เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 6 : ได้เวลาล่องเมดิเตอร์เรเนียน


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 5

 

 

“เฮ๊ย!!!

ชายหนุ่มดับเครื่องรถแล้วรีบลงไปดูคนเจ็บด้วยความร้อนใจ แต่ไม่ทันจะช่วย เจ้าหล่อนลุกขึ้นเสียก่อน เขาตรงเข้าไปจะประคอง

“ไม่ต้องค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรมาก”

“เลือดไหลนี่”

หญิงสาวตกใจ “ตรงไหนคะ”

“ข้อศอก”

เธอพลิกข้อศอกขึ้นดูทันที พอเห็นแผลและเลือดก็ร้องเสียงหลง “เลือดจริงๆด้วย” ก่อนเงยหน้ามองเจ้าของรถอันตรายแล้วอึ้งไปครู่หนึ่ง...เขาเองเหรอ

“มีบาดเจ็บตรงอื่นอีกไหม” เสียงของเขานุ่มทุ้ม น่าฟังจริงๆ หญิงสาวถึงกับเคลิ้ม จนเขาต้องเรียกสติ “คุณ!!

“คะ? มีอะไรคะ?”

“สงสัยสมองคุณจะได้รับการกระทบกระเทือน คุณไปโรงพยาบาลเถอะ ผมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง”

เธอฟังเสียงเขาอย่างหลงใหล มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้นแบบไม่รู้เบื่อ ชนิดลืมความเจ็บ ลืมความแสบ ลืมว่าเลือดยังไหลอยู่

เธอกำลังตักตวงความสุขเล็กๆที่หัวใจเรียกร้องมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าคมเข้มแบบระยะประชิด ดวงตาคมสวยทำให้หัวใจเธอเต้นรัว กลิ่นกายของเขาทำให้เลือดในกายสูบฉีดพลุ่งพล่านไปหมด

“ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ ฉันจะเป็นลม”

ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาใจ หันหลังให้เธอ แล้วเดินกลับไปที่รถ หญิงสาวที่กำลังจะเป็นลม ตกใจ รีบเรียกเขาทันที

“อ้าวคุณ! ชนแล้วหนีเหรอ!

เขายิ้มนิดๆ “ถ้าไม่ได้เป็นลม ก็เดินมาขึ้นรถ จะพาไปโรงพยาบาล”

เธออายจนทำหน้าแทบไม่ถูก เขาจับได้แล้วว่าเธอแกล้งยั่วเขา แทนที่จะตามเขาไปขึ้นรถ เธอกลับเดินไปอีกทาง ชายหนุ่มหันกลับไปมองก็แปลกใจ

“คุณ...จะไปไหน รถผมอยู่นี่”

“แผลแค่นี้ฉันจัดการเองค่ะ ขอบคุณที่กรุณา”

เมริสารีบข้ามถนนไป ชายหนุ่มมองตามหลังจนเจ้าหล่อนถึงอีกฝั่งด้วยความปลอดภัย ไม่โดนรถคันไหนเฉี่ยวไปอีก

เธอหายเข้าไปในซอยหนึ่ง เขาละสายตากลับมา คำเดียวที่ดังอยู่ในหัวตอนนี้ก็คือ...

ใครกันแน่ ชนแล้วหนี!

 

เพื่อนร่วมงานที่สนิทจนเข้าใกล้คำว่าคู่หู ยื่นการ์ดใบหนึ่งให้ร็อกกี้ เขารับมาอ่านทันที

“เมื่อไหร่”

“คืนนี้”

“ฉันหมายถึง นายสนใจผู้หญิงมากกว่างานตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ไอ้บ้า” ร็อกกี้อยากจะถีบหน้าเพื่อนเสียเดี๋ยวนั้น “นายก็รู้ว่าแฟนฉันเป็นนางแบบ เธอทั้งสวยและสง่า ใครได้เป็นภรรยา มีแต่เจริญขึ้นๆ”

“รักมากสิ”

คนต้องตอบหยุดคิดไปสามวินาที ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ “แน่นอน ฉันตั้งใจจะขอเธอแต่งงานในเร็วๆนี้ นายเตรียมตัวเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวได้เลย”

“งั้นนายก็ใกล้จะได้ครอบครองนางฟ้าแล้วสิ”

ชายหนุ่มยิ้มนิดๆ “นางฟ้า” แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่านางฟ้าอยู่ที่ไหนน่ะสิ “แต่ก่อนจะแต่งงาน ขอทำงานก่อนละกัน สร้างผลงานดีเยี่ยม เผื่อได้เลื่อนตำแหน่งเป็นซีอีโอ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เพื่อนร่วมงานของเขาหัวเราะร่วนกับมุกตลกของเขา “แต่ก่อนจะขึ้นเป็นซีอีโอ นายจำเป็นต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ซะก่อน” 

“ยังไงวะ”

“ดูกำหนดการในการ์ดสิ” เคนทำหน้าเซ็ง “งานเลี้ยงขอบคุณลูกค้าประจำปีของบริษัทที่จะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า นายได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้เป็นคนจัดการงานทั้งหมด”

“มันไม่ใช่หน้าที่ของฉัน หน้าที่คุณเอมี่ ลูกสาวสุดที่รักของท่านประธานบริษัทไม่ใช่เหรอ”

“ยัยนั่นทำเละ” เขากระซิบกระซาบเมื่อเริ่มนินทาบุตรสาวผู้ฉาวโฉ่ของเจ้านาย “ทิ้งงานที่ตัวเองรับปากจะทำ แล้วไปลั้นลาที่ปารีส จนถึงตอนนี้ แขกสำคัญหลายคนยังไม่ได้รับการ์ดเชิญเลย โชคดีหน่อยเรื่องสถานที่จัดงาน เจ้านายตัดสินใจใช้เรือสำราญของบริษัท”

ร็อกกี้ฟังโปรเจคผลาญเงินของบริษัทแล้วอดเสียดายไม่ได้

“ได้...ฉันจะทำงานนี้ให้ออกมาดีที่สุด จนทุกคนตะลึงเลยล่ะ”

 

เมริสาอาศัยประตูหลังร้านหลบเลี่ยงขึ้นห้องพักที่ชั้นบนโดยไม่ให้ใครเห็น เธอไม่อยากให้มารดาเห็นแผลที่ข้อศอก เพราะไม่อยากตอบคำถามอะไรทั้งนั้น

“ช่วงนี้ดวงไม่ค่อยดีเลย ทำไมมีแต่เรื่องนะ”

หญิงสาวหยิบกระปุกใส่อุปกรณ์ทำแผลที่วางไว้หลังตู้หนังสือออกมา

“ไม่เป็นไร ช่วงนี้อากาศหนาว ยังไงก็ต้องใส่เสื้อแขนยาวทุกวันอยู่แล้ว” เธอหวังว่ามันจะปกปิดร่องรอยจากอุบัติเหตุได้

เธอทำแผลที่ข้อศอกเสร็จแล้ว ก็เปิดดูตรงต้นขา เห็นรอยเขียวคล้ำช้ำเป็นปื้นใหญ่

“ฉันนี่มันโง่จริงๆ ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกับเขานะ ได้นั่งรถเขา แถมยังได้ค่ารักษาพยาบาลด้วย น่าเสียดายจริงๆ”

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เมริสารีบเก็บของเข้าที่เดิม แล้วไปเปิดประตู ทำหน้าตาสดชื่นแจ่มใส เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“อยู่จริงๆด้วย” สมชายเท้าสะเอว มองหญิงสาวตรงหน้าตาข้น “เด็กในร้านบอกว่าเห็นหล่อนกลับเข้ามาแล้ว แต่ไม่ยอมเฉียดเข้าไปในครัว ฉันจิ้มโทรศัพท์หาหล่อนเท่าไหร่ก็ไม่ติด”

“ตายจริง” เธอลืมเรื่องโทรศัพท์ไปเลย จึงไม่รอช้า รีบค้าหามันในกระเป๋าสะพายและในเสื้อผ้าที่ยังสวมอยู่ ทว่า เจอแต่ความว่างเปล่า “ไม่มี...ไม่มี...โอ้...แย่แล้ว โทศัพท์ฉันหาย”

“จริงเหรอ หาดีๆสิ อย่ารน ตั้งสติ คิดสิคิด ไปลืมทิ้งไว้ที่ไหนรึเปล่า”

“ไม่ลืม ครั้งสุดท้ายที่โทรก็ตอนที่...” เมริสากุมขมับ แทบไม่ต้องเดาเลยว่ามันหายตอนที่เธอกำลังจะข้ามถนนนั่นแหละ เธอล้วงมันออกมาเพื่อจะโทรหาไอริส ป่านนี้ถ้าไม่เละคาถนน ก็คงมีใครเก็บไปแล้ว “แล้วเจ๊ขึ้นมาหาฉันทำไม ฉันถูกสั่งพักงานอยู่นะ”

“มาตามหล่อนให้ไปทำงาน”

“พูดเป็นเล่น ไปขัดคำสั่งเจ๊ดวง เดี๋ยวพายุทอนาโดลงหรอก”

“คำสั่งถูกยกเลิกแล้วย่ะ” สมชายพูดชัดถ้อยชัดคำ ก่อนจะหัวเราะขำ “ยัยสาวผู้ช่วยเชฟมันท้องเสียกะทันหัน เลยขาดคน เจ๊แกก็เลย...”

หญิงสาวส่ายหน้าทำหยิ่ง “ถึงอย่างนั้น คนทำงานก็น่าจะพอ ทำไมยังมาเรียกฉันอีกล่ะ”

“คืองี้” สมชายเดินไปนั่งที่โซฟามุมห้อง “เจ๊แกขอให้หล่อนมาช่วยงานแค่คืนเดียว คือแกยกเลิกคำสั่งแค่คืนเดียว หลังจากงานนี้เสร็จแล้ว หล่อนก็พักงานเหมือนเดิม”

“เหรอ...น่าไปช่วยงานมาก”

“แม่หล่อนรับปากแทนหล่อนแล้วด้วย”

“โธ่แม่...” เมริสาโอดครวญ “แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เจ๊แกจะรู้ล่ะว่าร้านนี้ขาดฉันไม่ได้”

“เหรอ” สมชายน้ำเสียงประชด

เมริสาถอนหายใจเสียงดัง “ฉันเป็นผู้หญิงที่ใครๆก็ต้องการ”

“จ้ะ...ถ้าอย่างนั้น ลงไปช่วยงานในครัวได้แล้ว งานรอให้หล่อนไปจัดการเพียบ”

“รับด้วยเกล้าเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบแบบประชด สมชายสะบัดหน้าใส่ แล้วเดินอย่างกับนางแบบออกจากห้องไป

เมริสายิ้มดีใจ การที่เจ๊ดวงยกเลิกคำสั่งนั้น ก็ย่อมแสดงว่าเจ๊แกรู้ว่าเธอไม่ผิด เจ้าลูกค้าลามกต่างหากที่สมควรจะถูกลงทัณฑ์และถูกประณาม

เมริสารีบลงไปที่ครัว ไม่ทันได้จับมีดหั่นผักเลยด้วยซ้ำ ดวงมณีเดินกอดอกเข้ามา กวาดสายตามองไปรอบครัว จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่สาวเจ้าปัญหาประจำร้าน

“ไม่ต้องยิ้ม” เมริสาหุบยิ้มฉับ แล้วก้มหน้านิดๆ “ฉันแค่เรียกเธอกลับมาทำงานพิเศษ แค่คืนเดียวเท่านั้น ทำงานดีๆล่ะ อย่าทำให้ฉันเดือดร้อนอีก เข้าใจรึเปล่า”

เมริสาพยักหน้า “อย่าลืมค่าจ้างก็ต้องพิเศษด้วยนะคะ”

“ย่ะ” เจ๊ดวงทำหน้ายักษ์ ก่อนจะเดินออกไป ผู้จัดการสมชายสวมมาดขรึม วางอำนาจ เดินมาใกล้เมริสาแล้วกระซิบกระซาบ

“ค่าจ้าง 3 เท่า แถมยังได้ล่องเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนอีกด้วย”

“ว๊าว!!! จริงหรือคะ” หญิงสาวอุทานลั่น จนทุกคนหันมองแล้วหัวเราะ “คืนนี้ครัวเราจะได้ขึ้นเรือหรือคะ”

“ปาร์ตี้ของคนรวยน่ะ”

“กฎ 3 ข้อของพนักงานร้านเราเมื่อขึ้นเรือไปแล้ว” อัญชลีพูดแทรกความดีใจของทุกคน ระหว่างปรุงอาหารไปด้วย “ห้ามเดินเพ่นพ่านในเรือ ห้ามออกจากครัว และห้ามพูดคุยหรือทักทายกับแขก ถ้าเผอิญรู้จักกันก็ทำได้เพียงแค่...ยิ้ม”

“ยิ้ม!!!”  ทุกคนอุทานพร้อมกัน

เมริสาทำหน้างอ “จะให้อยู่แต่ในครัวเนี่ยนะ”

“แล้วแบบนี้เจ้าชายที่ไหนจะมาเห็นคนสวยๆอย่างเราล่ะ” สมชายตีหน้าเศร้า เพ้อด้วยน้ำเสียงฝันๆ “ความรักของเราต้องถูกกีดกันอีกนานแค่ไหน”

“ลาออกไหม”

“อุ๊ย!!!” สมชายหันไปสบตากับดวงมณีที่ยืนทำหน้าถมึงทึงตรงประตู “ไม่กล้าทิ้งร้านนี้ไปหรอกค่ะ เดี๋ยวไม่มีใครช่วยเจ๊ทำงาน”

พูดจบ สมชายเดินออกจากครัวไปอย่างเร็ว ดวงมณีมองเมริสาตาขวาง เธอรู้สึกขนลุกกับสายตาคู่นี้จริงๆ

“หล่อนช่วยงานแต่ในครัวนะ ห้ามออกไปเสิร์ฟในงานเลี้ยงเด็ดขาด” สั่งเสร็จก็หันหลังกลับไป

“ถ้าฉันทำงานไม่ดี แล้วเรียกฉันกลับมาทำไม”

อัญชลีมองลูกสาวด้วยสายตาเห็นใจ “ตั้งใจทำงานล่ะ”

เมริสาพยักหน้าช้าๆ หัวใจห่อเหี่ยว “ทำไมทุกคนต้องมองเมย์เหมือนเป็นเด็กด้วย เมย์โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว อายุยี่สิบสามแล้วนะ รู้จักการละเทศะดี รู้ว่าอะไรควรไม่ควร  ไม่ทำให้งานใหญ่เสียหรอกน่า”

“แล้วถ้ามีคนจับก้นจะทำไง”

“ตบ!!!

เมริสาเผลอตอบ ก่อนจะหุบปาก พนักงานในครัวพากันหัวเราะ “เสียท่าจนได้”

เมื่อเตรียมของสดเสร็จเรียบร้อย พนักงานของร้านก็ช่วยกันขนของขึ้นรถหกล้อคันใหญ่อย่างขะมักเขม้น โดยใช้เวลาเพียงไม่นานก็เสร็จ รถขนของเดินทางล่วงหน้าไปก่อน โดยมีดวงมณีและสมชายควบคุมดูแล ส่วนพนักงานขึ้นรถตู้คันใหญ่เพื่อตามไปยังท่าเรือในวันรุ่งขึ้น

คืนนี้ เธอจึงยังได้นอนพักผ่อนที่ห้องอย่างสบายกาย แม้จะมีแผลถลอกเล็กๆที่ข้อศอกให้ปวดเล่น มีเพียงใจของเธอเท่านั้นที่ยังรู้สึกไม่สบายและเป็นกังวล

“บอกแม่ดีไหม” เธอควรเล่าเรื่องลูกสาวตัวดีของท่าน ให้ท่านได้รับรู้ถึงพฤติกรรมของเจ้าหล่อนรึเปล่า “แต่ถ้าบอก ก็พาลจะไม่สบายใจเอา...ถ้าไม่บอก มารู้ทีหลัง จะโกรธเรารึเปล่า”

เธอถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ทำไมเธอต้องไปรับรู้เรื่องของยัยไอริสด้วย เธอควรจะอุดหูและไม่ฟังเธอพล่ามในตอนนั้น

เมริสาพยายามสะกดตัวเองให้หลับ เพื่อจะได้เลิกคิดเรื่องวุ่นวายในหัว ด้วยพรุ่งนี้มีงานสำคัญต้องทำ เธอจะได้ขึ้นเรือสำราญที่หรูและใหญ่ที่สุดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  

 

เช้าวันต่อมา เมริสาเด้งตัวตื่นขึ้นเพราะเสียงเคาะประตู เธอหันมองนาฬิกาก็รู้ว่าตัวเองสายแล้ว เจ้าหล่อนรีบลุกจากที่นอน รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่อาบน้ำ แล้วลงไปข้างล่างทันที

“ขอโทษค่ะ เมย์สายไปนิด” ปรากฏว่าในร้านว่างเปล่า มีเพียงคนงานรถผู้ชายคนเดียวที่ต้องทำหน้าที่เฝ้าร้าน

“เขาไปกันหมดแล้ว”

“โธ่ แล้วเมย์จะไปยังไงล่ะคะ เขาขึ้นเรือที่ท่าเรือไหนรู้ไหมคะ”

คุณลุงคนรถบอกชื่อท่าเรือน้ำลึกแก่เธอ หญิงสาวไม่รอช้า ออกจากร้านไปโบกแท็กซี่ แจ้งพิกัดที่ต้องการไป หลายคันปฏิเสธเธอ เพราะความไกล แต่แล้วก็มีแท็กซี่ใจดีตอบรับไปส่ง

หญิงสาวนั่งรถพลางสวดภาวนาให้เธอไปทัน กำหนดเรือออกจากท่าคือเที่ยงตรง หากไปช้ากว่านั้นก็อด

สองชั่วโมงต่อมา รถแท็กซี่ก็เลี้ยวเข้าไปยังบริเวณท่าเรือขนาดยักษ์ หญิงสาวขอบคุณลุงแท็กซี่ที่พาเธอมาทันเวลาจนได้ เธอจ่ายเงินให้ลุงแท็กซี่แล้วลงจากรถ

“คนเยอะแยะไปหมด” เธอหันมองโดยรอบ เห็นผู้คนมากมายเดินเกลื่อนกระจายเต็มท่าเรือ รวมทั้งรถหรูยี่ห้อแพงๆที่ทยอยกันเข้ามาจอดจนเต็มแน่นไปทั้งลานจอด “อย่างกับงานพรมแดงแน่ะ นี่เรามาผิดท่าเรือรึเปล่า”

เมริสาตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศที่แสนคึกคักจนอุทานไม่ได้หยุดปาก ขณะเดินฝ่าฝูงชนที่แต่งกายหรูหราอลังการ ไปยังสะพานเชื่อมลำเรือ และเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองความสูงของเรือเอมี่ที่ลอยลำอย่างตระหง่านอยู่ตรงหน้า 

“ว๊าว...สิบชั้นแน่ะ เทียบได้กับโรงแรมหกดาวเลยนะเนี่ย”

“หันไปทางไหนก็เจอแต่คนหล่อ...ล่ำ เร้าใจ” สมชายมายืนข้างๆ หญิงสาวแล้วกระซิบที่หู “ฉันนึกว่าแกจะมาไม่ทันเสียแล้ว”

เมริสาหันมากอดสมชายแน่น “ฉันลุ้นแทบแย่ กลัวตกเรือ แต่ในที่สุด สวรรค์ก็ยังเข้าข้างฉัน”

“เออๆ อย่ามัวแต่ดีใจ คนอื่นเขาขึ้นเรือกันหมดแล้ว รีบไปกันเถอะ”

“แล้วทำไมเจ๊ยังอยู่ล่ะ”

“ฉันมารอดูผู้ชาย” สมชายหัวเราะคิกคัก ระริกระรี้ “ไหนๆก็ต้องอยู่แต่ในครัว ก็ต้องตักตวงตอนที่มีโอกาส”

“แหม นึกว่ามารอรับฉันเสียอีก” เธอหันกลับไปมองคนหรูหราพวกนั้น ซึ่งกำลังทยอยกันขึ้นเช่นกัน หากแต่เป็นส่วนหน้าของลำเรือ “ทางโน้นสำหรับแขกของงานใช่ไหม...แต่งตัวเนี๊ยบกันทุกคนเลยนะคะ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าบนเรือลำนี้คงเต็มไปด้วยคนดังและเหล่านักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย...เอ๊ะนั่น...”

เธอชะงักเมื่อเห็นใครบางคน แม้จะไกล แต่เธอก็จำร็อกกี้ได้แม่น เขากำลังเดินขึ้นเรือพร้อมกับชายหนุ่มอีกสองสามคนที่แต่งกายเรียบหรูดูดี 

“อะไรยะหล่อน หรือว่าเจอหนุ่มในสเป๊ก” สมชายพยายามมองตามอย่างใคร่รู้ “คนไหนยะคนไหน เผื่อใจเราตรงกัน เจ๊จะได้หลีกทางให้ เพราะถึงยังไง เจ๊ก็สวยกว่า เจ๊หาใหม่ได้ง่ายๆ”

“เปล่าหรอกเจ๊ เรารีบขึ้นเรือกันเถอะ เดี๋ยวเรือออกเสียก่อนจะอดล่องเมดิเตอร์เรเนียน”

หญิงสาวพูดจบก็เดินนำไปก่อน สมชายที่ยังชะเง้อคอมองผู้ชาย ปาดน้ำลายแล้วรีบเดินตามหญิงสาวไป

 

“ทางนี้ย่ะ”

ในที่สุด เธอและผู้จัดการก็ไปเดินต่อแถวพนักงานของร้านอาหารไทยที่กำลังรอลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นสามซึ่งเป็นส่วนของห้องครัว

เธอเห็นมารดายืนอยู่ตรงหัวแถว กำลังสนทนากับเจ้าของร้านหน้าเครียด เธอคิดว่าคงไม่พ้นเรื่องงานเป็นแน่ เธอละสายตาจากหัวแถว หันมองความอลังการและยิ่งใหญ่ภายในลำเรือ

“โซนของคนงานยังขนาดนี้ ถ้าเป็นส่วนของแขกจะขนาดไหน” คิดแล้วตื่นเต้น อยากไปเห็นให้มันรู้เสียเดี๋ยวนี้ หากไม่มีกฎของทางร้านบังคับเอาไว้ล่ะก็ จ้างให้ก็ไม่มายืนต่อแถวหรอก

ครั้นเมื่อถึงที่ทำงาน...

“ว๊าว..ครัวใหญ่มาก อย่างกับครัวในโรงแรมหกดาวแน่ะ”

เมริสารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กจริงๆ เธอวิ่งพล่านไปทั่วเพื่อชมสถานที่อันทันสมัยและสะดวกสบาย เธอเดินนำขบวนไปก่อน จนเจอป้ายชั่วคราวที่แขวนไว้หน้าทางเข้าโซนที่สี่

“ครัวของเมริสาอยู่ทางนี้ค่ะ”

ดวงมณีสะบัดหน้าใส่เจ้าหล่อนทันที “ถ้าไม่ติดกับว่ามันดังจนกลายเป็นโลโก้อาหารไทยในแถบนั้น ฉันเปลี่ยนชื่อร้านไปตั้งนานแล้วย่ะ”

สมชายนำพนักงานเข้าไปด้านใน “ใช่จะมีแค่ครัวไทยนะ...ยังมีครัวญี่ปุ่น ครัวจีน ครัวอิตาลี” สมชายอธิบายพลางทอดสายตาไปยังห้องครัวอื่นๆซึ่งเป็นครัวเปิดสามารถมองเห็นกันได้ทุกซอกทุกมุม “เชฟอิตาลีก็น่ากินไม่น้อยนะ อุ้ย!! ไม่ใช่ ฉันหมายถึงอาหารอิตาลีก็น่าลอง ฉันจองคนนั้น”

สาวครัวไทยพากันหัวเราะขบขัน

“ตอกบัตร เข้าทำงานได้แล้ว” ไม่ใช่คำสั่งของดวงมณี แต่เป็นคำสั่งจากเชฟใหญ่

“เมนูพิเศษที่สั่งเพิ่มเข้ามา ขอสุดฝีมือเลยนะอัญ” ดวงมณีย้ำให้เชฟใหญ่รู้อีกรอบ “เค้กวันเกิดของประธานบริษัทอาร์แอนด์ดีจากครัวไทยต้องดีที่สุด เพราะทุกครัวได้รับโจทย์มาเหมือนกัน หากคุณมัสซิโม เจ้าของบริษัทจะเลือกเพียงชิ้นเดียวนำขึ้นเวที” เจ๊ดวงไม่ได้บอกแค่เชฟใหญ่คนเดียว แต่บอกกับทุกคนด้วย “หากเค้กของเราได้รับเลือก นอกจากจะได้เงินรางวัลแล้ว เราทุกคนจะได้ล่องเรือเอมี่ฟรีหนึ่งทริป”

ทุกคนร้องเย้พร้อมกัน

“ยังไม่ได้รางวัลเลยนะ อย่าเพิ่งดีใจ”

“ได้ค่ะเจ๊” เมริสาให้คำยืนยันแทนมารดาเสียเอง “ฝีมือทำอาหารของเชฟอัญชลีเป็นเลิศไม่แพ้ใคร แต่ไม่มีใครรู้จริงๆหรอก ว่าแท้จริงแล้ว เชฟอัญชลีคือพาติสิเย่อันดับหนึ่งของอิตาลี”

“โอเว่อร์” อัญชลีว่าลูกสาว

“ช่วยหน่อยน่ะ”

อัญชลีพยักหน้า จำต้องรับปาก เพราะมันเป็นหน้าที่ ดวงมณียิ้ม โล่งใจ เดินออกไปอย่างอารมณ์ดี เธอมีนัดคุยงานเพิ่มเติมกับผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของเรือเอมี่ที่ชั้นสี่ ซึ่งถูกจัดแบ่งเป็นชั้นออฟฟิศตรงส่วนท้ายเรือ  

“ทำงานๆ อย่าอู้ แสดงศักยภาพออกมาให้โลกตะลึง” สมชายแกล้งตะโกนตามหลังเจ้านายไป ก่อนจะหันมาหัวเราะกับเมริสา “ตัวเองไปล่อนทั่วเรือ แต่ห้ามพนักงาน แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน”

หญิงสาวเห็นด้วยกับผู้จัดการร้อยเปอร์เซ็นต์ “เหอะ ให้นางไปน่ะดีแล้ว ทางนี้จะได้ทำงานกันสนุกๆ ไม่เครียด หายใจสะดวก” เธอพูดพลางเตรียมพร้อมปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ “มีอะไรให้ช่วยไหมคะเชฟใหญ่”

อัญชลีจ่ายงานให้ผู้ช่วยทุกคนจนครบครัน ก่อนบอกให้ทุกคนประจำที่ 

“ทำไมมีแต่เมนูธรรมดาๆ ไม่เห็นมีเมนูขึ้นชื่อของทางร้านเลย” สมชายอ่านรายชื่ออาหารจากเอกสารบนแผ่นพลาสติก ด้วยความงง “ที่เราเสนอไปถูกกาทิ้งหมดเลย เหลืออยู่ไม่กี่เมนู”

“ที่เพิ่มมาใหม่เป็นเมนูโปรดของยัยไอทั้งนั้น”

เมริสาละมือจากเขียง หันมองมารดาด้วยความสงสาร ท่านคงคิดถึงลูกสาวไม่น้อย

“สงสัย เจ้าของงานจะเป็นลูกค้าประจำของร้านเรานะคะ” เธอให้ความเห็น “หรือไม่ก็ต้องชอบอาหารไทยมากๆจนศึกษามาอย่างดี”

“ก็เป็นไปได้ทั้งสองกรณี” เชฟมือหนึ่งหันกลับไปปรุงอาหารต่อ แต่ไม่คลายความสงสัย “ร้านอาหารไทยในโรมมีตั้งหลายร้าน ทำไมเจาะจงที่ร้านเรา”

นั่นสินะ ทุกคนสงสัยเหมือนกัน แต่ไม่มีใครเก็บมาคิดต่อว่าทำไม เพียงแค่ทำงาน ได้เงินก็จบ เมริสาก็เหมือนกับทุกคน ทำงานตามคำสั่งอยู่หลายชั่วโมงจนเริ่มเบื่อบรรยากาศในห้องครัว

เธออยากออกไปสูดอากาศบนชั้นดาดฟ้า ชมทะเลสีครามที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่เธอจะออกไปจากครัวได้ยังไง

“ปวดท้องจัง” เธอแกล้งพูดขึ้น “ผู้จัดการคะ ฉันขอตัวไปเข้าห้องน้ำค่ะ”

สมชายกำลังตรวจนับจำนวนอาหารในจานเล็กที่ทยอยมาขึ้นโต๊ะซึ่งใช้เป็นอาหารว่างสำหรับแขกในห้องรับประทานอาหารที่ชั้นเจ็ด เขาไกวมือไล่เพราะไม่สะดวกจะพูด

หญิงสาววางงานในมือทันที แววตาสดใสลิงโลดฉายชัด อัญชลีกระแอมเตือนด้วยความเป็นห่วง แต่เธอก็ไม่ทักท้วงใดๆ เพราะรู้ว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

เมริสาเดินออกจากโซนห้องครัว เดินผ่านทางเข้าห้องน้ำไปอย่างตั้งใจ เธอมองหาเครื่องหมายบอกทางไปบันไดหรือลิฟต์ แต่ด้วยความผลีผลามเพราะมัวแต่มองด้านหลัง ทำให้เธอเลี้ยวผิดไปอีกทาง

เธอเจอบันไดขนาดเล็กซึ่งนำลงสู่ชั้นที่ต่ำกว่า ด้วยความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอจึงไม่ปฏิเสธที่จะลงไปสำรวจดูสักครั้ง

“ได้กลิ่นไวน์” เธอสูดจมูกฟุดฟิด ขณะก้าวลงบันไดนั้นไป “หอมอบอวลไปหมดเลย”

เธอตามกลิ่นไวน์ไปอย่างลืมตัว กระทั่งเดินลุประตูซึ่งเปิดอ้าทิ้งไว้นั่นแล้ว เธอถึงได้รู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางขวดไวน์นับหมื่นขวดในห้องขนาดใหญ่ที่อาศัยแสงสว่างจากไฟสีส้มดวงเล็กที่ติดอยู่บนผนังด้านหนึ่ง

“ห้องเก็บไวน์นี่เอง”

หญิงสาวกวาดตามองด้วยความสนใจ ไวน์ถูกจัดอยู่บนชั้นไม้อย่างเป็นระเบียบ ราวกับเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ หากเปลี่ยนจากหนังสือเป็นไวน์หลากหลายขนาดและรูปทรง เธอคำนวณคร่าวๆแล้วน่าจะมีไวน์อยู่ในห้องนี้สักห้าพันขวดเป็นอย่างน้อย 

“สุดยอด” เธออุทานอย่างตื่นเต้น สองเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่นึกหวาดกลัว ราวกับติดกับมนต์เสน่ห์ที่แสนลึกลับจากขวดไวน์พวกนี้ “อย่างกับพิพิธภัณฑ์ไวน์แน่ะ”

หญิงสาวไล่สายตามองขวดไวน์หลากหลายรูปแบบบนชั้นวาง เธอเดินอย่างไม่รู้จุดหมาย รู้สึกเหมือนตนเองกำลังผจญภัยในดินแดนลึกลับ

หากแล้วก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงคนกำลังทะเลาะกันอย่างหนัก ตรงมุมด้านในสุด เธอหลบหลังชั้นวางทันที...หัวใจเต้นเร่าๆขึ้นมาจนระงับไม่อยู่

“เสียงผู้ชายนี่...เสียงผู้หญิงด้วย”




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha