เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 4 : กรี๊ดดดด ไอ้แก่ลามก!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






ตอนที่ 3

 

         

“ผมซื้อตึกนี้แล้ว”

ชายหนุ่มพูดใส่โทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงปกติ สีหน้าเรียบเฉยจ้องมองไปยังอากาศและท้องฟ้าสีครามเบื้องหน้า

บนตึกสูงสามสิบชั้นที่แสนหรูหราใจกลางย่านธุรกิจ ทรัพย์สินชิ้นใหม่สดๆร้อนๆ  

“เพิ่งเซ็นสัญญาเมื่อวานนี้เองครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่ห้องพัก ผมไม่อยากให้ใครมารบกวนที่นี่ ไม่ต้องส่งใครมาทั้งนั้น คุณพ่อพักผ่อนเยอะๆนะครับ เราจะได้ดื่มด้วยกันไปอีกนานๆ”

ชายหนุ่มวางสายจากคุณพ่อที่เขาเคารพนับถือ ซึ่งเวลานี้ นอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่เรื่องที่ได้รับการเปิดเผย เวลานี้อำนาจของฟรานเชส คาร์โลทั้งหมดตกเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว

...แม้เขาจะเป็นแค่บุตรชายบุญธรรมก็ตาม เขาเคยพูดแบบตรงไปตรงมากับฟรานเชส เขาขอแค่อำนาจ แต่ความร่ำรวยนั้น เขาจะสร้างมันขึ้นด้วยตัวเอง

ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ที่มีชื่อเขาเป็นเจ้าของ มันคือของเขาโดยชอบธรรม  !

“ตึกนั่นสินะ” เขามองไปยังตึกสูงลิ่วที่อยู่ไกลออกไป อาณาจักรสุดยิ่งใหญ่ของบริษัทอาร์แอนด์ดี ที่กุมอำนาจวงการอาหารแปรรูปไว้ในมือแบบผูกขาดมานานหลายสิบปี “อีกไม่นานสินะ ที่มันจะกลายเป็นของฉัน”

ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของเขา ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กๆ สายตาเย็นชายังคงไม่ละไปไหน ยอดตึกสูงนั่นใช่ไหม มัสซิโม แบร์ลุสโคนี่นั่งบนบัลลังก์เป็นราชาที่กินตะกระมูมมามไม่แบ่งใคร จนลวยล้นฟ้า

ชายวัยหกสิบที่ฉลาดหลักแหลมและทำธุรกิจได้อย่างชาญฉลาดเสมอมา เขาจะรู้ไหมว่า กำลังจะได้รับบทเรียนราคาแพงจากคนรุ่นลูก

“แล้วคุณจะรู้ว่า ควรจะฆ่าผมซะตั้งนานแล้ว” ชายหนุ่มเดินไปหยิบขวดไวน์ขาวที่วางอยู่บนโต๊ะ ขึ้นรินใส่แก้วทรงสูงแค่ค่อนแก้ว แล้วหันหลังกลับสู่ระเบียง เขาต้องการฉลองชัยเงียบๆ โดยชมยอดตึกนั่นไปด้วย “ผมถึงอยากได้ห้องนี้ เพราะมันเห็นตึกของคุณได้ชัดแจ๋วที่สุด”

วินาทีนั้น โทรศัพท์มือถือของเขาลั่นขึ้น เขาล้วงออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอเห็นชื่อปลายสาย เขากดรับอย่างไม่ลังเล

“ว่าไงครับ”

ดาราสาวสวยรุ่นลายครามที่อายุสี่สิบห้าไม่มีผลต่อความสวยของเธอเลยสักนิด เจ้าหล่อนกำลังถ่ายหนังอยู่ที่แกรนแคนย่อนอย่างสนุก แต่ยังไม่ลืมโทรศัพท์ข้ามทวีปมาหาเพื่อนรุ่นน้องที่แสนดื้อ

“เรื่องที่ขอให้ช่วย สำเร็จแล้วนะ มีรางวัลให้ไหมจ๊ะที่รัก”

“คุณอยากได้อะไรล่ะ”

“เจอกันแล้วจะบอก” พูดทิ้งไว้แค่นั้นก็วางสายไป ชายหนุ่มยิ้มสะใจกับความสำเร็จเล็กๆที่เพิ่งได้รับข่าวจากหญิงสาว

ความที่เจ้าหล่อนรู้จักคนเยอะ โดยเฉพาะพวกนักธุรกิจและมหาเศรษฐี เธอจึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการล้วงข้อมูลเลยก็ว่าได้ แล้วเขาเพิ่งล้วงข้อมูลใครไปล่ะ

ชายหนุ่มหันหลังกลับเข้าห้อง ทักทายกับคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานอีกครั้ง เวลานี้ไม่มีเรื่องไหนที่สนุกเท่ากับศึกษางานของบริษัทอาร์แอนด์ดีชนิดละเอียดยิบ แบบถึงรากถึงโคน

ไคล์เจาะเข้าไปในโลกของมัสซิโมนานหลายชั่วโมง กระทั่งหลับฟุบคาโต๊ะทำงาน

 

หญิงสาวเดินมาตามริมฟุตบาทที่คุ้ยเคย จนถึงหน้าร้านอาหารแสนรัก ร้านอาหารไทยที่ยังใช้ป้ายชื่ออันเดิมตั้งแต่เปิดร้านวันแรก ดวงมณี หรือเจ๊ดวง เจ้าของร้านคนใหม่ ถึงจะปากร้ายไปนิด แต่เป็นคนดีใช้ได้  

“ฉันรักเธอที่สุดเลย” ร้านอาหารที่เปรียบเสมือนบ้าน ที่ซึ่งฟูมฟักดูแลเธอจนเติบโต บิดาของเธอดัดแปลงชั้นสองของร้านเป็นที่พักอาศัยของลูกจ้างที่ต้องการที่พักราคาถูก ส่วนชั้นสามถือเป็นบ้านของครอบครัว ที่เวลานี้กลายเป็นของดวงมณีไปแล้ว

เธอกับอัญชลีต้องเช่าห้องนอนตัวเองนับตั้งแต่ร้านตกเป็นของดวงมณี ส่วนไอริสไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย นับตั้งแต่เรียนจบ

“บ้านของเราใช่ไหมคะพ่อ”

เมริสาตั้งใจว่าจะทำงานหาเงินเพื่อมาซื้อร้านคืนจากดวงมณี

“สักวัน ฉันจะเอาเธอกลับมา...เมริสา!

หญิงสาวใช้ประตูหลังร้านเพื่อเข้าสู่ห้องทำงานขนาดใหญ่ของเธอ ห้องครัวที่มีวัตถุดิบมากมายสำหรับทำอาหารไทยออกไปเสิร์ฟลูกค้าหลายสัญชาติ กลิ่นหอมจากกระเพราหมูในกระทะที่เชฟอัญชลีกำลังผัดอย่างคล่องแคล่ว ล่อเธอให้เข้าไปสูดดมใกล้ๆ เหมือนแมลงเข้าฉกเกสรดอกไม้

“หอมจังเลย แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยมาก”

อัญชลียิ้ม แต่บอกให้เธอไปห่างๆ เพราะเกะกะ ผู้จัดการร้านเดินหน้าบึ้งเข้ามา กวักมือเรียกสาวเสิร์ฟคนใหม่ที่เพิ่งสมัครมาทำงานได้ไม่นาน

“ยัยอารี ยิ้มเป็นไหม ยิ้มสวยๆน่ะ ลูกค้าจะได้ประทับใจ ไม่ใช่ทำหน้าเหมือนผัวทิ้งแบบนี้”

จบประโยค อารีก็ร้องไห้โฮ

“ผัวไม่ได้ทิ้ง แต่ผัวตายค่ะ”

สมชายกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ รู้สึกผิดนิดๆ “เสียใจด้วยนะ แต่เธอต้องแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ได้ อย่าเอามาปะปนกัน ดูอย่างฉันสิ หาผัวไม่ได้ แต่ก็ยังยิ้มสู้ชีวิต ถ้ายังไม่ตาย ก็หาต่อไป เธอก็เหมือนกัน อย่าสิ้นหวัง หาใหม่โลด”

“คำปลอบใจของผู้จัดการคงช่วยพี่อารีได้มาก” เมริสาอดหัวเราะไม่ได้ เธอละจากแม่ครัวใหญ่ประจำร้าน มากอดออเซาะสมชายแทน “ขอกำลังใจจากเจ๊บ้างได้ไหมคะ”

“อย่างหล่อนมีเรื่องเครียดด้วยเหรอ เห็นยิ้มหัวเราะทั้งวันเหมือนคนบ้า”

“โธ่เจ๊ ฉันก็มีมุมเศร้าเหมือนกันนะ แค่ไม่ให้ใครเห็น และความทุกข์ของฉันในวันนี้ มีแต่เจ๊คนเดียวที่สามารถช่วยฉันได้”

อัญชลีชะงักมือที่กำลังหยิบน้ำปลา หญิงสาวพูดเล่นก็จริง แต่เธอรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เธอเป็นแม่ แต่ใส่ใจดูแลเด็กสาวคนนี้น้อยกว่าลูกตัวเองหลายขุม

เหตุผลของเธอก็คือ เมริสาคือตัวแทนของความสดใส เข้มแข็งและมองโลกในแง่ดีเสมอ ซึ่งต่างจากไอริส ที่มีนิสัยอิจฉาริษยา ทะเยอะทะยานและไม่เคยเห็นหัวใคร

แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามเลี้ยงดูอบรมไอริสแค่ไหน คนที่ได้ดังใจเธอทุกอย่างกลับเป็นเมริสา คนที่ดูแลเธอราวกับเป็นแม่บังเกิดเกล้า คือลูกนอกไส้คนนี้

“ความทุกข์อะไรของหล่อน ฉันขนลุกไปหมดแล้ว หรือว่าแกเป็นมะเร็ง!!!

อัญชลีวางงานตรงหน้าแล้วเดินมาที่เมริสาทันที

“แกเป็นอะไรรึเปล่า” เพราะบิดาของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคนี้ “บอกมาเดี๋ยวนี้” 

“ไม่มีอะไรจ้ะแม่ ฉันสบายดี”

“หล่อนสบายดี แล้วเป็นอะไร หรือว่าหล่อนท้อง!!!

“เอากับเจ๊สิ แต่ละเรื่องที่ยัดเยียดให้นี่ ถึงแก่ชีวิตทั้งนั้น” เจ้าหล่อนหันไปทางมารดา “ไม่ใช่จ้ะ สบายใจได้ จนป่านนี้ยังไม่เคยมีแฟนเลยสักคน” เจ้าหล่อนหันไปหาสมชายแล้วแบมือ ทำหน้าใสซื่อ กระพริบตาปริบๆ “เว๊ากันซื่อๆ ขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าก่อนได้ไหมคะ”

ทุกคนในห้องครัวถึงกับจับสิ่งของใกล้ตัวจะเขวี้ยงใส่หญิงสาว ก่อนหันไปทำงานของตัวเองต่อไป

สมชายทำหน้าเหมือนเพิ่งกินของบูดเข้าท้อง เท้าสะเอว ชี้หน้า

“จะเอาไปทำอะไรยะ!!!

“เอาไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆใส่”

“พูดผิดพูดใหม่ อย่างหล่อนนะเหรอจะซื้อเสื้อผ้า” สมชายไม่เชื่อเด็ดขาด เด็กสาวตรงหน้าไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย นอกจากแม่เลี้ยงที่ลูกแท้ๆไม่เคยใส่ใจ “จะซื้อให้ใคร”

“ซื้อให้แม่”

“นั่นปะไร”

“คุยอะไรกันเสียงดังน่าหนวกหู” เสียงของอัญชลีดังแทรกขัด แอบเขินเพราะปลื้มใจ  “หายหัวไปทั้งวัน กลับแล้วก็รีบไปทำงานสิ มัวแต่เม้าท์ ไร้สาระจริงๆ”

เมริสากับสมชายส่งสายตาให้อย่างรู้กัน ก่อนจะหัวเราะน้ำตาไหล เดินแยกกันไปคนละทาง หญิงสาวเข้าประจำที่อ่างล้างผัก อดไม่ได้ที่จะทวง

“เมื่อไหร่แม่จะสอนหนูทำอาหารให้เก่งๆสักที หนูจะได้ช่วยแม่ทำงานอย่างเต็มที่ไง ทุกวันนี้อาศัยครูพักลักจำ ทำออกมาแค่พอกินได้ แต่ขายไม่ได้”

“ไม่เอา ฉันไม่สอน ฉันไม่ให้แกเป็นแม่ครัว อย่างแกต้องเป็นมาดามเท่านั้น”

“คอยชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว” เมริสาต่อประโยคที่ได้ยินมาเป็นครั้งที่แสนจากแม่เลี้ยงที่อุดมการณ์หนักแน่น คนงานในครัวหัวเราะครื้นเครง หลุดกฎเจ๊ดวงที่ห้ามหัวเราะขณะประกอบอาหาร “สามีเลี้ยงดูทะนุถนอม มีสาวรับใช้ห้อมล้อมเป็นสิบ จะไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนขับรถ พร้อมบอร์ดี้การ์ดมาดเข้ม”

ทุกคนยังเฮฮาต่อเนื่อง แม้แต่อัญชลียังอดยิ้มไม่ได้

“โอ๊ย...ข่อยอยากเป็นมาดามกับเขาบ้าง มาอยู่โรมเกือบเดือนแล้ว ยังไม่มีวี่แววเลย”

“เธอผิวขาวเกินไปมั้งสุมาลี” สมชายกล้าพูด “ต้องดำคมเข้มแบบสาวใต้อย่างฉันสิ ตอนนี้มาต่อแถวจีบไปถึงมิลาน”

“โอเว่อร์” ทุกคนพูดพร้อมกัน ก่อนจะหัวเราะร่วน

เมริสารู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ได้อยู่ท่ามกลางคนไทยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นทั้งพี่ทั้งเพื่อนที่ล้วนแล้วแต่เป็นกัลยาณมิตร แม้ความฝันของเธอจะห่างไกลจากห้องครัวแห่งนี้ แต่เธอคงเลือกที่จะรักษาความสุขที่แท้จริงเอาไว้ เพื่อให้เธอยังยิ้มและหัวเราะได้ทั้งวัน

“มีความสุขจัง” เมื่อเธอกวาดตามองไปรอบๆก็จะเจอแต่รอยยิ้มที่จริงใจ...ที่ร้านนี้มีกฎข้อหนึ่งที่ถือเป็นพันธกิจหลักมาตั้งแต่สมัยบิดาของเธอเป็นเจ้าของ นั่นคือรับเฉพาะพนักงานคนไทยเท่านั้น

เธอจึงพูดภาษาไทยคล่องเหมือนอยู่เมืองไทยจริงๆ แม้ไม่เคยไปเยือนสักครั้ง ทั้งใต้ อีสาน เหนือ ทุกวันนี้ เธอใช้ภาษาไทยสื่อสารมากกว่าภาษาอิตาลีหรืออังกฤษเสียอีก

“อะไรกันพวกนี้!!!!” เสียงเจ้าของกฎนำมาก่อน ดวงมณีที่ยืนดูความเรียบร้อยที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน หูกระดิกทันทีเมื่อรับรสความสนุกสนานจากในครัว เธอรีบเดินเข้ามาดูสถานการณ์ไม่พึงประสงค์โดยไว “หัวเราะเสียงดังอะไรกัน ดังไปถึงด้านนอก รบกวนลูกค้า”

“ไม่มีอะไรนี่คะ” เมริสายังคงเป็นผู้ที่พูดแทนทุกคนเสมอเมื่อต้องประคารมกับเจ๊ดวง “ทุกคนทำงานกันปกติ หูของเจ๊มีปัญหารึเปล่า อายุเท่าไหร่แล้วคะ น่าจะไปลองตรวจหูบ้างนะคะ”

“จริงเหรอ” ดวงมณีครุ่นคิด คำนวณอายุตัวเองแล้วเซ็ง อายุห้าสิบกว่าแล้วหรือ “สงสัยต้องไปตรวจจริงๆ เชฟอัญไปด้วยกันนะ”

ทุกคนกลั้นขำ เมริสาหลอกเจ้าของร้านสำเร็จอีกแล้ว

“ไม่ล่ะค่ะ มีงานทำ”

“ฉันอนุญาตให้ลาหนึ่งวันพรุ่งนี้” อัญชลีไม่ตอบเจ้านาย เดินไปตรวจอาหารที่ผู้ช่วยเชฟเพิ่งจัดจานเสร็จ ดวงมณียังตามไปตื๊อไม่เลิก “ฉันออกเงินให้เองหมดเลยนะ ตกลงนะ”

“ไม่ถือว่าเป็นโบนัสนะเจ๊”

“ย่ะ” ดวงมณีหันมาค้อนขวับใส่เมริสา ก่อนหันไปหาเชฟใหญ่ “ลูกสาวหล่อนนี่ทั้งเค็ม ทั้งเขี้ยวเลยนะ”

ด่าเสร็จก็กลับออกไปหน้าร้าน ไปยืนยิ้มโชว์ริมฝีปากแดงให้ลูกค้าดู หญิงสาวเห็นทุกคนก้มหน้าก้มตาทำงานก็ได้โอกาส ละมือจากผักสด เดินไปหามารดาที่ยืนอยู่หน้าเตาอบ

“แม่...หนูมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง”

“ค่อยเล่าตอนเลิกงานได้ไหม แม่ยุ่ง”

อัญชลีสนใจงานมากกว่าเรื่องที่เธอจะเล่า เมริสาไม่อยากคะยั้นคะยอ ก็เลยกลับไปทำงานต่อ ครู่หนึ่ง สมชายเดินกรีดกรายอารมณ์รื่นเข้ามา ราวกับเพิ่งได้เบอร์ลูกค้าหล่อจากใต้โต๊ะ เขาตรงมาที่เธอ แล้วกระซิบกระซาบ 

“หล่อนทิ้งทุกอย่างในครัว แล้วไปสวมแบบฟอร์ม ออกไปช่วยเสิร์ฟ ลูกค้าเยอะมาก”

“เอางั้นเหรอเจ๊ แต่ฉัน...”

“เร็วๆ อย่าพิรี้พิไร ออกไปช่วยกันทำมาหากินด่วน”

เมริสากำลังเซ็งกับผักเขียวๆเหลืองๆนี่พอดี เจ้าหล่อนเลยไปห้องเปลี่ยนชุด หยิบแบบฟอร์มเด็กเสิร์ฟซึ่งเป็นชุดไทยๆมาสวม อันที่จริง งานเสิร์ฟนั้นเธอค่อนข้างถนัดอยู่หรอก

แต่ติดที่เธอเป็นคนไม่ค่อยยอมใคร เวลาลูกค้าเรื่องมาก เธอเถียงคอเป็นเอ็น เหตุผลมาเป็นกระบุงทีเดียว ก็เลยทะเลาะมีเรื่องกับลูกค้าหลายครั้งจนดวงมณีสั่งห้าม ขอให้เธอทำงานแต่หลังร้านก็พอ

“เสิร์ฟโต๊ะสี่ ลูกค้ารอนานแล้ว ไป!

“เจ้าค่ะ”

เมริสาเดินถือถาดใส่อาหารไปอย่างคล่องแคล่ว แต่แค่สามวินาทีเท่านั้น

“กรี๊ดดดดดด...” สิ้นสุดคำนั้น ลูกค้าหัวล้านถูกตบกบาลไปหนึ่งที “ไอ้แก่ลามก!!!

ลูกค้ากุมศีรษะล้านโล่งแล้วร้องลั่น ทุกสายตาจับจ้องมาที่หญิงสาวผู้เป็นบริกรเจ้าของฝ่ามือพิฆาต เธอฟาดลงไปแบบไม่ยั้งจนหัวนั้นแทบแตกเป็นเสี่ยง 

ดวงมณีเกือบจะทรุดลงกองกับพื้น เพราะผู้ชายที่เมริสาเพิ่งจะจัดหนักไปนั้น เป็นถึงนักการเมืองชื่อดัง

 

“ไล่ออก!!! คำแรกที่ดวงมณีพูดกับเธอ หลังจากเคลียร์กับลูกค้าเข้าใจแล้ว โดยบอกว่าเมริสาสติไม่ค่อยสมประกอบ ออกไปเสิร์ฟเองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเธอขอชดใช้ด้วยการให้เขามากินฟรีที่ร้านเป็นเวลาหนึ่งปี

“กี่ครั้งกี่หนแล้วที่แกไล่ลูกค้า เพราะความไม่รู้จักอดทนอดกลั้น แกไม่เข้าใจเหรอว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า”

“ลูกค้าที่ดีและน่ารักเท่านั้นค่ะ ถึงจะเป็นพระเจ้า แต่สำหรับมัน เป็นได้แค่ไอ้หื่นตัณหากลับ”

“แล้วไงล่ะ ไอ้หื่นมันเลยได้กินฟรีหนึ่งปี ถ้ามันมากินทุกวัน ฉันไม่ตายเหรอ”

“คุณดวงจ๊ะ” อัญชลีพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่ร้อนรนแต่อย่างใด “อย่าถึงกับไล่เจ้าเมย์มันออกเลยนะคะ มันไม่ได้ตั้งใจ”

“หนูผิดเองค่ะ” สมชายยกมือขึ้น “หนูเป็นคนสั่งให้มันออกไปช่วย ถ้าจะไล่ออก ก็ต้องไล่หนูด้วย”

“อย่านะเจ๊”

“พอๆ” ดวงมณีมองหน้าหญิงสาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เธอเบื่อที่ต้องตามแก้ปัญหาแบบนี้เต็มทน แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเจ้าหล่อนดันเป็นลูกสาวของแม่ครัวใหญ่ “ฉันจะเห็นแก่แม่ของเธออีกสักครั้ง เอาเป็นว่า พักงานหนึ่งเดือน”

“หนึ่งเดือน!!!” เมริสาโอดครวญ “แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าห้องให้เจ๊ล่ะ”

“ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ดวงมณีเดินออกไปอย่างไม่มีเยื่อใย

เมริสาคอตก อัญชลีมองดุ สมชายถอนหายใจเฮือกๆเหมือนเพิ่งถูกฉุดขึ้นจากน้ำ

“หมดเคราะห์หมดโศก คิดว่าจะตกงานแล้ว”

“ฉันแย่ที่สุด ฉันน่าจะระงับอารมณ์ให้ดีกว่านี้” เหมือนจะสำนึกผิด แต่เจ้าหล่อนกลับทุบโต๊ะดังปัง ระบายแค้นที่ยังคุกรุ่นไม่หาย “แต่ไอ้แก่ตัณหากลับมันสมควรโดนแล้ว สันดานแย่ๆ ดูถูกผู้หญิง”

“อย่าพูดเสียงดังไป เดี๋ยวเจ๊ดวงได้ยิน จากเดือนเดียวจะกลายเป็นสองเดือน”

อัญชลีทำหน้าเหนื่อยหน่ายยิ่งกว่าดวงมณี “แม่ถึงอยากให้แกกลับไปเรียนให้จบไง เหลืออีกแค่นิดเดียวเองไม่ใช่เหรอ”

ใช่แล้ว เธอยังเรียนไม่จบ เธอพักการเรียนไว้ตั้งแต่บิดาป่วย เพื่อมาดูแลอย่างใกล้ชิด กระนั้น หลังจากที่บิดาเสียชีวิตไปแล้ว แต่เธอก็ยังไม่ยอมกลับไปเรียนต่อ มุทำงานที่ร้านอาหาร ทิ้งความฝัน เพราะไม่อยากให้มารดาเหนื่อยจนเกินไป กับการต้องส่งลูกสาวสองคนเรียนมหาวิทยาลัย

อีกอย่าง ห้องเรียนไม่ใช่ที่เดียวที่ให้ความรู้เธอได้ ทุกวันนี้ เธอยังเรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้าในห้องนอนของเธอ ด้วยจักรขนาดเล็กที่บิดาซื้อให้เป็นของขวัญก่อนจากกัน 

“ไปเรียนก็เท่านั้น หนูชอบงานที่ร้านอาหาร หนูชอบทำอาหาร อยากยึดเป็นอาชีพ ทำงานที่นี่ก็เท่ากับได้เรียนนั่นแหละค่ะ มหาวิทยาลัยชีวิตไงจ้ะแม่ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม แถมยังได้เงินอีกด้วย ดีจะตายไป”

“แล้วไม่อยากเป็นดีไซเนอร์แล้วเหรอ”

หญิงสาวนิ่งไปครู่ ก่อนจะยิ้มร่า “ไม่รู้สิแม่ หนูว่าหนูไม่เหมาะจะนั่งทำงานอยู่กับที่หรอก ตอนเด็กก็ฝันไปเรื่อย เห็นชุดสวยๆแล้วอยากใส่ แต่ไม่มีปัญญาจะซื้อ เลยอยากตัดใส่เอง แต่พอโตขึ้น ถึงได้รู้ว่า คนสวย ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆแพงๆก็ได้ เลือกใส่แต่ที่เหมาะกับตัวเองก็ดูดีแล้ว หนูเลยฝันใหม่ เอาที่สามารถทำได้จริงดีกว่า อย่างการทำอาหารอร่อยๆให้คนกิน แบบนี้ ชีวิตถึงจะสนุก มีรสชาติ”

“ถ้ามันเป็นรสชาติที่แกชอบจริงๆ แม่ก็ไม่ว่าหรอก แกก็พยายามปรุงมันให้อร่อยก็แล้วกัน”

“แม่ช่วยหนูปรุงด้วยนะ เพราะแม่เก่งที่สุด” เธอส่งสายตาหวานให้มารดาเลี้ยง “ถ่ายทอดเคล็ดลับวิชาให้หนูเดี๋ยวนี้”

สองแม่ลูกกอดกันแล้วหัวเราะมีความสุข สมชายที่ยืนซึ้งอยู่ด้วย ขอแบ่งปันความอบอุ่น ด้วยการเข้าไปสวมกอดสองแม่ลูกด้วยความรักและจริงใจ

“สู้ๆนะ”

ร้านอาหารปิดประตูตอนสี่ทุ่มพอดี พนักงานต่างพากันแยกย้ายกลับที่พัก บ้างก็พักอยู่ข้างนอก บางส่วนพักที่ร้าน หญิงสาวช่วยมารดาเก็บครัวเสร็จแล้วก็กลับขึ้นห้องนอน 

เมริสาตรงไปที่จักรคู่กาย ลงนั่ง แล้วเริ่มตัดเย็บชุดสวย เพื่อมอบให้กับมารดาในวันเกิด เธอออกแบบเองและตัดเย็บเองเสร็จสรรพ โดยไม่ให้ใครรู้ เธอตั้งใจจะเซอร์ไพรส์

“ฝีมือเราก็ไม่เลวเหมือนกันนะ” เธอชื่นชมผลงานของตัวเอง แม้ยังไม่เสร็จ เธอกอดผ้าสีสวยเอาไว้แนบใจ นึกถึงความสุขเล็กๆเวลาที่ถูกกอดจากอัญชลี

“หนูขอบคุณนะคะ ที่ดูแลเลี้ยงดูหนูมาอย่างดี”

และเธออดที่จะฝันต่อไม่ได้...

“ถ้าเราแต่งงาน เราจะตัดเย็บชุดแต่งงานเอง”

เธอมีความสุขกับจินตนาการของตัวเอง ทำงานด้วยความเพลิดเพลิน จนหลับคาโต๊ะตั้งจักรไปในที่สุด เมื่อตื่นอีกทีก็พบว่าดวงตะวันโผล่พ้นยอดตึกมาแล้ว 

เมริสาถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์

“คุณรู้เบอร์ฉันได้ไง?”




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha