกลื่อนกลาด น้ำพุกลางสวน แห้งแล้ง ตะไคร่เขียวครึ้ม “อย่างกับถูกแม่มดสาป”


สภาพภายนอกในระยะใกล้ของคฤหาสน์ทำให้เธอรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันใด เสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอคิดจะหันหลังกลับ หากแล้วได้ยินเสียงประตูเปิดออกซะก่อน ซึ่งเป็นเสียงเสียดสีของแท่งเหล็กที่ฟังน่าขนลุก  


หญิงสาวชะงัก ก่อนค่อยๆหันไปมองผู้ที่ยืนอยู่หน้าบานประตูเหล็กขนาดใหญ่ อันเป็นเส้นทางสู่ภายในเคหะสถานลึกลับชวนขนลุก

“เอ๊ะ หมาป่าตัวนั้นนี่นา” เธอจำมันได้แม่น เพราะตัวมันใหญ่กว่าหมาปกติถึงสามสี่เท่า ลักษณะเหมือนหมาใจร้อน วู่วามและเลือดเย็น แต่แปลกที่มันไม่เห่าเธอสักแอะ ไม่เห่าแล้ว มันยังส่งเสียงครางหงิงๆ ก่อนหันหลังเดินกลับเข้าไปด้านใน ราวกับเชิญชวนให้เธอตามไป “นี่เหรอ  หมาโหดตัวใหญ่ยักษ์ที่คนเขาลือกัน...มันใช่ตัวเดียวกันรึเปล่านะ???”

เธอไม่รอช้า รีบเดินตามหมาป่าตัวนั้นเข้าไปในด้านในทันที

แล้วเธอก็ได้เห็นความหรูหราอลังการภายในคฤหาสน์เต็มสองตา  

หากแต่ทุกสิ่งอย่างล้วนถูกเกาะกุมด้วยไรฝุ่นและหยากไย่ที่มีอายุนับสิบปี ดูเหมือนว่าเธอจะหลงเข้ามาอยู่ในยุคโบราณเสียแล้ว เจ้าของบ้านหายไปอยู่ที่ไหนนะ ทำไมไม่รู้จักทำความสะอาดบ้าน!!! 




@@


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha