เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 15 : หรือจะเป็นฝีมือเขา


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป





ตอนที่ 14

 

 

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป...สถานการณ์ร้านอาหารยังปกติดีจนกระทั่งวันนี้ 

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ”

เมริสาคร่ำครวญถึงปัญหาที่เกิดขึ้น สมชายและดวงมณีที่นั่งเท้าคาง ปอกถั่วลิสงแห้งกินเล่น ไม่มีความคิดเห็นใดๆ   นอกจาก...

“อัญ...ตำส้มตำแซ่บๆให้กินหน่อยสิ”

อัญชลีบอกเสียงดุ “ไม่ว่าง ทำต้มยำกุ้งให้ลูกค้าอยู่”

“ลูกค้าคนแรก หลังจากเปิดร้านมาสี่ชั่วโมง และฉันเชื่อว่าเป็นคนสุดท้ายของวันนี้”

“มันเกิดขึ้นได้ยังไง ใครเป็นคนทำ” เมริสาเท้าสะเอว อารมณ์เสีย เธอลืมไปว่าเวลานี้ดวงมณีต่างหากคือเจ้าของร้าน ไม่ใช่บิดาของเธอซะหน่อย “หรือว่า...ยัยนั่น”

เธอไม่ได้ถูกไล่ออก จึงยังไม่ได้ไปไหน ดวงมณีเปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่เธอจะขนกระเป๋าออกจากร้านไปเมื่อเจ็ดวันก่อน

เธอถูกเรียกกลับมาในตำแหน่งเด็กล้างจาน แต่สาบานเลย ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอไม่โผล่หัวออกจากร้านเลย กลางวันล้างจาน กลางคืนเย็บผ้า แล้วเอมี่จะรู้ได้ไงว่าเธอขัดคำสั่ง

“สงสัยฉันจะเจ๊งจริงๆแล้ว ว่างๆหาเวลาไปวัด ทำบุญทำทาน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรกันบ้างดีกว่า”

“เข้าท่าเจ๊” สมชายเห็นด้วย “ไปให้พระรดน้ำมนต์กันบ้างก็ดี หรือถ้าให้แจ๋วนะ ทำบุญร้านกันเลยดีไหม นิมนต์พระท่านมาสวดมนต์ ปัดเป่าความชั่วร้าย ขอหงขอหวยอะไรก็ว่ากันไป”

“แกยังคิดจะเอาอกุศลเข้าร้านฉันอีกเหรอ”  

เมริสาไม่ตลกด้วย เธอกลุ้มใจจนหัวเราะไม่ออกแล้ว และเธอรู้ว่าทุกคนหัวเราะกลบเกลื่อนความกังวลใจที่ซ่อนอยู่ในอก มารดานั้นทำงานไม่หยุดเพื่อได้ไม่ต้องมีเวลาฟุ้งซ่าน

“ใครกันนะ ปล่อยข่าวลือเสียหายลงอินเตอร์เน็ต” เธอและร้านอาหารต้องรับมือกับศัตรูที่มองไม่เห็น ใครบางคนกำลังเล่นงานร้านเมริสาอย่างหนัก จนชื่อเสียงที่สร้างสมมานานแทบไม่เหลือ สองวันมานี้แทบไม่มีลูกค้าเข้าร้านเลย หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ร้านอาจต้องปิดตัวลงในไม่ช้า “เจ๊ดวงมีศัตรูที่ไหนรึเปล่า”

“มี” ดวงมณีแผดเสียงขึ้น ก่อนปรายตามองทุกคนในร้าน ที่นั่งเท้าคางกันคนละมุม “พวกแกนี่แหละ ศัตรูของฉัน บอกมา ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ”

“นี่ฉันต้องเตรียมตัวกลับบ้านรึเปล่าเนี่ย” สมชายโอดครวญ “ฉันยังไม่ได้เป็นมาดามเลย ฉันกลับไม่ได้!!

“ถ้าไม่ใช่ศัตรูของเจ๊ดวง ก็ต้องเป็นศัตรูของฉัน”

“ลูกค้าที่เคยมีเรื่องกับแกรึเปล่า”

“ก็เป็นไปได้” แต่เธอเชื่อว่าไม่ใช่ชายตัณหากลับพวกนั้น เธอกำลังสงสัยยัยสุนัขจิ้งจอก แต่ก็ไม่มีหลักฐาน “ฉันว่าเราไปแจ้งความเอาผิดกับคนพวกนี้ดีไหม เผื่อจะสาวถึงตัวคนบงการได้”

“แล้วถ้าเป็นพวกมีอิทธิพล หรือมาเฟียอะไรเทือกนั้นล่ะ” อัญชลีให้ความคิดเห็น หลังจากเงียบมานาน เธอกำลังเตรียมเครื่องปรุงสำหรับตำส้มตำรสแซ่บ “บางทีอาจมีใครอยากได้ที่ดินตรงนี้ก็ได้ อย่าลืมสิ ว่าที่ตรงนี้มันทำเลดีแค่ไหน  อีกไม่กี่เดือนก็จะหมดสัญญาเช่าแล้ว”

“แต่ถ้าเป็นพวกมาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลจริงๆ ก็ไม่น่าจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้เล่นงานเรานะแม่ พวกเขาแค่เดินเข้ามา ข่มขู่นิดๆหน่อยๆแล้วยื่นข้อเสนอ”

“จริงอย่างที่ยัยเมย์มันพูดนะ” ดวงมณีสนับสนุนความคิดของเมริสา “ฉันว่ามันน่าจะเป็นพวกขี้อิจฉามากกว่า”

“หรือไม่ก็ พวกคนรวย เอาแต่ใจ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าคนอื่นเขาต้องลำบากแค่ไหน กับความสนุกเลวๆของตัวเอง” อย่างไรก็ตาม เธอเลิกสงสัยเอมี่ไม่ได้

สมชายชะเง้อไปมองบริเวณทางเดินหน้าร้าน แล้วยิ้มเอียงอาย

“น่าเสียดายจัง ถ้าเราต้องย้ายร้านไปจากนี่ เดี๋ยวนี้มีผู้ชายหล่อ หุ่นล่ำเดินไปเดินมาหน้าร้านตลอด” ผู้จัดการพร่ำเพ้อไม่รู้จักเวลา ดวงมณีเกือบจะหยิบตะหลิวฟาดหัวให้ “แหม...ไม่ใช่ฉันคนเดียวมั้งที่ชอบ ฉันเห็นเจ๊ก็คอยื่นตลอด”

เมริสานึกสงสัยบางอย่าง จึงเดินไปที่ประตูร้าน เธอมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เห็นใครมีพิรุธ

“หรือว่าจะเป็นพวกมาเฟียจริงๆ”

สมชายหันไปทางอัญชลี แล้วพูดโดยไม่ทันคิด “พี่อัญ ไม่ลองให้ลูกสาวช่วยล่ะ ตอนนี้เป็นตั้งมาดามมหาเศรษฐีเชียวนะ”

อัญชลีหยุดหั่นผัก สีหน้าเรียบเฉย 

“ไม่ต้องไปรบกวนเขา ถ้าเรามั่นใจเสียอย่างว่าเราทำถูกต้อง เดี๋ยวมารผจญมันก็แพ้พ่ายไปเอง”

“แต่คนพวกนั้นใหญ่โตคับเมืองเลยนะคะ” เมริสาเดินกลับมายืนที่เดิม เมื่อถึงทางตัน บางทีศักดิ์ศรีก็ไม่ได้สำคัญนัก เธอไม่อยากสูญเสียร้านอันเป็นที่รักไป รวมทั้งครอบครัวใหญ่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน หากต้องแยกย้ายไปคนละทาง ก็คงใจหายไม่น้อย “แม่ไม่เคยได้ยินหรือ เงินอยู่เหนือกฎหมาย คนรวยทำผิดให้ถูกได้”

“แม่รู้” เธอรู้ดียิ่งกว่าใครเลยล่ะ “แต่เราไม่ได้ทำผิด”

“ใช่ค่ะเราไม่ได้ทำผิด แต่ตอนนี้ มีผู้ไม่หวังดี กำลังทำถูกให้เป็นผิด การใส่ร้ายป้ายสีที่รุนแรงที่สุดของร้านเรา” เธอพูดพลางหันมองโดยรอบ “ถ้ามีทางไหนที่พอจะทำได้ตอนนี้ เราก็ควรจะลองทำดูนะคะ พวกเราทุกคนคงไม่อยากสูญเสียที่นี่ไปหรอก”

ทุกคนพยักหน้า สมชายเสริม “ความจริง ไอริสก็เติบโตที่นี่ เธอเองก็น่าจะรักที่นี่ไม่น้อยไปกว่าเรา”

“แม่อย่าโกรธไอเลยนะคะ ที่ไอไม่มาเยี่ยมแม่ อาจเป็นเพราะเธอยุ่ง ไหนจะต้องปรับตัวกับครอบครัวใหม่” ทั้งที่เธอเองก็รู้ว่าไอริสสุดแสนจะรังเกียจร้านอาหารนี้มากแค่ไหน แต่เธอแอบหวังลึกๆว่าเจ้าหล่อนจะนึกได้ว่านี่คือบ้านของมารดาเธอ “หนูโทรไปเอง อย่างน้อย เราจะได้ถามสารทุกข์สุกดิบของเธอด้วย”

เมริสาแถลงจบก็ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ที่แสนคุ้นเคยทันที หากแล้ว มันกลายเป็นเบอร์โทรที่ถูกปิดไปแล้ว คนโทรไปเลยหน้าเสีย ทุกคนที่รอลุ้นคอตก แทบไม่ต้องถามเลยว่าผลเป็นอย่างไร

“ไม่รู้สึกรู้สาบ้างเหรอ ถูกเขาชี้หน้าด่าขนาดนั้น” อัญชลีสีหน้าเรียบเฉย แม้หัวใจจะทุกข์ตรมหมองไหม้ “พอเถอะเมย์  จะเสียใจเปล่าๆ ที่เขาไม่ติดต่อเรามา ก็น่าจะคิดได้แล้วว่าเขาไม่ต้องการเรา เขาคงไม่อยากให้ใครรู้ด้วยซ้ำไปว่าเคยอยู่ที่ร้านนี่มาก่อน”

บรรยากาศในร้านเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าพูดอะไร กระทั่ง

“ตำส้มตำเสร็จยังพี่อัญ” สมชายแลบลิ้นเลียริมฝีปาก ทุกคนพากันยิ้มหัว

“ยัง” อัญชลีหยิบจานใบใหญ่มาวางลง แล้วเรียงอาหารที่เพิ่งทำเสร็จลงไป “ถ้าใครอยากกินส้มตำ ลาภ น้ำตกเย็นนี้ ลุกขึ้นมาหยิบปอเปี๊ยะสดไปคนละจาน แล้วเอาไปยืนแจกให้คนที่เดินผ่านไปมาหน้าร้านชิม”

เมริสายิ้ม ค้นพบว่า ในที่สุด การช่วยเหลือตัวเองคือสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก “หนูขอสองจานเลยค่ะ”

สมชายแซงหน้าไป “งานถนัดเลยค่ะ แต่ขอแจกแต่พวกผู้ชายได้ไหมคะ”

“เดี๋ยวเหอะ”

เมริสากับสมชายมายืนแจกอาหารที่หน้าร้านด้วยกัน มือแจก ปากก็ตะโกนอวดคุณภาพสินค้าไปด้วย

“มันจะได้ผลไหมเนี่ย” สมชายชะเง้อมองหาผู้ชาย “อร่อยๆกัน แต่ไม่เห็นมีใครเข้าร้านเลย”

“อย่าเพิ่งบ่นเลยเจ๊ การเรียกความมั่นใจจากลูกค้า มันต้องใช้เวลานิดนึง”

“หล่อนไม่ลองโทรหาหมอนั่นล่ะ ลูกชายเจ้าของบริษัทที่ขอหล่อนแต่งงานบนเรือน่ะ”

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่เอา ไม่อยากยุ่งด้วย”

“หล่อนะ”

“แต่กินไม่ได้”

“ใครบอกกินไม่ได้ยะ อย่าเล่นตัวนักเลยแม่คุณ หัดใช้ความสวยให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง เดี๋ยวแก่ตัวไปเหมือนเจ๊ดวงจะไม่ทันการ จะหาว่าเจ๊ไม่เตือน”

เมริสาหัวเราะ พูดถึงผู้ชายคนนี้ แต่เธอกลับนึกถึงผู้ชายอีกคน

“เจ๊...ถามอะไรหน่อยสิ” เธออยากถามนะ แต่พอจะเอ่ยออกมาจริงๆ กลับอึกอัก รู้สึกกระดากปากชอบกล

“จะถามอะไรก็รีบถามมาสิ รอตอบอยู่”

“ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวเจ๊หาว่าฉันไร้สาระ”

สมชายพยายามตื๊อให้เธอถามเสียให้ได้ แต่หญิงสาวเลี่ยงไปแจกอาหารไกลๆ

“อุ๊ยตาย!!!” อยู่ๆสมชายก็อุทานลั่นอย่างลืมตัวเมื่อมองไปเห็นเทพบุตรสุดหล่อผู้หนึ่งเดินมาหยุดที่หน้าประตูร้านอาหาร หญิงสาวมองตามสายตาระริกระรี้ของสมชายไปจนเจอเขาคนนั้น

“ไคล์”

ชายหนุ่มเหลียวมามองทางเธอ เขาครุ่นคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนจากเดินเข้าร้าน ตรงมาหาเธอแทน หัวใจของเธอเต้นระส่ำ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ภาพครั้งสุดท้ายที่เจอกันผุดขึ้นในตาอีกแล้ว มันทำให้แก้มเธอสุกปลั่ง เขามาหยุดต่อหน้าเธอ ก้มมองเธอ ขณะสมชายแหงนมองใบหน้าหล่อของเขาอย่างทึ่งๆ   

“ชิมไหมคะ” สมชายนำเสนอ พร้อมขยิบตาปริบๆ

ชายหนุ่มหยิบปอเปี๊ยะในถาดของหญิงสาวขึ้นดู

“อะไรเหรอ”

เมริสาที่จ้องหน้าเขาแบบลืมตัว ละสายตากลับมามองอาหารในถาด “ปอเปี๊ยะสดค่ะ เป็นสูตรใหม่ของเชฟ เราจะใช้เป็นเมนูแนะนำในเดือนนี้ รับรองว่าอร่อย มีประโยชน์ ไม่ทำให้อ้วนค่ะ”

ไคล์เอาเข้าปากแล้วเคี้ยวช้าๆ สีหน้าของเขาไม่ได้ตอบคำถามของเมริสาเลยสักนิดว่ารสชาติเป็นอย่างไร อร่อยถูกปากสมราคาคุยไหม หญิงสาวเผลอมองริมฝีปากบางเฉียบของชายหนุ่มแล้วอดนึกถึงรสชาติจูบของเขาไม่ได้อีกแล้ว เธอพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัวจนเผลอทำท่าตลกๆ เขาก้มมองหน้าเธอใกล้เข้ามาอีก

“เป็นอะไร”

“เปล่าค่ะ อร่อยไหมคะ”

ชายหนุ่มดึงใบหน้ากลับไปยืนเชิดเหมือนเดิม เขาหน้านิ่วคิ้วขมวด เหมือนคนอารมณ์เสีย  

“แบบนี้เขาเรียกว่าอร่อยไหม”

เมริสาหันมองหน้าสมชาย เจอคนกวนประสาทเข้าอีกแล้ว “ต้องขออภัยนะคะ ถ้าอาหารไม่ถูกปากคุณ”

“ผมถามว่าไอ้ที่ผมเคี้ยวอยู่นี่อร่อยไหม”

“คุณต้องการอะไรกันแน่คะ” เธอชักโมโห สมชายจับแขนเธอไว้ เพราะกลัวเธอจะกระโดดถีบก้านคอเขา ชายหนุ่มสูงเกินไปสำหรับท่อนขาเรียวสวยของเธอ

“ผมไม่เคยกิน เพิ่งกินครั้งแรก แล้วผมจะรู้ได้ไงว่ามันอร่อยจริงรึเปล่า”

หญิงสาวอ้าปากค้าง สมชายยิ้มแฉ่ง “อร่อยสิครับ แบบนี้เรียกว่าอร่อยที่สุดในโลกครับ”

“เข้าใจแล้ว” ไคล์ยกไหล่ “ผมจะได้จำรสชาตินี้ไว้”

เขาย้ำคำว่ารสชาติ สายตาของเขาเจ้าเล่ห์ขณะมองริมฝีปากอิ่มสวยสีชมพูระเรื่อของหญิงสาว เจ้าหล่อนจับความคิดของเขาได้ ก็รู้สึกอาย...อายอย่างบอกไม่ถูก  

“ขอบคุณที่ให้เกียรติชิมอาหารค่ะ ขอให้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพค่ะ” เธอพูดพลางก้มหน้าให้เขานิดๆ แต่พอเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเขากำลังผลักบานประตูร้านแล้วเดินเข้าไปด้านใน สมชายก้าวขาจะตามชายหนุ่มไป เมริสาดึงเสื้อเขาไว้ได้ทัน 

“จะไปไหนเจ๊”

สมชายสะบัดสะบิ้ง “เขาให้ท่าขนาดนั้นแล้วจะรออะไรอยู่ล่ะ”

“ท่าอะไรของเจ๊ ให้ท่าอะไรกัน” สมชายพยายามฉุดมือเธอให้กลับเข้าไปในร้านด้วยกัน แต่เธอขืนตัวไว้ “ปอเปี๊ยะยังเหลือตั้งหลายชิ้นนะ” ขาดคำนั้น สมชายคว้าปอเปี๊ยะที่เหลืออยู่ยัดเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ หญิงสาวตะลึงงัน “เจ๊!!!

“โอเค” สมชายพยายามกลืนอย่างยากลำบาก แต่ท้ายที่สุดก็หมดเกลี้ยง “ไปกันได้รึยัง”

“เจ๊ดีใจที่มีลูกค้าเข้าร้าน หรือว่าดีใจที่ได้เจอเนื้อคู่”

“หล่อนรู้ได้ยังไง ฉันเห็นเขาแวบแรกนะ ก็รู้ได้ทันทีเลยว่าพรหมจรรย์ของฉัน กำลังจะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเขา...คิดแล้วเนื้อเต้นยุบยิบยุบยับไปหมด” พูดพลางหัวเราะคิกคัก เมริสาทำหน้าเหมือนกินอาหารบูด

“เขาอาจเป็นคนเลวก็ได้นะเจ๊”

“สเป๊กเลย” สมชายดีดนิ้วเปาะ “หล่อ เลว เย็นชา ตาสีเขียว โอย...เจ๊อยากตาย”

เมริสาปล่อยให้สมชายดีดดิ้นอยู่ตรงนั้น เธอเดินกลับเข้ามาในร้านก่อน ลูกค้าเพียงคนเดียวในร้าน เลือกโต๊ะตรงมุมเสาซึ่งเป็นโต๊ะที่อับสายตาที่สุดของร้าน หากมองมาจากภายนอก

“เข้ามาก็ดีแล้ว กำลังจะให้เด็กไปตาม”

ดวงมณียื่นเมนูให้เธอ เมริสามองด้วยความงง สมชายที่เพิ่งเดินมาถึง คีบเมนูไปถือเอง

“ผมจัดการเองครับคุณดวง”

“ไม่ได้”

สมชายหน้าเหวอ เมริสาเริ่มเอะใจ หันไปมองลูกค้าจอมกวน เขานั่งในท่าขัดสมาร์ท สอดมือกอดอก ทำหน้าขรึมเหมือนเดิม แต่ยักคิ้วหลิ่วตาให้เธอเสียอย่างนั้น เธอคิดว่าตาฝาดไป จึงขยี้ตาแล้วมองอีกครั้ง คราวนี้ เขากระดิกปลายนิ้วชี้เรียกให้เธอไปหา

“ลูกค้าเจาะจงให้เมริสาไปรับออเดอร์” ดวงมณีคีบเมนูคืนจากสมชาย ยัดใส่มือของหญิงสาวแทน “ขอร้องนะเมย์ อย่าเผลอเอาเมนูตีหัวลูกค้าอีก ท่องไว้ อดทน อดกลั้น ใจเย็น และยิ้มสวยๆแบบนางสาวไทย”

“ค่ะ” เจ้าหล่อนรับคำแต่หน้าบึ้ง ก่อนหันไปทางลูกค้า เธอกลั้นใจ ก่อนฉีกยิ้มกว้าง นำเมนูไปยื่นให้แก่ชายหนุ่มอย่างนอบน้อม “เชิญสั่งอาหารค่ะ”

ชายหนุ่มนั่งนิ่งอย่างกับรูปปั้น เขาคงคิดว่าเท่ เขารับเมนูไปเปิดดูคร่าวๆ ไม่ได้เจาะจงหน้าไหนเป็นพิเศษ ครู่เดียว เขาทิ้งเมนูลงบนโต๊ะ 

“กินอะไรดี” 

“คุณชอบอาหารประเภทไหนคะ และคุณแพ้อะไรบ้างคะ”

“ในโลกนี้...ไม่มีอะไรที่ผมแพ้” เขาเงยหน้ามองหญิงสาว สายตาคมปราบนั้นซ่อนความนัยบางอย่างที่มากกว่าคำว่าแพ้หรือชนะ เธอรู้สึกได้อย่างแรงกล้า “คุณช่วยเลือกอาหารให้ผมสักสองสามอย่างสิ เอาที่ถูกใจและถูกปากผมนะ”

“แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะคะว่าคุณชอบหรือไม่ชอบแบบไหน”

“ลองเดาดูสิ” เขาเลิกคิ้วนิดๆ เหมือนท้าทาย

เมริสารู้สึกระอากับลูกค้าแบบนี้จริงๆ...กวนประสาท “ที่คุณมานี่ คุณต้องการอะไรกันแน่คะ”

“คุณไม่อยากรู้หรอก”

“ฉันเพิ่งถามคุณไป”




^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha