เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 8 : มอมเหล้าแล้วเอามาปล้ำสินะ!


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป







ตอนที่ 7

 

 

เมริสาช่วยงานในครัวจนเกือบเสร็จแล้ว พวกพนักงานเสิร์ฟเริ่มทยอยขนอาหารขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยงขนาดยักษ์ซึ่งอยู่บริเวณชั้นเก้าของลำเรือ

“ฉันขอไปเป็นเด็กเสิร์ฟบ้างสิ” เธอรบเร้าขอกับผู้จัดการสมชายที่กำลังเดินตรวจเช็คจำนวนอาหารอย่างมีสมาธิ เขายอมไม่มองเชฟอาหารอิตาเลี่ยนเพื่อไม่ให้สมาธิแกว่ง แต่เธอตามก่อกวนเขาจนขุ่น 

“ไม่ต้อง หล่อนอยู่แต่ในครัวก็พอ”

“แต่งานในครัวแทบไม่มีแล้ว”

“ต่อให้งานในครัวหมด เธอก็ไปเสิร์ฟไม่ได้” ผู้จัดการยื่นคำขาด หญิงสาวหงอ ขอทำงานแค่นี้ยังงก เธอยอมรับว่าประวัติการเสิร์ฟของเธอไม่สวยนัก ที่เธอทำลูกค้าให้กลายเป็นศัตรูไปนับสิบคนในรอบสามเดือนที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ใช่ความผิดของเธอเสียหน่อย

“ฉันสัญญาว่าฉันจะระมัดระวังให้ดีที่สุด

“หล่อนก็สัญญาแบบนี้ทุกที”

“ฉันจะไม่รับค่าจ้าง...”

“ได้!!!!”  ไม่ใช่เสียงของสมชาย แต่เป็นเสียงของเจ้าของร้าน ดวงมณีเดินเข้ามา ด้วยสายตาอบอุ่น ยิ้มแย้มใจดี ดูเหมือนคนละคนกับที่เธอเคยรู้จัก “ไม่รับค่าจ้างใช่ไหม”

เมริสาพยายามยิ้มให้เป็นธรรมชาติ แต่มันก็แข็งอยู่ดี “ค่ะ ฉันจะทำงานโดยไม่รับค่าจ้าง”

“ตกลง” คนขี้เหนียวถูกใจมาก “ฉันอนุญาตให้เธอไปเสิร์ฟได้ แต่มีข้อแม้นะ”

“ข้อแม้อะไรหรือคะ หวังว่าคงไม่ยากเกินกว่าจะรับได้”

“ฟังนะ ถ้าเธอทำให้งานเสียหายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าเธอจะผิดหรือถูก เธอจะต้องรับผิดชอบความเสียหายเหล่านั้นทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง”

ดวงมณีพูดจบก็เดินสะบัดก้นออกไป สมชายมีสีหน้ากังวลขณะหันมองหญิงสาวที่ยังยืนมองก้นเจ้านายอยู่

“ไหวเหรอหล่อน”

เมริสากลับมามีสติ “ไหวสิเจ๊ มือระดับนี้แล้ว รับรองจะไม่ทำให้เดือดร้อน จะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เพื่อร้านอาหารไทยของเรา งานนี้ อาหารญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดียก็สู้ไม่ได้”

เธอรู้หรอกนะว่าอาหารมันจะดีต้องอยู่ที่ฝีมือเชฟ ส่วนเธอเป็นเพียงแค่คนเสิร์ฟอาหาร เพราะฉะนั้น แค่ทำงานด้วยความตั้งใจก็คงพอแล้ว

เธอถอดชุดผู้ช่วยก้นครัวแล้วสวมชุดเสิร์ฟของทางร้าน ชุดที่แสนภูมิใจ จากนั้นก็เข้าสู่การทำงานในหน้าที่เสิร์ฟ

เธอและพนักงานอีกห้าคน เดินตามพนักงานชายที่เข็นรถอาหารจำนวนห้าคันไปยังลิฟต์ เพื่อนำไปยังห้องจัดเลี้ยงชั้นเก้า

“ในส่วนของร้านเรา เราต้องทำให้ลูกค้าประทับใจที่สุด” เสียงสั่งการนั้นดังมาจากปากของสมชายที่เดินนำหน้าขบวนไป

หญิงสาวที่เดินปิดท้ายขบวน หันมองโน่นนี่ไปเรื่อย เพราะความที่สนใจทุกอย่างที่ขวางหน้า เธอควรจะเดินตามขบวนไปอย่างมุ่งมั่น แน่วแน่ แล้วท่องให้ขึ้นใจว่าทำเพื่องานเพื่อเงิน

“อย่าลืมเด็ดขาด ต้องยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจานุ่มนวลไพเราะ” สมชายย้ำเรื่องนี้ไม่หยุดปาก “ที่สำคัญ อดทนอดกลั้น เมื่อเจอแขกนิสัยเสีย เข้าใจไหม” ข้อหลังเขาขอความมั่นใจจากหญิงสาว

“ค่ะผู้จัดการ” เมริสารับปากเป็นมั่นเหมาะ แล้วเดินนำเข้าลิฟต์ก่อนใคร “ชั้นไหนคะ”

“ชั้นเก้า”

ไม่นานนัก ลิฟต์หยุด ประตูเปิดออก พนักงานเสิร์ฟจากร้านอาหารไทยเดินออกจากลิฟต์อย่างเป็นระเบียบ มีเพียงเมริสาเท่านั้นที่แตกฝูง เดินทิ้งห่างเพื่อนๆไปหยุดมองความหรูหราของชั้นเก้าซึ่งบรรจุห้องจัดเลี้ยงไว้หลายขนาด หลายสไตล์ ราวกับโรงแรมหรูใจกลางโรม  

“มาทางนี้” สมชายกลายเป็นเนวิเกเตอร์ เดินนำขบวนไปตามทางเดินที่ทอดยาวซึ่งนำไปยังห้องจัดเลี้ยงที่อยู่ตรงบริเวณชั้นเก้าครึ่งของลำเรือ

เมริสาเดินไปตามแถวนั้นอย่างตื่นเต้น เธอได้กลิ่นความหรูหราที่ส่งผ่านมาตามสายลม ยิ่งเห็นแขกเหรื่อแต่งตัวสวยงามกำลังทยอยเข้าห้องจัดเลี้ยง เธอก็ยิ่งสนุกกับการมอง

“ไปทางประตูหลังห้องจัดเลี้ยง” สมชายพาขบวนเลี้ยวไป หญิงสาวผู้ปิดขบวนเลี้ยวตาม ทว่า สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นบางอย่างเข้า ซึ่งทำให้เธอตกใจมาก

“ไอริส!!!” เธอเห็นหญิงสาวเดินเลี้ยวตรงมุมเสาต้นใหญ่แล้วหายลับไป “ตาฝาดรึเปล่า”

หญิงสาวไม่แน่ใจ เธอจึงผละจากกลุ่มแล้วรีบเดินตามไปทันที โดยไม่มีใครทันสังเกตว่าเธอหลุดออกจากกลุ่มไปแล้ว 

เมริสาเร่งฝีเท้ามาตามทางเดินที่เห็นไอริสหายไป เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทาง มีบันไดทอดยาวขึ้นไปยังชั้นสิบของลำเรือ เธอเห็นแวบๆว่าไอริสวิ่งขึ้นบันไดนี้ไป เธอจึงไม่รอช้าที่จะตามไปพิสูจน์ 

“ยัยไอริสจะต้องรู้ว่าร็อกกี้อยู่ที่นี่” นั่นล่ะ คือเหตุผล เธอต้องรีบตามให้ทันน้องสาว เพื่อจะบอกให้เธอรู้ว่าเจ้ากรรมนายเวรของเธอก็อยู่ที่นี่เช่นกัน ส่วนเจ้าหล่อนจะตัดสินใจอย่างไรก็คงแล้วแต่ เพราะเธอคงทำหน้าที่พี่สาวได้เพียงเท่านี้

ทว่า เมื่อเธอขึ้นสู่ชั้นสิบ เธอกลับพบห้องพักของแขกระดับวีไอพีที่แทบไม่ต่างจากโรงแรมหรูระดับหกดาวเรียงรายเป็นระเบียบ

“ว๊าว!” เธอทั้งอึ้งทั้งตื่นเต้น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาเดินอยู่ท่ามกลางคนหรูหราพวกนี้ ทุกคนที่เดินสวนเธอมา ล้วนแล้วแต่งตัวสวยงาม สง่าและแพงลิ่วทั้งนั้น ทุกคนมีสายตาที่ไม่ต่างกัน นั่นคือมองเธออย่างสงสัย

“ฉันแค่ผ่านมา” เธอพูดกับตัวเองเท่านั้น เพราะรู้ว่าสายตาของพวกเขาบอกว่าเธอแปลกแยกจากคนแถวนี้ “ฉันไม่ได้พักอยู่ที่นี่หรอกน่า”

หญิงสาวเดินไปเรื่อยๆ มองดูประตูห้องที่ออกแบบได้วิจิตรไปอย่างเพลิดเพลิน จนเกือบลืมไปว่ากำลังทำอะไรอยู่

“จริงสิ ยัยไอริสล่ะ???” เธอหันมองรอบกาย ทุกห้องล้วนปิดสนิท มีแต่ตัวเลขกำกับแต่ไม่มีชื่อบอกหน้าห้องเสียด้วย แล้วเธอจะเจอไอริสได้อย่างไร “ต้องถามพวกพนักงานที่ดูแลชั้นนี้สินะ”

เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวมองหาพนักงานทันที ไม่นานนัก เธอก็เห็นพวกเขายืนสนทนาเครียดกันอยู่ที่หน้าห้องหนึ่ง หัวหน้ากับลูกน้องกำลังสั่งงานกันอยู่เป็นแน่

“ถ้าเราเข้าไปถาม เขาจะบอกเราเหรอ” หญิงสาวก้มมองเสื้อผ้าของตัวเอง “เขาคงไม่เชื่อแน่ว่าเรารู้จักกับสาวสวยคนนั้น ที่พักอยู่ในชั้นหรูหราราคาแพงขนาดนี้”

แต่ถ้าไม่เสี่ยงดู เธอก็คงไม่มีเวลาพอจะมานั่งเฝ้าที่นี่หรอกนะ เธอมีงานสำคัญรออยู่ที่ห้องจัดเลี้ยง เธอตัดสินใจจะก้าวออกไป แต่กลับต้องชะงัก เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาจากห้องพัก เขาพูดคุยกับพนักงานสองคนนั้นอย่างสนิทสนม

“ร็อกกี้นี่นา ตายจริง นี่พักอยู่ชั้นเดียวกันเหรอ...หรือว่ามาด้วยกัน”

เมริสาอดคิดไม่ได้ ไอริสหายเข้าไปในห้องหนึ่งแน่ๆ แต่ไม่แน่ชัดว่าห้องไหน เป็นไปได้หรือไม่ที่เธอจะอยู่ในห้องของเขา

“ให้ตาย ฉันไม่ควรยุ่งเรื่องนี้เลย พวกเขาอาจคืนดีกันแล้วก็ได้”

เธอสรุปเล่นๆ ขณะยังคงมองดูร็อกกี้คนนั้น คนที่แตกต่างกว่าที่เธอเคยเห็น ร็อกกี้คนนี้กำลังวางท่าอย่างกับตัวเองเป็นเจ้านายอย่างนั้นละ

“ฉันควรจะกลับไปทำงานนะ” เธอบอกตัวเองแล้วหันหลัง แต่ยังไม่ทันก้าว ก็ดันได้เห็นอะไรที่ไม่สมควรเห็นอีกแล้ว

“เอ๊ะ!!! นั่น!!!” ชายหนุ่มประคองหญิงสาวที่สลบซบพิงไหล่เขาอยู่ ดูเธอไม่หมดสติเสียทีเดียว แต่มีอาการควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างแน่นอน เธออาจเมา!!

ส่วนชายหนุ่มที่ดูมีสติดีทุกอย่าง เขากำลังพยายามไขประตูห้อง เธอแทบไม่ต้องใช้สมองเลยว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร

“มอมเหล้าแล้วเอามาปล้ำสินะ” เมริสาหรี่ตาร้าย เดินลิ่วๆเข้าไปทันที เมื่อชายหนุ่มคนนั้นหันมาเห็นเธอเข้า สายตาดุดันคมกริบก็อึ้งไม่น้อยไปกว่ากัน

“คุณ!!” เธอชะงักฝีเท้า แล้วยืนนิ่งเหมือนถูกสาป อะไรกัน พ่อของลูกในท้องจูเลียร์กำลังจะพาหญิงสาวแสนสวยอีกคนเข้าห้อง “คุณคิดจะทำอะไร!!!

ชายหนุ่มอ่อนใจ กรอกตามองเพดานอย่างระอา 

“นี่คุณอีกแล้วเหรอ”

“ใช่...ฉันเอง” หญิงสาวเชิดหน้ามั่นใจ ทำใจดีสู้เสือ ทั้งที่กลัวจนฉี่จะราด เธอขยับเท้าเข้าใกล้เขาอีกนิด สูดจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น กลิ่นเหล้าฟุ้งจนทำให้เธอต้องปัดไล่ไปให้พ้นจมูก “ความเลวครั้งก่อนยังไม่ทันจะแก้ไข นี่จะสร้างเรื่องใหม่อีกแล้วเหรอ คนอย่างคุณ เลวไม่มีที่ติจริงๆ”

ชายหนุ่มละมือจากลูกบิดประตู หันหน้าหล่อๆมาเผชิญหน้ากับเธอ หญิงสาวที่กล้าชี้หน้าเขา!

“ปล่อยผู้หญิงเดี๋ยวนี้!!!

เขาไล่สายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ “กลับไปในที่ของตัวเองเถอะ”

“หน็อยแน่!!!” เธออุทานลั่น “คุณคิดจะทำมิดีมิร้ายผู้หญิงสลบที่ไม่มีสติเพราะเมาแบบนี้ แล้วจะให้ฉันทำเหมือนไม่เห็น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง ฉันจะแจ้งเจ้าหน้าที่...ไม่สิ ฉันจะแจ้งเจ้าของเรือให้รู้เรื่องนี้...ดูจากใบหน้าของเธอแล้ว ยังไม่บรรลุนิติภาวะแน่นอน”

เขามีสีหน้าเย็นชายิ่งกว่าเดิม พูดแบบเซ็งสุดๆ “ไปซะ”

เมริสาถึงกับอึ้ง หมอนี่ไม่คิดจะกลัวบ้างเหรอ เธอขู่ขนาดนี้แล้ว

“ฉันจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง ปล่อยเธอซะ เพราะถ้ายังดึงดันจะพาเธอเข้าไป ฉันจะร้องให้คนช่วยเดี๋ยวนี้”

เธอกำลังจะอ้าปาก แต่กลับโดนตบไปฉาดใหญ่ จนหน้าหัน!!!!

“ยัยผ้าขี้ริ้ว!!!”  หญิงสาวในอ้อมกอดของชายหนุ่มลุกขึ้นมาชี้หน้าเธอ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มเหลือกมอง ผุดรอยแค้นคลั่ง เหมือนอยากจะบีบคอเธอให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น “อย่ามายุ่งเรื่องฉัน...ไป!!!

เมริสาทั้งตกใจทั้งเจ็บ เธอเหวอไปเลย ก่อนหันมองหน้าชายหนุ่มผู้กำลังใช้ดวงตางดงามของเขามองเธอด้วยสายตาดูถูก เขาคงกำลังด่าเธอว่าโง่มากที่มาจุ้นจ้านเรื่องนี้ เพราะผู้หญิงสมยอมอยู่แล้วใช่ไหม เธออยากจะร้องไห้ แต่จำเป็นต้องกลั้นไว้ ถึงไม่ได้มีศักดิ์ศรีกับใครเขานัก แต่ก็ยังพอมีนะแหละ   

“คุณไม่เป็นอะไรแล้วนี่” เขาหันมองหญิงสาวที่แสร้างเมา เพื่อให้เขาพาเข้าห้องแบบง่ายๆ เธอคงอารมณ์เสียจัดที่ถูกขัดขวาง แต่หากเธอรู้ว่า ถึงเขาพาเข้าห้อง ต่อให้เจ้าหล่อนนอนแก้ผ้าบนเตียง เขาก็คงไม่ทำอะไรเธอหรอก แบบไหนที่จะทำให้เจ้าหล่อนโมโหมากไปกว่ากันล่ะ “ ถ้าอย่างนั้น ผมขอตัว”

“เดี๋ยวสิคะ!” เจ้าหล่อนหันไปออดอ้อนผู้ชายต่อ “ฉันยังมึนๆอยู่เลยค่ะ พาฉันไปนอนพักผ่อนที่เตียงของคุณเลยได้ไหมคะ ไหนคุณบอกว่าบางเรื่องต้องคุยที่เตียงถึงจะรู้เรื่อง”

ชายหนุ่มเหลือบมองหญิงสาวที่พึ่งโดนตบจนหน้าแดงก่ำ “หมดเวลาแล้วล่ะ เพราะตอนนี้ งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ผมต้องไปแสดงความยินดีกับ...”

“อย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ” เจ้าหล่อนใช้นิ้วชี้ไล้ไปตามไรผมที่ปรกคอของชายหนุ่ม “มาสนใจฉันดีกว่า ลูกสาวคนโปรดของเขาอยู่กับคุณแล้วไง”

เธอพยายามโน้มน้าว หลังจากที่เขาปลุกอารมณ์เธอให้แตกกระเจิง เขาควรจะตอบสนองเธออย่างเต็มที่ ไม่ใช่ยื้อเวลาด้วยการพาไปเดินเล่นที่ชั้นดาดฟ้า

“ไหนบอกว่าเตียงของคุณพร้อมแล้วไงคะ”

ชายหนุ่มยิ้มเยาะมัสซิโมและหญิงสาวที่ยืนกุมใบหน้าอยู่ตรงนี้ เห็นไหมว่า ถึงเขาจะถีบเจ้าหล่อนออกไปอย่างไร้ความปราณี แต่เจ้าหล่อนก็ยังคงจะกระโจนขึ้นเตียงเขาเสียให้ได้

เขาไม่คิดจะแตะต้องเธอหรอก แม้แต่ปลายนิ้วก็ไม่คิด ก็แค่ลวงให้เธอโหยหาเขาไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสมปรารถนาในบางสิ่ง ซึ่งใช้เจ้าหล่อนเป็นเครื่องมือสำคัญ วันนั้นแหละ เขาจะบอกกับคุณหนูตัวร้ายคนนี้ว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน!!!

ไคล์ไม่ได้ทำตามคำขอของเอมี่หรอก เขาไขประตูตามความต้องการของตัวเอง เมื่อประตูสวรรค์เปิดออก คุณหนูเอมี่ระริกระรี้ แลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างกระหาย เธอตั้งใจจะถ่ายคลิปบทรักระหว่างเธอกับเขาไปโชว์เพื่อนๆในงานปาร์ตี้ไวน์ครั้งหน้า 

เมริสารู้สึกถึงความลำพองในอกของชายหนุ่มที่แสดงออกมาทางสีหน้า หากดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ตรมอย่างสัมผัสได้ เขากำลังควานหาความสุขจากกามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเพื่อปกปิดรอยหมองไหม้ในใจหรือเปล่า

เขาจะมีความสุขเมื่อได้ย่ำยีหญิงสาวแล้วทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใยในเวลาต่อมาใช่ไหม อย่างนั้นหรือคือความสำเร็จของชายหนุ่มผู้หล่อเหลา ที่กำลังใช้ใบหน้าและเรือนร่างล่อแมลงเม่าที่อ่อนต่อโลกให้เข้ากองไฟที่เต็มไปด้วยราคะ ซึ่งแมลงเม่าพวกนี้ก็พร้อมจะติดกับเขาทุกเมื่อ เธอสงสัยว่าตัวเองอยากจะเป็นแมลงเม่าอีกตัวหนึ่งไหม

“เราจะอยู่ในนี้ทั้งคืนเลยนะคะ” เอมี่ตั้งใจจะบอกกับหญิงสาวที่เธอตบ “อย่าปล่อยฉันลงจากเตียงเด็ดขาดนะคะไคล์”

ฟังหญิงสาวคนนี้พูดเข้า หากเธอเป็นแม่ของยัยนี่คงปวดหัวตาย เจ้าหล่อนช่างไม่รู้เลยว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร

“ถ้าคุณยังไม่หยุด ฉันจะเปิดโปงความชั่วร้ายของคุณ” เธอกลั้นใจพูดใส่หน้าเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มอึ้งไปนิด ส่วนสาวน้อยตั้งท่าเหมือนนางยักษ์สิงสู่อีกครั้ง “เธอบรรลุนิติภาวะรึยัง”

เอมี่ปากสั่นระริก โกรธเป็นไฟ “ฉันยี่สิบสองแล้วย่ะ”

“โกหก” เมริสามองเจ้าหล่อนตั้งตาหัวจรดเท้า “อายุของเธอไม่มากไปกว่าฉันหรอก สิบเก้าแน่ๆ”

ไคล์มองหญิงสาวสองคนทายอายุกันไปมาแล้วชักเซ็ง “ผมว่าพวกคุณไปหาที่คุยกันเองเหอะ ผมมีเรื่องต้องไปทำต่อ”

“เดี๋ยวสิคะไคล์” เอมี่กอดแขนของเขาไว้ ทำหน้าเว้าวอน “เราเลิกสนใจยัยนี่แล้วเข้าไปสนุกกันเถอะค่ะ”

“หยุดเถอะสาวน้อย ฉันเตือนด้วยความหวังดี”

“เธอนั่นแหละ ถ้ายังไม่หยุด ฉันไม่เอาไว้แน่”

“เธอนั่นแหละ ถ้ายังไม่หยุด ได้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่ เธอยังไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ดีพอ” หญิงสาวจอมกวนชี้หน้าเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มกัดฟันกรอด ในชีวิตของเขาไม่เคยมีใครกล้าชี้หน้า จนกระทั่งเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้ว และวินาทีนี้ ซึ่งเจ้าของนิ้วชี้เป็นคนเดียวกันเสียด้วย เขาตัดนิ้วเธอเสียดีไหม

“แล้วเธอรู้จักดีพอเหรอ”

ถูกตอกใส่หน้า เมริสาก็หน้าชาไปเหมือนกัน ผู้คนที่เดินผ่านไปมา เริ่มหันมองซุบซิบ ทำให้ชายหนุ่มเริ่มอึดอัด เขาไม่อยากเป็นเป้าสายตาใคร โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจะโผล่ออกมาจากห้องหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากห้องของเขาไปประมาณสองห้อง เขาดึงหญิงสาวเข้าห้องแล้วปิดประตูปัง

เกือบไปแล้ว...ชายหนุ่มกัดฟันจนกรามนูน ก่อนผ่อนลมหายใจให้ช้าลง ส่วนหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆเขายังอึ้งและช็อคอยู่...เธอมาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร

หา...หากแล้วก็ต้องตกใจกับเสียงทุบประตูปึงปังหลายครั้งจากหญิงสาวที่อยู่ด้านนอก ก่อนจะเป็นเสียงกรี๊ดลั่นเหมือนคนบ้า วินาทีต่อมา เธอได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆเดินเข้ามาแล้วลากตัวเจ้าหล่อนไปจากหน้าห้อง ขณะที่เธอยังอ้าปากตะโกนหาชายหนุ่มอยู่

“คงเสียอารมณ์น่าดู” เมริสาอดดูแคลนไม่ได้ ก่อนจะหันมาพบหน้าตาบึ้งตึงของชายหนุ่มตรงหน้า เธอรู้สติว่าไม่ได้อยู่ในที่ปลอดภัยนัก จึงขยับตัวถอยห่างจนชิดฝาผนัง แม้เขาไม่ได้ก้าวตามมาทำร้ายเธอตามที่คิด แต่แค่สายตาเขาก็ทำเธอกลัวจะแย่แล้ว “ฉันต้องไปทำงานแล้ว ขอตัวนะคะ”

“เดี๋ยวสิ” เขาพูดเสียงนิ่ง ฟังแล้วขนลุก

“ฉันรู้ว่าคุณคงโกรธฉันมาก แต่ฉันคงนอนไม่หลับและคงรู้สึกเสียใจไปจนวันตายถ้าปล่อยให้เด็กสาวคนนั้นต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าเหมือน...”

“อย่าพูดถึงชื่อเธอ” 

“ก็ได้ ฉันจะลืมทุกอย่างเลย ขอแค่...”

“ถ้าไม่อยากตาย อย่าให้ผมเห็นหน้าคุณอีก”

หญิงสาวอ้าปากค้าง ก่อนจะส่งเสียงจิ๊กจั๊ก

“แต่ถ้ายอมรับลูกแล้ว ก็น่าจะยอมรับแม่ของลูกด้วยนะ”

เขาขบกรามแน่นยิ่งกว่าเดิม “ออกไป!!!

“แล้วใครกันที่ลากฉันเข้ามา ฉันไม่ได้เต็มใจซะหน่อย”

ชายหนุ่มคว้าจับหัวไหล่เธอแล้วบีบแน่น จนหญิงสาวรู้สึกเจ็บ เธอรับรู้ได้ถึงพลังของความโกรธที่ประทุออกมาทางแววตา เธอรู้สึกได้ว่าเขาโกรธมากพอที่จะฆ่าเธอได้ 

“คิดว่าลากเธอเข้ามาเพราะพิศวาสรึไง” สีหน้าหล่อเหล่ากลายเป็นปีศาจไปแล้ว “มีตรงไหนบ้าง ที่ดูเหมือนผู้หญิง” 

เมริสาอยากจะกรี๊ด แต่ระงับใจไว้ “ไม่ได้พิศวาสก็แล้วไป เพราะถึงชอบก็ต้องต่อแถวยาว จะบอกให้เอาบุญ อย่างคุณไม่อยู่ในสายตาฉันหรอก”

“งั้นก็เป็นบุญของผมจริงๆ”

“บุญของฉันต่างหาก”

ไม่เคยเจอใครที่เถียงฉอดๆเท่าผู้หญิงคนนี้เลย...ไคล์เบื่อจะเถียง จึงปล่อยเจ้าหล่อนแล้วเดินเลี่ยงไป เขาถอดเสื้อชั้นนอกออกแล้วโยนไปที่เตียง ก่อนจะเป็นชิ้นที่สองตามมา 

“ทำอะไรน่ะ”

เขาไม่ตอบ ถอดอย่างเดียว หญิงสาวใจคอไม่ดี จึงขยับตัวไปที่ประตู 

“ก่อนออกไป ช่วยตอบผมหน่อย ถ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของผมล่ะ”

หญิงสาวอึ้งกับคำถามเขา “คุณไม่ไว้ใจเธอเหรอ”

ไคล์เข้าใจว่าเจ้าหล่อนหมายถึงจูเลียร์ “ไม่ใช่  ผมหมายถึงผู้หญิงทุกคนที่ผมนอนด้วย ถ้าเกิดพวกหล่อนอุ้มท้องโย้มาหาผม และบอกว่าเด็กในท้องเป็นลูกของผม ผมต้องรับไว้ทุกคนรึเปล่า”

ชายหนุ่มที่เหลือเพียงบ๊อกเซอร์ตัวเดียว หันหน้าหล่อลากดินกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่แก้มแดงสุกยิ่งกว่าลูกตำลึง เธอเห็นแววตาของเขาที่ส่องประกายออกมา ในความแข็งแกร่งนั้น ซ่อนความหวาดกลัวบางอย่าง ไร้ความอบอุ่นและอ่อนโยน กระด้างกระเดื่องแต่แฝงความต้องการบางอย่าง ตายแล้ว เธออยากจะกรี๊ด ใจเธอสั่นแปลกๆ

“อยากโม้ว่าตัวเองเคยนอนกับผู้หญิงมาเยอะล่ะสินะ”

เมริสาสลัดอารมณ์ตื่นเต้นเพราะกล้ามแน่นๆ สอดมือกอดอก มองชายหนุ่มเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย  

“ตอบคำถามมาก่อนสิ”

“คุณจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าใช่หรือไม่ใช่”

“ช่วยแปลด้วย”

“เซ้นส์ไง” หญิงสาวจับลูกบิดประตู เตรียมหนี “ใช้เซ้นส์ของคุณซะบ้างนะ อย่ามัวแต่ใช้อารมณ์ เพราะมันจะไม่ดีต่อสุขภาพ”

สิ้นสุดคำนั้น เจ้าหล่อนเปิดประตูแล้วก้าวออกไป ก่อนจะปิดอย่างแรง หากเขาอยู่ตรงนั้น ลมคงตีหน้าเขายับ

ไคล์หน้าเหวอไปหลายวินาที ก่อนจะคลายคิ้วที่ขมวดแล้วถอนหายใจแรง เขากำลังถูกผู้หญิงที่แต่งตัวเหมือนพนักงานเสิร์ฟท้าทายเขา ผ่านดวงตากลมสวยสีน้ำตาลที่ฉายแววความอยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา ดวงตาที่ทำให้เขานึกถึงใครสักคนที่เขาลืมเลือนไปแล้ว 

“ยัยผ้าขี้ริ้ว กล้าดียังไงมาทำท่าทางยโสแบบนั้นใส่เรา”

แต่แล้ว เรื่องที่เจ้าหล่อนพูดก็กลับมากวนสมองของเขาในเวลาไปถึงหนึ่งนาที หลังจากที่เจ้าหล่อนออกจากโลกของเขาไป “ของแบบนี้ จะรู้ได้ด้วยเซ้นส์อย่างนั้นเหรอ เพี้ยนไปแล้ว”

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ เธอไม่ควรมีผลกับเขา ไม่ว่าจะน้อยนิดเท่าขี้ผง

เสียงโทรศัพท์เขาดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อปลายสายเขาก็รู้แล้วว่าควรทำอย่างไรต่อ เขารับสายของจูเลียร์ เธอยังคงยืนยันให้เขาไปร่วมงานเลี้ยงในคืนนี้




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha