เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 5 : เธอล่ะซวยตลอด


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






ตอนที่ 4

 

 

 

“มันติดอยู่ที่ตู้เย็น”

ร็อกกี้จอมกวนไม่ยอมให้เธอนอนหลับสบายเลยนะ มันอะไรกันนักกันหนา เธอไม่ใช่ทาสเขานะ

“อย่าถามมาก รีบมาทำอาหารเช้าให้ฉัน แล้วก็มาทำความสะอาดต่อด้วย ห้องรับแขกกับในครัวยังไม่ได้แตะเลยใช่ไหม สกปรกมาก ฉันอยู่ในที่แบบนี้ไม่ได้หรอก ให้เวลาสามสิบนาที”

แล้วหมอนั่นก็วางสายไปเสียอย่างนั้น ไม่รอฟังเลยว่าเธอจะรับปากหรือปฏิเสธ

“บ้าที่สุดเลย” เธอนั่งเซ็งอยู่ครู่เดียวก็ตัดสินใจเข้าห้องน้ำ ความจริง ถึงเขาไม่โทรศัพท์มาเรียกตัว เธอตั้งใจจะไปที่อพาร์ตเม้นต์อยู่แล้ว เพราะเธอลืมของไว้ที่ห้องนั้น ของที่เธอคุ้ยขึ้นมาจากถังขยะหน้าอพาร์ตเม้นต์ตอนออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ต

“ถูกสั่งพักงาน แทนที่จะว่าง อยู่ห้อง ทำงานสบายๆ กลับต้องไปทำงานให้ใครก็ไม่รู้”

เธอแต่งตัวทะมัดทะแมงเตรียมพร้อมลุยงานทำความสะอาด เดินเท้าไปตามริมฟุตบาทที่แสนคุ้นเคย ไม่นานนัก เธอก็หยุดตรงหัวมุมถนน ซึ่งมีร้านกาแฟสุดคลาสสิคตั้งอยู่ 

“กาแฟสักแก้วก็ดีนะ” เธอหยิบเงินออกจากกระเป๋า แล้วนับเพื่อความมั่นใจ “ยังกินได้อีกไม่กี่แก้ว สงสัยต้องรีบหางานพาร์ทไทน์ทำแล้วล่ะ”

แม้รู้สถานการณ์ชีวิตที่เริ่มเข้าสู่วิกฤติทางการเงิน แต่เธอก็ยังเจียดเงินไปแลกกาแฟคาปูชิโน่รสโปรด ระหว่างรอชายหนุ่มหลังเคาน์เตอร์ปรุงกาแฟที่หอมกรุ่น เธอแก้เบื่อด้วยการหันไปมองรอบๆร้าน แล้วเธอก็หยุดสายตาไว้ที่โต๊ะสองที่นั่งติดฝาผนังกระจกส่วนหน้าของร้าน

ชายหนุ่มผู้เคร่งขรึมมีสายตาข้นเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขามองผ่านกระจกออกไปด้านนอก ดูเหมือนไร้จุดหมายมากกว่าจะมองใครหรืออะไรเป็นพิเศษ

เธอมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนถูกเรียกให้รับกาแฟที่ยื่นผ่านเคาน์เตอร์มา เธอจ่ายเงินตามราคาแล้วเดินออกจากร้านไป โดยยังทิ้งหัวใจไว้ในร้าน

“นั่งคิดอะไรอยู่นะ ดูเหงาจัง” เธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เห็นแววตาของหมอนี่ทีไร รู้สึกหนาวสะท้านทุกที แววตาที่ดุดันเข้มแข็ง ที่แอบแฝงความเงียบเหงาอ้างว้างและหวาดกลัวเอาไว้ “หรือว่ากำลังคิดถึงใครอยู่”

เมริสาจิบกาแฟอย่างไม่สบอารมณ์นัก ไม่ใช่เพราะรสชาติ แต่เป็นเพราะรู้สึกอิจฉาคนที่เขากำลังคิดถึง หากข้อสันนิษฐานของเธอเป็นจริง

เธอเดินเข้าตึกหรู กดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นสามสิบ ที่ซึ่งนางฟ้าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์อยู่ได้ คำพูดของไอริสดังก้องอยู่ในหัวของเธอเสมอ

เมื่อเดินผ่านหน้าห้องของชายหนุ่มแสนลึกลับ เธออดไม่ได้ที่จะหยุดและมองประตูบานนั้นราวกับกำลังสะกดให้มันเปิดออก

“ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ” เธอวินิจฉัยอาการของตัวเองเมื่อรู้สติ “สงสัยเมื่อคืนนอนน้อย เลยเบลอ”

เธอสาวเท้าอย่างเร็วไปยังห้องของไอริส แฟนหนุ่มใกล้ถูกทิ้งของเจ้าหล่อนยังอาศัยห้องนี้เดินกระฟัดกระเฟียดไปมา และอารมณ์เสียอย่างต่อเนื่องเพราะยังติดต่อคนรักไม่ได้ เธอเคาะประตู ครู่หนึ่ง ประตูก็เปิดออก

กรี๊ดดดดดดดดดดด...หญิงสาวร้องลั่นในใจ สายตาของเธอกำลังจับจ้องชายหนุ่มที่ยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ตรงหน้า หัวใจเธอเต้นรัว ตัวเธอแข็งทื่อ มือกำแก้วกาแฟไว้แน่น ก่อนก้มลงสูดแบบรวดเดียวหมดแก้ว...!!!

“ขอโทษนะคะ ฉันคงมาเร็วไป”

เธอหมุนตัวจะกลับ เขาเรียกไว้

“มาช้าไปตั้งสิบนาที เร็วเข้า ผมหิว”  หญิงสาวหลับตาแน่น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะพบภาพอุจาดแบบนี้ในวันฟ้าใส และเธอไม่อยากจะเชื่อว่าหมอนี่จะเป็นคนเปิดเผยขนาดนี้ “ได้ยินรึเปล่า ว่าผมหิว”

เขายังคงตีหน้าขรึม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่กำลังทำอนาจารอยู่อย่างเลือดเย็น ที่สำคัญ ทำให้สายตาของเธอเดือดร้อน

“ฉันจะรอให้คุณแต่งตัวเรียบร้อยก่อนค่ะ ฉันจะรออยู่หน้าห้องนี่ละ”

ชายนุ่มยิ้มนิดๆ อันที่จริง เขาอยากจะแกล้งเธอบ้าง

“เมื่อวานมีแต่เมนูไข่ ฉันกินจนจะอ้วก”

ใครกันแน่จะอ้วก เธอค้านในใจ

“ถ้าเธอแกล้งทำเมนูไข่ให้ฉันกินอีกล่ะก็ ฉันจะให้เธอกินเองให้หมดเลย” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปาก เธอไม่อยากจะแปลประโยคของเขาเลย เขากำลังคิดลามกอยู่ใช่ไหม “เช้านี้ ขอแซนวิสกับกาแฟก็พอละกันนะ”

“ค่ะ...เอาเป็นว่าฉันจะรอให้คุณแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยนะคะ เชิญคุณเข้าไปจัดการตัวเองก่อนเถอะค่ะ ก่อนที่ฉันจะ...”

ตัดของคุณมาทำอาหารให้คุณรับประทาน หญิงสาวเป่าลมออกจากปาก เพื่อระบายความอึดอัดในอก เธอรออยู่อึดใจหนึ่ง เขาเดินกลับมา ด้วยสภาพแบบไหนนั้นมิอาจรู้ได้

“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

“ไอริสยังไม่กลับห้องเลย” เขาหน้านิ่วคิ้วขมวด สายตาเป็นกังวล “หรือว่าเธอจะมีอันตราย”

ใครกันแน่ที่อันตราย...

“ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ ไอริสฉลาดเอาตัวรอดเก่งจะตาย”

“ผมเห็นด้วยนะ นางฟ้าของผมไม่เสียท่าให้ใครง่ายๆหรอก” เขาพูดด้วยความภูมิใจสินะ ก่อนจะทำเสียงขรึมเหมือนเดิม “เข้ามาได้แล้ว”

“ฉันจะเข้าไปก็ต่อเมื่อคุณอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับแขกแล้วจริงๆเท่านั้นค่ะ”

“หันหน้ามาสิ”

“ไม่ค่ะ คุณต้องคอนเฟิร์มก่อนสิคะ”

“เออ!!!” เขาตวาดใส่หูเธอจนหูจะระเบิด “ที่ออกมาสภาพนั้นเพราะคิดว่าเป็นไอริสต่างหาก ไม่ได้คิดว่าเป็นแม่บ้านตัวแสบอย่างเธอหรอก เข้ามาเสียที”

เมริสาแสยะริมฝีปากด้วยความหมั่นไส้ คิดว่าถ้าเขายังอยู่ในสภาพเปลือย เธอจะเตะผ่าหมากให้ตัวงอเลยทีเดียว เธอหันกลับไปมองอย่างลุ้นๆ เธอค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย เมื่อเห็นเขาใส่ชุดคลุมอาบน้ำแล้ว

“ชุดนี้ดีกว่าชุดเดิมนิดหนึ่ง”

ชายหนุ่มกอดอก วางท่าเหมือนเจ้านาย

“เธอไปหาคำตอบมาให้ฉันว่าเจ้านายเธออยู่ที่ไหน ภายในวันนี้ ถ้าเธอหาคำตอบให้ฉันไม่ได้...” ชายหนุ่มโชว์ล็อกเก็ตที่อยู่ในมือของเขาอย่างเป็นต่อ หญิงสาวตาโตตกใจ จะคว้าคืน แต่ไม่สำเร็จ “ฉันจะเก็บไอ้นี่ไว้เป็นตัวประกัน”

“คุณจะบ้าเหรอ ของมันไม่ได้มีราคาอะไร”

“ไม่มีราคาแต่อยากได้คืน” เขาหัวเราะหยันๆ “ไม่รู้หรอกนะว่าสำคัญแค่ไหน แต่พอเห็นหน้าเธอตอนเห็นมัน ฉันบอกได้เลยว่ามันได้ผล ถ้าอยากได้คืน ก็ทำตามที่ฉันบอก”

“ฉันขอร้องล่ะ” เมริสารีบเดินตามชายหนุ่มเข้าไปด้านใน ส่งสายตาออดอ้อนเต็มที่ แม้ไม่ได้ผลก็ต้องลองดู “นี่มันเรื่องของพวกคุณสองคนนะ ไม่เกี่ยวกับฉันเลย ถ้าคุณไม่มีปัญญาตามหาแฟนตัวเองล่ะก็ คุณก็ไม่ควรจะเป็นแฟนกับเธอหรอก จริงไหมคะ”

ชายหนุ่มชะงักฝีเท้า ทำให้เธอชนแผ่นหลังเขาอย่างจัง เขาหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนจับสองบ่าของเธอไว้แน่น

“เธอว่าไงนะ”

“เอ่อ...คือ...” เธอหายใจติดขัด กลัวเขาตบที่สุด ไม่น่าพลั้งปากหลอกด่าเขาไปเลย อยากตบปากตัวเองนัก “คุณใจเย็นๆก่อนนะคะ ปล่อยฉันก่อน ฉันเจ็บค่ะ”

ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ก่อนจะผลักเธอออกไปจากพันธนการอย่างแรง จนตัวเธอเซไปหลายก้าว

หญิงสาวประคองตัวให้ยืนตรงได้อย่างเร็ว เขาเดินงุ่นง่านไปมาเหมือนคนฟุ้งซ่านคิดไม่ตก เธอจึงรีบใช้ช่วงเวลานั้นอธิบายเพื่อเอาตัวรอด

“คือฉันหมายถึงฉันไม่ควรก้าวก่ายเรื่องของเจ้านาย คุณเข้าใจที่ฉันพูดไหมคะ ในความคิดของฉันก็คือ เจ้านายของฉันจะติดต่อกลับมาที่คุณเอง ถ้าเธอต้องการ”

“ถ้าเธอต้องการ!!!” อีกแล้วนะเมริสา เธออยากโดนดีรึไง “อย่างนั้นก็แสดงว่า ไอริสไม่ต้องการติดต่อกับฉัน ใช่ไหม???”

“คือไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” เธอไม่รู้จะอธิบายหมอนี่อย่างไรดี เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่งทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งก็คนในครอบครัว อีกคนก็ไม่ผิด แต่เรื่องของเรื่องก็คือเธอไม่อยากโกหก ไม่อยากเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิดกับแม่นั่น

“ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าเธอคิดอย่างไร ไม่เคยล่วงรู้จิตใจของเธอผู้นั้นจริงๆ แต่ฉันเชื่อว่าใจของเธออยู่กับคุณที่นี่ ไม่ว่าตัวของเธอจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สิ่งที่ฉันแน่ใจมีเพียงเรื่องเดียวค่ะ”

“โกหกรึเปล่า” เขาคาดคั้นด้วยสายตาที่ประหลาด แลดูมีเลศนัยบาง ๆ

เธอสู้สายตาเขา เพื่อยืนยันคำพูดยืดยาวของตัวเอง เธอไม่รู้ตัวเลยว่าริมฝีปากและยอดแก้มแดงปลั่งไปหมดแล้ว เพราะความที่ตื่นเต้นจัด   

“ฉันพูดความจริงค่ะ”

“ถ้าฉันจับได้ว่าเธอโกหก ฉันจะให้เธอรับผิดชอบ จำไว้”

เขาชี้หน้าเธอแบบคาดโทษ ทำใจเธอหล่นตุ๊บ

“รับผิดชอบ?” เมริสายิ้มเจื่อน “คนอย่างฉันจะรับผิดชอบอะไรได้คะ ฉันเป็นแค่แม่บ้าน”

เขายิ้มดูถูก เหมือนมองทะลุเข้าไปในความคิดของเธอ

“ฉันจะเก็บสร้อยเส้นนี้ไว้ก่อน เอาไว้เมื่อไหร่ที่ฉันได้เจอกับไอริสแล้ว ฉันจะคืนให้เธอ”

เขาพูดจบก็เดินเข้าห้องแต่งตัว พอประตูปิดสนิท เธอถอนหายใจพรึด

“ซวยจริงๆเลย”

นี่มันใช่เรื่องที่เธอต้องรับผิดชอบเหรอ!!!

 

 

“ฉันจะรอจนกว่ายัยนั่นจะกลับมา”

ร็อกกี้คุยโทรศัพท์กับเพื่อน ขณะที่เมริสาสวมผ้ากันเปื้อน กำลังใช้ไม้ถูพื้น แหย่เข้าไปใต้โต๊ะกินข้าว แต่หูนั้นคอยกระดิกฟังไปด้วย 

“อะไรนะ!!! เกิดปัญหาขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่” น้ำเสียงของเขาบ่งบอกความเบื่อหน่าย “ไม่...วันนี้ฉันลางาน”

เธอเคยรู้จากไอริสว่าหมอนี่ไม่มีวันลางาน หากไม่จำเป็นจริงๆ

“คงจะรักยัยไอริสมากสินะ” ทั้งสีหน้า ท่าทาง และคำพูดที่เป็นกังวลเหล่านั้น ทำให้เธอยิ่งแน่ใจว่าไอริสช่างเป็นผู้หญิงที่โชคดีนัก เธอควรตระหนักและกลับมาเดินร่วมกับเขาต่อ เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่สาย

“ผู้จัดการเรียกประชุมด่วนอย่างนั้นเหรอ” เขาส่งเสียงฟึดฟัดขัดใจ เดินไปเดินมา หน้าตาเคร่งเครียด เขาต้องเลือกแล้วล่ะ ระหว่างงานซึ่งเป็นอนาคต หรือหญิงสาวที่เขารักนักหนา แต่กำลังคิดคดทรยศเขาอย่างเลือดเย็น  “เข้าใจแล้ว รู้แล้วโว้ย”

จบประโยคก้าวร้าวนั้น เขาก็วางสาย ถอนใจเหนื่อยหน่ายเหมือนเธอเวลาเจอเรื่องสิ้นหวัง เขาหันมามองเธอโดยทันที เธอสะดุ้งสุดตัวเมื่อเขาจับได้ว่าเธอกำลังจ้องเขาเขม็ง 

“เธอไม่รู้แน่นะว่ายัยนั่นไปไหน”

เธอควรจะบอกความจริงให้เขารู้ไหม ทุกอย่างมันจะได้จบ

“ไม่รู้ค่ะ”

เขาวางหน้านิ่ง จับสังเกต

“เวลาพูด ช่วยสบตากับคู่สนทนาด้วย อย่ามัวแต่หลบ เพราะสายตามันไม่เคยโกหกหรอกนะ เว้นแต่...” แต่เขายิ่งพูด เธอก็ยิ่งหลบยิ่งเลี่ยง เพราะแน่ใจว่าถ้าสบตา เขาจับได้แน่ว่าเธอโกหก เธอไม่ใช่นักแสดงเสียหน่อย

“คุณหิวรึยังคะ ฉันจะอุ่นอาหารเช้าให้”

“ไม่ต้อง” ปฏิเสธทั้งที่เสียงท้องร้องโครกครากจนเธอได้ยินชัดทีเดียว หญิงสาวแอบยิ้ม ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว จัดการอุ่นโจ๊กหมูที่ทำทิ้งไว้ ก่อนออกไปทำความสะอาด พอร้อนได้ที่ก็ยกลง ตักใส่ถ้วยใบใหญ่ แล้วนำมาเสิร์ฟบนโต๊ะ เธอหวังว่าเขาจะทนกลิ่นอาหารไม่ไหวจนต้องยอมมานั่ง และลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อย 

“ห๊อมหอม สูตรนี้เป็นสูตรเด็ดจากเชฟใหญ่เลยนะคะ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่กิน” เขาตวาดเหว ทำหน้าขัดใจ “เอาไปทิ้งถังขยะซะ”

เธออึ้งไปนิด เขาช่างไร้มารยาทเสียจริงๆ 

“เงินทั้งนั้น จะทิ้งได้ไงคะ” เธอพูดพลางนั่งลง ตักอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวโชว์ “คุณคิดจะทิ้งเงินไป เพียงเพราะอารมณ์ไม่ดีเหรอคะ เงินนิดๆหน่อยๆ แต่ถ้ารวมกันหลายๆวัน มันก็เยอะอยู่เหมือนกันนะคะ จริงไหม”

เธอกำลังเกลี้ยกล่อมให้เขามากินอาหาร หรือบอกให้เขาทำอะไรกันแน่ ชายหนุ่มจ้องมองหน้าตาอิ่มสุขขณะเคี้ยวอาหารของหญิงสาวแล้วอดอิจฉาไม่ได้

“ทิ้งเงินไม่ได้ แต่ทิ้งคนรักได้ เธอกำลังจะพูดอย่างนั้นเหรอ”

“เปล่านะคะ” หญิงสาวรีบดื่มน้ำ เพื่อดันหมูปั้นก้อนโตลงคอ แล้วพูดกับเขาอย่างจริงใจ “ฉันคิดว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ที่ห้องนี้ หรือที่ทำงาน คุณก็เป็นห่วงเธอ และพยายามติดต่อเธออยู่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะไปบริษัท ทำงานไปด้วย พยายามติดต่อเธอไปด้วย ก็เท่ากับ ไม่มีอะไรต้องเสียเลย”

ชายหนุ่มจ้องหน้าเธอนิ่งๆอยู่อึดใจหนึ่ง เธอรอฟังว่าเขาจะพูดอะไรต่อ แต่เขาไม่พูด กลับหันหลังให้เธอ  สีหน้าเคร่งขรึมดูเป็นกังวลนั้นผ่อนคลายลง มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ใช่ยิ้ม

“ฉันควรจะไปทำงานสินะ”

“ฉลาดนี่นา”

“ไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ”

ถูกต่อว่าแต่เธอกลับยิ้ม “ค่ะ ฉันคงไม่กล้าเป็นเพื่อนเล่นของคุณหรอก”

และเธอมั่นใจว่าเขาเองก็คงไม่ลดตัวลงมาเป็นเพื่อนเล่นกับเธออย่างแน่นอน ก็เธอเป็นแค่แม่บ้านนี่นา!!

 

ชายหนุ่มยังคงนั่งละเลียดจิบกาแฟ สายตาของเขายังจับจ้องผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาด้านนอก

“นั่งสิ”

เขาบอกคนที่เพิ่งจะเดินมาหยุดหน้าโต๊ะ ชายชราผู้นั้นอายุราวๆหกสิบ เขานั่งลงตามคำเชิญอย่างไม่อิดออด ยกเว้นดวงตาที่อ่อนล้า ซ่อนความกังวลลึกๆ ที่ดูไม่ค่อยเต็มใจ 

“คุณอยากรู้เรื่องอะไร” 

“คุณคือมอร์แกน แจงโค อดีตบอดี้การ์ดมือซ้ายของเขาใช่ไหมครับ”

“เพราะผมเป็นมัน คุณถึงได้เชิญผมมา ไม่ใช่เหรอ”

ไคล์หันมาเผชิญหน้ากับชายชรา รอยยิ้มเย็นชาปลุกหัวใจของมอร์แกนให้เต้นเร็วอีกครั้ง 

“คุณอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น วันที่คุณแม่ของผมถูกลักพาตัว”

คิ้วขาวขมวดมุ่น ก่อนจะคลายอย่างรวดเร็ว เขาถอนหายใจแผ่วเบา ต้อนรับภาพความทรงจำที่ถูกซ่อนไว้ในสมองส่วนลึกให้กลับมาแสดงอีกครั้ง 

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ที่คุณยอมมาตามคำเชิญของผม เพราะคุณมีเรื่องอยากจะคุยกับผมเหมือนกัน”

มอร์แกนคลายสีหน้ากังวล เขาพยักหน้าหนึ่งครั้ง “ผมอยู่ที่นั่นจริงๆ”

“คนที่ลักพาตัวคุณแม่ของผมอย่างไร้ความปราณี” สายตาของชายหนุ่มยังไร้อารมณ์เหมือนเดิม ต่างกับหัวใจของเขาที่กลัดความแค้นไว้เต็มแน่น “ต้นเหตุที่ทำให้ครอบครัวของผมพังพินาศในเวลาต่อมา...”

“คุณจะรื้อฟื้นไปทำไม”

ไคล์ขบกรามเป็นสัน ก่อนจะหัวเราะหึๆ “ผมเป็นผู้สูญเสีย ผมต้องการการชดใช้อย่างสาสม ไม่เช่นนั้น ผมนอนตายตาไม่หลับ”

“คนผิดรับโทษไปแล้ว” เสียงของมอร์แกนสั่นเครือ

“ด้วยการนอนเล่นอยู่โรงพยาบาล”

“โรงพยาบาลบ้า ทั้งๆที่สติดี มันต่างจากคุกตรงไหน เขาชดใช้ให้บิดาของคุณไปแล้ว”

“เขาตายเร็วเกินไปมอร์แกน เขาตายในคุกไปตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ตอนนั้น ผมยังอยู่ที่อังกฤษ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณแม่ เป็นไปได้ยังไงที่ผมเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้”

มอร์แกนก้มหน้านิ่ง “คุณพ่อของคุณอาจไม่ต้องการให้คุณยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้”

ชายหนุ่มหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาแล้ววางลงตรงหน้าชายสูงวัย “เมื่อวานนี้ ผมไปเยี่ยมเขาที่ทัณฑสถาน หลังจากที่ไม่ได้ไปเยี่ยมมาห้าปี เขาฝากจดหมายฉบับนี้เอาไว้ที่เจ้าหน้าที่ จ่าหน้าซองถึงคุณ...มอร์แกน แจงโค”

มอร์แกนรับจดหมายมา แล้วมองหน้าชายหนุ่ม “ผมควรจะอ่านเดี๋ยวนี้เลยไหม”

ชายหนุ่มยิ้ม “ก็แล้วแต่คุณ”

“คุณรู้เนื้อความในจดหมายแล้วใช่ไหม ก่อนจะถึงมือผม”

“ใช่ เขาเขียนขึ้น หลังจากที่ผมไปเยี่ยมและบอกเขาว่าผมจะฆ่าทุกคนที่สมรู้ร่วมคิดทำเรื่องเลวๆกับคุณแม่ของผม เขาดูเป็นกังวลจนผมแน่ใจว่า เขาไม่เห็นด้วย เขาเขียนจดหมายฉบับนี้ ส่งถึงคุณ แต่ผมฉลาดกว่าเขา มันจึงมาอยู่ในมือของผมตอนนี้” เขาขยับใบหน้าเข้าใกล้ชายชราอีกนิด “คุณไม่อยากรู้เหรอว่าเขาเขียนอะไรลงไป”

มอร์แกนทำใจให้สงบ ก่อนคลี่จดหมายของอดีตเจ้านายออกอ่าน ในเนื้อความจดหมายทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้าน

“ซ่อนครอบครัวของวิน เดนิโกลาให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มพูดถึงเนื้อความในจดหมายที่บิดาของเขาเขียนขึ้น เขายิ้มระรื่น “ผมถึงได้รู้ว่า วินยังเหลือคนในครอบครัวให้ผมได้จัดการ!!!

“หยุดเถอะไคล์” ชายสูงวัยพูดเสียงเข้มเป็นครั้งแรก “ไหนๆเขาก็ตายไปแล้ว คุณอย่าไปยุ่งกับครอบครัวเขาเลย”

ไคล์หัวเราะ แต่นัยน์ตาเหี้ยม เขากำแก้วกาแฟแน่นจนมือสั่น เอ็นปูดไปทั้งแขน ความแค้นมันคลั่งอยู่ในอก

“บอกมาเถอะว่าครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน”

“ถ้าคุณแตะต้องพวกเขา คุณจะเสียใจไปจนตาย”

“ทำไมผมต้องเสียใจ”

“ไปถามคุณพ่อของคุณ”

ชายหนุ่มขบกรามแน่นกว่าเดิม นัยน์ตาแดงก่ำ “ผมมีพ่อคนเดียวคือฟรานเชส ส่วนหมอนั่นคือหนึ่งในศัตรูของผม ผมไม่มีวันให้อภัยเขาเด็ดขาด”

“คุณแม่ของคุณคงจะไม่ชอบใจนัก หากรู้ว่าคุณคิดจะฆ่าคน”

“ผมไม่สนหรอกว่าคุณแม่ของผมจะรู้สึกยังไง ผมสนแค่ใครทำร้ายเธอ และผมจะเอาคืนมันทุกตัวเลย”

ชายหนุ่มที่เติบโตมาจากเบ้าหลอมแห่งความทุกข์และขมขื่น  มอร์แกนรู้สึกเสียดายเด็กผู้ชายที่หล่อเหลา ฉลาดหลักแหลม คุยเก่งและยิ้มง่ายคนนั้น บัดนี้ เขากลายเป็นคนละคน

เวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ในมือของมาเฟียเฒ่าฟรานเชส เขาเหมือนไม่ใช่ลูกชายของมาดามไดแอนอีกต่อไป

“ถ้าคุณร่วมมือกับผม คุณจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการ”

“ผมจะทำตามที่คุณร้องขอ หากเป็นความประสงค์ของคุณพ่อคุณ”

ไคล์สีหน้าเย็นชายิ่งกว่าเดิม “นอกจากวิน บอดี้การ์ดมือขวาของคุณพ่อ ที่เป็นคนขับรถพาคุณแม่ของผมออกไป ไอ้เซบาสเตียน คนที่ได้เงินค่าไถ่ร้อยล้านยูโรแล้วหายสาบสูญไป ยังมีอีกหนึ่งคนที่ร่วมก่อการครั้งนี้ ซึ่งเป็นผู้บงการทั้งหมด บอกให้ผมรู้ได้ไหมครับ ว่าเขาคนนั้นคือใคร”

มอร์แกนสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังนิ่งสงบ 

“คุณให้คนตามผมมานานเท่าไหร่แล้ว”

“หลายเดือนแล้วล่ะครับ” เขารู้ว่ามอร์แกนกังวลเรื่องอะไร “แต่ผมยังไม่รู้หรอกว่าครอบครัวของวินอยู่ที่ไหน ก็คุณเล่นนั่งแต่ร้านกาแฟกับไปโบสถ์ ไม่เคยไปเยี่ยมพวกเขาเลยนี่”

ชายสูงวัยนั่งนิ่ง เสียงสั่งเสียของเพื่อนรักกระตุ้นเตือนให้เขาระลึกถึง...ปกป้องครอบครัวของฉันด้วย...เขาทำตามนั้นและตั้งใจจะปิดเป็นความลับไปจนวันตาย

“ผมให้คุณเลือก ระหว่างครอบครัวของวิน กับคนสั่งการคนนั้น ถ้าคุณบอกรายชื่อของคนๆนั้น ผมสัญญาว่าจะไม่แตะต้องครอบครัวของวินเลยแม้แต่ปลายนิ้ว”

ไคล์ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากร้านไป โดยทิ้งทางเลือกไว้ให้มอร์แกนปวดหัวเล่น เขาสันนิษฐานว่าหลังจากนี้ มอร์แกนจะระมัดระวังตัวมากขึ้น

แต่ถึงอย่างไร เขาก็จะยังส่งคนติดตามชายชราผู้นี้ไปจนกว่าจะค้นหาครอบครัวนั้นเจอ ซึ่งชายหนุ่มรู้สึกได้ว่า อีกไม่นานนี้...

โทรศัพท์ของเขาสั่นขึ้น ชายหนุ่มล้วงมากดรับ ขณะสอดตัวเข้าไปในรถหรูคันใหญ่ที่จอดทิ้งไว้ในซอยข้างร้านกาแฟ

“ว่าไงจูเลียร์”

“คุณลืมไปแล้วเหรอว่าเราต้องไปเดตกัน”

“นัดสำคัญขนาดนั้น ผมไม่กล้าลืมหรอก” เขาพูดเสียงนิ่ง แต่นัยน์ตาพราว “แต่ผมจะไปร่วมงานนั้นในฐานะเพื่อนของคุณนะ เพื่อนที่คุณไม่ต้องแนะนำให้ใครรู้จัก”

“คู่ขาไม่ได้เหรอ” เจ้าหล่อนแสร้งเย้าหยอก “ดาราสาวกับมาเฟียโหด”

“อย่าให้เอกเกริกเลยน่า ผมขี้เกียจรำคาญ” เขาออกรถอย่างเร็ว ขณะมือหนึ่งยังถือโทรศัพท์แนบหู “เจอกันที่งานนะ”

เขาทิ้งโทรศัพท์ลงบนเบาะนั่งข้างๆ เสี้ยววินาทีที่เขาก้มลงไปนั้นเอง รถของเขาเกือบจะเสยคนที่กำลังข้ามถนนเข้าแล้ว หากไม่เบรกเสียก่อน

กรี๊ดดดดดดดด...หญิงสาวผู้นั้นตกใจกรี๊ดแล้วล้มลงกลิ้งกับพื้นถนนไปหลายตลบ  





^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha