เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 2 : แม่บ้านจำเป็น


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






ตอนที่ 1

 

 

หกเดือนก่อนหน้านี้...

สองสาวกำลังคุยกันอย่างสนุกตามประสาพี่น้อง โดยหารู้ไม่ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกเธอจะห้ำหั่นและเป็นศัตรูกันจนวันตาย...เพียงเพราะผู้ชายคนเดียว!  

   อพาร์ตเม้นต์สไตล์อิตาลีที่สร้างใหม่ไม่เกินสามปี แต่หรูหรา คลาสสิก เหมาะจะเป็นรังรักของหนุ่มสาวที่อยากเห็นแสงแห่งรุ่งอรุณจากเส้นขอบฟ้าและไฟหลากสีสันระยิบระยับของโรมแบบทั้งเมือง เพียงแค่ออกมายืนนอกระเบียงห้อง 

เจ้าของเรือนผมดำขลับยาวสลวยกำลังยืนรับลมเย็นอยู่บนนั้น ดวงตาสีน้ำตาลจดจ้องกุหลาบขาวดอกโตในกระถางใบเล็กที่กำลังจะเหี่ยวแห้งและร่วงโรยในไม่ช้า ซึ่งวางอยู่มุมหนึ่งของระเบียงห้องถัดกัน ดูเหมือนเจ้าของห้องข้างๆจะไม่ได้ใส่ใจกับมันสักเท่าไหร่นัก

“เมย์...”  เสียงเรียกดังมาจากในห้อง ผ่านริมฝีปากอิ่มสวยของหญิงสาวที่กำลังทาลิปสติกสีโทนนู๊ดหน้ากระจกในห้องนอน “ฉันต้องการความคิดเห็นจากเธอนะ”

“จ้ะไอริส” เมริสาตะโกนตอบ ละสายตาจากกุหลาบเหี่ยว กลับเข้าด้านใน ตามคำร้องขอของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องสาว แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกันในทางสายเลือดแม้แต่หยดเดียว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แปลกแปร่งสำหรับคนนอกที่ไม่รู้ที่มาที่ไป “ถ้าเธออยากได้คำวิจารณ์จากแม่ครัวล่ะก็ ฉันจัดให้ได้”

เมริสาเป็นสาวไทยแท้ที่ถือกำเนิดในชนบทเล็กๆของเมืองฟลอเรนซ์ มารดาชาวไทยของเธอเสียชีวิตในวันให้กำเนิดเธอ หนูน้อยจึงต้องย้ายตามยุทธนาเชฟชาวไทยผู้เป็นบิดามาอยู่ที่บ้านมหาเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งคลั่งไคล้อาหารไทยเป็นพิเศษ 

เธอจึงเติบโตในคฤหาสน์หลังนั้นกระทั่งอายุสิบสอง บิดาจึงลาออกมาเปิดร้านอาหารไทยในย่านดาวน์ทาวน์ โดยใช้ชื่อลูกสาวคนเดียวของเขามาตั้งชื่อร้าน...ร้านเมริสา

บิดาของเธอทำร้านอาหารได้ครบปีแล้ว ตอนที่อัญชลีหอบลูกสาวซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเธอแค่ปีเดียวมาสมัครงานที่ร้านในตำแหน่งผู้ช่วยเชฟ เด็กสาวคนนั้นเป็นลูกครึ่งไทยอิตาลีที่มีหน้าตาสะสวย ผิวพรรณละเอียดลออหมดจดทุกรูขุมขน ดวงตาสีน้ำตาล จมูกโด่ง ริมฝีปากบางสวยได้รูป

ไอริสถูกออกแบบมาอย่างวิจิตร บรรจง ราวกับประติมากรรม ในขณะที่เมริสา เป็นเด็กสาวผิวสีน้ำผึ้ง ตัวสูง หุ่นล่ำเหมือนนักกีฬา ผมหยิกสีดำ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสวยซึ่งไม่ต่างจากไอริสสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะภูมิอากาศแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่ตกแต่งความเป็นไทยของเธอจนดูไม่ต่างจากสาวอิตาลี

แต่นั่นมันเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก เดี๋ยวนี้เหรอ เมริสาในวัยยี่สิบห้าเหมือนกลายร่างได้ สวยสะพรั่ง สดใส ไร้มารยา แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสวยของเธอแทบไม่ต่างกับลิฟ ไทเลอร์ หรือนาตาลี พอร์ตแมนเลยสักนิด 

“โอ้โฮ...นั่นเพชรจริงๆหรือ” เมริสาตื่นตะลึงกับสร้อยเพชรบนลำคอระหงของหญิงสาว ผู้ซึ่งงดงามและล้ำค่าไม่เคยเปลี่ยน ดวงตาที่เปล่งประกายวามวาวของเจ้าหล่อนแข่งกับจี้เพชรสีนิลเม็ดใหญ่ที่ประเมินค่าไม่ได้ “สวยจังไอริส”

“คู่ควรกับฉันที่สุด” เจ้าหล่อนไม่เคยคิดว่าตัวเองด้อยค่ากว่าผู้หญิงคนไหนในโลกใบนี้ โดยเฉพาะพี่สาวร่วมครอบครัวที่ไม่มีวันเทียบเธอได้ เมริสายังเป็นแค่พี่สาวจอมอึดที่หาเสน่ห์ไม่เจอ ผู้หญิงที่ใช้แต่ของถูกและแต่งหน้าได้ห่วยแตกเสมอ “จริงไหมเมย์”

เมริสาพนักหน้า ก่อนจะเบิกตาโตเมื่อคิดบางอย่างออก “แล้วร็อกเก็ตที่เธอสวมอยู่ล่ะ”

“ฉันทิ้งไปแล้ว”

“ห๊า...ทิ้งไปแล้ว ฉันฟังผิดไปแน่ๆ ล็อกเก็ตนั่นสำคัญแค่ไหน เธอลืมไปแล้วหรือ ว่าพ่อของเธอเป็นคนให้ไว้” ไอริสทำหน้าขยะแขยง สร้อยเงินไร้ราคากับล็อกเก็ตรูปหัวใจเก่ากึกต่างจากสร้อยที่เธอสวมอยู่ราวฟ้ากับเหว ของแบบนั้นมีไว้ก็ลดคุณค่าตัวเอง “ฉันว่า ถึงมันจะดูไร้ราคา แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันมีมนต์ขลัง มันซ่อนเรื่องราวเอาไว้ ถึงเธอไม่ใส่ เธอก็ควรจะเก็บเอาไว้อย่างดี อย่างน้อยก็เป็นที่ระลึกจากพ่อของเธอ”

“ไร้สาระ ตั้งแต่เกิดมา ฉันยังไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย แล้วทำไมฉันจะต้องไปสนใจเศษเหล็กที่เขาทิ้งไว้ให้ด้วย”

“อย่าพูดอย่างนี้ให้แม่อัญได้ยินเชียวนะ ท่านจะเสียใจเอา”

“ฉันไม่สนหรอกว่าแม่จะคิดยังไง” เธอยักไหล่ขณะพูด “ฉันทนกับสภาพการเป็นลูกสาวของแม่ครัวไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อาชีพของแม่และฐานะของแม่ ทำให้คุณค่าของฉันลดลง”

ยิ่งพูด ไอริสก็ยิ่งเลวและแย่ เมริสารู้ดีว่าเจ้าหล่อนเก็บกดมานานแล้ว และเพิ่งจะมาระเบิดเมื่อสี่ปีที่แล้วนี่เอง เพราะอัญชลีเลี้ยงดูบุตรสาวอย่างดี ประคบประหงมสุดฤทธิ์ ชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม แถมยังไม่ค่อยยอมให้ไปไหน เรียกว่าอยู่ในกรอบตลอดเวลาก็ว่าได้

พอเรียนระดับมหาวิทยาลัย ไอริสที่เคยอยู่ในโอวาทก็ได้โอกาสวาดลวดลายกลายเป็นสาวสังคม เข้าชมรมปาร์ตี้ทุกค่ำคืน สนุกกับชีวิตแบบไม่เกรงใจแม่ เสน่ห์แพรวพราวยั่วยวนผู้ชายมากหน้าหลายตาให้แวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบ

แต่ไอริสไม่ค่อยชอบขนมจีบของผู้ชายพวกนั้นหรอก เธอชอบที่จะเป็นฝ่ายเลือกมากกว่า...และคนที่เธอเลือกก็คือ ชายหนุ่มที่หล่อเหลาและเรียนเก่งอันดับต้นๆของมหาวิทยาลัย

“เธอจำได้ใช่ไหมเมย์ ว่าฉันเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐีที่เมืองไทยที่บินมาเรียนที่โรม”

“จ้ะ ฉันไม่ลืมหรอก เพราะฉันได้รู้จักการโกหกครั้งแรกก็ตอนที่ต้องพยักหน้ากับเพื่อนๆทั้งคณะเพราะเรื่องนี้” เธอถูกบังคับให้เออออกับชีวประวัติที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ของไอริส เจ้าหล่อนไม่เคยพอใจอาชีพในครัวของมารดา ซึ่งเป็นแค่ลูกจ้างของร้านอาหารเมริสา ทั้งที่เคยเป็นเจ้าของมาตั้งหลายปี

เพราะหลังจากที่บิดาของเธอแต่งงานใหม่กับอัญชลี เขาก็เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด การรักษาที่แพงลิ่ว ทำให้ก่อหนี้มากมาย จนร้านตกไปเป็นของคนอื่น หรือเจ้าของร้านคนปัจจุบันนั่นเอง แต่ที่อัญชลีไม่ยอมไปไหน เพราะเธอหวังในใจว่าสักวันจะไถร้านคืนจากดวงมณีได้

“เธอไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมแม่ที่ร้านบ้างเหรอ จากที่นี่ไปที่ร้าน ก็ไม่ได้ไกลมาก”

“ไม่...ฉันยุ่ง เธออย่าวุ่นวายเรื่องส่วนตัวของฉันได้ไหมเมย์ ตอนนี้ชีวิตฉันกำลังจะรุ่ง ฉันอาจจะได้เป็นนางแบบให้ห้องเสื้อเรเชลด้วย สาวก้นครัวอย่างเธอคงไม่รู้จักหรอก”

“อืม....แล้วเมื่อไหร่จะแต่งงาน” ในเมื่อเจ้าหล่อนย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวรแล้ว หลังจากไปๆมาๆอยู่เกือบปี เธอก็ควรจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่ลงทุนซื้อที่พักแพงๆแบบนี้สำหรับเป็นเรือนหอสิ “ร็อกกี้ขอเธอแต่งงานหรือยัง”

“แน่นอนอยู่แล้ว” น้ำเสียงของเจ้าหล่อนผยองกว่าครั้งไหนๆ ขณะจ้องมองตัวเองในกระจกบานใหญ่ ที่ส่องเห็นตนเองในชุดราตรีสีดำเจิดจรัสตั้งแต่หัวจรดเท้า “แต่ฉันจะตกลงรึเปล่า นั่นอีกเรื่อง”

“อ้าว! ทำไมล่ะ เธอรอวันนี้มาตั้งนานแล้วนี่”

“ฉันอยากแต่งงานก็จริง ฉันรักเขามากก็จริง แต่ฉันเคยบอกรึเปล่าว่าต้องเป็นเขาเท่านั้น”

เมริสาถึงกับมึน “แต่เธอกับเขา...”

“อย่าไร้เดียงสานักเลยพี่สาว เธอแก่กว่าฉันตั้งปีเชียวนะ” แล้วเจ้าหล่อนก็หัวเราะร่วน หน้าระรื่น “ถึงฉันกับเขาจะมีอะไรกันแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะผูกมัด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องไปรับผิดชอบ มันไม่ใช่สัญญา เธอควรจะมีแฟนสักคนและหัดเรียนรู้ไว้บ้างนะ ไม่ใช่เอาแต่ทำอาหารไปวันๆ”

“ความรักมันยังไม่พอสำหรับร่วมชีวิตกันเหรอ?”

“พอรึเปล่า เธอดูอย่างแม่ฉันสิ มีผัวคนแรก ผัวก็หาย พอมาแต่งกับลุงยุทธ ไม่นานผัวก็ตาย แถมทิ้งหนี้ไว้ให้เพียบ”

ไอริสไม่ได้เป็นคนพูดตรงหรอก แต่พูดไม่เกรงใจใคร ไม่รู้จักกาลเทศะ เธอคงลืมไปแล้วว่าลูกสาวของยุทธนานั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ผู้หญิงแบบนี้ใช่ไหมที่ผู้ชายคลั่งไคล้ อยากได้ไปครอบครองกันทั้งเมือง

“แล้วเธอจะแต่งกับใคร”

“ยังหรอกน่า มันแค่เริ่มต้น แต่ฉันเชื่อว่ามันจะไปได้ดี”

กับใคร?

“ดูเธอมีความสุขจัง”

ความสุขที่ทะลักล้นออกมาจากแววตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกำลังหลงใหลได้ปลื้มผู้ชายคนใหม่ที่เธอเลือกไปดินเนอร์กับเขาในค่ำคืนแสนหวานนี้  หรือเพราะเพชรบนคอกันแน่

“แน่ล่ะ เพราะฉันกำลังรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นซินเดอเรล่าที่น่าอิจฉาที่สุด”

“เธอจะเลิกกับเขาจริงเหรอ”

“ไม่” เจ้าหล่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ “ถึงฉันจะแต่งงานกับคนอื่น แต่ฉันไม่เลิกกับร็อกกี้แน่นอน เพราะหัวใจฉันเป็นของเขา แม้ร่างกายจะไปเป็นของคนอื่นสักพัก”

“ของคนอื่นสักพัก หมายความว่าไง” เธองงจริงๆ ไอริสกำลังคิดจะทำอะไร

“เฝ้าดูชีวิตฉันต่อไปสิเมย์ คำตอบมันจะมาในอีกไม่ช้านี้แหละ ขออย่างเดียว ก่อนทุกอย่างจะเปิดเผย ห้ามพูดเรื่องนี้ให้แม่ฟังเด็ดขาด เข้าใจไหม”

“ฉันรู้หรอกน่า...แต่ฉันชักจะเป็นห่วงเธอเสียแล้ว เธอกำลังทำเรื่องเสี่ยงอยู่รึเปล่า”

ไอริสหัวเราะขบขัน “ไม่เสี่ยงหรอก ถ้าเธอปิดปากให้สนิท และตอบว่าไม่รู้ไม่เห็นเวลาที่แฟนฉันถาม”

“เขาคงไม่คิดจะถามอะไรฉันหรอก เธอก็น่าจะรู้”

ผู้ชายคนนั้น...หนุ่มเจ้าเสน่ห์แสนเพอร์เฟคที่สาวๆทั้งเมืองพากันคลั่งไคล้หลงใหล เขาเป็นคนสุภาพอ่อนโยน และแสนดีกับคนไปทั่ว แต่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เขาหยาบคายและเกลียด...ก็เธอไง!! โดยไม่ทราบสาเหตุเลยสักนิด  

“ไม่รู้ว่าเขารู้รึเปล่าว่ามีฉันอยู่บนโลกใบนี้”

ไอริสทำหน้าขัน แล้วขมวดคิ้วนิดๆ “พูดเหมือนน้อยใจ ไม่เอาน่า เธอเป็นคู่ซี้ฉันนะ เขาจะมองไม่เห็นได้ยังไง”

“คู่ซี้เหรอ???” เมริสาย้ำคำนั้นอย่างไม่เห็นด้วย เพราะเธอแน่ใจว่าไอริสตัวร้ายบอกกับใครๆไปทั่วว่าเธอเป็นสาวใช้ประจำตัวเจ้าหล่อนมาตลอด “น่าปลื้มใจจัง ว่าแต่ ไปดินเนอร์แค่นี้ ทำไมจัดกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วย”

“เธอต้องถามฉันว่าจะไปดินเน่อร์ที่ประเทศไหนต่างหาก”

“ห๊า!!! เธอจะไปต่างประเทศเหรอ ไปกี่วัน”

“ยังไม่รู้...แผนยังไม่นิ่ง ไม่แน่ว่าจะบินไปพักผ่อนต่อที่เกาะใดเกาะหนึ่งในเมดิเตอร์เรเนียนก็ได้ อย่างคาปรีหรือซานโตรินี เธอก็รู้ว่าฉันอยากไปเที่ยวไปช็อปที่คาปรีมาตั้งนานแล้ว แต่แฟนฉันขี้เหนียวม๊าก มาก!” เจ้าหล่อนพูดพลางทำหน้างอนๆ กลายเป็นความผิดของคนรักเธอเสียนี่

เธอได้ยินมาว่าหมอนั่นบ้างานมาก เขาทำงานแบบถวายหัว ทุ่มสุดตัวราวกับเป็นเจ้าของบริษัท แม้ตอนนี้เขาจะทำงานในตำแหน่งเล็กๆ แต่ด้วยความสามารถ เชื่อว่าสักวันเขาจะก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่โตได้ไม่ยาก แต่มันอาจจะช้าไปสำหรับหญิงสาวที่ทะเยอทะยานอย่างไอริส

“เป็นลูกจ้างเขาก็อย่างนี้แหละ สู้เป็นเจ้าของบริษัทเองไม่ได้”

“แต่บริษัทที่เขาทำงานอยู่ก็ใหญ่โตไม่ใช่เล่นเลยนะ”

หากเอ่ยถึง...อาร์แอนด์ดี คงไม่มีใครในอิตาลีไม่รู้จักหรือแม้แต่ชาวยุโรปทั่วๆไปที่นิยมอาหารแปรรูปในซุปเปอร์มาเก็ตและห้างสรรพสินค้าตั้งแต่เล็กยันใหญ่ยักษ์ 

บริษัทส่งออกและนำเข้าเกี่ยวกับอาหารแปรรูปทุกชนิด ที่ใหญ่ที่สุดและทำกำไรมหาศาลติดต่อกันหลายปี หากใครได้เข้าทำงานที่นี่ ก็ถือว่าเจ๋งไม่น้อย

ร็อกกี้ มิลเลอร์ ไม่ได้ไปสมัครงานที่นั่น แต่ถูกจองตัวให้เข้าไปทำงาน ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ เธอไม่คิดว่าเขาจะกลายเป็นเศรษฐีในสักวันเหรอ”

“เป็นไปได้ แต่คงต้องใช้เวลานานหน่อย และเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่คนทะเยอะทะยานอะไร เขาแค่อยากมีบ้านหลังเล็กๆ มีรถกระจอกๆขับไปทำงาน มีเงินเดือนพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น” เจ้าหล่อนพูดพลางถอนหายใจ “แต่ดันอยากมีเมียสวยนี่สิ ฉันไม่เห็นด้วยกับเขาเลยจริงๆ”

เมริสาแอบคิดว่าเธอเองก็ไม่เห็นด้วย ผู้ชายคนนั้นดีเกินไปสำหรับผู้หญิงคนนี้จริงๆ 

“ฉันรู้มาว่าร็อกกี้มีแม่ที่ต้องเลี้ยงดูด้วยใช่ไหม”

“ฉันเคยเล่าให้เธอฟังเหรอ”

“ใช่...ครั้งหนึ่ง”

ไอริสทำหน้าเซ็ง “เพราะเขาต้องดูแลแม่ที่นั่งรถเข็นไง เขาถึงไม่ค่อยมาหาฉันที่นี่ เขาเห็นแม่ของเขาสำคัญกว่าฉันเสมอ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันไม่เลือกเขา”

“ยังไงก็ตาม เธอควรจะบอกเลิกเขาก่อน”

ไอริสหัวเราะ ก่อนจะส่ายหน้า “ยังไม่ใช่ตอนนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนนั้นแล้ว ฉันจะบอกเลิกเขา เธอไม่ต้องห่วง”

เมริสายิ้มไม่ออก “ฉันไม่น่ารับรู้เรื่องนี้เลย”

ไอริสหัวเราะ “ไม่รู้ล่ะ ฉันถือว่าเธอสมรู้ร่วมคิด”

“ไม่นะ”

“เธอปฏิเสธไม่ได้หรอก” เจ้าหล่อนมองนาฬิกาข้อมือเรือนแสนที่ฝังเพชรเม็ดเล็กรายล้อม “ฉันต้องไปแล้วล่ะ เครื่องใกล้จะออกแล้ว ฝากห้องด้วยนะ ทำความสะอาดขัดถูให้เรียบร้อยด้วย ฉันกลับมาห้องต้องเนี๊ยบ”

สั่งซะ อย่างกับเป็นเจ้านาย เมริสาแอบบ่นในใจ “แล้วถ้ามีใครโทรมาหาเธอจะให้บอกว่ายังไง”

“บอกว่าฉันไปทำงานต่างประเทศ ไม่รู้กำหนดกลับ ท่องไว้ให้ขึ้นใจนะจ๊ะพี่สาว”

“เธอแก่นเซี้ยวเกินไปแล้ว”

“ยังไงก็...ฉันอนุญาตนะ ถ้าเธอจะพาผู้ชายมาสนุกที่ห้อง”

พี่สาวถึงกับหน้าแดงเป็นลูกมะเขือเทศ “จะบ้าเหรอ เธอจะไปไหนก็ไปเหอะ เดี๋ยวทำห้องให้”

ไอริสหัวเราะคิกคัก เดินไปคว้ากระเป๋าสะพายราคาแพงลิ่วรุ่นลิมิเตดอิดิชั่นตอนหน้าร้อนที่ผ่านมาของแบรนด์เรเชล และกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กๆที่ตัดเย็บเนี๊ยบทุกขั้นตอน ก่อนตรงไปยังประตูห้อง โดยเมริสาเดินตามไปส่งถึงประตู

“ฉันลางานที่ร้านอาหารให้เธอเรียบร้อยแล้วนะ เธอมาเฝ้าห้องและคอยรับโทรศัพท์ให้ฉัน เผื่อมีงานติดต่อมา เพราะฉันจะไม่รับโทรศัพท์ระหว่างไปเที่ยว โอเค๊?”

“ไม่โอเค” เมริสาเท้าสะเอว ปั้นหน้าโหด “แล้วใครจะช่วยงานน้าอัญที่ร้าน”

“พนักงานเยอะแยะ ฉันว่าเธอลางานสามสี่วัน ถ้วยชามคงแตกน้อยลง และลูกค้าก็ไม่ต้องกลัวเด็กเสิร์ฟราดน้ำบนหัวเขาด้วย จริงไหม” เจ้าหล่อนพูดจบก็หัวเราะ เปิดประตูห้องออกไปอย่างอารมณ์ดี

เมริสาทำหน้ายักษ์ใส่บานประตู บอกลาเจ้าของห้องตัวแสบ ก่อนหันมองรอบกาย ภายในห้องที่รกและเละเทะยิ่งกว่ากองขยะ เธอรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มจับไม้กวาดเลยด้วยซ้ำ

“สวยซะเปล่า ห้องน้ำโคตรสกปรก”

เมริสาสวมถุงมือยางและผ้ากันเปื้อน เตรียมพร้อมล้างห้องน้ำเป็นลำดับแรก 

“เธอเป็นผู้หญิงที่เลือกได้เสมอไอริส อยากได้ใครก็ได้ แค่ขยิบตาให้สักครั้ง ผู้ชายก็วิ่งกันขาขวิดมาหาเธอ ฉันอยากรู้จริงๆเลยว่ามีผู้ชายคนไหนบ้างที่ไม่สนใจเธอ”

หญิงสาวถูโถส้วมไปด้วย บ่นไปด้วย และคิดไปด้วย “ฉันเองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนี่นา ออกจะสวยและแสนดี ขยันทำมาหากินอีกต่างหาก แต่ไม่เห็นมีใครสนใจเลย หรือว่าเพราะวันๆอยู่แต่ในร้านอาหาร ไม่ได้พบเจอผู้คนกับเขา...”

อย่าว่าแต่สนใจเลย แค่พูดก็ยังไม่มีใครอยากพูดด้วย เธอเคยสงสัยว่าตัวเองปากเหม็นรึเปล่า แต่ก็ไม่ใช่ ไอริสบอกว่าเป็นเพราะเธอตัวติดกับไอริสตลอดเวลา หน้าตาเธอเลยมัวหมองไร้ราศีไปเสียหมด  ซึ่งเธอคิดว่าเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อถือมากๆ 

“แต่ลูกค้าผู้ชายที่ร้านก็เยอะนี่นา สงสัยเราจะอาภัพเรื่องคู่”

เธอบ่นแล้วถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ก้มหน้าก้มตาขัดพื้นห้องน้ำต่อไป  เสียงเคาะประตูดังขึ้นในอีกหนึ่งนาทีถัดมา ทำเอาเธอสะดุ้งโหยง...

“ใครมา!!!!...” เธออดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นคนรักของน้องสาว “หมอนั่นแน่ๆ”

ทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่เธอกลับรู้สึกกลัวที่จะไปเปิดประตู เพื่อพูดคำโกหกต่างๆนานา

“ทำไงดีๆๆ” เสียงเคาะหนักขึ้นเรื่อยๆ เมริสาตัดสินใจทิ้งอุปกรณ์ทำความสะอาดไว้ แล้วเดินออกไปดูที่ประตู เธอมองผ่านช่องตาแมว จึงก็ได้เห็นชายสุดหล่อยืนถือช่อกุหลาบสีแดงแจ๋ “หมอนั่นจริงๆด้วย สงสัยจะงานใหญ่ แต่งหล่อพร้อมช่อกุหลาบ”

เมริสาหันหลังให้บานประตู “หรือจะแกล้งทำเป็นไม่มีใครอยู่”

สิ้นสุดคำนั้น ประตูเปิดออก เธอหันหลังขวับ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในห้อง ด้วยท่าทางอารมณ์ดี แต่พอเห็นหน้าเธอ สีหน้าและอารมณ์เขาก็เปลี่ยนเป็นไม่สบอารมณ์แทน

“ไอริสล่ะ”

“คุณเข้ามาได้ยังไง”

เขาชูกุญแจให้ดู ก่อนเดินไปทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟา

“ไปเรียกสุดที่รักของฉันมา”

“ถ้าคุณหมายถึงไอริสล่ะก็...”

“แล้วจะให้หมายถึงใคร”

“เธอไม่อยู่ค่ะ”

เขาขมวดคิ้ว “ไปไหน”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” เธอโกหกอีกแล้ว และการโกหกทุกครั้งในชีวิต เกิดจากไอริสทั้งสิ้น “แต่คงไม่อยู่ราวๆสองสามวันน่ะค่ะ”

“ได้ยังไง” ชายหนุ่มอารมณ์กราดเกรี้ยวขึ้นทันตา ทำให้หญิงสาวผงะเล็กน้อย เขาล้วงโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกทันที เขาฟังครู่หนึ่งก่อนจะโยนโทรศัพท์ทิ้งอย่างอารมณ์เสีย “ปิดเครื่อง หมายความว่าไง ไปไหน ทำไมไม่บอก”

“สงสัยจะเซอร์ไพรส์แฟน”

“ว่าไงนะ”

“เปล่าค่ะ” เมริสายิ้มเจื่อน เวลานี้เธออึดอัดเกินทน อยากจะเข้าไปสูดอากาศหอมๆในห้องน้ำต่อ “คุณจะนั่งให้หายเหนื่อยก่อนก็ได้นะคะแล้วค่อยกลับ”

“ทำไมต้องกลับ ในเมื่อที่นี่เป็นของฉันครึ่งหนึ่ง เธอคงเป็นแม่บ้านของไอริสสินะ”

“แม่บ้าน!!!” ไม่ใช่สาวใช้แต่เป็นแม่บ้าน เขาจำหน้าเธอไม่ได้เลยเหรอ ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน “ค่ะ ฉันเป็นแม่บ้านของคุณไอริส เธอจ่ายเงินเดือนให้ฉันแพงมากเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้น ฉันขอตัวไปทำความสะอาดห้องน้ำต่อเลยนะคะ เพราะหากมัวแต่พูด งานจะไม่เสร็จ ไม่คุ้มกับเงินเดือนค่ะ”

เจ้าหล่อนหันหลังแล้วสะแยะยิ้มด้วยความโมโห หากหายตัวได้เหมือนแฮรี่ พอร์ตเตอร์ เธอคงทำทันที 

 

“หวังว่าล้างห้องน้ำเสร็จ คุณคงกลับไปแล้วนะ” เธอพูดกับตัวเองขณะกลับประจำที่หน้าโถส้วม

ชายหนุ่มคลายเน็คไทออกหลวมๆ เพื่อผ่อนความอึดอัด

“จะไปไหนมาไหนก็น่าจะบอกกันบ้าง”

ร็อกกี้อดบ่นไม่ได้ วันนี้เขาอุตส่าห์เลิกงานเร็ว เพื่อจะกลับมาดินเนอร์กับเธอแท้ๆ

“ล้างห้องน้ำเสร็จแล้ว ทำอาหารให้ฉันกินด้วยนะ” เขาตะโกนเสียงดังเพื่อให้แม่บ้านได้ยิน เสียงตอบรับหวานๆจากหญิงสาวทำให้เขาแปลกใจ

“ค่ะคุณผู้ชาย”

หญิงสาวสูดลมหายใจดังฟืดฟาดด้วยความโมโห วินาทีนี้ เธอระบายกับใครไม่ได้ นอกจากอ่างอาบน้ำ เธอกระโดดลงไปข้างใน แล้วถูชนิดที่ว่าถ้าเป็นเนื้อคนคงขาดไปแล้ว   


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha