เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 10 : เรามาคบกันเถอะ


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป







ตอนที่ 9

 

 

 

ณ...งานเลี้ยงที่แสนคึกคัก สนุกสนาน และอบอวลด้วยเสียงเพลงบรรเลงจากเปียโน ที่คลอเคล้าบรรยากาศให้นุ่มละมุนและคลาสสิคตลอดเวลา แขกเหรื่อนับร้อยที่ถูกเชิญเข้าร่วมฉลองความสำเร็จของบริษัทอาร์แอนด์ดี ถือไวน์คนละแก้ว เตรียมชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของความยินดี แม้ไม่ได้ยินดีไปเสียทุกคนก็ตาม

“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเลี้ยงของเรา” มัสซิโมยืนอยู่เหนือทุกคน เขามั่นใจอย่างนั้นแน่นอน สายตาของประธานบริษัทอาร์แอนด์ดีพูดอย่างนั้นตลอดกาล ขณะขึ้นกล่าวบนเวทีเพื่อประกาศชัยชนะในการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จสูงสุดเสมอมา

ชายสูงวัยที่ดูยโสและร่ำรวยอำนาจ แววตาที่ทรงพลัง น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ สร้างเขาให้ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง

“การก้าวขึ้นสู่บริษัทชั้นนำระดับโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เราก็ทำสำเร็จมาแล้ว เราไม่อยากจะเชื่อเสียทีเดียวว่า อาร์แอนด์ดี ถูกมองว่าเป็นสิ่งมีค่าอีกอย่างของอิตาลี เราไม่ใช่โคลีเซี่ยมนะ”

แขกเหงื่อพากันหัวเราะเฮฮากับมุขตลกร้ายของมัสซิโม

“นี่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้นทุกท่าน กระผมมีความมั่นใจว่า เส้นทางของเรานั้นยังอีกยาวไกลมาก เราจะข้ามผ่านทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า และอยู่กับอิตาลีจนเป็นอมตะ ขอบพระคุณที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในครั้งนี้”

ทุกคนปรบมือเสียงดัง ยาวนาน ขณะสายตาชื่นชมยังจับจ้องไปที่ชายสูงวัย มหาเศรษฐีที่เป็นเจ้าของเงินครึ่งหนึ่งของธนาคารสามแห่งในยุโรป ไม่น่าแปลกใจ หากเขาติดอันดับหนึ่งในสิบมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกของนิตยสารที่เชื่อถือได้ฉบับหนึ่งของอเมริกัน

“ที่กระผมเชิญทุกท่านมาในวันนี้ ไม่เพียงแค่แสดงความขอบคุณที่ทุกท่านไว้วางใจและเชื่อมั่นในสินค้าเราและร่วมลงทุนกับเราเสมอมา แต่กระผมมีข่าวดีที่จะประกาศด้วยเช่นกัน”

ร็อกกี้ที่ยืนมองเวที ด้วยใจสับสนกระวนกระวาย เริ่มเหงื่อแตกพลั่กจนแผ่นหลังเปียกชื้น แน่ล่ะ วินาทีนี้ เขาแทบไม่ได้ยินเสียงตาแก่นั่นพูดเลย เพราะเขายังคงนึกถึงหญิงสาวที่ถูกลากออกจากงานไปโดยไอ้ร่างยักษ์ เขาไม่มีสมาธิเลยแม้แต่น้อย ถึงจะหยิบไวน์มาดื่มดับความกังวลแล้วถึงสามแก้วก็ตาม

“ไม่ได้” เขาบอกตัวเองแต่คำนี้...หญิงสาวผู้นั้นจะเป็นอันตรายไม่ได้ “ชีวิตคน สำคัญที่สุด” เขาตัดสินใจหันหลังให้งานเลี้ยง หากยังไม่ถึงประตู เขาหยุดชะงัก...

“ไอริส!!!” เขาตกใจไม่น้อย เมื่อได้เห็นหญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยราวกับนางพญา ท่ามกลางแขกเหรื่อระดับสูงของบริษัท หญิงสาวที่ดูโดดเด่นเหนือใครในสายตาของเขา

“ไหนบอกว่า...ไปเดินแบบที่ปารีสไง” เขาอดสงสัยไม่ได้ เพราะก่อนที่เขาจะเข้าไปที่อพาร์ตเม้นต์ของเธอเมื่อหลายวันก่อน เขาได้รับโทรศัพท์จากเธอ เกี่ยวกับการเดินทางเร่งด่วนไปทำงานไกลอีกทวีป...เขารู้ว่าเธออยู่ที่ไหนตลอดมา...แต่โกหกหญิงสาวอีกคน

ทว่า...วินาทีนี้ ใครโกหกใครกันแน่!!! 

“ข่าวดีที่ว่านี้ก็คือ...” มหาเศรษฐีชราเอ่ยเสียงทรงพลังที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ราวกับกำลังจะได้เป็นเจ้าของโลกใบนี้ “ผมกำลังจะแต่งงาน”

“แต่งงาน!!!” ร็อกกี้ละสายตาจากไอริส หันกลับไปมองเวทีทันที เขาเห็นเจ้านายของเขาจ้องมองลงมาที่หญิงสาวผู้สง่างามนั้น เธอผู้ปริรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจส่งตอบกลับ ก่อนจะปรายสายตามองไปโดยรอบเพื่อทักทายกับทุกคน ในฐานะมาดามคนใหม่ของตระกูลผู้ร่ำรวย กระทั่ง เจ้าหล่อนหันเจอเขา สายตาที่ประสานกันนั้นเบิกกว้าง ตกใจ ประหลาดใจ และช็อก

หัวใจของไอริสเต้นอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพราะถูกขอแต่งงานกลางฝูงชน แต่เธอกำลังจะเสียชายหนุ่มผู้เป็นที่รักไปตลอดกาล เธออยากอธิบายให้เขาเข้าใจว่า เธอไม่ได้รักชายชรา แต่เธอหวังในทรัพย์สินของเขาเท่านั้น ทว่า ไม่รู้ว่าเขาจะให้โอกาสเธออีกหรือไม่   

“ที่รัก...มาหาผมสิ” มัสซิโมกวักมือเรียกหาเธอแล้ว หญิงสาวหน้าซีดเผือด แต่ยังฝืนยิ้มได้กว้างขวางราวกับนางงามโลก เธอละสายตาจากชายหนุ่มผู้เป็นคนรัก หันกลับไปมองว่าที่สามีบนเวที

ร็อกกี้ได้แต่อึ้ง เขามองเธอเดินขึ้นเวที เพื่อไปหาว่าที่เจ้าบ่าวที่ยังตัณหากลับไม่เลิก ท่ามกลางเสียงปรบมือระงมที่ไร้ความจริงใจ 

“ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” ร็อกกี้คุยกับตัวเอง เขาบ้าไปแล้วที่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นในหัว ตัวเขาเองนั่นแล้วที่หัวเราะเยาะตัวเอง เมื่อนึกย้อนไปหาคำพูดของเจ้าหล่อนตอนปลายปีที่แล้ว ทันทีที่เจ้าหล่อนรู้ว่าเขาตกลงเข้าทำงานที่บริษัทนั่น...คุณต้องทำได้แน่ค่ะ สักวันคุณจะมีบริษัทเป็นของตัวเอง

ฉันมั่นใจว่าฉันจะได้เป็นภรรยาของเจ้าของบริษัท...มาวันนี้ เธอทำสำเร็จ อย่างคาดไม่ถึง ชายหนุ่มหันหลังให้กับความหลอกลวง เดินออกจากงานเลี้ยง เพื่อไปทำหน้าที่พลเมืองดี เขาไม่ได้จะไปลับ แต่จะกลับมาอย่างสง่าผ่าเผยในอีกไม่กี่อึดใจนี้

อดรอหน่อยแล้วกัน!!!

“เธอคือเจ้าสาวของกระผม...ไอริสที่รัก” เจ้าสาวคนที่สี่ที่เขาแต่งงานด้วย เขาเลิกกับภรรยาคนที่หนึ่ง สอง และสามไปด้วย

แต่ภรรยาคนที่สามซึ่งมีบุตรสาวด้วยกันนั้น ยังคงอยู่ที่คฤหาสน์ในฟลอเรนซ์ ป่านนี้ เธอคงรู้แล้วว่าสวรรค์พังทลายราบคาบเพราะเด็กสาวรุ่นลูก

“เธอคือคนสุดท้ายในชีวิตของกระผมครับ”

ทุกคนปรบมือเหมือนจะยินดี แม้ใจคลางแคลงว่าจะเป็นสุดท้ายจริงหรือไม่ แต่ลูกสาวคนเดียวของเขาทนฟังไม่ไหว เธอกรีดร้องจนแก้วทุกใบในงานแตกละเอียดแน่ เธอคว้าขวดไวน์แล้วเดินตึงตังออกจากงานไปทันที 

 

เมริสาเคาะประตูจนเหนื่อย เธอหมดแรงเลยทรุดตัวลงนั่งพิงบานประตู

“ฉันจะต้องมาตายอยู่ในเรือนี่จริงๆเหรอ” เมื่อนึกภาพการตายของเธอ มันช่างน่าสมเพช เพราะเป็นการตายที่โดดเดี่ยวเหลือเกิน “ฉันทำอะไรผิด” เธอถามประโยคนั้นซ้ำๆ แล้วก็ได้...คำตอบที่แสนเจ็บปวด “ฉันไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องของยัยนั่น”

เธอควรจะโทษใครดี บิดาที่พร่ำสอนว่าเมื่อเห็นสิ่งผิด เราต้องไม่นิ่งดูดาย หรือตัวเองที่ไม่รู้จักพิจารณาความสามารถของตัวเองก่อนจะช่วยเหลือใคร จากช่วยจึงกลายเป็นแส่ไปเสีย

หญิงสาวอกจะระเบิด เครียดจนสมองจะประทุ เลยลุกขึ้นเต้นเร่าๆเหมือนยืนอยู่บนกระทะร้อนๆเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ

ทว่า ตรงมุมมืดของห้องนั้น  เงาของชายหนุ่มที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นมานาน สายตาดุดันเจือแววขบขันอย่างไม่รู้ตัว ขณะมองคนที่กำลังทำเสียงดังน่ารำคาญ 

เธออีกแล้วนะ

เขาซวยไปด้วยใช่ไหม ที่ต้องมาติดอยู่ในห้องนี้ 

“ฉันจะไม่ยอมตายอยู่ที่นี่!!!!” หญิงสาวลุกขึ้นยืน แสดงท่าทางเหมือนบรูซลี เรียกกำลังด้วยการสูดหายใจลึกๆ แล้วกลั้นใจะกระโดดถีบบานประตูด้วยความแรง

“อ๊ากกกกกก” แต่แผ่นไม้ไม่สะท้านเลยสักนิด เจ้าหล่อนเองที่กระเด็นออกมาแล้วหล่นตุ๊บ จนก้นจ้ำเบ้ากับพื้นที่เย็นเยียบ “โอ๊ย!!!

ชายหนุ่มลืมตัวหัวเราะหึๆออกมา แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ยิน เขาหุบปากแล้วทำหน้าเก๊กเหมือนเดิม ทั้งที่ก็ไม่มีใครจะมาเห็นเสียหน่อย เขานิ่งไปสามวินาที ก่อนจะเตือนตัวเองว่าไม่ควรหัวเราะพร่ำเพรื่อ เพราะมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของเขาถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี

“นี่มันเวรกรรมอะไรของฉัน” เธอบ่นอย่างสิ้นหวังเพียงไม่กี่ประโยค เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น “สวรรค์มาโปรด!!!

ถ้าไม่ใช่ยัยตัวร้าย...เธอภาวนาให้เป็นใครสักคนที่มาปลดปล่อยเธอออกจากความตาย

ไคล์ยังอยู่ในเงามืดต่อไป เขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าอยู่ที่นี่ด้วย เขาเพียงแค่เข้ามาหาของสำคัญในห้องนี้ หลังจากทำมันหายไปหลายชั่วโมงก่อน เขาหามันจนทั่วแล้วแต่ก็ไม่เจอแม้เงา จึงลองมาหาที่ห้องนี้ แต่ก็ไม่พบอยู่ดี 

“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย ฉันติดอยู่ในนี้ เปิดประตูให้หน่อยค่ะ” หญิงสาวดีใจตื่นเต้นจนแทบเต้นแทป ในที่สุดก็มีคนผ่านมาช่วย เธอเคาะประตูแบบรัวๆ พร้อมตะโกนไม่หยุดปาก “ยะฮู้ ฮัลโหล มีคนอยู่ในนี้ค่ะ”

คนด้านนอกหยุดกึก เมื่อได้ยินเสียงแว่วดังมาจากห้องเก็บไวน์ เขาขยับเข้าใกล้ประตูบานนั้นเพื่อให้แน่ใจ

“ใช่แน่” เขาไม่รอช้า เดินไปหาชะแลงมางัดกุญแจจนพัง เขารีบเปิดประตูให้หญิงสาวที่ถูกขังไว้ข้างใน จากฝีมือของผู้หญิงร้ายกาจที่ไม่เคยได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดา 

“ขอบคุณค่ะ...” เธอกล่าวคำนั้นละล่ำละลัก ก่อนจะเงยหน้ามองผู้มีพระคุณ “คุณ...ร็อกกี้!!!

ชายหนุ่มสีหน้าไม่สู้ดีนัก และเขามองเธอด้วยสายตาแปลกๆ เธอไม่ทันตั้งตัวตอนที่เขาโผเข้ากอดเธอแนบแน่น อารามตกใจทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตัวแข็ง หยุดหายใจ

ส่วนชายหนุ่มที่อยู่ในเงามืด เงียบกริบ วินาทีนี้ชักอยากจะเดินออกจากเงามืด แล้วแสดงตัวให้หมอนั่นเห็น ว่าเขาอยู่กับเธอมาตลอด เขาคิดจะทำบ้าอะไรก็ไม่รู้ 

“ร็อกกี้...” หญิงสาวอึ้งเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆตรงซอกไหล่ “คุณเป็นอะไรรึเปล่า...”

“ผมขอโทษนะ ที่มาช่วยคุณช้าไป...ขอโทษที่...” พยายามรั้งตัวเองให้ห่างเธอมาตลอด เพียงแค่คิดว่าหญิงสาวที่เขากอดอยู่นี้เป็นคนหน้าเงินที่คิดแต่จะจ้องจับผู้ชายรวย...นี่คือสิ่งที่ไอริสยัดเยียดให้เขาฟัง เมื่อเขาถามถึงหญิงสาวที่ตามเกาะติดเธอแจเหมือนตังเม...

กระนั้น ถึงแม้จะพยายามห้ามใจเท่าไหร่ ทำเป็นไม่สนใจใยดี แม้ชื่อยังแกล้งลืม แสร้งทำเป็นรังเกียจต่างๆนานา บอกย้ำกับตัวเองเสมอว่าคนแบบเธอไม่มีวันทำให้เขามีความสุขได้ ทว่า...หัวใจของเขายังโหยหาเธออยู่ดี!!!

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ” เมริสาออกจะเกรงใจ เธอผละจากกายกำยำไร้ความอบอุ่นของเขา เธอยอมรับว่าเคยจินตนาการถึงอ้อมกอดของชายหนุ่มอีกคน แล้วอุตริคิดไปไกลว่าหลังจากขั้นตอนนี้ มักจะมีจูบตบท้ายเสมอ เธอไม่ได้พิศวาสร็อกกี้ และไม่เห็นด้วยหากเขาจะทำขั้นตอนต่อไป “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่”

ร็อกกี้หลบสายตาหญิงสาว รู้สึกผิดนิดๆที่ไม่คิดจะตามมาตั้งแต่แรก “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

“ฉันยังปลอดภัยดี...แต่ก็เกือบหัวใจวาย คุณน่าจะมาช่วยฉันเร็วกว่านี้ ก็คุณเห็นฉันถูกลาก..”

“ใช่...มันแย่มากๆ” แน่นอน เธอต้องทั้งงงและแปลกใจแน่ ทำไมผู้ชายที่เคยดูถูกเหยียดหยามเธอ จึงเปลี่ยนเป็นคนละคน เขาต้องมีเหตุผลที่เข้าท่าสิ ไม่อย่างนั้น เธอต้องนอนไม่หลับไปหลายปีแน่ “ผมไม่รู้ว่าเอมี่โกรธคุณเรื่องอะไร แต่คราวหลังอย่าไปมีเรื่องกับเธอก็แล้วกัน”

“ยัยนั่นชื่อเอมี่ ชื่อเดียวกับเรือลำนี้เลย...ฉันไม่ได้อยากมีเรื่องกับใครหรอกค่ะ แต่..” แต่...เธอเลือกที่จะไม่พูดถึงเรื่องต่ำทรามพวกนั้น และไม่รู้เหตุผลว่าจะต้องไปปกป้องผู้ชายเลวคนนั้นไปทำไม “ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณคุณมากที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ไม่อย่างนั้น ฉันคงถูกหมกตายอยู่ในห้องนี้แน่”

ร็อกกี้คว้ามือเธอไปกอดกุม หญิงสาวใจหายวาบ ยิ่งกว่าตอนโดนฉุดไปกอด  

“ไปกับผม”

“ไปไหนคะ”

“ในงานเลี้ยง”

“ฉันไปไม่ได้หรอก ฉันถูกสั่งห้าม อีกอย่าง ถ้ายัยเอมี่เห็นฉัน ก็เป็นเรื่องอีก” 

“แต่ผมสั่งให้คุณไปกับผม”

“ร็อกกี้ ฉันว่าคุณแปลกๆไปนะคะ” แน่นอน ปฏิกิริยาของเขาทำให้เธอมึนและงง “คุณกินยาผิดรึเปล่า”

“ผมจะปกป้องคุณเอง” คำพูดของเขาจริงจังแค่ไหน เธอคงไม่อาจรู้ได้ แต่ตอนนี้เธอกำลังหายใจไม่ทั่วท้อง “ฟังนะ ผมจะสารภาพกับคุณแค่ครั้งเดียว ผมจะพูดความจริงกับคุณทั้งหมด แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องเชื่อผม ตกลงไหม”

“ห๊า....”

“ที่ผมทนคบกับเพื่อนคุณมาตลอด ก็เพราะผมอยากเจอคุณ”

ไอ้เลว..เลากว่าเขาเสียอีก...ไคล์คิดในใจ

“อะไรนะคะ อยากเจอฉัน” เธออุทานเสียงดังลั่น ไม่คิดไม่ฝันและมันไม่มีทางเป็นไปได้ “คุณเพี้ยนไปแล้วเหรอ”

หมอนั่นจะว่าอย่างไรต่อ..ไคล์ตั้งใจฟังเป็นครั้งแรก  

“เรามาคบกันเถอะ”

โลกแทบถล่มตรงหน้าของหญิงสาวผู้เป็นผ้าขี้ริ้วและขยะมาตลอด เธอสะบัดหน้าไปมาเพื่อไล่ความมึนงงออกไปจากหัว เธอคิดว่ามันเป็นไปได้มากทีเดียวว่า ตอนนี้เธอหิวจนตาลาย หรือไม่ก็นอนสลบอยู่และฝันเลอะเทอะ

“ฉันกำลังฝันอยู่แน่ๆ”

“คุณไม่ได้ฝันเมริสา มันเป็นเรื่องจริง” ชายหนุ่มสีหน้าจริงจัง สายตาอ่อนโยน “เอาล่ะ ผมตั้งใจไปอยู่ที่อพาร์ตเม้นต์กับคุณเมื่อสามวันที่แล้ว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไอริสไปปารีส ถึงแม้ไอริสจะโกหกผมก็เถอะ”

“คุณรู้อยู่แล้วว่าไอริสไม่อยู่และไปไหน อย่างนั้นเหรอ?”

“ผมต้องการใช้เวลากับคุณสองต่อสองบ้าง”

เมริสาอ้าปากค้าง นี่ข่าวมันข่าวร้ายชัดๆ 

“ผมให้เวลาคุณคิดแค่หนึ่งนาทีเท่านั้น คุณจะแต่งงานกับผมไหม” ชายหนุ่มยอมรับว่าที่ขอแต่งงานกับหญิงสาว ส่วนหนึ่งคือต้องการแก้แค้นไอริส แต่ส่วนหนึ่งเพราะเขารักเธอมาตั้งแต่แรก แม้เธอคนนี้อาจร่วมมือกับไอริส เพื่อหลอกลวงเขาก็ตาม แต่เขารู้แล้วว่าความสวยงามมันไร้ความหมายสิ้นดี “เมริสา...ตอบผมสิ”

คำถามนั้นทำหัวใจเธอแทบหยุดเต้น “ไม่จริง”

“หมดเวลาแล้ว” ชายหนุ่มลุ้นสุดตัว เขาอยากรู้ว่าเธอจะตอบอย่างไรจริงๆ “แต่งหรือไม่แต่ง”

“ฉัน...”

“ไปกับผมเถอะ”

“ไม่ค่ะ...” เธอตอบเสียงดังลั่น พร้อมสะบัดมือ “คุณคงเมาเรือ เลยพูดเพ้อเจ้อ”

ชายหนุ่มถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “เป็นเพราะผมจนเหรอ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่คุณเป็นแฟนของไอริส”

“ไม่เกี่ยวกับไอริส มันเป็นเรื่องของเราสองคน” คนรักจอมลวงของเขาจะรู้สึกอย่างไร หากเขากับผู้หญิงที่หล่อนดูถูกเหยียดหยามมาตลอดแต่งงานกัน “แค่คุณกับผม”

ถ้าเธอแต่งงานกับเขา เธอจะกลายเป็นผู้หญิงแพศยาไร้ยางอายทันที เขาจะรู้รึเปล่า?

“เดี๋ยวค่ะ” หญิงสาวลอยไปตามแรงลากของชายหนุ่มแบบไม่ทันตั้งตัว แต่เพียงไม่กี่ก้าว เจ้าหล่อนก็สามารถหยุดเขาได้ แล้วสะบัดมือจนหลุด

“อะไรอีก”

“ฉันไม่ไปกับคุณ”

“หรือว่าคุณมีคนรักอยู่แล้ว...ไม่จริง...คุณอยู่คนเดียวมาตลอด คุณไม่เคยมีแฟนเลยสักคน”

“ขอโทษด้วยนะ...” เสียงนั้นดังมาจากด้านหลังของทั้งคู่ ชายหนุ่มคนนั้นก้าวอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางยโสเหมือนเคย เขามองทั้งคู่ด้วยสายตาเหยียดหยาม ร็อกกี้หน้าเหวอ เมื่อคิดว่าผู้ชายคนนั้นเพิ่งจะออกมาจากห้องเก็บไวน์ ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่หญิงสาวที่เขาเพิ่งขอแต่งงานถูกขังไว้ 




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha