เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 9 : ใครฉุดใครกันแน่


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป






ตอนที่ 8

 

 

“ไอริสอยู่ห้องไหนนะ”

เมริสายังคงเสี่ยงเดินตามหาลูกสาวของผู้มีพระคุณ อย่างน้อย จนกว่าเธอจะเจอบันไดทางลง ลงจากสวรรค์ที่คลับคล้ายมายานี่เสียที เธอเดินจนเกือบจะสุดทางแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของไอริส

เธอเริ่มหมดหวัง และสงสัยว่าเธอควรจะปล่อยให้ทุกสิ่งดำเนินไปตามโชคชะตาหรือไม่ เธอควรกลับไปยังห้องจัดเลี้ยงแล้วทำหน้าที่บริกรให้ดีที่สุดรึปเล่า ก่อนที่อาชีพการงานจะจบไม่สวย เพราะถูกไล่ออกเป็นครั้งที่ร้อย

เธอบอกตัวเองแล้วหันหลังให้กับความหรูหรา กลับได้พบกับชายหนุ่มอีกคนเข้าเต็มตา เธอตกใจรีบก้มหน้าหลบทันที ชายหนุ่มพร้อมด้วยเพื่อนไฮโซอีกสองคนเดินคุยกันมาอย่างออกรส ดูเหมือนจะคุยกันเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ

เธอรอจนร็อกกี้เดินผ่านไปสักพัก แล้วถึงสูดหายใจเฮือกใหญ่ แต่เธอก็โล่งใจอยู่ได้ไม่กี่วินาที หากแล้วก็ต้องตกใจตาโตอีกครั้ง บางสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นกำมหยี่ ใกล้ปลายเท้าของเธอเพียงเล็กน้อย เธอก้มลงหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาดูใกล้ตา

“แหวนเพชร!!!” เธอตาไม่ถึงขนาดมองไม่ออกหรอกว่ามันเป็นแหวนเก่าแก่ของต้นตระกูลไหนรึเปล่า แต่เท่าที่คิดได้ตอนนี้ก็คือ เป็นไปได้ที่ร็อกกี้เป็นคนทำมันตก “ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายถึงการขอไอริสแต่งงาน...เดี๋ยว!!!

ชายหนุ่มและเพื่อนของเขาหายไปจากชั้นนี้แล้ว ถึงเธอตะโกนเรียกก็คงไม่ได้ยิน เธอหุบปากแล้วก้มมองแหวนอย่างพิจารณา

“งดงามกว่าแหวนทุกวงในโลกใบนี้” ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล และอยากเป็นเจ้าของจนแทบอดใจไม่อยู่ แต่ติดที่มันไม่ใช่ของเธอ ซึ่งหากเป็นแหวนที่ร็อกกี้ตั้งใจจะมอบให้ไอริสจริง นิ้วมือของหญิงสาวผู้นั้นก็ไม่มีสิทธิ์สวมแหวนวงนี้อีกแล้ว เธอไม่ได้เลือกเขา “ใครทำหล่นไว้นะ”

เธอไม่อาจรู้จนกว่าเจ้าของจะควานหามัน!!!

“ถึงฉันจะไม่คู่ควรมีเธอไว้ในครอบครอง แต่ฉันก็ยินดีจะเก็บรักษาเธอไว้ จนกว่าจะตามหาเจ้าของที่แท้จริงเจอ” หญิงสาวสอดแหวนเก็บไว้ในบราข้างซ้าย ที่ซึ่งคิดว่าปลอดภัยกว่าตู้เซฟในธนาคารเสียอีก “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เอาไปขายกินหรอก ต่อให้ยากจนข้นแค้นแค่ไหน ฉันสัญญาว่าเธอจะได้กลับไปอยู่กับเจ้าของที่เธอจากมา”

เมริสาเดาว่าเจ้าของแหวนคงเป็นใครสักคนที่พักอยู่ชั้นหรูนั่น แต่เธอไม่มีเวลาเคาะประตูทุกห้องแล้วถามไถ่หรอกนะ

เธอลงจากสวรรค์ กลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงที่โอ่โถง หรูหรา อลังการ บัดนี้ เหล่าบรรดาไฮโซ บุคคลที่มีชื่อเสียง นักธุรกิจ ตลอดจนนักข่าวที่ได้รับเชิญ แห่มารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น

“เทศกาลหนังเมืองคานรึเปล่าเนี่ย” เธอเดินพลางชมงานเสมือนตัวเองเป็นแขกร่วมงานอีกคน “คนดังบนปกนิตยสารตั้งหลายคนแน่ะ นั่นก็นักแสดงชื่อดัง ส่วนคนนั้นดีไซเนอร์จากฝรั่งเศส”

เธอใช้สายตาไล่มองจนกระทั่งมาจบที่หญิงสาวที่งามสง่าที่สุดในงานครั้งนี้

“จูเลียร์” ดาราสาวมากบทบาทที่โดดเด่นยิ่งกว่าใคร นาทีนี้สาวรุ่นใหญ่ตรึงสายตาทุกคนไว้อย่างชะงัด รวมทั้งพนักงานเสิร์ฟอย่างเธอด้วย “หน้าตาของเธอ ไร้รอยทุกข์ตรม รอยยิ้มที่ฉาบบนใบหน้า คือการแสดงของเธออย่างนั้นเหรอ”

เธออดคิดไม่ได้ว่าจูเลียร์กำลังใช้ทักษะในวิชาชีพหลอกทุกคนในงานเลี้ยงว่ากำลังมีความสุข หากแท้จริงแล้ว เธอกำลังปั้นหน้ากลบเกลื่อนความทุกข์ ที่กำลังก่อตัวอยู่ในหน้าท้องแบบเรียบของเธอ

“จุ๊ๆๆ” เธอช่างเป็นนักแสดงที่เก่งกาจสมกับรางวัลออสก้าที่เคยได้รับ เธอเลื่อนสายตาลงจับจ้องที่หน้าท้องนั้นอย่างเวทนา หญิงสาวอดสมเพชไม่ได้ เมื่อเห็นดาราสาวชะเง้อมองหาใครบางคนตลอดเวลา “เธอคงจะรอหมอนั่นอยู่สินะ ทำไมเธอไม่แถลงข่าวแล้วแฉหมอนั่นไปเลยนะ ถ้าเป็นฉัน ไม่ปล่อยให้หมอนั่นผยองอยู่แบบนี้หรอก”

“เมริสา!!!” เสียงคุ้นนั้นกระตุ้นหูเธอให้ตื่นจากภวังค์ กลบเสียงเพลงบรรเลงคลาสิคจากเปียโนหลังใหญ่ และเสียงจอแจของชนชั้นสูงที่ซุบซิบนินทากันเอง แต่มิใช่เสียงที่ทำให้เธอหันไปมอง เพราะนิ้วมือของสมชายที่หยิกเอวเธอจนตัวงอต่างหาก

“อุ๊ย!!! ผู้จัดการ เบาๆค่ะ”

สมชายลากเธอให้เดินไปด้วยกันจนถึงหน้าห้องเก็บของหลังเวที  อดไม่ได้ที่จะบิดต้นแขนเธอให้รู้สึกเจ็บอีกสักครั้ง เพื่อให้เธอรู้สึกตัวว่าทำผิดมหันต์ จนเธอร้องโอ๊ยลั่น

“ขอโทษค่ะ ฉันหลงทาง”

“ไม่ต้องแก้ตัว ฉันฉลาดกว่าหล่อนเยอะ” สมชายทำหน้าเหมือนคนหายใจไม่ออกและกำลังจะตายในไม่กี่วินาทีข้างหน้า “ฉันจะทำยังไงกับหล่อนดี หล่อนมันเป็นพวกนอกคอกของแท้ ไม่มีอะไรจะคุมหล่อนได้เลยใช่ไหม หล่อนถูกพักงานไปแล้ว โทษครั้งนี้ของหล่อน คงไม่พ้น...”

“ไล่ออก!!!” เธอรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ก็ยังเกเรไม่เลิก

“หล่อนรักร้านนี้จริงๆหรือ ฉันไม่อยากจะเชื่อแล้วนะ”

“รักจริงๆสิเจ๊” เธอยกมือขึ้นไหว้งกๆ ขอความเห็นใจ “บอกแล้วไงว่าหลงทาง หลงทาง หลงทาง กลับมาที่ห้องจัดเลี้ยงถูกนี่ก็บุญแล้วนะ ฉันรู้หรอกว่าถ้าทำผิดอีกครั้งจะถูกไล่ออก ใครอยากถูกไล่ออกจากบ้านกันล่ะ”

“จ้ะ!!!!!” สมชายลากเสียงยาวแบบประชดๆ ทำตาประหลับประเหลือก หมั่นไส้แม่คนร้อยเหตุผลที่กะล่อนลื่นไหลยิ่งกว่าผู้ชายหลายคนที่เขาเคยหลวมตัวไปเลี้ยงดู “เจ๊ดวงรู้เรื่องของเธอแล้ว โกรธหัวลุกเป็นไฟ หน้าเป็นยักษ์วัดแจ้ง ปากเป็นมังกรไฟ ทางที่ดี อย่าเพิ่งเผชิญหน้ากัน หล่อนรักษาชีวิตให้รอดก่อน กลับไปที่ห้องครัวชั้นล่างเถอะ” สมชายขยับเข้าใกล้เมริสาอีกนิด “แล้วบอกว่าหล่อนป่วยกะทันหัน ปวดท้องไส้ติ่งแตก ขี้หักใน หรืออะไรก็ว่าไป”

“ไส้ติ่งแตก...ขี้หักใน!!!!” เมริสาตัดสินใจไม่ถูก ความจริงเธออยากทำงานมากกว่าจะไปจ่มจมอยู่ที่ก้นครัว ซึ่งรู้แน่แก่ใจว่าคงถูกแม่เลี้ยงเทศนาจนหูชา เธอดับฝันตัวเองเพราะหญิงสาวที่ไม่เคยเห็นเธอเป็นพี่สาว เธอทำพลาดเองใช่ไหมที่ตัดสินใจบุ่มบ่าม โลกของมหาเศรษฐีและคนมีชื่อเสียงที่เธออยากเห็นล่ะ เธออด!! “แต่ฉันไม่รับค่าจ้าง ฉันทำงานฟรีนะคะ”

“ไม่สำคัญแล้ว หล่อนผิดคำพูด หล่อนต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง”

หญิงสาวคอตก จำต้องเดินออกจากงานเลี้ยงไปอย่างเสียดาย ช่วงเวลาที่เธอเดินกลับทางเดิมตอนเข้ามา เธอยังมีเวลาสอดส่ายสายตาไปทั่วงาน

“นั่น...ร็อกกี้” เขาอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางชนชั้นสูง เหล่านักธุรกิจไฟแรงที่กำลังมีชื่อเสียงในสังคม เธอชื่นชมหมอนั่นก็ตรงที่เป็นคนมุมานะและบากบั่นสร้างเนื้อสร้างตัวนี่แหละ แม้เวลานี้เขาจะเป็นเพียงแค่พนักงานเล็กๆในบริษัท แต่อนาคต เขาต้องมีโอกาสเติบโตอย่างแน่นอน เธอเชื่ออย่างนั้น 

ความจริง...ไอริสได้เจอคนที่เก่งอย่างร็อกกี้แล้ว เธอก็โชคดีไม่น้อย

“ยัยผ้าขี้ริ้ว!!!” เสียงนั้นดังมาจากด้านหลัง ไม่ใช่ชื่อของเธอหรอก แต่ค่อนข้างมั่นใจว่าคนแถวนี้ไม่มีสิทธิ์ถูกเรียกอย่างนั้น นอกจากเธอ เมริสาทำใจวินาทีเดียว ก่อนรับศึกใหญ่ที่พอๆกับศึกกรุงทรอย

เธอเหลียวไปมองเจ้าของเสียงแผดหยาบคายนั่น จึงได้เห็นหญิงสาวใจแตกยั่วผู้ชายคนเดิม ที่ยืนเท้าสะเอวอยู่หน้ากลุ่มเพื่อนสี่คนที่ยืนขนาบข้างเหมือนนักร้องกลุ่มจากประเทศเกาหลี

สายตาของเจ้าหล่อนลุกเป็นไฟ ขณะไล่มองเด็กเสิร์ฟในชุดไทยประยุกต์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาสีฟ้าสวยเหยียดสุดๆ ก่อนขยับริมฝีปากแดง พ่นถ้อยคำหยาบหู

“เสร็จกิจแล้วล่ะสิ”

“ยัยนี่เหรอ!!!” คู่หูทางขวามือที่แต่งตัวด้วยแบรนด์เรเชลได้แย่จนเธออยากจะร้องเรียนไปยังเจ้าของแบรนด์ ให้เรียกซื้อชุดคืนเสียเดี๋ยวนี้ “ต่ำ!!!” 

“ขายเหรอ” คู่หูทางซ้ายไม่ให้น้อยหน้า เอาใจเพื่อนรวยแต่โง่เสียหน่อย เผื่อได้รางวัลราคาแพง “ไม่ยักรู้ ไคล์ชอบกินของสกปรก”

“ของสกปรก!!!” เมริสาได้ฟังแล้วยิ้มไม่ออก เธออาบน้ำขัดถูตัวทุกวันย่ะ “โอ้...นี่เหรอ คำพูดของพวกชั้นสูง”

เธอหูอื้อตาลายคล้ายจะเป็นลม หากอยู่ในตลาดสด เธอคงถลกกระโปรงแล้วกระโดดถีบก้านคอที่เชิดหยิ่งทั้งห้าสาวให้คอเคล็ดสักเดือนสองเดือน จะได้งดดูถูกคนอื่นสักพัก

ทว่า วินาทีนี้ เธอไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบโต้ใครได้ เธอมันแค่ บริกรกระจอกๆ เพราะงั้น เธอควรจะรีบเผ่นไปจากงานเลี้ยงโดยเร็วที่สุด เลี่ยงไปซะ อย่ามีเรื่องกับคนพวกนี้

“จะไปไหน!!” เธอหนีไม่พ้น ถูกเกี่ยวไว้ด้วยมือของคุณหนูเอาแต่ใจ “ใครอนุญาตให้เธอไป” มือบอบบางที่กำรวบแขนเธอนั้นบีบแน่นราวกับคีมเหล็ก

“เจ้านายของฉัน”

“ใครเป็นเจ้านายของเธอ” เจ้าหล่อนมองชุดที่เธอสวมอีกรอบ “อ้อ...คงหาไม่ยาก ว่าเธอโผล่มาจากซ่องไหน”

พระเจ้า...ที่ตบเธอคราวก่อนยังไม่เอาคืน เธอควรจะสั่งสอนแม่ตัวดีให้รู้สำนึกเสียบ้าง แต่...เธอไม่ควรมีเรื่องอีกแล้วใช่ไหม ปัญหาเดิมๆของเธอยังแก้ไม่ได้เลย งดหาเรื่องสักพักเถอะเมริสา!

“คุณคิดจะทำอะไรคะ”

“ฉันต้องบอกเธอด้วยเหรอ ยัยสกปรก โสโครก เธอมันเสนียดจัญไรที่ต้องถูกกำจัดโดยด่วน” ด่าเป็นขบวนยิ่งกว่าแม่ค้าขายปลาในตลาด เธอไม่อยากจะเชื่อหู ความหรูทั้งตัวที่ประดับเรือนร่างนี้ กลายเป็นเพียงผ้าขี้ริ้วในทันตา ไม่มีเสื้อผ้าแพงๆสำหรับห่อหุ้มสมองและจิตใจเลวทราม “กล้าดีอย่างไรมาแส่เรื่องของฉัน ห๊า!!!

ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะแค้นจัด เพียงแค่เธอเข้าไปขัดขวางและช่วยเหลือเธอจากอสูรร้ายเท่านั้น

“ถ้าคุณไม่พอใจที่ฉันทำลงไป ฉันต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”

“แน่นอน ฉันไม่พอใจ แต่ฉันไม่ให้อภัยเธอหรอก” เจ้าหล่อนบีบแขนเธอแรงขึ้น แรงขึ้น และแรงขึ้นเรื่อยๆ หากหัวใจของเธออยู่ตรงนั้น เธอคงจะตายไปแล้ว “ผู้หญิงต่ำอย่างเธอ ไม่สมควรได้รับการให้อภัยตั้งแต่เกิดมาแล้ว”

เมริสาถอนหายใจยาว ระอา พูดอย่างนี้เพื่อให้เธอเดินไปกระโดดขอบเรือตายอย่างนั้นเหรอ ความเป็นคนของเธอไม่ได้ถูกตัดสินจากลมปากของคนไร้ค่า ที่ใช้แต่เงินของพ่อแม่

“ฉันแค่ต้องการช่วยคุณ” ถึงจะโง่อย่างไร ก็ควรชี้แจง อย่างน้อย กระตุกเตือนให้รู้ว่าไม่ได้ปองร้าย

“ช่วยหรือแส่” รอยยิ้มเยาะฉายชัดบนใบหน้าบูดเบี้ยว “หล่อนคงอยากจะนอนกับไคล์เสียเองจนตัวสั่น แล้วก็สมใจอยากสินะ”

“เอาเป็นว่าฉันแส่ก็ได้ แต่คุณเข้าใจผิดเรื่องที่หาว่าฉันอยากนอนกับหมอนั่น”

“แต่แกฉุดเขาเข้าไปในห้อง”

“ใครฉุดใคร”

“โสมมสกปรก นังผู้หญิงแพศยา” เจ้าหล่อนด่าใส่หน้าไม่หยุด ก่อนจะหันไปทางบอดี้การ์ดของตัวเอง ส่งสัญญาณให้เข้ามาจับตัวหญิงสาวไว้ “พายัยนี่ไป”

“คุณจะทำอะไรน่ะ!!!!” เธอจะร้องโวยวายต่อให้ลั่นไปทั้งงาน แต่กลับถูกฝ่ามือของเจ้าร่างยักษ์ปิดปากสนิท  ก่อนเกี่ยวสะเอวเธอไว้แล้วนำตัวลุประตูออกไป

“อื้อ.....”  เธอจึงได้แต่ดีดดิ้น ร่างลอยไปตามแรงของมัน แขกเหรื่อที่อยู่บริเวณนั้น เอาแต่จ้องมองไปยังเวที ชื่นชมการแสดงของนักเปียโนชื่อดังที่หาชมได้ยาก กระทั่ง...เพลงจบลงอย่างงดงาม...เสียงปรบมือดังยาวนาน...ช่วยด้วย....

เธอทำได้เพียงตะโกนก้องในใจ ใครจะช่วยเธอจากกรงเล็บนางจิ้งจอกได้ ในเมื่อทุกคนกำลังสนุกสนานกับการสนทนาออกรส ดื่มกินอาหารแสนแพง และจับจ้องแต่บุคคลที่ตนเองสนใจ 

มันจึงเป็นความโชคร้ายของหญิงสาว ที่ไม่ทันมีใครสังเกตเห็นการกระทำอุกอาจ ผ่านการสั่งการจากคุณหนูตัวร้าย แต่กระนั้น ถึงจะมีใครเห็นจริงๆ พวกเขาจะกล้าขัดขวางหรือ อยู่เงียบๆและใช้ชีวิตไปอย่างสงบดีกว่า 

เขาคนหนึ่งล่ะ ที่เลือกที่จะยืนเฉย...เธอสบตาเขาเข้าพอดีและส่งสายตาขอให้เขาช่วยเหลือเธอ แต่ชายหนุ่มกลับเมินหน้าไปทางอื่น แล้วยิ้มแย้มกับคู่สนทนา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หรือเพราะเธอเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งเท่านั้น!!!

ช่วยฉันด้วยยยยยยย

หญิงสาวพยายามขัดขืน ทุบตีไอ้ยักษ์เท่าที่จะทำได้ แต่เปล่าประโยชน์ หมอนั่นไม่ได้ใช้เส้นทางทั่วไป แต่ใช้เส้นทางส่วนตัวของเจ้าของเรือที่ซ่อนอยู่อย่างกลมกลืนกับการตกแต่งสุดอลังการ

หญิงสาวถูกหิ้วไปอย่างง่ายดาย โดยไม่ผ่านสายตาใครอีกเลย สักพักใหญ่ๆ เธอถูกโยนทิ้งไว้ในห้องเก็บของที่แสนสลัว โดยมีโคมไฟเพียงดวงเดียวบนผนังที่ทำงานอยู่

เมื่อประตูปิดสนิท เธอตั้งสติแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนหันมองรอบกายด้วยความหวาดหวั่น

“ที่ไหนกัน” เธอกลืนน้ำลาย หายใจเสียงดัง เพราะยังเหนื่อย “ไวน์เต็มไปหมดเลย”

เธอตาโตตกใจเมื่อนึกได้ว่านี่คือห้องเก็บไวน์ที่เธอเคยมาเยือนครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ที่เธอแอบเห็นไคล์กับดาราสาวทะเลาะกันอย่างหนัก เธอลองดันประตู แต่มันไม่ออก  

“ใครอยู่ข้างนอกบ้าง”  ดันไม่ได้ก็ลองทุบ แต่ไม่ได้ผล “ช่วยด้วย มีคนติดอยู่ข้างในค่ะ ช่วยด้วย!!!

เธอตะโกนขอความช่วยเหลือไปนับร้อยครั้ง แต่ทุกอย่างเงียบกริบ ทุกคนอยู่ที่งานเลี้ยง และยังไม่มีวี่แววว่าพนักงานของเรือจะเข้ามาขนไวน์ไปเพิ่มบนโต๊ะอาหารในงานหรู

เธออดกังวลไม่ได้ว่าห้องนี้อาจเป็นแค่...ห้องเก็บไวน์ส่วนตัวของมัสซิโม แบร์ลุสโคนี่ มหาเศรษฐีที่ชื่นชอบการเก็บสะสมไวน์เป็นชีวิตจิตใจ

“เราต้องออกไปจากห้องนี้ ก่อนที่ยัยนั่นจะกลับมาจัดการเรา”

เธอไม่อยากตายอยู่ในห้องนี้จริงๆ เธอพยายามแนบหูกับประตู เพื่อฟังเสียงฝีเท้าหรือการเคลื่อนไหวใดๆภายนอก

เธอเดาไม่ได้ว่าไอ้ยักษ์ใจร้ายนั่นยังยืนทับประตูอยู่รึเปล่า เขาอาจได้รับคำสั่งให้เฝ้าเธอไว้ก็ได้

“ทำยังไงดีๆๆ”





^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha