เกมหัวใจมาเฟีย

โดย: กาญจนวณิช



ตอนที่ 18 : อย่าหาเรื่องกันน่า


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป







ตอนที่ 17

 

 

 

“ขอบใจมาก”

ไคล์วางสายจากโรเบอร์โต้ คู่หูของเดฟ ซึ่งเป็นบอร์ดี้การ์ดคนสนิทของเขาอีกคน

“ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ก็แค่หิว...” เขาบอกตัวเองไม่ให้คิดมาก เรื่องที่สั่งลูกน้องให้ยกเลิกงานสืบสำคัญ เพื่อปลอมตัวเป็นหนุ่มออฟฟิศเข้าไปซื้ออาหารในร้านตามเมนูที่เขาต้องการ “จ่ายเงินไปวันนั้น ยังกินไม่คุ้มเลย”

วินาทีนั้น...เมริสาวิ่งผ่านหน้าเขาไปอย่างเร็ว ราวกับพายุพัดผ่าน

“ยัยบ้า!!! เสียสติไปแล้วรึไง คิดอะไรบ้าๆ” เธอวิ่งสุดชีวิตโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พอจะเลี้ยวตรงหัวมุมถนนเพื่อเข้าสู่ซอยลัดซึ่งนำไปสู่อพาร์ตเม้นต์สีพาสเทล

คนที่แต่งตัวมิดชิดเดินสวนมานั้นเองที่เปิดฝาขวดขนาดเล็กแล้วสาดน้ำสีขาวคล้ายไวน์ใส่เธอทันที

“ว๊าย!!!” แต่โชคดีที่เธอถูกลากออกจากวิถีน้ำกรดเสียก่อน คนร้ายรีบวิ่งข้ามถนนแล้วหนีไปอย่างรวดเร็ว

“พระเจ้า...” เมริสาอุทานเบาหวิวในลำคอ  ริมฝีปากสั่นระริก ยามหันไปเห็นฤทธิ์ของน้ำกรดที่สาดโดนข้างฝาและเสาไฟบนฟุตบาท เธอแทบไม่อยากจินตนาการเลยว่าถ้าโดนใบหน้าของเธอจะเป็นอย่างไร “น้ำกรด...”

ชายหนุ่มที่เกาะเกี่ยวร่างกายสั่นๆของเธอไว้ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ

“ไม่เป็นไรนะ”

หญิงสาวหน้าซีดไร้เลือด แต่ยังส่ายหน้า “ฉันสบายดีค่ะ”

“ระวังตัวหน่อย หน้าแย่อยู่แล้ว ถ้าถูกสาดน้ำกรดอีก มันจะยิ่งน่าเกลียด”

ใช่เลย...น้ำเสียงและประโยคดูแคลนแบบนี้...ไม่ใช่ใครอื่น...หญิงสาวยกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าตัวเองเพื่อตรวจตราว่าปลอดภัยจริงๆ ก่อนเลื่อนฝ่ามือลงเกาะกุมที่หัวใจเพื่อปลุกปลอบให้คลายความตกใจ

“ไคล์...” เธอเงยหน้ามองคนที่เพิ่งช่วยเธอพ้นจากมีดหมอศัลยกรรม เขายังคงมองตามหลังคนร้ายที่วิ่งหายไปทางซอยฝั่งตรงข้าม “คุณเองเหรอ”

ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร เขาจับข้อมือเธอแล้วดึงให้ไปด้วยกัน แต่หญิงสาวเห็นแผลพุพองบนหลังฝ่ามือของเขาเสียก่อน จึงทำให้เธอกรี๊ด

“หนวกหู”

“คุณโดน...” แผลซึ่งเกิดจากน้ำกรดอย่างแน่นอน เธอดึงมือเขาขึ้นมาดูใกล้ตา “เจ็บไหมคะ”

เขาดึงมือกลับ มองเธอตาขวาง 

“ผมไม่เป็นอะไร ว่าแต่คุณเถอะ วิ่งหน้าตั้งจะไปไหน”

เธออ้าปากหวอ “ใช่แล้ว ฉันต้องรีบไปแล้วค่ะ เพื่อนข้างห้องของคุณ...ไอริส”

ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งออกมาจากเสื้อสเวตเตอร์ แล้วยื่นให้เธอ

“ของคุณใช่ไหม”

เธอรับมาดูด้วยความดีใจ “เย้ ในที่สุด เราก็หากันจนเจอ ฉันคิดว่าเสียเธอไปแล้วซะอีก” เธอเงยหน้ามองเขา “ขอบคุณนะคะที่ยังอุตส่าห์เก็บไว้ให้ ไม่เห็นเป็นขยะ ลาล่ะค่ะ”

“ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณกันบ้างเหรอ” เขาตะโกนตามหลัง เธอหยุด

“ขอโทษนะคะ แต่เพื่อนของฉันกำลังมีปัญหา”

“เช็คข้อความในโทรศัพท์ดูก่อน” เขาแนะนำ หญิงสาวทำตามทันทีโดยไม่ลังเล

“ฉันคงไม่ไปที่อพาร์ตเม้นต์แล้ว...จากไอริส”

“ผมเปิดอ่านมันก่อนคุณแค่นาทีเดียว ก่อนจะเห็นคุณวิ่งอย่างกับพายุ”

เมริสาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ เธออดคิดไม่ได้ว่าไอริสกำลังแกล้งให้เธอวิ่งไปวิ่งมา 

“คุณจะไปโรงพยาบาลไหม” เธอถามเสียงนิ่ง

“ไม่ จำไม่ได้เหรอ เราเลิกกันแล้ว ถ้าสายข่าวของเอมี่เห็นเราอยู่ด้วยกัน ผมเกรงว่าจะเกิดปัญหา”

ด้วยความที่มัวแต่ห่วงเขา เธอลืมเรื่องนี้ไปเลย เขาขุดขึ้นมาให้เธอได้เห็นความจริงข้อนี้อีกครั้ง

“จริงด้วยค่ะ ถ้าอย่างนั้น แยกย้ายเลยแล้วกัน”

“โอ๊ย!!” เขาร้องออกมา หลังจากถูกกระทำผ่านไปหลายนาที เขาคงอยู่ใกล้กับจูเลียร์มากเกินไป ถึงได้ติดนิสัยชอบแสดงมา ผิดกันก็ตรง เขาแสดงไม่เก่งเอาเสียเลย “แสบไปทั้งแขนเลย”

แผลเท่ามด มาร้องโอดโอยเป็นเด็ก ไม่เห็นจะน่าเอ็นดูตรงไหน

“นอกจากบนฝ่ามือ โดนตรงไหนอีกไหม”

“คงไม่..ไม่รู้สิ ผมคงต้องเปลือยทั้งตัวเพื่อตรวจดู” หญิงสาวนึกภาพตามเขาบอกแล้วพะอืดพะอม เขาตั้งใจจะพูดให้เธออาย ซึ่งเขาทำสำเร็จ เธอเดินนำเขาไปจนถึงหน้าห้องของเขา ชายหนุ่มเปิดประตูให้เธอเข้าไปก่อน

“ทำไมรกแบบนี้”

“ผมเลยให้คุณมาด้วยไง” เขาผายมือเชิญไปทางชุดอุปกรณ์ทำความสะอาดที่วางอยู่ซอกหนึ่งของห้อง “คุณไม่จำเป็นต้องทำแผลให้ผมหรอก แผลเล็กแค่นี้จิ๊บๆ ผมทายาเองได้”

“คุณให้ฉันมานี่ เพราะต้องการให้ฉันมาช่วยทำความสะอาดห้องให้คุณ อย่างนั้นเหรอ”

“ในบรรดาผู้หญิงทั้งหมดที่ผมคุยด้วย มีคุณคนเดียวที่ทำงานพวกนี้ได้”

เมริสากลอกตามองเพดาน “ฉันเป็นคนที่โคตรมีประโยชน์เลยนะ”

“ลงมือได้เลย” เขาพูดพลางเดินไปที่ประตูห้อง “ระหว่างนี้ ผมต้องกินมื้อเที่ยงหน้าทีวี มีบอลนัดพิเศษที่ผมต้องดู เพราะตั้งใจจะซื้อสโมสรที่ชนะในวันพรุ่งนี้”

เขาเปิดประตูให้โรเบอร์โต้หอบกล่องอาหารเข้ามา หญิงสาวจำได้ทันทีว่าหมอนั่นคือหนุ่มออฟฟิศที่เพิ่งไปสั่งอาหารที่ร้านของเธอ

ไคล์ทำให้เธอพูดอะไรไม่ออก นอกจากอยากชกคนสักหมัดให้หายเจ็บใจ ซึ่งถ้าเป็นหน้าเขาได้ก็จะดีมาก

“ให้ผมจัดโต๊ะเลยไหมครับ”

“ไม่ต้อง ฉันมีแม่บ้านคอยช่วยอยู่แล้ว นายกลับไปได้เลย”

โรเบอร์โต้หันมายิ้มทักทายหญิงสาว ก่อนเดินออกจากห้องไป

“ฉันเป็นแม่บ้านของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่”

“คุณไม่ใช่แม่บ้านของผม แค่ครั้งคราว ผมจ้าง ปกติคุณได้จากห้องข้างๆเท่าไหร่”

เธอน่าจะบอกราคาแพงลิ่วไปเลยนะ อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะสู้ไหวไหม

“ฉันจะตอบแทนที่คุณช่วยชีวิตฉันไว้ แต่แค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น” เธอตรงไปยังโต๊ะรับประทานอาหาร จัดอาหารใส่จานจนเรียบร้อย “ให้ฉันเปิดทีวีให้ไหมคะ”

“ไม่ต้อง” เขาหย่อนก้นลงบนโซฟา พิงพนัก วางขาซ้อนทับกันบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้า “ถ้าไม่เต็มใจทำ ก็ไม่เป็นไรนะ กลับไปได้เลย”

หญิงสาวเหล่มองคนพูด ด้วยความหนักใจ เธอต้องท่องให้ขึ้นใจใช่ไหมว่าเขาช่วยชีวิตเธอไว้

“ฉันไปแน่ค่ะ แต่จะทำความสะอาดห้องของคุณให้เรียบร้อยก่อน”

ไคล์ไม่พูดอะไร เขาหลับตาลง นอนนิ่งๆอยู่ตรงนั้น เมริสาหน้าหงิกใส่เขา และอดไม่ได้ที่จะรัวหมัด เตะต่อยกลางอากาศแบบไม่ปราณีฝากไปให้เขา เพื่อระบายแค้น

“คนทุเรศ”

เธอเข้าไปในครัว แล้วค้นหากล่องยาจนเจอ จากนั้นก็หิ้วมาวางลงข้างโซฟาที่เขานอนอยู่ เธอทำแผลให้เขาอย่างทะนุถนอม ตบท้ายด้วยการเป่าลมอุ่นๆใส่หลังมือให้หนึ่งครั้ง

“ขอบคุณนะ มือที่ช่วยชีวิตฉันไว้ ช่วยให้ฉันยังคงสวยต่อไป ฉันสัญญาว่าฉันจะคิดถึงมือนี้ตลอดชีวิตของฉัน” แล้วเสร็จก็ลุกกลับเข้าไปในห้องครัว เพื่อทำความสะอาดเป็นลำดับแรก

ชายหนุ่มค่อยๆลืมตาขึ้นจนมองเห็นทุกอย่างชัด เขาถอนหายใจแผ่วเบาแต่หนักแน่น ราวกับมีบางเรื่องต้องตัดสินใจ 

เมริสาทำความสะอาดห้องครัวจนสะอาดเอี่ยม งานถนัดของเธอจะให้เสียชื่อไม่ได้

เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก เห็นชายหนุ่มนั่งดูถ่ายทอดสดฟุตบอลอย่างมีสมาธิ เธอไม่คิดจะกวนเขาอีก จึงเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร เธอเปิดฝาจานที่ครอบไว้ ปรากฏว่าอาหารยังอยู่ครบ เขายังไม่แตะมันสักคำ

“ไหนบอกว่าหิวไง”

สายตาของไคล์อยู่ที่หน้าจอ แต่ปากพูดไปด้วย

“คุณคิดว่าใครส่งคนมาจัดการคุณ”

สิ่งที่เขาถาม เธอไม่มีคำตอบให้

“ไม่รู้สิคะเดาไม่ถูก เห็นฉันกระจอกๆแบบนี้ ศัตรูฉันเยอะนะ”

“ใครอยากให้คุณเสียโฉม”

นั่นสิ ใครอิจฉาความงามของเธอ จนถึงขั้นจะทำลายมันให้ย่อยยับ

“ทำฉันไม่เป็นไร แต่อย่าไปทำคนที่ร้านอาหารก็แล้วกัน”

ไคล์ไม่เข้าใจเธอ “คุณเป็นห่วงคนอื่น...มากกว่าตัวเองเสียอีกนะ”

“พวกเขาเป็นคนสำคัญของฉัน คุณไม่เข้าใจหรอก” เมื่อเธอพูดถึงบุคคลสำคัญในชีวิตของเธอ แววตาของเธอก็สุกสกาว สดใส เต็มไปด้วยพลัง นี่สินะ การมีชีวิตอยู่เพื่อใครสักคน “ถึงฉันจะเป็นแค่เด็กกำพร้า ที่ไม่เหลือใครเลยในโลกใบนี้ แต่ฉันไม่เคยเหงาเลย หัวใจของฉันบอกฉันเสมอว่า ฉันควรมีความสุข”

ซึ่งมันต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง เขามีชีวิตอยู่เพื่อจะได้ทุกข์ให้สาสมใจ เขาพิพากษาตัวเองตั้งแต่วันแรกที่รู้ความจริงว่ามารดาของเขาต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ตรมขมขื่นถึงห้าปี ก่อนจะปลิดชีพตัวเองในห้องนอนด้วยการผู้คอตาย

ขณะที่เขายังยิ้มแย้ม หัวเราะ และมีความสุขอย่างบ้าคลั่ง ตามประสาหนุ่มน้อยที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบ เขาไม่เคยเอะใจเลยว่าทำไมบิดาถึงสั่งห้ามเขากลับมิลานจนกว่าจะเรียนจบปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจ โดยให้ติดต่อกับมารดาของเขาผ่านทางจดหมายเท่านั้น

เขามารู้ทีหลังว่าจดหมายทุกฉบับที่มารดาของเขาเขียนถึงลูกชายเป็นพันฉบับนั้น แท้จริงแล้ว เป็นคนอื่นที่มีลายมือเหมือนกันจนแยกไม่ออก เขาถูกบิดาหลอกอยู่นานเกือบสิบห้าปี

คิดดูแล้วกันว่า เขาหอบเอาเกียรติยศจากการเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยเก่าแก่และมีชื่อเสียงกลับมาที่บ้าน เพื่อจะรู้ความจริงว่ามารดาของเขาจากเขาไปตั้งแต่สิบห้าปีก่อน

ตอนนั้นเขาเพิ่งจะยี่สิบต้นๆเองนะ หัวใจของเขาจะเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด เขาจึงโกรธบิดาจนสรรพางกายสั่นสะท้าน และลั่นวาจาจะไม่ขอเกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป

“ความสุขจอมปลอมรึเปล่า” เขาดูแคลนความหวังของเธอ ด้วยความมั่นใจว่าการมีชีวิตอยู่ในแบบที่เธอร่ายมานั้น มันไม่มีอยู่จริง เพ้อฝัน คนเรายิ่งโตขึ้น ความสุขจะค่อยๆถูกดูดคืนกลับไป ไม่รู้ว่าบนสวรรค์หรือในนรก “สุขแค่ปากพูด ความยากจนข้นแค้นหรือปัญหามากมายที่ประดังเข้ามาในชีวิต มันคือของขวัญสำหรับมนุษย์บางจำพวก และคุณเป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น การฝืนยิ้มมันไม่ได้ทำให้คุณสวยขึ้นหรอก ”

เขาอยากจะหัวเราะนัก แต่เขาหัวเราะไม่ออก

“มนุษย์จำพวกนั้นที่คุณหมายถึงคือพวกอ่อนแอและพวกอ่อนต่อโลก อย่าเหมาฉันไปอยู่ในคนจำพวกนั้น คุณอยู่ไปเองคนเดียวเหอะ ฉันไม่ร่วมงานด้วยเด็ดขาด”

“คุณหาว่าผมอ่อนต่อโลกอย่างนั้นเหรอ” คราวนี้แหละ เขาหัวเราะออกมาได้จริงๆ “ผมอายุมากกว่าคุณหลายปีนะ สาวน้อย คุณไม่รู้หรอกว่าชีวิตของผมผ่านอะไรมาบ้าง เพราะฉะนั้น อย่าตราหน้าคนที่คุณยังไม่รู้จักดี”

เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “แล้วคุณรู้จักฉันดีเหรอ”

เขาอึ้งกับคำถามเธออยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย้ยหยันเล็กๆ “มีมนุษย์หลายประเภทในโลกนี้ที่ผมไม่อยากทำความรู้จัก หนึ่งในนั้น คือไร้ประโยชน์”

“อะไรนะ!!! นี่คุณหาว่าฉันเป็นคนไร้ประโยชน์เหรอ” เธอโกรธจนตัวสั่น เธอไม่ใช่เหรอ ที่เพิ่งทำความสะอาดบ้านให้เขาไปหมาดๆ กลิ่นน้ำยาขัดพื้นยังกรุ่นอยู่เลย เธอทิ้งไม้ถูพื้น ถอดเสื้อกันเปื้อนออก โยนไปมุมหนึ่งของห้อง“ถ้าอย่างนั้น ฉันควรจะกลับไปในที่ๆเขาเห็นค่าฉันจะดีกว่า ขอตัวนะคะ พ่อคนสร้างโลก”

เธอหันหลังให้เขา ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ผมพูดรึยังว่าคุณเป็น...”

เมริสาชะงักงัน กลืนน้ำลายเอื๊อก เถียงเขาได้รึ ก็เขายังไม่ได้พูดจริงๆ

“คุณไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่คุณเป็นคนเถียงคำไม่ตกฟาก ซึ่งเป็นมนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่ผมมักจะตัดทิ้งออกจากชีวิต ผมไม่เก็บคนที่โง่แล้วอวดฉลาดไว้ใกล้ตัวหรอก”

“โง่แต่อวดฉลาดอย่างนั้นเหรอ” เธอโกรธจนหน้าแดงก่ำ หันกลับมา ตรงมาหาเขาแล้วชี้หน้า “คุณ!!!

“อีกประเภทคือ คนที่ชี้หน้าผม”

เมริสาอ้าปากหวอ มือขวาตกข้างลำตัวโดยอัตโนมัติ เขาพูดต่อแบบไม่เร่งรีบ

“และคนที่เดินนำหน้าผม ทั้งๆที่ก้นไม่ได้สวยอะไร”

หญิงสาวจับก้นหมับ ตาลุกร้อน เมื่อคิดว่าเขาเคยมองก้นเธอมากี่ครั้งแล้ว 



^^


ตอนที่แล้ว ตอนต่อไป


เล่มที่คนอื่นอ่าน

captcha